ดาวกึ่งบริวารของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439556

ดาวกึ่งบริวารของโลก

โดย…วรเชษฐ์ บุญปลอด

ทุกคนรู้ว่าดวงจันทร์เป็นดาวบริวารตามธรรมชาติเพียงดวงเดียวของโลก โคจรรอบโลกด้วยคาบประมาณหนึ่งเดือน นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าดาวเคราะห์น้อยบางดวงมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ในแนวใกล้เคียงกับวงโคจรของโลก พร้อมกับมีตำแหน่งอยู่ใกล้โลกจนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นดาวกึ่งบริวารของโลก

ดาวเคราะห์น้อยเป็นวัตถุหินที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีอยู่เป็นจำนวนมากในระบบสุริยะ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยหลายดวงในแต่ละปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากมีโครงการสำรวจท้องฟ้าหลายโครงการที่มีเป้าหมายค้นหาวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อโลก พูดง่ายๆ ว่าอาจชนโลกได้ในอนาคต ทำให้สามารถค้นพบดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กที่มีความสว่างน้อยเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี

วันที่ 27 เม.ย. 2559 กล้องโทรทรรศน์แพน-สตารรส์ ซึ่งควบคุมโดยสถาบันดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ซึ่งใช้ถ่ายภาพท้องฟ้าเพื่อค้นหาวัตถุใกล้โลก นำไปสู่การค้นพบดาวเคราะห์น้อยและดาวหางจำนวนมากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แพน-สตารรส์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ ได้ชื่อว่า 2016 HO3 ซึ่งชื่อนี้บ่งบอกปีคริสต์ศักราชและช่วงเวลาที่ค้นพบ ดาวเคราะห์น้อย 2016 HO3 มีความพิเศษตรงที่สามารถจัดเป็นดาวกึ่งบริวารของโลก เนื่องจากโคจรอยู่ใกล้โลกต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ขณะที่ 2016 HO3 โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบใกล้เคียงกับโลก มันก็ดูเหมือนโคจรรอบโลกไปพร้อมๆ กัน แต่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อยู่ไกลเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นดาวบริวารของโลก ในรอบปีหนึ่งๆ ช่วงเวลาครึ่งหนึ่งมันจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกเล็กน้อย และนำหน้าโลก ช่วงเวลาอีกครึ่งหนึ่งมันจะอยู่ไกลดวงอาทิตย์มากกว่าโลกเล็กน้อย และตามหลังโลก หากเราตรึงให้ดวงอาทิตย์กับโลกเป็นกรอบอ้างอิงที่อยู่นิ่ง มันจึงดูเหมือนว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้โคจรรอบโลก

2016 HO3 ไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่พบว่ามีแนวการเคลื่อนที่ในอวกาศในลักษณะดังกล่าว ก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยอย่าง 2003 YN107 ที่มีรูปแบบการโคจรในทำนองเดียวกัน แต่ปัจจุบัน แรงโน้มถ่วงรบกวนจากวัตถุต่างๆ ซึ่งทำให้วงโคจรไม่เสถียร ได้ทำให้ 2003 YN107 ออกจากการเป็นดาวกึ่งบริวารไปแล้ว ส่วนกรณีของ 2016 HO3 นักดาราศาสตร์คำนวณพบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เป็นดาวกึ่งบริวารของโลกมานานเกือบร้อยปีมาแล้ว และจะยังคงเป็นอยู่ต่อไปอีกหลายศตวรรษ นับได้ว่าเป็นดาวกึ่งบริวารของโลกที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยพบมา

ขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาในรายละเอียดด้านขนาดของ 2016 HO3 แต่จากความสว่าง ระยะห่าง และอัตราการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุประเภทดาวเคราะห์น้อย นักดาราศาสตร์คาดไว้ในเบื้องต้นว่ามันน่าจะมีขนาดใหญ่กว่า 40 เมตร แต่ไม่เกิน 100 เมตร

ผลการศึกษาและคำนวณวงโคจรของ 2016 HO3 ย้อนไปในอดีตและล่วงหน้าไปในอนาคต โดยคิดแรงโน้มถ่วงรบกวนจากวัตถุมวลมากต่างๆ ในระบบสุริยะ แสดงว่าระหว่างที่ 2016 HO3 โคจรรอบดวงอาทิตย์ มันจะอยู่ห่างโลกไม่เกิน 100 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ และจะไม่เข้าใกล้โลกน้อยกว่าระยะทาง 38 เท่าของระยะโลกถึงดวงจันทร์ (ระยะห่างเฉลี่ยของดวงจันทร์โดยประมาณคือ 384,400 กิโลเมตร) แสดงว่าไม่มีโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะชนโลก

ไม่เพียงแค่โลก มีการค้นพบดาวกึ่งบริวารของดาวศุกร์เมื่อปี 2547 จากผลงานวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์ในฟินแลนด์ พวกเขารายงานว่าดาวเคราะห์น้อย 2002 VE68 ขนาดประมาณ 210-470 เมตร ซึ่งค้นพบโดยหอดูดาวโลเวลล์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 2 ปี ก่อนหน้านั้น มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบเท่ากับดาวศุกร์ และดูเหมือนโคจรรอบดาวศุกร์หากตรึงให้ดวงอาทิตย์และดาวศุกร์เป็นกรอบอ้างอิงที่อยู่นิ่ง งานวิจัยยังแสดงว่ามันอาจโคจรในลักษณะนี้มานานประมาณ 7,000 ปี มาแล้ว และจะออกจากการเป็นดาวกึ่งบริวารของดาวศุกร์ในอีกราว 500 ปี

ดาวเคราะห์น้อย 2007 RW10 ขนาดประมาณ 250 กิโลเมตร ก็จัดได้ว่าเป็นดาวกึ่งบริวารของดาวเนปจูน มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์เท่ากับดาวเนปจูน งานวิจัยของนักดาราศาสตร์ในสเปนเมื่อ ปี 2555 แสดงว่า 2007 RW10 เป็นดาวกึ่งบริวารของเนปจูนมานาน 12,500 ปี และคาดว่าจะเป็นต่อไปอีกราว 12,500 ปี

ดาวกึ่งบริวารของโลก (หรือของดาวเคราะห์ดวงอื่น) ไม่ถือว่าเป็นดาวบริวาร เพราะแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ยังคงมีอิทธิพลเหนือแรงโน้มถ่วงของโลก (หรือของดาวเคราะห์ดวงอื่น) หากมีคนถามว่าโลกมีดาวบริวารกี่ดวง คำตอบก็ยังคงเป็นหนึ่งดวง

ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (26 มิ.ย.-3 ก.ค.)

ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ อยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลงหลังดวงอาทิตย์ตก โดยอยู่สูงบนท้องฟ้าทิศตะวันตก หลังจากนั้นเคลื่อนต่ำลง ตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 5 ทุ่ม

ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง เวลาหัวค่ำอยู่สูงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู ซึ่งอยู่ติดกับกลุ่มดาวแมงป่อง มีตำแหน่งอยู่ห่างดาวอังคารเป็นมุมประมาณ 20 องศา ดาวอังคารจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ในเวลา 3 ทุ่ม แล้วไปตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณตี 2 ครึ่ง ดาวเสาร์ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าในเวลา 4 ทุ่มครึ่ง ตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 4

สัปดาห์นี้เป็นข้างแรม มองเห็นดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดของทุกวัน ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในวันที่ 28 มิ.ย. หลังจากนั้นกลายเป็นเสี้ยว เช้ามืดวันที่ 2 ก.ค.หากไม่มีเมฆบัง เมื่อมองไปเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก จะเห็นดวงจันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้ดาวอัลเดบารันหรือดาวตาวัวในกลุ่มดาววัว ห่างกันด้วยระยะห่างเชิงมุม 3 องศา

เช้ามืดวันเสาร์ที่ 2 ก.ค. 2559 ขณะท้องฟ้าสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว สถานีอวกาศนานาชาติจะโคจรผ่านเหนือประเทศไทย มองเห็นเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้า กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเริ่มเห็นเมื่อสถานีอวกาศออกจากเงาโลกขณะอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 05.13 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นในแนวเกือบตั้งฉากกับขอบฟ้า ผ่านเหนือศีรษะในเวลา 05.16 น. แล้วเคลื่อนต่ำลง ไปสิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 05.19 น. (เวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย)

 

หยวนหมิงหยวน ประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่ฉากละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439554

หยวนหมิงหยวน ประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่ฉากละคร

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ในปักกิ่ง มีพระราชวังที่โปรแกรมทัวร์ไทยมักละเลยอยู่ที่หนึ่ง ซึ่งก็คือพระราชวังฤดูร้อนเดิม ที่มีชื่อจีนว่า “หยวนหมิงหยวน”

แม้จะถูกโปรแกรมทัวร์ไทยละเลยแต่พระราชวังแห่งนี้ก็หัวกระไดไม่เคยแห้งจากชาวจีน เพราะพระราชวังแห่งนี้คือตัวแทนที่เล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองและการล่มสลายของแผ่นดินจีนได้อย่างดี

ในรัชสมัยของฮ่องเต้คังซี พระองค์พระราชทานพื้นที่บริเวณหยวนหมิงหยวนให้แก่องค์ชายสี่ (ซึ่งในสมัยถัดไปเป็นฮ่องเต้ยงเจิ้ง) ยงเจิ้งฮ่องเต้องค์ถัดมาปรับปรุงและก่อสร้างเพิ่มเติมหลายส่วนเพื่อใช้เป็นพระราชวังที่ประทับเป็นประจำ แล้วความวิจิตรอลังการของพระราชวังหยวนหมิงหยวนก็ถึงจุดสูงสุดพร้อมๆ กับสภาวะบ้านเมืองที่รุ่งเรืองมั่งคั่งในรัชสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง

หยวนหมิงหยวนจึงเริ่มต้นและรุ่งเรืองขนานไปกับประวัติศาสตร์ยุครุ่งเรืองครั้งสุดท้ายของราชอาณาจักรจีน

พื้นที่สวนและพระราชวังหยวนหมิงหยวนในยุคฮ่องเต้เฉียนหลงมีพื้นที่เทียบเท่าสนามฟุตบอล 600 สนาม ใหญ่เป็น 8.5 เท่าของพระราชวังต้องห้าม ลำพังพื้นที่พื้นน้ำก็ใหญ่พอๆ กับพื้นที่ของพระราชวัง
ฤดูร้อนอี๋เหอหยวนทั้งหมด และพื้นที่ตำหนักในหยวนหมิงหยวนมีพื้นที่รวมกันมากกว่าพื้นที่ของสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในวังต้องห้าม

ในเมื่อมีวังต้องห้ามแล้ว จะมีหยวนหมิงหยวนให้ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ไว้ทำไม?

เพราะฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงเป็นชนเผ่าแมนจูที่รักการขี่ม้ายิงธนูใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ย่อมอึดอัดกับพระราชวังแบบชาวฮั่นที่มีวัฒนธรรมคนเมืองมาเนิ่นนาน

พื้นที่ในพระราชวังต้องห้ามส่วนใหญ่ก็มีแต่พื้นหินกับตึก ตึก และก็ตึก สิ่งก่อสร้างทุกอย่างเป็นไปเพื่อสัญลักษณ์แห่งอำนาจ สถาปัตยกรรมจึงเต็มไปด้วยการแสดงระบบระเบียบแบบแผน เดชานุภาพที่ยิ่งใหญ่ข่มมนุษย์ จึงไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก หยวนหมิงหยวนจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นพระราชวังที่ฮ่องเต้ทรงอยู่อาศัยจริง

ถ้าไม่ได้มีพระราชพิธีใหญ่โต หรือเป็นช่วงฤดูหนาวจัดซึ่งกินระยะเวลาเพียงเดือนสองเดือนต่อปี ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงยุคหลังๆ จะไม่ประทับอยู่ในวังต้องห้าม แต่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในหยวนหมิงหยวนมากกว่า

ฮ่องเต้อยากใช้ชีวิตแบบใดก็จำลองมาไว้ในพระราชวังแห่งนี้ ไม่ว่าสวนสวยในแดนเจียงหนานที่ฮ่องเต้เคยเสด็จประพาส สวนท้อในจินตนาการที่อยู่ในบทกวี แม้กระทั่งเกาะเซียนในตำนาน ล้วนจำลองมาไว้หมด และที่สำคัญกฎมณเฑียรบาลที่ห้ามนางสนมชาวฮั่นเข้าวังก็ไม่เคยใช้กับพระราชวังแห่งนี้

คือ Theme park ระดับฮ่องเต้

และเมื่อถึงยุคที่บาทหลวงชาวตะวันตกเข้ามาในแผ่นดินจีนมากขึ้น ข่าวคราวความเจริญของตะวันตกถึงพระเนตรพระกรรณฮ่องเต้เฉียนหลงผู้สนใจในความเลิศหรู พระองค์จึงทรงรับสั่งให้บาทหลวงออกแบบก่อสร้างพระราชวังแบบฝรั่งไว้ในพระราชวังแห่งนี้ไว้ด้วย

ตึกฝรั่งที่ว่าสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์บาโรก (ศิลปะสไตล์เดียวกับพระราชวังแวร์ซาย) ไม่ใช่แค่ตัวอาคารเท่านั้น พื้นที่สวนโดยรอบก็ตกแต่งด้วยการจัดสวนแบบตะวันตก รวมถึงสวนประดับน้ำพุที่จะไหลออกจากรูปปั้นนักษัตรทองแดงทั้ง 12 ตัวตามแต่ละโมงยามที่ผ่านไป

และการเป็นฮ่องเต้ไม่ใช่ว่าจะอยู่พักผ่อนสบายไปวันๆ ได้ ฮ่องเต้ยังต้องทำงาน ว่าราชการ รับรองทูตต่างชาติ พระราชวังแห่งนี้จึงต้องมีพื้นที่รองรับทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว

หยวนหมิงหยวนจึงต้องเป็นทั้งบ้านและสำนักงานสุดรื่นรมย์

อาคันตุกะชาวต่างชาติจำนวนมากที่ถูกเชิญเข้ามา ต่างชื่นชมในความมหัศจรรย์ของหยวนหมิงหยวนว่าเป็น “สวนแห่งสวนทั้งหมื่น” สถาปนิกหลวงแห่งอังกฤษ วิลเลียม แชมเบอรส์ เมื่อเดินทางมาถึงจีนและได้เข้าชมสวนแห่งนี้กล่าวว่า หยวนหมิงหยวนเป็น “การรวบรวมสรรพสิ่งที่รื่นรมย์ที่สุดของธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นที่สุดของทุกสิ่งที่ทำให้ผู้คนตราตรึง”

แต่ทุกอย่างไม่พ้นกฎอนิจจัง แล้วก็ถึงวันที่พระราชวังแห่งนี้ต้องพังพินาศลง ด้วยชนวนเหตุทางการเมืองหลังสงครามฝิ่นครั้งที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1860 กองทัพพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศสเข้าบุกกรุงปักกิ่ง ข่มขู่องค์ฮ่องเต้ด้วยการมุ่งตรงเข้ายึดอุทยานหยวนหมิงหยวน กองทหารซึ่งในสถานการณ์นี้มีพฤติกรรมเช่นกองโจรก็เข้าปล้นชิงยื้อแย่งสิ่งของล้ำค่าในพระราชวัง จนในที่สุดต้องจัดระเบียบด้วยการนำสิ่งของทั้งหลายมาประมูลขายให้เป็นของที่ระลึกแจกจ่ายให้กับเหล่าทหารด้วยความเป็นธรรมแบบกองโจร วัตถุล้ำค่านับล้านชิ้นถูกขโมยออกจากพระราชวัง ในปัจจุบันของเหล่านี้สูญหายบ้างกระจายไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก

แต่นั่นยังไม่พอ กลุ่มทหารอังกฤษ-ฝรั่งเศสตัดสินใจเผาพระราชวังแห่งนี้เพื่อลงโทษราชสำนักจีน เป็นอันว่าของล้ำค่าที่ฉกชิงไปได้ก็ฉกชิงไปหมด ที่เหลือขนย้ายไปไม่ได้ก็ถูกเผาทำลายกลางกองเพลิง ไฟลุกโชนอยู่สามวันสามคืน พระราชวังอันวิจิตรที่ใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษส่วนใหญ่กลายเป็นเถ้าถ่าน

ในที่สุด ราชสำนักจีนก็ยินยอมทุกข้อตกลง สภาพบ้านเมืองที่อ่อนแอจนกระทั่งหยวนหมิงหยวนถูกเผาทำลาย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฮ่องเต้เสียนเฟิงทรงตรอมใจป่วย และสิ้นพระชนม์ลงหลังจากนั้น

แล้วไม่นาน หยวนหมิงหยวนต้องโดนเผาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1900 โดยครั้งนี้กองทัพพันธมิตร 8 ชาติเข้าปล้นทำลาย อาคารที่ยังพอหลงเหลือจากการเผาทำลายเมื่อครั้งแรกจึงถูกเผาทำลายสิ้น จะมีเหลือก็แต่ซากอาคารตึกฝรั่งซึ่งทำจากหินที่พอจะรอดพ้นพระเพลิงมาได้ แต่ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างมาก

ภัยจากต่างชาติจบลง หยวนหมิงหยวนยังต้องผ่านภัยจากคนในชาติ การฉ้อราชบังหลวงโยกย้ายสิ่งของที่กระจัดกระจายออกจากพระราชวัง กองกำลังเถื่อน และกลุ่มอันธพาลเข้าลักขโมยและรื้อทำลาย หินสลักงดงามที่เหลืออยู่ถูกขโมยไปประดับสถานที่ส่วนตัว เศษไม้ที่เหลือถูกชาวบ้านนำมาเผาเป็นถ่านออกขาย หยวนหมิงหยวนกลายเป็นสภาพพื้นที่รกร้างโดยสมบูรณ์

หินแกะสลักซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในอุทยานหยวนหมิงหยวนถูกขโมยไปใช้ตามสุสานนายพลทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ กันก็ยังมีซากหินที่ถูกขนย้ายออกมาทิ้งไว้

หยวนหมิงหยวนอันรุ่งเรืองไม่ฟื้นคืนกลับมาอีกแล้ว

รัฐบาลจีนยุคหลังเลือกที่จะไม่บูรณะอาคารใดๆ มากมาย และพยายามใช้ซากโบราณสถานเล่าประวัติศาสตร์ให้กับคนในชาติว่าครั้งหนึ่ง ชนชาติจีนเคยถูกย่ำยีเมื่อบ้านเมืองอ่อนแอ

หยวนหมิงหยวนยุคปัจจุบัน จึงมีแต่พื้นที่สวนน้ำกับเนินดินน้อยใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้เท่านั้น มีอยู่เพียงบางส่วนของตึกฝรั่งเท่านั้นที่ยังเห็นเป็นหินสลักลายศิลปะบาโรกกองระเนระนาด แต่ลำพังแค่เศษซากก็ยังพอทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังประวัติศาสตร์หน้านี้จินตนาการถึงวังอันงดงามและวันอันน่าหดหู่ได้

ไม่มีการแสดงแสงสีเสียง ไม่มีการบูรณะซ่อมแซมอะไรใหญ่โต มีเพียงการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ หรือไม่ก็เป็นเพียงสถานที่จัดเทศกาลชมดอกบัวในบางฤดูเท่านั้น

ชาวจีนและนักท่องเที่ยวบางส่วนจึงมาซึมซับประวัติศาสตร์ที่นี่ ขณะที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเห็นอดีตอันงดงามเป็นรูปธรรมผ่านเลยไป

ในยุคที่ผู้คนห่างเหินสงครามยึดบ้านยึดเมือง บางคนอาจเริ่มต้นตั้งคำถามท้าทายว่าการเป็นเมืองขึ้นมันแย่ตรงไหน ความภูมิใจในเอกราชมีไว้ทำไม (ซึ่งในข้อหลังบางทีก็น่าตั้งคำถาม ถ้าความภูมิใจในเอกราชนำมาซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง)

แต่การได้เห็นความว่างเปล่าในทุกวันนี้ของหยวนหมิงหยวน ทำให้คำถามเหล่านั้นหมดไป แล้วกลับมาใจหายแทนทุกๆ บ้านเมืองที่ต้องประสบชะตากรรมที่ถูกคนนอกย่ำยี และต่อเนื่องด้วยสังคมภายในล่มสลาย ซึ่งกว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลานับศตวรรษ

หลายครั้งเศษซากและความเงียบงันจากการล่มสลายก็ทำหน้าที่สอนใจเราได้ดีกว่าความรุ่งเรืองอลังการแบบฉากละคร

 

ชินจัง สาระในความทะลึ่งตึงตัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439550

ชินจัง สาระในความทะลึ่งตึงตัง

โดย…พรเทพ เฮง

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสดูการ์ตูน “ชินจังจอมแก่น” อีกครั้ง เพราะอยู่ดีๆ กล่องดีวีดีรวมการ์ตูนเรื่องนี้หลายแผ่นก็ตกลงมาจากหลังตู้ แล้วลูกสาววัย 8 ขวบกว่าก็เอามาเปิดดูกันอีกรอบ แถมยังตามหาหนังชินจังมาดูอีกในยูทูบ เลยดูชินจังกันทะลุปรุโปร่งแจ่มแจ้งแถลงไข

เมื่อก่อนก็เคยดูด้วยกัน ซึ่งลูกสาวยังเป็นเด็กอนุบาลก็ชอบแต่ไม่ถึงกับชอบมากมาย พอโตขึ้นได้มาดูอีกรอบแบบลากยาวคราวนี้ ดันชอบมากๆ

ตอนนี้คำว่า “หน้ากากแอ็กชั่น” ยังก้องอยู่ในหู และทวารของชินจังก็ลอยโดดเด่นอยู่ในหัว มีความรู้สึกว่าคนเขียนคือ โยะชิโตะ อุซึอิ ผู้ล่วงลับจากไปเมื่อเดือนกันยายน ปี 2556 จากอุบัติเหตุตกหน้าผาโตะโมะอิวะ ขณะกำลังถ่ายรูป ระหว่างทางที่จะปีนขึ้นยอดเขาอะระฟุนะ เป็นคนที่คอยคิดไอเดีย สรรหามุขตลกอันคาดไม่ถึงมาเขียนมาวาดได้อย่างทะลึ่งตึงตังทว่าไม่สัปดน เพราะมีลูกน่ารักและความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ มาบรรเทาเบาบางทำให้สนุก

“เครยอน ชินจัง” (Crayon Shin-chan) หรือรู้จักกันในชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ชินจังจอมแก่น” วาดโดย โยะชิโตะ อุซึอิ ในปี 2533 พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายสัปดาห์ โดยสำนักพิมพ์ฟูตะบะชะ และเป็นอนิเมะฉายเป็นตอนละครึ่งชั่วโมงทางทีวี ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก จากรูปแบบการวาดที่ง่ายๆ ใช้สีวาดธรรมดา นำเสนอนัยความจริงผ่านอาร์ตเวิร์ก และใช้วิธีการนำเสนอในแบบมัมโบ้ จัมโบ้ (Mumbo Jumbo) ที่ดูสนุกสนานเน้นตลกขบขันอย่างไร้สาระไม่เป็นพิษเป็นภัยจากการเล่นสำนวนในการพูดคุยของตัวละคร

ที่สำคัญการนำเสนอเรื่องครอบครัว (Family Show) ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะพฤติกรรมของเด็กชายวัย 5 ขวบ ภายใต้จิตไร้สำนึกและจิตใกล้สำนึกในส่วนของแรงขับทางเพศ ในมุมมองแบบฟรอยเดียนส์ (Freudians) นอกจากบุคลิกลักษณะของชินจังเองถูกนำเสนอในฐานะตัวแทนบทบาทเชิงลบของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ การพูดจาที่ไม่เหมาะสมของวัยเด็กทั่วไป และได้กลายเป็นสิ่งที่เด็กได้นำไปเลียนแบบ

ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่เคร่งและหัวเก่าสายอนุรักษนิยมสายตึงจะไม่ชอบการ์ตูนชินจัง ด้วยพฤติกรรมข้างต้น และมักจะห้ามไม่ให้ลูกหลานหรือเด็กในปกครองดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีสำหรับเด็ก ทะลึ่ง ไม่เหมาะสมกับเด็ก เกรงว่าอาจเกิดการเลียนแบบด้วยมุมมองของผู้ใหญ่ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือผิด

ทุกตอนของ  “ชินจังจอมแก่น” แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของชินจังในการแสดงพฤติกรรมทางเพศออกมาอย่างชัดเจน ทั้งการแสดงอย่างเปิดเผย การโชว์อวัยวะเพศ การโชว์ตูด การใช้ภาษา หรือคำพูดล่อแหลมและส่อในทางเพศ การดูและวิพากษ์วิจารณ์อวัยวะเพศของบุคคลอื่น ทั้งที่เป็นคนเพศเดียวกันและคนต่างเพศอย่างจงใจ มากกว่าการเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเป็นการแสดงพฤติกรรมอย่างไม่เปิดเผย เป็นเพียงความนึกคิดภายในและการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา เช่น ความฝัน จึงทำให้เห็นว่าพัฒนาการของเด็กในช่วงนี้ เป็นช่วงที่ฟรอยด์มองว่าเป็นช่วงหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพเมื่อเติบใหญ่

หยิบบทความ “การรับรู้ของเด็กที่มีต่อพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังในการ์ตูนทางโทรทัศน์ชุดชินจังจอมแก่น” ของ เบญจมาศ เบ็ญจพรกุลพงศ์ ที่ศึกษาลักษณะการแสดงพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังในการ์ตูนทางโทรทัศน์ชุดชินจังจอมแก่น และเพื่อศึกษาการรับรู้ จดจำ และตีความของเด็กที่มีต่อพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจัง ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การเก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เนื้อหาจากวิดีโอเทปและวิดีโอซีดีที่มีวางจำหน่ายและให้เช่าในปี 2543 ทั้งหมด 24 ม้วน รวมทั้งสิ้น 245 ตอน และใช้การจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อสอบถามการรับรู้ จดจำ และตีความในเรื่องการ์ตูนชินจังจอมแก่นกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กวัยเรียนที่มาจากสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่แตกต่างกัน

ผลการวิจัยในด้านการวิเคราะห์เนื้อหาการ์ตูนชินจังจอมแก่น พบว่า พฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังมีทั้งหมด 18 พฤติกรรม โดยพฤติกรรมที่พบส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมในด้านที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่พบมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1 พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการพูด เช่น พูดจาอวดดี เถียงผู้ใหญ่ พูดตำหนิผู้อื่น อันดับ 2 ได้แก่ พฤติกรรมดื้อรั้นซุกซน เอาแต่ใจตนเอง และอันดับ 3 ได้แก่ การแสดงพฤติกรรมทางด้านเพศ เช่น อวดอวัยวะเพศหรือก้นต่อหน้าผู้อื่น เป็นต้น

โดยผู้แต่งได้นำพฤติกรรมในด้านที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้มาสร้างเป็นมุขตลกของการ์ตูน สำหรับผลการวิจัยในด้านการวิเคราะห์การรับรู้ จดจำและตีความของเด็กพบว่า ตัวแปรทางด้านอายุและสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีผลต่อการเปิดรับและมีผลต่อการรับรู้จดจำ และตีความเนื้อหาและพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจัง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กวัยเรียนที่มาจากสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวในระดับปานกลาง-สูงจะสามารถรับรู้และจดจำได้ในด้านตัวละครและพฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังได้มากที่สุด

พฤติกรรมของตัวการ์ตูนชินจังที่กลุ่มตัวอย่างสามารถรับรู้และจดจำได้ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมในด้านที่ไม่เหมาะสมจากการสังเกตพบว่ากลุ่มตัวอย่างจะรับรู้และจดจำพฤติกรรมของชินจังได้ดีในฉากที่เป็นมุขตลกของการ์ตูนที่นำเสนอการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวการ์ตูน เช่น อวดอวัยวะเพศ จีบผู้หญิง แกล้งเพื่อน เป็นต้น

ในด้านการตีความนั้น กลุ่มตัวอย่างสามารถตีความแยกแยะพฤติกรรมในด้านที่ดีและไม่ดีได้และยังสามารถนำเนื้อหาที่ได้รับรู้มาทั้งหมดตีความเป็นข้อคิดหรือคติเตือนใจที่ได้จากเรื่อง

สำหรับความคิดเห็นของเด็กที่มีต่อการ์ตูนชินจังจอมแก่น พบว่า เด็กมีการรับรู้ว่าชินจังเป็นเด็กไม่ดี และไม่มีเด็กคนใดอยากเลียนแบบชินจัง แต่ที่เด็กๆ ชอบดูการ์ตูนชินจังเพราะความตลก สนุกสนาน ทั้งนี้ ในมุมมองทางจิตวิทยามองว่า เด็กได้ใช้การ์ตูนชินจังจอมแก่นมาช่วยลดความกดดันและความขัดแย้งในใจของเด็ก

ว่าไปแล้ว บางครั้งการ์ตูนก็เป็นทางออกทางสังคม (Social Outlet) ของความขัดแย้งและกฎเกณฑ์ทางสังคม อย่างเช่นความขัดแย้งในครอบครัว ทางออกสำหรับความกดดันของเด็กและวัยรุ่น หรืออาจกล่าวได้ว่าช่วยลดความตึงเครียดลงได้

เพราะฉะนั้น “ชินจังจอมแก่น” จึงเป็นพื้นที่เสรีภาพของเด็กที่จะได้ช่วยแยกพฤติกรรมสมควรหรือไม่สมควร และเป็นทางปลดปล่อยในการขับเคลื่อนทางจิตเกี่ยวกับเรื่องเพศของลูกผ่านการ์ตูนได้อย่างสมบูรณ์แบบเรื่องหนึ่ง เท่าที่มีการ์ตูนบนโลกใบนี้

 

หาดทรายชายทะเล พื้นที่บันดาลสุข มนต์มณี ตันนาภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439476

หาดทรายชายทะเล พื้นที่บันดาลสุข มนต์มณี ตันนาภัย

โดย…พุสดี

ด้วยความที่พื้นเพเดิมเป็นคนภูเก็ต ประกอบกับบ้านอยู่ใกล้ทะเล ทำให้สำหรับ เบลล์-มนต์มณี ตันนาภัย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ริน” ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และสปาออร์แกนิก “ทะเล สายลม และหาดทราย” ก็ไม่ต่างจากเพื่อนรักวัยเยาว์ที่เธอเหมารวมว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย

“สมัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะพาไปทะเลบ่อยมาก ยิ่งถ้ามีเพื่อนหรือแขกมาบ้าน ก็จะออกเรือไปเที่ยวเกาะกัน สำหรับเบลล์ทะเล สายลม หาดทราย เหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยคนหนึ่ง”

 

เสน่ห์ของท้องทะเล ในสายตาของเบลล์คือ ทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความสวยงามโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ว่าใครลองได้มีโอกาสมาสัมผัสก็มีแต่ความสบายใจ เบลล์บอกว่าทุกครั้งที่มาชายหาด ได้ฟังเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง ก็รู้สึกผ่อนคลาย ยิ่งได้นั่งมองท้องฟ้าที่มีเมฆสีขาว ลอยอยู่เป็นเพื่อน จากที่มีเรื่องไม่สบายใจ ธรรมชาติรอบตัวเหล่านี้ก็จะบำบัดจิตใจให้ผ่องใสในพริบตา

ด้วยเหตุนี้ แม้จะต้องจากภูเก็ตขึ้นมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตอนมัธยม เรื่อยมาจนกระทั่งทำงาน เบลล์ก็ไม่เคยขาดการติดต่อกับเพื่อนรักทั้งสาม ส่วนหนึ่งอาจเพราะทางบ้านยังดำเนินธุรกิจทั้งโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบและโรงแรมอยู่ที่ป่าตอง ทำให้ชีวิตของเบลล์ไม่เคยห่างจากภูเก็ตเลย แถมการเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-ภูเก็ตสำหรับเธอ ยังดูเป็นเรื่องธรรมดา สามารถเดินทางมาได้ทุกวันหยุด

 

อย่างไรก็ตาม ถึงภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งย่านเมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยแสงสี แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทะเลก็ยังเป็นจุดหมายโปรดของเบลล์เสมอ

“เบลล์ว่า 100% ของคนที่มาเที่ยวทะเลต้องได้รับความสุขกลับไป ทุกครั้งที่เบลล์รู้สึกเหนื่อยล้า เบลล์จะไปเดินเล่นที่หาดป่าตองเพราะใกล้โรงแรม (โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง) ของเราที่สุด สำหรับเบลล์ การมาทะเลแต่ละครั้งก็ให้อารมณ์ที่แตกต่าง แค่สีท้องฟ้าเปลี่ยนก็เปลี่ยนอารมณ์คนเราได้อย่างวันที่ฟ้าครึ้ม เมฆเยอะ ทะเลจะดูเศร้าหมอง ผิดกับวันที่แสงแดดสะท้อนกับน้ำจะดูสดใส แต่ถ้ามาเดินเล่นริมหาดช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ท้องฟ้าสีฟ้าอมส้ม จะให้อารมณ์ที่โรแมนติกสุดๆ”

นอกจากมาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ หนึ่งในกิจกรรมโปรดของเบลล์ เวลามาทะเลคือ “การวิ่งจ๊อกกิ้ง” เส้นทางของเธอออกสตาร์ตจากหน้าโรงแรมไปจนเกือบสุดหาดป่าตอง ระยะทางประมาณ 3 กิโลกเมตร แล้ววิ่งกลับ

 

“ครั้งแรกที่เบลล์จ๊อกกิ้งริมหาด ชิลมาก วิ่งไปไกลถึงหาดกะริม เพราะมัวแต่มองทะเลมองผู้คนที่พบข้างทาง รู้ตัวอีกทีวิ่งมา 5 กิโลฯแล้ว จะให้วิ่งกลับคงไม่ไหว เลยต้องโทรเรียกให้ที่บ้านมารับ (หัวเราะ) ทุกวันนี้เกือบทุกครั้งที่มาภูเก็ต เบลล์ต้องหาเวลาช่วงเย็นๆ มาวิ่งจ๊อกกิ้ง ส่วนใหญ่เบลล์ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ครึ่งเดือน ภูเก็ตครึ่งเดือนจะวิ่งจ๊อกกิ้งริมหาดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ที่เหลือจะวิ่งในยิม”

นอกเหนือจากกิจกรรมจ๊อกกิ้งริมหาด เบลล์ยังเป็นขาประจำกีฬาทางน้ำ อย่าง เจ็ตสกีบานาน่า โบ๊ท พาราชูท ดำน้ำ ถ้ามีเวลาก็ไปเล่นเรือใบ นั่งเรือออกไปเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ

“ถามว่า ทะเลไทยต่างจากทะเลที่อื่นมั้ยในแง่ความรู้สึกสบายใจยามได้ยินเสียงคลื่นคงไม่แตกต่าง แต่ในแง่ความสวยงาม ทะเลที่อื่นก็สวยแต่สำหรับทะเลไทย ที่นี่คือบ้านของเรา ความรักความผูกพันที่มีย่อมมากกว่าเป็นธรรมดา” เบลล์ กล่าวทิ้งท้าย

 

นายร้อยตร.หญิงรุ่น 1 สู่เจ้าของเพจดัง ‘หมวดคะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439474

นายร้อยตร.หญิงรุ่น 1 สู่เจ้าของเพจดัง ‘หมวดคะ’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

นัยน์ตาหวานฉ่ำดวงโตสวยได้รูป บวกรับกับใบหน้าที่สวยหวาน ผมสั้นขนานกับใบหู เธอย่างกรายเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มที่น่าประทับใจ

แต่เมื่อเหลียวสายตาลงไปมองที่ข้างเอวของเธอ กลับเจอปืนพกยี่ห้อ Glock 26 เหน็บอยู่

สันหลังได้เย็นวาบขึ้นมาทันที

หญิงสาวสวยที่อยู่ตรงหน้า เธอคือตำรวจหญิงเหล็กแห่งรั้วปทุมวัน “หมวดหญิง” ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์ เพียรแก้ว รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองราชบุรี ปฏิบัติราชการสำนักงาน พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มาในชุดเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ และใบหน้าที่อ่อนโยน สวยหวาน ก็ลบภาพอาวุธคู่กายของตำรวจทิ้งไปได้ทันที

“หมวดหญิง” โดดเด่นขึ้นมาในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ด้วยเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊กตำรวจชื่อว่า “หมวดคะ” พ่วงด้วยสโลแกนว่า “เดี๋ยวหมวดตอบให้ ไม่ต้องไปถึงโรงพัก” ที่อธิบายข้อกฎหมายต่างๆ ด้วยลูกเล่นและการเลือกใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย รวมถึงเตือนภัยสังคมในรูปแบบต่างๆ อีกยังไขข้อข้องใจของประชาชนที่แวะเวียนเข้ามาสอบถามเรื่องคดีความต่างๆ

 

เพียงระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน ยอดไลค์ของเพจหมวดคะ ก็ทะยานทะลุ 1 แสนไลค์อย่างรวดเร็วที่สำคัญเพจหมวดคะที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นการปูสร้างภาพลักษณ์ของตำรวจไทยให้มีแง่มุมบวกมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่กระแสสังคมกำลังถาโถมภาพลักษณ์สีกากี

หมวดหญิง มาพูดคุยกับกองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ @Weekly ถึงตัวตนในฐานะดอกไม้เหล็กแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงอธิบายที่มาที่ไปเพจ “หมวดคะ” ที่กำลังร้อนแรงในแวดวงออนไลน์และสังคมตำรวจ

แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ในวงการ ตอบปัญหากฎหมายช่วยเหลือประชาชน

เธอบอกกับเราว่า การทำเพจ “หมวดคะ” เริ่มต้นจากเป็นคนที่ชอบวาดการ์ตูนอยู่แล้ว และอยากเผยแพร่รูปการ์ตูนตำรวจออกไปให้คนอื่นเห็น แต่พอจะเผยแพร่แล้ว คิดว่าวาดรูปอย่างเดียวมันอาจไร้สาระจึงคิดว่าควรต้องใส่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเข้าไปด้วยจึงคิดว่าน่าจะทำเพจที่ให้ความรู้กับประชาชน เพราะการทำงานในหน้าที่ตำรวจ ประชาชนมักถามถึงปัญหากฎหมาย จึงคิดหาทางอธิบายผ่านเพจด้วยการเขียนที่เข้าใจง่ายและเข้าถึง รวมถึงใช้การ์ตูนที่เราชอบวาดเข้าไปด้วย

แรงบันดาลใจของ ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์  ได้มาจากพี่ๆ ในวงการตำรวจที่ทำเพจตามเฟซบุ๊ก ทั้งจาก ร.ต.อ.ประพันธ์ขันธิคุณ หรือ “พี่พัน” เจ้าของเพจนายร้อย และ ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม หรือ “พี่เบ๊นซ์” เจ้าของเพจข้าราชการนอกกะลา โดยพี่ๆ ทั้งสองคือคนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ทั้งความรู้ แนวคิด จนนำไปสู่การตัดสินใจทำเพจ “หมวดคะ”

ด้วยการที่ลงมือทำเอง ดูแลเพจเพียงคนเดียว ทั้งวาดรูป ลงสี ด้วยการทำง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือและจากความตั้งใจทำให้ยอดไลค์และการแชร์ออกไปของเพจ “หมวดคะ” เกิดขึ้นอย่างมากมาย ทำให้หมวดหญิงบอกว่าตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่ายอดไลค์จะพุ่งถึง 1 แสนไลค์ ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 เดือน

หมวดหญิง เล่าถึงเพจหมวดคะ เนื้อหาจะมีมุขสนุกมากมาย วิธีการทำเพจก็ใส่ตัวเราเองเข้าไปในเพจ เป็นบุคลิกของเรา ต้องคิดก่อนว่าเราอยากให้ประชาชนเห็นตำรวจแบบไหน เข้าถึงง่ายหรือเข้าถึงยาก และคำตอบก็ง่ายนิดเดียวคือใส่ตัวตนเราลงไป เพราะเราก็เป็นคนสนุกสนาน ใครอยากถามอะไรตอบได้หมด ถ้าเรื่องยากเราก็ขอตัวไปหาข้อมูลมาตอบให้ แต่ใครกวนมาเราก็กวนกลับไป เป็นแนวสนุกๆ ร่วมกันมากกว่าเช่น เราลงเรื่องโพสต์ประจาน ลูกเพจก็จะมาถามตลอดว่าแบบนั้น แบบนี้ ทำผิดหรือไม่ แต่หากเป็นปัญหาส่วนตัวของลูกเพจ ก็จะใช้วิธีอินบ็อกซ์ส่งข้อความส่วนตัวอธิบายเพื่อให้เขาเข้าใจ

 

เธอเล่าว่า บางคนเข้ามาจีบบ้างแบบขำๆ เช่น “ถ้าผมจะขอเบอร์หมวดไว้เพื่อปรึกษาได้มั้ยครับ” ก็ตอบไปเลยว่า “โทรมาได้เลยค่ะที่ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะคะ อย่าลืมโทรมานะ” เราก็กวนกลับไปคือใช้ความเป็นตัวเรา เหมือนเราคุยกับเพื่อน คุยกับคนทั่วไป เราคุยอย่างไร ก็จะคุยกับลูกเพจอย่างนั้น และที่สำคัญคือหมวดหญิงจะอ่านทุกข้อความ และพยายามตอบทุกข้อความเช่นกัน ส่วนการโพสต์อะไรต่างๆ จะเลือกโพสต์วันละไม่เกิน 2 ครั้ง และพยายามจะโพสต์ทุกวัน

ส่วนการเลือกโพสต์ประเด็นต่างๆ นั้น ก็จะเลือกจากกระแสสังคม หรือสิ่งที่ลูกเพจต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น ที่ถามบ่อยๆ ก็แบบว่า ตบกันแล้วปรับ 500 บาทใช่มั้ย เป็นข้อมูลที่เขาแชร์กันประมาณว่า ตบกันเลย ขึ้นโรงพักก็จ่าย 500 บาท เราก็อธิบายไปว่า ความจริงแล้วมันไม่ใช่นะคะแค่ปรับ500 บาทน่ะ ตำรวจปรับกันเป็นหมื่นๆ บาทเลยนะนี่คือกฎหมายใหม่ที่แก้ไขกันแล้ว เรื่องนี้คนไม่รู้ อีกอย่างหากคู่กรณีไม่ยอมให้ปรับ แต่จะเอาเรื่อง ตำรวจก็ปรับไม่ได้นะ ต้องดำเนินคดีส่งขึ้นศาลเลย

หมวดหญิง เสริมว่า พอโพสต์เรื่องนี้ไปก็มีหลายกระแสตามมา ชมบ้าง ด่าบ้าง บ้างก็ว่าทำไมกฎหมายเป็นแบบนี้ ไปปกป้องคนอื่นทำไม ก็หน้าที่เราอีกที่ต้องอธิบายให้เข้าใจ เพราะกฎหมายมีเจตนาให้คนสงบสุข ไม่ได้เปิดช่องให้คนมาทะเลาะกัน หากมาตบตีกันแล้วค่าปรับน้อย คนก็เลือกจะทะเลาะกันมากกว่า ก็จะไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงนำไปสู่การลงโทษที่หนักและรุนแรงขึ้น

หรือแม้แต่การประจานที่จะถามกันบ่อยมาก คือเรื่องกิ๊ก ชู้ เมียน้อย จริงๆ แล้วไม่มีสิทธิจะไปประจาน ซึ่งเราก็อธิบายว่ากฎหมายนั้นหมายถึงอะไร ปกป้องใครจากใคร แต่หลายคนก็ว่า กฎหมายปกป้องเมียน้อยนี่นาเราก็เลยโพสต์เนื้อหาอีกข้อสำทับเข้าไป คือ วิธีการจัดการเมียน้อย เป็นแบบไหนถึงถูกกฎหมาย

 

“แต่ทุกอย่างก็มีมุขให้ลูกเพจโดยตลอดค่ะ” หมวดหญิงเล่า และว่าถ้าไม่เชื่อ เข้าไปดูที่เพจหมวดคะได้

ด้วยการใส่ใจอ่านทุกคอมเมนต์ ถ้าชื่นชมก็กดไลค์ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่คิดว่าต้องตอบเพราะเป็นความรู้ หมวดหญิงก็จะตอบทันที

“เราตั้งใจจะทำเพจให้มีสีสัน แต่ก็ไม่วิชาการมากจนเกินไป คือ ถ้าเราเป็นประชาชนเป็นชาวบ้าน เลือกเข้าเพจข้อกฎหมายจะเห็นแต่เรื่องวิชาการมากเกินไปก็ทำให้ไม่อยากรู้หรืออยากติดตาม เพราะมีแต่ตัวหนังสือยาวเหยียด จึงเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่สวยงาม มุ้งมิ้งน่ารัก มีรูปวาดสวยๆ บวกกับเนื้อหา ก็จะทำให้คนชอบอ่านชอบดู”

ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์  บอกอีกว่า อย่างเราทำหน้าที่ตำรวจ ก็มีหน้าที่อธิบายประชาชนที่มาโรงพักเช่นกัน เพียงแต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่า ชาวบ้านทุกข์ร้อนมาขอคำปรึกษา เราก็จะอธิบายกับเขาให้เข้าใจได้แค่คนเดียว หรือกลุ่มเดียว แต่เมื่อมาทำเพจ การที่เราอธิบายไปเรื่องหนึ่ง คนที่รับรู้และเข้าใจก็จะมากกว่า การกระจายความรู้จึงมากกว่า

“อย่างเรื่องตบกัน ถ้าขึ้นโรงพักเขาก็เข้าใจคนเดียว แต่เมื่อเราแชร์ออกไป คนรับรู้ก็มากและอาจจะถึงหลักหมื่นคน ตรงนี้ก็สามารถลดภาระงานตำรวจไปได้ด้วย”

ที่สำคัญคือ มีตำรวจด้วยกันชื่นชอบเพจหมวดคะ อย่างเช่นพนักงานสอบสวน หลายครั้งก็เปิดเพจหมวดคะให้ประชาชนได้ดูเขาก็เข้าใจเลย ผู้บังคับบัญชาก็เห็นด้วยเพราะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประชาชนได้เช่นกัน อีกอย่างเราก็เอาเวลาว่างจากงานประจำมาทำเพจ ที่สำคัญคือสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ใกล้ชิดประชาชน ด้วยว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว คุณถามมาเราตอบให้ ไม่คิดค่าปรึกษาใดๆ ทั้งสิ้น

 

กระนั้น หมวดหญิงยอมรับว่า การทำเพจ“หมวดคะ” ขึ้นมา ทำให้คนรู้จักมากขึ้น มีเพื่อนใหม่เข้ามาทักทายกันบ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะไม่ได้เปิดเผยตัวตนเป็นที่สาธารณะมากกว่าเป็นเจ้าของเพจ เลิกงานเสร็จก็กลับบ้าน ส่วนเพจหมวดคะ ตั้งใจว่าจะทำต่อไปเรื่อยๆ และไม่ได้คาดหวังว่ายอดไลค์จะต้องพุ่งกระฉูดมากมาย เป้าหมายคือการเข้าถึงประชาชนมากกว่า อีกอย่างการทำเพจก็ทำให้เราได้ฝึก และได้ความรู้ข้อกฎหมายด้วยเช่นกัน เพราะบางเรื่องเราก็ไม่รู้ ต้องไปหาข้อมูลมาชี้แจงลูกเพจ เป็นการพัฒนาตนเอง ที่สำคัญคือมีเพื่อนคุยที่เป็นลูกเพจ มีสังคมใหม่ขึ้นมา

ฝันวัยเยาว์อยากเป็นครู พลิกผันสู่รั้วสามพราน

เธอบอกว่า การทำเพจ “หมวดคะ” ได้ตอบโจทย์ความฝันในวัยเยาว์ของหมวดหญิง ที่อยากจะเป็นครู เพราะการทำเพจที่เป็นลักษณะให้ความรู้ ก็เหมือนครูไม่ต่างกัน

หมวดหญิงในวัย 25 ปี พ่วงดาวแปดแฉกประดับบ่าไว้สองดวง จากเด็กสาวฐานะครอบครัวปานกลางจาก จ.ปทุมธานี ที่ชื่นชอบในงานศิลปะตั้งแต่เด็ก ไม่คิดไม่ฝันจะได้มาเป็นข้าราชการ เพียงแต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นขึ้นขณะที่เธออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ห้วงเวลานั้นเองที่เธอเห็นอะไรบางอย่าง และตราตรึงมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพของเครื่องแบบข้าราชการตำรวจคือสิ่งที่หมวดหญิงเห็น และความฝันถูกจุดประกายขึ้นมา

“อยากใส่เครื่องแบบค่ะ แค่นั้นเอง ไม่ได้รู้เลยว่าต้องเป็นอะไร แต่เห็นเครื่องแบบแล้วมันรู้สึกเท่ จึงพยายามหาข้อมูลหาทางเพื่อจะเป็นข้าราชการให้ได้ จังหวะพอดีที่ขณะนั้นโรงเรียนนายร้อยตำรวจเปิดรับสมัครนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงเป็นรุ่นแรก เราก็พุ่งเป้าไปที่สามพรานเลย” หมวดหญิง ย้อนประวัติราชการของตนเอง

กระนั้น ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์ มีเวลาเตรียมตัวก่อนถึงวันสอบเพียงแค่ไม่ถึง 1 เดือนขณะเดียวกันเธอเองก็พยายามผลักดันตัวเองให้มีความพร้อมที่สุด

 

จากเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็ต้องหัดว่ายน้ำจากเด็กที่ไม่เคยวิ่ง ก็ต้องหันมาออกกำลังกายสายตาที่เคยสั้น ก็ผ่าตัดเพื่อให้พร้อมกับความหวังที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ส่วนเรื่องวิชาการ เธอเล่าว่ามีความแน่วแน่พอสมควรกับการเตรียมตัว และท้ายสุดก็สมหวังด้วยสามารถเป็นหญิงสาว 1 ใน 70 คนที่ได้เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงรุ่นที่ 1 ของรั้วสามพราน ก่อนร่ำเรียนทุกอย่างเหมือนนักเรียนนายร้อยตำรวจชายทั้งหมด ฝึกเหมือนกัน เรียนเหมือนกัน เพราะเป้าหมายคือรับใช้ประชาชนเหมือนกันทุกคนทุกนาย

“ฝึกเหมือนกันหมดทุกอย่าง อะไรที่ผู้ชายทำ เราก็ทำ ยิงปืน กระโดดร่ม เรียน ฝึกงาน มีอย่างเดียวที่ไม่ได้ทำด้วยกัน คือ ตอนอาบน้ำเท่านั้นค่ะ” หมวดหญิงหยอดมุข

สำเร็จการศึกษาด้วยวัย 22 ปี ก่อนเข้ารับหน้าที่ด้วยตำแหน่งแรกคือพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี และถูกเรียกตัวมาช่วยราชการ ปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักงาน พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา

การเรียนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสำหรับผู้หญิง หมวดหญิง เล่าวว่า มีความเหนื่อยมีแรงกดดัน มีอะไรหลายอย่างมากกว่าที่คิด แต่ก็ใช้ความพยายามผ่านมาได้ แม้ว่าจะไม่ใช่คนแข็งแรงมาก แต่ก็มีความฝันอย่างเต็มที่ที่อยากสำเร็จการศึกษา และออกมารับใช้สังคม

อีกทั้งเหตุผลอีกหนึ่งประการคือฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การจะไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต้องมีค่าใช้จ่าย ก็เกรงว่าจะไปรบกวนทางบ้าน แต่มาเรียนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็จะเรียนด้วยทุนของประชาชน มีเงินเดือน มีข้าวกิน มีที่อยู่ฟรีมีคนดูแลตลอดเวลา แค่เหนื่อยและอดทนอย่างเดียว อีกทั้งยังมีเกียรติมีศักดิ์ศรีตรงนี้เลยเลือกมุ่งมาทางนี้

“ที่บ้านก็สนับสนุน อยากเรียนอะไร อยากทำอะไร พ่อแม่ไม่เคยบังคับหรือคาดหวังถ้าเราชอบศิลปะเราก็ทำเต็มที่ไปเลย พอมาเป็นตำรวจที่บ้านดีใจมาก คุยกับเพื่อนบ้านทุกหลังว่าลูกสาวไปเรียนตำรวจนะ ตรงนี้เราภูมิใจมาก”

จากเดิมที่เราไม่ชอบตำรวจเลย เกิดความสงสัยทำไมต้องมาตั้งด่าน หรือเรียกเก็บเงินค่าปรับจากประชาชน นั่นคือมุมมองของเด็กที่เราเห็น แต่เพราะตำรวจบางส่วนก็แย่จริงๆ แต่พอมาเป็นตำรวจแล้วภาพก็ชัดเลยว่า อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่น่าสงสาร เพราะเป็นความคาดหวังจากประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขปัญหาอย่างทันที รวดเร็ว ขณะที่รายได้ตำรวจเองก็น้อยนิด อุปกรณ์ทุกอย่างก็ต้องซื้อหาเอาเอง

“ทุกคนที่ขึ้นมาโรงพัก รับรองเลยว่าไม่มีใครดีใจกันหรอก ทุกคนเขามีความทุกข์มีปัญหาทั้งนั้น อาชีพตำรวจคือต้องแก้ไข และรองรับปัญหาให้กับชาวบ้าน แต่กระนั้นเมื่อเลือกมาทำหน้าที่แล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อประชาชน”

ในมุมมองของตำรวจหญิงนั้น สำหรับ ร.ต.ท.หญิง สิริรัตน์ มองเรื่องนี้ว่า ทุกวันนี้ตำรวจหญิงมีศักยภาพไม่ต่างจากตำรวจชายเพราะทำงานได้ทุกอย่างและหลากหลายเช่นกัน ทั้งงานสอบสวน งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน

“ตอนที่เรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็มีนักเรียนหญิงในรุ่นที่ยิงปืนได้ที่หนึ่งของรุ่นชนะนักเรียนชายได้ด้วย ศักยภาพหรือความสามารถของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน เพราะเรียน ฝึก ทุกอย่างมาตรฐานเดียวกันหมด จบออกมาก็ทำงานได้เหมือนกัน”

ส่วนเป้าหมายของอาชีพการงาน “หมวดหญิง” อยากจะลองทำหน้าที่อื่นๆ ดูบ้าง นอกเหนือจากงานสอบสวนที่เธอปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 3 ปี ทั้งงานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม หรือแม้แต่จราจร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาวุธปืนคือของคู่กายตำรวจไทย แย้มไปดูอาวุธคู่ใจของหมวดหญิง ก็พบว่าเป็นปืนพกออโตเมติกยี่ห้อ Glock 26 ประจำการข้างกายเธอมาแล้วกว่า3 ปี ยามว่างหมวดหญิงมักจะไปซ้อมมืออยู่เป็นประจำ เผื่อว่าสถานการณ์ในอนาคต เธออาจจำเป็นต้องใช้ในเหตุซึ่งหน้า

“ยิงปืนแม่นมั้ยหรือคะ พอใช้ค่ะ” ยิ้มมุมปากเล็กๆ ของหมวดหญิง บ่งบอกได้ว่าเรื่องปืน เธอเองก็มีความมั่นใจอยู่พอตัว

มองกลับไปยังเพจหมวดคะ น่าสนใจที่ว่าหมวดหญิงไม่ลดละที่จะตอบคำถามลูกเพจทั้งคดีความ ให้ความรู้ด้านกฎหมาย แม้แต่การมาหยอดคำหวานจากชายหนุ่มที่แวะเวียนผ่านตัวอักษร หมวดก็ยินดีตอกกลับได้อย่างแสบสันไม่หยอก อย่างเช่น

“หมวดมีแฟนแล้วค่ะ #โหดด้วย พูดลอยๆ555555”

“อย่าทำพูดเล่นไปนะคะ…บอกว่าชอบหมวดกัน เดี๋ยวถ้าดังแล้วขายครีมมาซื้อด้วย 5555 (พูดเล่นๆ)”

หรืออีกหลากหลายอรรถรสในการนำเสนอข้อมูลของเพจ “หมวดคะ” ด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกได้ถึงความเป็นคนอารมณ์ดีของเจ้าของเพจ กำลังใจจากลูกเพจจึงหลั่งไหลและมากล้นมาให้หมวดหญิง

ด้วยแรงขับที่ว่าจึงทำให้เธอตั้งใจแน่วแน่ที่จะยึดอาชีพตำรวจ และขณะเดียวกันก็มอบความรู้ให้กับประชาชนในมุมที่ตัวเองเลือกต่อไป

 

จ๊อบพิเศษ เพิ่มเงินในกระเป๋า…เราทำได้ เร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439005

จ๊อบพิเศษ เพิ่มเงินในกระเป๋า...เราทำได้

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์/พีดีเอ็ม แบรนด์

เร็วฉับพลันและแก้ที่หัวใจของปัญหา 1.ลดค่าใช้จ่าย จากนั้นจึง 2.เพิ่มรายได้ ขาใดขาเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นสองขาที่จะทำให้หยัดยืน ก้าวเดินได้ต่อในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากลำบาก มนุษย์เงินเดือนอย่าเอาแต่นอนก่ายหน้าผาก มาทำความรู้จักและเรียนรู้กับคำว่า จ๊อบพิเศษ เพื่อที่เงินในกระเป๋าจะได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น

แนวทางปฏิบัติมี 2 ส่วน คือ ใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด ในโลกนี้มีสิ่งของให้คุณซื้อหามากมายไม่จำกัด แต่สิ่งที่มีจำกัดคือเงินในกระเป๋าคุณ ต้องแยกให้ออกระหว่างอะไรคือสิ่งจำเป็นต้องซื้อกับสิ่งที่อยากซื้อ ในส่วนนี้วิกฤตเศรษฐกิจจะทำหน้าที่ “สอน” ความแตกต่างให้แก่คุณเอง

นพวรรณ จุลกนิษฐ

 

อีกส่วนหนึ่งคือการเพิ่มรายได้หลังภาษีให้สูงที่สุด มีอาชีพอะไรบ้างที่สามารถทำเป็นจ๊อบพิเศษได้หลังเลิกงาน หรือทำควบคู่ไปกับงานประจำได้ ในส่วนนี้ “นพวรรณ จุลกนิษฐ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ในฐานะเว็บไซต์หางานชั้นแนวหน้า เล่าว่า ก่อนจะลงมือหางานพิเศษ ควรเริ่มต้นตั้ง 2 คำถามสำคัญกับตัวเองก่อน

1.มีเวลาในการทำงานเสริมช่วงไหนบ้าง ที่จะไม่เบียดเบียนเวลาของงานหลัก และไม่ทำให้คุณเหนื่อยล้าจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

2.หากเป็นการหารายได้เสริมด้วยการลงทุนทำธุรกิจ ควรพิจารณาว่าต้องอาศัยต้นทุนที่เป็นตัวเงินหรือไม่ และเราสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น

 

สำหรับงานเสริมหรืองานพิเศษมีมากมายที่สามารถทำได้สำหรับคนทุกกลุ่มและทุกวัย หากก็ควรเลือกที่เหมาะสมกับตนเองและความชอบ เวลาและความถนัด เช่น การทำงานพาร์ตไทม์ในบริษัทห้างร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพนักงานชงกาแฟ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานมินิมาร์ท พนักงานดูแลร้าน ผู้ช่วยอาจารย์ เป็นต้น

 

นพวรรณ กล่าวต่อไปว่า งานจ๊อบพิเศษอาจเป็นงานที่สอดคล้องกับเขตพื้นที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นงานรับจ้างดูแลสัตว์เลี้ยง  ที่อาจมีสัตว์เลี้ยง สุนัข แมว นก และปลาในพื้นที่จำนวนมาก งานพี่เลี้ยงเด็ก งานกลุ่มที่ใช้ความถนัดและทักษะส่วนตัว เช่น  ติวเตอร์ งานรับจ้างร้องเพลง งานจ๊อบเล่นดนตรีในโบสถ์หรืองานแต่งงาน อีเวนต์ต่าง ๆ

มองไปรอบๆ ตัวจะเห็นโอกาสสำหรับคนที่มองหาโอกาส เช่น งานเขียนอิสระ งานรับสอนว่ายน้ำ งานออกแบบโลโก้หรือเว็บไซต์ ถ้าชอบทางค้าขายและมีช่องทางอยู่แล้วก็อาจเปิดท้ายขายของ ขายของที่ไม่มีต้นทุน ก่อนพิจารณาตลาดซื้อมาขายไปสินค้าอื่นๆ งานรับแปลเอกสาร งานส่งอาหารเดลิเวอรี่ หรือบางคนมีความถนัดและสนใจเรื่องการทำอาหาร ก็สามารถประกอบอาหารหรือขนมขายได้ หลายคนขายเบเกอรี่จนร่ำรวย เพราะจับช่องทางได้ถูกทางถูกปากคนกิน

กรณีมีสกิลหรือทักษะด้านการแต่งหน้าทำผม ก็มีมากมายหลายคนที่ทำจ๊อบเสริมด้านนี้แล้วรุ่ง กลายเป็นอาชีพหลักทำเงินไปเลยก็ยังได้ รับแต่งหน้าทำผมคราวหนึ่งๆ ถ้าฝีมือดีๆ มีคนจองคิวข้ามเดือนข้ามปี รายได้ไม่ขี้เหร่ ต่อไปพัฒนาต่อยอดสู่ทักษะด้านใดด้านหนึ่ง กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็ยิ่งทำเงิน เช่น คิ้ว นักสักคิ้วฝีมือฉมังมีรายได้ต่อเดือนหลักแสนบาท ขี่เบนซ์ไปสักคิ้ว คิวจองยาวเหมือนอะไร

 

บางคนถนัดจ๊อบเกี่ยวกับการรีวิวสินค้า หรือรับคีย์ข้อมูลแบบสอบถาม สามารถปลีกตัวทำในช่วงเวลาที่ว่างจากงานประจำ อย่างนี้ก็มีเยอะและทำกันเยอะ ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับชิ้นงาน บริหารจัดการง่าย ด้านผลตอบแทนของแต่ละจ๊อบ คิดตามลักษณะงาน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.คิดตามชั่วโมงทำงาน เช่น งานพาร์ตไทม์ (Part Time) ในร้านอาหาร คิดชั่วโมงละ 40-50 บาท เป็นต้น 2.คิดตามชิ้นงาน เช่น งานแปลเอกสารอังกฤษเป็นไทย คิดเป็นหน้า หน้าละ 500 บาท เป็นต้น

สำหรับต้นทุนการประกอบการ นพวรรณ กล่าวว่า ต้นทุนขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ทำว่าต้องอาศัยองค์ประกอบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งน่าจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ ต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ทักษะหรือความสามารถพิเศษที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ  เช่น ทักษะการแปลภาษา

“โกลบอลเทรนด์ตอนนี้ คนที่มีทาเลนต์หรือความสามารถพิเศษ ทำงานมากกว่า 1 อย่าง มีทั้งงานประจำและงานที่สอง ไม่มีใครที่ทำงานเดียว งานประจำงานหลักอาจเป็นงานที่ถนัด แต่งานที่สองเป็นงานที่เน้นความสามารถด้านอื่น ความรักความชอบด้านอื่น ศิลปะ หรือแม้แต่ความสามารถในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน” นพวรรณ กล่าว

ดุลยพล ศรีจันทร์

 

อย่างไรก็ตาม จะก้าวไปถึงจ๊อบที่สองได้ งานหลักต้องไม่บกพร่อง ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจผันผวน มนุษย์เงินเดือนจำเป็นต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน ประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องหารายได้เสริมด้วย ทางเลือกและทางออกที่จะช่วยแบ่งเบาภาระกระเป๋าไม่ให้ฉีก ที่สำคัญยังได้เติมเต็มช่องว่างในตัวเอง ทำธุรกิจหรือทำจ๊อบที่ช่วยพัฒนาตัวเอง ดึงศักยภาพตัวเองออกมาใช้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมสู่เป้าหมายที่ดีขึ้น

ดุลยพล ศรีจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีดีเอ็ม แบรนด์ ผู้ผลิตเสื่ออุตสาหกรรมพีดีเอ็ม นักออกแบบผู้มีความคิดริเริ่มในการพัฒนาเสื่อพลาสติกแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นผลงานพรมเมืองร้อนอย่างสร้างสรรค์ เสื่อพลาสติกของพีดีเอ็มใช้ตกแต่งบ้านให้ดูมีสไตล์แบบไทย และชนะรางวัลการออกแบบในระดับโลกหลายเวที

ความสำเร็จของแบรนด์ยืนยันได้จากการได้รับรางวัลดีมาร์ค (Demark) จากประเทศไทย และรางวัล Good Design Award จากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เป็นนวัตกรรมสิ่งทอที่ได้รับการจัดเก็บไว้ที่ห้องสมุดสิ่งทอในเมืองมิลาน และนิวยอร์ก รวมทั้งที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ (www.pdmbrand.com)

 

ดนุพล กล่าวในมุมของนักออกแบบว่า งานออกแบบสามารถทำเป็นจ๊อบพิเศษได้ พัฒนาต่อยอดได้ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่อยู่ในชีวิตประจำวัน (Living) ซึ่งทำเงิน ประสบความสำเร็จ เป็นที่ต้องการของตลาด ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสเกลหรือจำนวนของงานและระยะเวลา

“ผมมองว่าอาชีพที่ทำเป็นอาชีพที่ 2 ได้และเหมาะกับคนไทยตอนนี้ที่สุด คือการขายของออนไลน์ทุกประเภท ตลาดใหญ่มาก ง่ายต่อคนที่ต้องการกระโจนลงมา แต่ต้องเป็นของชิ้นไม่ใหญ่ สามารถส่งไปรษณีย์ได้ อาจจะลองไปรับของมาขายก่อน พอขายดีขึ้น มีทุนแล้วค่อยๆ ปรับต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง หาจุดแข็งจุดต่าง สร้างตลาดของตัวเอง ทั้งหมดนี้สามารถปลีกเวลาทำได้ในเวลาว่างหลักเลิกงานประจำ หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ลำบากอะไรเลย” ดนุพล เล่า

ดนุพล กล่าวว่า การออกแบบเป็นความชอบที่มาพร้อมๆ กับการหาความรู้และการฝึกฝนเพื่อเพิ่มมุมมองและประสบการณ์ ใครที่อยากทำจ๊อบพิเศษด้านนี้ต้องมีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากนี้คือต้องแบ่งเวลาเก่ง รับผิดชอบ สามารถรักษาคุณภาพของทุกงานที่ทำ ต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำอะไร ทำทำไม ใครเป็นลูกค้า

 

พนักงานเงินเดือนจากบริษัทสื่อเอกชนแห่งหนึ่ง มีประสบการณ์การทำงานเสริม 2 งานที่สร้างรายได้เพิ่มคิดเป็น 60% ของเงินเดือนรายหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า จ๊อบพิเศษของมนุษย์เงินเดือนมี 2 แบบ แบบแรกเป็นงานใหม่ ทักษะใหม่ แบบที่ 2 เป็นงานที่ต่อยอดมาจากงานหลัก ใช้ทักษะที่มีอยู่แล้วเดินหน้าต่อสร้างเม็ดเงิน

“เป็นเอาต์ซอร์สในสิ่งที่ทำอยู่เดิมก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ เพราะหมายถึงทำได้ทันที หาเงินเข้ากระเป๋าได้ในเดี๋ยวนี้เลย รับจ้างเขียนเว็บออกแบบเว็บได้เลย ถ้าคุณทำมันอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นงานใหม่ ทักษะใหม่ อันนี้อาจต้องบวกต้นทุนเวลาและคอร์สอบรมใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมาคิดด้วย”

คำแนะนำก็คือให้เริ่มจากความสนใจ เราสนใจอะไร เริ่มจากสิ่งนั้นดีที่สุด คนบางคนมีความสนใจดารานักร้องซีรี่ส์เกาหลีมาก่อน ถึงขนาดลงทุนไปเรียนภาษาเกาหลี ต่อมาใช้ความชอบและความสนใจส่วนตัวเขียนข่าวดารา ติดตามข่าวแบบอัพทูเดท เขียนบทความความเคลื่อนไหวของแวดวงบันเทิงเคป๊อป ซึ่งเป็นที่ต้องการมาก ถือเป็นตัวอย่างของคนที่ผันแปรความชอบสู่การทำเงิน

 

“เอาความชอบไปแปรเป็นเงิน ซึ่งทำได้ทุกอย่าง อยู่ที่ว่าเราชอบอะไร ทำเป็นเงินได้หมด ถ้าเราโฟกัสกับมัน เห็นมันทะลุ”

อีกปัจจัยที่สำคัญต่อการทำงานพิเศษคือความรู้ อยากทำอะไร เข้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง หรือถามผู้รู้ เช่น อยากลองซื้อและให้เช่าคอนโดมิเนียม ก็อาจลองปรึกษากับคนในออฟฟิศที่มีลู่ทางทำอยู่แล้วและประสบความสำเร็จแล้วก็ได้ จากนั้นก็ลงมือทำ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง

ตบท้ายด้วยวิธีบริหารเงินในภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดยามนี้ว่า เงินเดือนให้ใช้ให้หมด ส่วนเงินจ๊อบคือเงินเก็บจริง วิธีคิดแบบนี้จะทำให้เรามองหาโอกาสดีๆ และขยันทำงานเก็บเงินมากขึ้น จะแตกต่างจากความคิดว่าทำงานเงินเดือนต้องประหยัด การประหยัดจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราลดลง แต่ถ้าคิดแบบบวกเพิ่ม จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเงินก็พอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เอาล่ะ! ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งโอดครวญ ก็รู้ล่ะว่าช่วงนี้ประสบปัญหาเงินเดือนไม่ค่อยขึ้น พวกทำงานเป็นกะอาจถูกลดชั่วโมงทำงาน ส่วนคนที่ถูกเลิกจ้าง หากหางานใหม่มักได้รับรายได้ที่ลดลง เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้ และเริ่มต้นมองหา “จ๊อบที่ 2” อย่างจริงจังได้แล้ว

บางทีในช่วงเวลาสั้นๆ และยากที่จะมองเห็นสิ่งใดนี้ คุณอาจมองเห็นโอกาสอันมหาศาล โชคดีนะ!

 

เคล็ดลับ ป้องกันลูกเสพติดเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438828

เคล็ดลับ ป้องกันลูกเสพติดเทคโนโลยี

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น จนทำให้เด็กบางรายมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขาด สมาธิในการเรียน ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน และมีภาวะสมาธิสั้นเทียม เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดเสวนาหัวข้อเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโตสมวัยในยุคดิจิทัล

ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า “การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป เด็กบางคนหมกมุ่นแต่กับเกม เวลาไปเรียนก็จะนึกถึงแต่เรื่องเกม จนขาดสมาธิในการเรียน บางคนถึงขั้นเอาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนไปเล่นใต้โต๊ะเรียน หากพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจและปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู

เด็กก็จะมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา เช่น วางระเบียบวินัยในการทำกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กๆ รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร หรือจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้มีสิ่งเร้าเยอะ เช่น เมื่อกลับถึงบ้านห้ามเปิดโทรทัศน์ทันที เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อเด็กๆ จะได้ไม่วอกแวกหรือเล่นของเล่นก่อนทำการบ้าน ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองควรฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆ เพื่อเขาจะได้เชื่อฟัง แต่สำหรับเด็กที่ต่อต้านไม่เชื่อฟังจนถึงขั้นอาละวาดพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องมีความหนักแน่น ถ้าสิ่งที่ลูกเรียกร้องไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราต้องปล่อยให้เขาอาละวาดไป พอถึงจุดหนึ่งเขาจะเลิกอาละวาดไปเองเมื่อรู้ว่าวิธีการที่ทำไม่ได้ผลในการเรียกร้องความสนใจเหมือนเดิม พ่อแม่ ผู้ปกครองควรสนใจว่าลูกใช้ประโยชน์หรือเล่นแอพพลิเคชั่นอะไรจากอุปกรณ์เหล่านี้บ้าง และควรมีเทคนิคในการควบคุมดูแลเด็กๆ ในยุคดิจิทัล ดังนี้

1.กำหนดเวลาให้ชัดเจน

พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาในการใช้สื่อเทคโนโลยีให้กับลูกอย่างชัดเจน เพราะจะทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในตัวเอง ว่าควรเล่นระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชม. และวันหยุดอาจเพิ่มเป็น 2 ชม. เป็นต้น

2.สอดส่องดูแล

คอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเขา อย่างเกมที่มีความรุนแรง เช่น เกมปล้น ยิง หรือฆ่าฟันกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไร ฉะนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก และไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควรอะไรไม่ควร

3.ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้สื่อเทคโนโลยี

เด็กเล็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ขวบ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรให้เขาใช้สื่อเทคโนโลยีเลย เพราะยังไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ ให้เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก อย่างการพูดคุยหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการดีกว่า เด็กจะได้มีพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน เมื่อเขาผ่านพ้นวัยนี้ไป จึงค่อยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสสื่อต่างๆ มากขึ้นตามวัย

4.เล่นได้แต่ไม่ใช่เจ้าของ

พ่อแม่ ผู้ปกครองทั่วไป บางครั้งเมื่อเห็นว่าลูกอยากได้อุปกรณ์เทคโนโลยีก็ซื้อให้ แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ มักโกรธและแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น จนทำให้พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมการใช้งานสิ่งเหล่านี้ของลูกได้ ฉะนั้นพ่อแม่ยังต้องคงความเป็นเจ้าของ แต่ให้สิทธิลูกๆ ในการเล่นได้บ้าง เพื่อควบคุมเวลาในการเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีของลูกได้

5.เล่นอย่างสมดุล

เด็กสมัยนี้มักจะเล่นแต่แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือเกม จนทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ หรือสังคม และทำให้การเล่นแบบใช้จินตนาการอย่างเด็กรุ่นก่อนๆ ขาดหายไป ส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจัดสรรเวลาให้ลูกอย่างสมดุล โดยให้เขาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เช่น เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง วาดรูป สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง

6.เรียกร้องความสนใจจากเด็กติดเกม

เวลาที่เด็กใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแล้วไม่สนใจเมื่อพ่อเม่เรียกหรือพูดคุยด้วย พ่อแม่ควรเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้เขาสบตา หรือถ้ายังไม่สนใจอีกควรเดินไปสะกิดที่ตัวของเด็ก เพื่อให้เขาฟังในสิ่งที่พูด

7.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี

การที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิทัลนั้น เราควรมีวินัยในตัวเองก่อน หากเราใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไปกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูก อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงด้วย”

สินีนารถ เองตระกูล คุณแม่เซเลบริตี้ กล่าวว่า เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้และเด็กสมัยนี้ก็เติบโตอยู่ในยุคดิจิทัล จึงต้องเปิดโอกาสให้ลูกๆ ได้ดูและเรียนรู้การใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีบ้าง

“แต่ต้องรู้จักการจำกัดเวลาและหากิจกรรมอย่างอื่นที่หลากหลายให้เขาทำควบคู่กันไป สำหรับลูกที่สนใจเล่นเกม เราต้องคอยดูว่าเกมนั้นเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร โดยส่วนตัวจะเคร่งครัดกับเรื่องนี้มาก ถ้าเห็นว่าเป็นเกมที่ไม่เหมาะสม จะไม่ให้ลูกๆ เล่นเลย พร้อมกับอธิบายว่าเมื่ออายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดจึงจะอนุญาตให้เล่นได้ การดูแลลูกในยุคนี้ คนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องให้ความรัก ความเอาใจใส่ ปูพื้นฐานที่ดีให้กับลูก และต้องตามให้ทันทั้งลูกและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี”

 

สารพัดโรคกลัวความรัก ใครเข้าข่าย รีบเช็ก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438827

สารพัดโรคกลัวความรัก ใครเข้าข่าย รีบเช็ก!

โดย…อนุสรา/ภาดนุ/จตุรภัทร ภาพ… AFP / AP

อาการของคนที่กลัวความรักเข้าขั้นหนัก จนแทบไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อเจอคนที่รู้สึกพึงใจ กลัวๆ กล้าๆ อยากจะรัก แต่ลึกๆ ก็กลัวว่าจะรักไม่ได้และทำมันพังอีก เรียกว่ากลัวการจะตกหลุมรัก! แบบเข้าไส้ เพราะชีวิตนี้ไม่อยากเสียใจซ้ำซาก สาเหตุของโรคนี้เกิดจากหลายปัจจัย หลักๆ ก็จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการอกหักเสียใจหลายครั้ง ชีวิตในวัยเด็กที่เจอแต่คนล้มเหลวในชีวิตคู่ หรือแม้แต่เรื่องของประเพณีวัฒนธรรมที่เคร่งครัด และกฎระเบียบข้อบังคับจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดของครอบครัว ล้วนแล้วแต่ทำให้เป็นต้นเหตุได้ทั้งนั้น ลองสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างดูว่า มีใครที่เข้าข่ายอาการเหล่านี้บ้าง

มารู้จักก่อนว่า Philophobia คือโรคกลัวการตกหลุมรัก หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคกลัวความรัก โดยจากสถิติในบรรดาโรคกลัวชนิดต่างๆ ถือว่ารั้งอันดับโรคกลัวที่มีผู้ป่วยมากที่สุด จากการวิเคราะห์ของเหล่านักจิตวิทยาก็พากันสันนิษฐานว่า ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของโรคกลัวความรักอาจมาจากเรื่องใกล้ตัว ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้พยายามจะหนีความรู้สึกรัก หรือไม่อยากเข้าใกล้ความรู้สึกพิเศษกับใครอย่างจริงจังเลยสักคน แม้จะเกิดความรู้สึกพิเศษกับใครขึ้นมาบ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วก็มักจะไม่กล้าเปิดใจให้กับความรัก เนื่องจากเหตุผลอะไรบางอย่าง สาเหตุจัดเป็นโรคกลัวชนิดเฉพาะเจาะจง

สาเหตุของโรคและอาการ อาจมาจากปัจจัย เช่น เหตุการณ์ในแง่ลบที่ฝังใจมาตั้งแต่ตอนเด็ก โดยเฉพาะหากเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาหย่าร้าง พ่อแม่คนใกล้ตัวมีชีวิตรักในแง่ลบ เช่น ทะเลาะตบตีกันประจำ หรือแสดงความรุนแรงต่อกันบ่อยๆ รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี หรือศาสนาที่มีกฎข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องความรักอย่างเข้มงวด บางศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณีของบางที่อาจมีข้อห้ามหรือกฎเกณฑ์ที่ควรระวังหากหญิงและชายจะรักหรือแสดงความรักต่อกัน ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกเกรงกลัวฝังรากลึกในใจบางคนได้ ส่งผลให้ไม่อยากเสี่ยงกับการมีความรักนั่นเอง หรือประสบการณ์ความรักที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์อกหักอย่างโชกโชน ความรู้สึกผิดหวัง ความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำของคนเคยรัก อดีตเหล่านั้นจะตามหลอกหลอนให้รู้สึกเจ็บมากจนไม่กล้าจะเอาหัวใจตัวเองไปลองเสี่ยงอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดความระแวงระวังเกินเหตุ ไม่กล้าที่จะมีรักครั้งใหม่อีกต่อไป

อาการบ่งชี้ที่เห็นชัดคือ กลัวการเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ ทุกครั้งที่พบเจอกับคนที่ถูกใจและรู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังไปได้สวย จะมีความรู้สึกวิตกกังวล และพยายามจบความสัมพันธ์นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องเจอกับภาวะเสียใจ มักจะห้ามใจตัวเองไม่ให้ถลำลึกไปกับความรู้สึกรักชนิดที่จริงจังมากจนเกินไป ปิดโอกาสไม่ให้ใครเข้ามาสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะมีคนมาชอบ เดินหน้าจีบมากแค่ไหน แต่ก็จะต้องเจอกับกำแพงด่านใหญ่ที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อปิดกั้นไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำความรู้จักได้

ชอบอยู่คนเดียว หลงรักการทำอะไรด้วยตัวคนเดียว หงุดหงิดกับการต้องร่วมกิจกรรมกับคนอื่น เบื่อหน่ายที่จะต้องรอคอยใครสักคน เสพติดการอยู่คนเดียว และไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับใคร มักจะหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คนมีคู่ชอบไปเดทกัน เช่น สวนสาธารณะหรือโรงภาพยนตร์ ดูเหมือนจะรักสันโดษ แต่แท้จริงแล้วเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้พบเจอกับคนที่อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกหวั่นไหวด้วยต่างหาก

มือชา เท้าชา หน้าชา หายใจเร็วและแรง เมื่อมีคนเข้ามาจีบ บางสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ คุณอาจไปเจอกับคนที่ชอบรุก เดินหน้าจีบแบบตรงไปตรงมา ทำให้คุณเกิดภาวะกดดัน ทำตัวไม่ถูก และมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เหมือนคนตื่นเต้น เช่น เหงื่อออกมือ ใจเต้นเร็ว อาเจียน เป็นลม

แต่ใช่ว่าอาการของโรคนี้จะไม่มีทางรักษา หากพบว่าตัวเองหรือคนข้างรอบที่รู้จักมีอาการแบบนี้ ควรพูดคุยเพื่อหาทางไปพบแพทย์ อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ คือการพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยถึงปัญหา และหาทางออกร่วมกัน การรักษาจะมีตั้งแต่การเผชิญหน้าเปิดใจเรื่องความรักไปจนถึงการกินยา ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ควรจะทำ

 

อาจจะคิดว่าเป็นเพียงอาการเข็ด กลัวการเสียใจแบบคนทั่วไป เดี๋ยวไปเจอรักใหม่ก็หาย บอกเลยว่า โรคกลัวการตกหลุมรัก น่ากลัวกว่าที่คิด เพราะคนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถเริ่มต้นใหม่กับใครได้เลยเกือบตลอดชีวิต ภายนอกดูเป็นคนปกติ แต่ทุกครั้งที่จะมีความรักครั้งใหม่ ก็มักจะถอยออกมา ไม่อยากเสียใจ ไม่อยากผิดหวัง วนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอาจจะเสียคนดีๆ ไปแบบไม่ทันได้แม้แต่จะเริ่มคุยกันเลยด้วยซ้ำ บางสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ อาจไปเจอกับคนที่ชอบรุก เดินหน้าจีบแบบตรงไปตรงมา ทำให้คุณเกิดภาวะกดดัน ทำตัวไม่ถูก และมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เหมือนคนตื่นเต้น

แต่ใช่ว่าอาการของโรคนี้จะไม่มีทางรักษา หากพบว่าตัวเองหรือคนข้างรอบที่รู้จักมีอาการแบบนี้ ควรพูดคุยเพื่อหาทางไปพบแพทย์ เพราะการพบจิตแพทย์ ไม่ได้หมายความว่ามีอาการทางประสาทเพียงอย่างเดียว การพบแพทย์เพื่อพูดคุยถึงปัญหา และหาทางออกร่วมกัน การรักษาจะมีตั้งแต่การเผชิญหน้าเปิดใจเรื่องความรัก ไปจนถึงการกินยา ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ควรจะทำ

ขั้นไหนควรไปพบจิตแพทย์?

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิตและจิตแพทย์ที่ปรึกษา รพ.เวชธานี กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายที่มีความกลัวค่อนข้างรุนแรง อาจมีผลกระทบกับชีวิตประจำวันได้ อย่างเช่น กลายเป็นคนเงียบขรึม หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เก็บกด และหลีกหนีจากสังคม ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความกดดันและความเครียดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ดังนั้น หากรู้ใจตัวเองว่าเสี่ยงต่อโรค ขั้นหนัก ลองเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกันดูสักตั้งก็น่าจะดีเพราะโรคนี้รักษาได้ โดยแนวทางการรักษาโรคกลัวความรัก อาจทำได้ดัง 3 วิธีนี้

 

ความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioral Therapy)

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์จะเข้ามาทำความเข้าใจกับคนไข้ ชวนคุยในประเด็นที่คนไข้รู้สึกกลัว หรืออาจมีรูปภาพและคลิปวิดีโอคนรัก การตกหลุมรัก มาประกอบการรักษา ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนไข้มีทัศนคติที่ดีกับความรักมากขึ้น เป็นการกำจัดความรู้สึกกลัวในเรื่องที่ไม่น่ากลัวที่ค่อนข้างได้ผลดีต่อผู้ป่วย

เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว (Exposure Therapy)

นับเป็นอีกวิธีการรักษาที่ได้ผลค่อนข้างมาก โดยผู้เชี่ยวชาญจะจัดให้ผู้ป่วยเจอกับสถานการณ์หวานๆ ให้เพศตรงข้ามชวนพูดคุย หรือให้ดูหนังโรแมนติก ซีนสุดซึ้ง เพื่อฝึกให้คนไข้มีแรงต้านทานต่อความกลัวของตัวเองเพิ่มมากขึ้น และลดแรงกดดัน ความวิตกกังวลเมื่อเจอสถานการณ์รักๆ ลงไปบ้าง

รักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาจะเป็นแนวทางเสริมสำหรับผู้ป่วยที่มีความเครียดสูง หรือมีความรู้สึกกังวลทุกครั้งเมื่อเจอกับความกลัว โดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอารมณ์และการแสดงออกของตัวเองได้ดีขึ้น

โรคนี้ไม่ใช่โรคทางจิตชนิดรุนแรงหรือก่อให้เกิดอันตรายกับคนรอบข้าง ทว่าเป็นอาการทางจิตเวชที่ควรได้รับการเยียวยารักษา เพราะอาจกระทบเข้ากับความรู้สึก สภาพจิตใจ ตลอดจนสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยเองอย่างที่ได้บอกเอาไว้ หากพบว่าตัวเองมีอาการป่วยโรค ก็อย่านิ่งนอนใจ หาเวลาไปพบจิตแพทย์กันดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจจะลุกลามไปสู่โรคในกลุ่มเดียวกันอย่าง โรคกลัวการมีคู่ (Couplestatephobia) กลัวการแต่งงาน ไปจนถึง โรคกลัวการมีเพศสัมพันธ์ (Genophobia) ผู้มีอาการหลายคนสามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์โรแมนติกได้ มีกิจกรรมใกล้ชิดได้ เช่น การกอด จูบ แต่กำแพงความกลัวจะก่อตัวทันทีเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการร่วมเพศ และในที่สุดความกลัวก็จะเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สำเร็จ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวในเพศชาย หรือปากช่องคลอดไม่เปิดในเพศหญิง แม้ว่าโรคกลัวในกลุ่มทางใจเหล่านี้ไม่ใช่โรคอันตราย แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง

 

รื้อสร้างและต่อยอด ‘สิ่งทอไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438508

รื้อสร้างและต่อยอด ‘สิ่งทอไทย’

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่จะผลักดันเศรษฐกิจของไทย หนึ่งในฐานรากของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็คือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับ 7 ของการส่งออกทั้งหมด แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ในปี 2559 ผู้ประกอบการส่งออกสิ่งทอมั่นใจว่า การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยจะพลิกกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้อย่างน้อย 2% เพราะสถานการณ์ส่งออกของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไม่น่าจะติดลบมากไปกว่านี้แล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าหดตัวลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว

นี่คือหนึ่งในภาวะวิกฤตของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในเชิงอุตสาหกรรม แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ผลิตต้นน้ำปลายน้ำที่สมบูรณ์ เหมือนเป็นศูนย์กลางในอาเซียน แต่ปัจจุบันไทยเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ผู้ผลิตบางรายเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง ทำให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความท้าทายหนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้

 

การยกระดับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยให้ขึ้นสู่ความเป็นชั้นเลิศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์มากกว่าสินค้าเชิงอุตสาหกรรม จึงมีการระดมสมองกันมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด โครงการประชุมวิชาการงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะการออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกายนานาชาติ – ไทย : ขณะสืบค้นและสังเคราะห์ (Thai : Sur
veying + Analyzing The International Textile & Fashion Symposium 2016) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และศิลปินนักออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกายระดับนานาชาติ ในการที่จะหาทางออกในการนำช่างฝีมือสิ่งทอไทยก้าวไกลไปกับเทคโนโลยี และหาช่องทางในการเพิ่มมูลค่าของสิ่งทอที่ไม่เป็นเพียงเสื้อผ้าและแฟชั่น

ถือว่าเป็นความท้าทายหนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้

หลากหลายแนวคิดการออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ในปี 2555 สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้จัดแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอชุมชน ดึงแนวคิดวิถีชีวิตสร้างสรรค์สินค้าและยกระดับคุณภาพผลักดันสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอเชิงวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริม SMEs ใช้เทคโนโลยีสะอาดร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อเตรียมขอการรับรองฉลากเขียว การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอชุมชนสู่อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ผสมผสานกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มยกระดับคุณภาพสินค้าสิ่งทอให้มีความหลากหลาย

 

งานในครั้งนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นของไทยให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้มากยิ่งขึ้น

แต่มีการกล่าวกันว่า ช่างทอเมื่อฝึกฝนการทอผ้าจนชำนาญถึงระดับสร้างสรรค์วิจิตรการ ช่างทอผ้าผู้นั้นจะได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนจากชนชั้นนำหรือนายทุน บังเกิดให้เกิดความปีติและมั่งมี ช่างทอบางคนใช้เส้นไหมทองคำทอเป็นเครื่องนุ่งห่มเพื่อตัดเย็บเป็นอาภรณ์ แม้ตัวเองจะไม่เคยได้สวมใส่ก็ตาม เช่นเดียวกันกับยุคปัจจุบันศิลปินและนักออกแบบสิ่งทอและเครื่องแต่งกายร่วมสมัยกับช่างทอฝีมือพื้นบ้าน ผู้สืบสานปัญญาท้องถิ่นจะมีหนทางและเป้าหมายร่วมกันได้หรือไม่?

การสร้างการตระหนักรู้และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์แห่งท้องถิ่นสู่ภาษาสากล โดยส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากศิลปะการออกแบบสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ตลอดจนทัศนศิลป์ ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศิลปะสิ่งทอและเครื่องแต่งกายของไทย เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ สืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ นำไปสู่ทัศนะและคำถามปลายเปิดเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นักออกแบบ ศิลปิน นักวิชาการ และนักศึกษาในสาขาวิชาออกแบบสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ทัศนศิลป์ ฯลฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการออกแบบและสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด และภูมิปัญญาไทยผ่านวิสัยทัศน์สากลจากศิลปิน นักออกแบบไทย อาเซียน และนานาชาติ โดยโครงการประกอบด้วยการลงพื้นที่ของศิลปินและนักออกแบบในแหล่งอารยธรรมสำคัญของประเทศไทยเพื่อเก็บข้อมูล (จ.อุดรธานี และราชบุรี) นิทรรศการผลงานศิลปินและนักออกแบบที่เข้าร่วม และการสัมมนาทางวิชางานสร้างสรรค์ด้านศิลปะการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่นต่างแขนงข้ามศาสตร์ อาทิ สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และทัศนศิลป์

ผศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล หัวหน้าภาควิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย และประธานหลักสูตรการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้อธิบายถึงกระบวนการสร้างสรรค์สำหรับการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่นว่า รูปแบบการทำงานสะท้อนถึงการรวมตัวกันของศิลปะ สิ่งทอ และแฟชั่น

“ศิลปะสิ่งทอเป็นงานฝีมือหรืองานศิลปะที่ใช้วัสดุและเส้นใยหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยจากสัตว์ และเส้นใยสังเคราะห์ ชิ้นผลงานถูกสร้างสรรค์โดยเทคนิคมากมาย อาทิ ทอ พิมพ์ ปักเย็บ”

งานศิลปะสิ่งทอนั้น ผศ.ดร.น้ำฝน ชี้ว่าสามารถนำไปใช้ทั้งการประดับตกแต่งและในวงการแฟชั่น

“เรามักจะเห็นว่าศิลปินส่วนใหญ่สร้างสรรค์ชิ้นผลงานจากแรงบันดาลใจผ่านรูปแบบศิลปะใน 4 แขนงหลัก ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสม ศิลปินนักออกแบบสิ่งทอได้ออกแบบสร้างสรรค์ผลงานโดยเน้นย้ำให้ความสำคัญที่คุณค่าของพื้นผิว แบบแผน และสีสันของผ้าแต่ละผืน”

ส่วนการส่งเสริมถึงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของช่างทอ การถ่ายทอดและผลักดันจากกระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านวิถีทางซึ่งผสมผสานประสบการณ์ทำงานอย่างเข้มข้นจากการทำงานใน 3 สื่อหลัก ศิลปะ แฟชั่น และสิ่งทอ รวบรวมเรื่องราวให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผศ.ดร.น้ำฝน มองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อที่จะออกจากแนวทางเดิม ๆ ของช่างทอที่เป็นงานฝีมือ นำไปสู่หนทางในการทดลองที่หลากหลายแย้งย้อนเพื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา

สำหรับตัวอย่างของการทำงานในรูปแบบการออกแบบสิ่งทอไทยเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเชื่อมั่นในการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน GoWentGone ที่มีสมาชิกกลุ่มประกอบด้วย เอก สุวรรณรัตน์ ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต และอาภามาศ เบ็ญพาด ที่ได้ริเริ่มดำเนินกิจกรรมและโครงการสร้างสรรค์เพื่อสังคม โดยใช้ความรู้ทางศิลปะเป็นพื้นฐานเพื่อเพิ่มรายได้และขยายกิจกรรมเชิงพัฒนาชุมชนและต่อยอดขยายผล

โดยเฉพาะโครงการต้นแบบศึกษาที่ชื่อ “From Surin To you” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกับชุมชน มีการลงพื้นที่ทำงานอนุรักษ์และพัฒนาองค์ความรู้ในงานสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยใช้กระบวนการดั้งเดิมของแต่ละชุมชนสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ ที่สำคัญการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาตกอยู่ในมือของช่างทอหรือชุมชนนั้นๆ ซึ่งเป็นวิธีคิดใหม่ที่ทำให้มีการพลวัตและพัฒนาไปข้างหน้าสำหรับสิ่งทอที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศเพื่อนำสู่ตลาดนานาชาติ

 

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

พรพิไล มีมาลัย อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้อำนวยการ Baan Noorg Collaborative Arts and Culture ซึ่งทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์โครงการร่วมกับ จิระเดช มีมาลัย
คัดเลือกศิลปินและนักออกแบบชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีความรู้และมีผลงานเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเข้าร่วมในโครงการ อาทิ แมนดี แทม นักออกแบบเครื่องแต่งกายละครเวที/จีนโอเปร่า จากฮ่องกง ดร.วิทวัน จันทร สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ จักกาย ศิริบุตร ศิลปินทัศนศิลป์ ดร.กฤษณ์ เย็นสุดใจ นักออกแบบเครื่องแต่งกาย/ศิลปินทัศนศิลป์ เทียร์มา สิรัต ศิลปินเครื่องแต่งกาย/แสดงสด จากบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น

พรพิไล ขยายความว่าได้รวบรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับผ้าและสิ่งทอ แฟชั่น และศิลปะแฟชั่น ซึ่งจะไม่จำเพาะที่ผู้ที่ทำสิ่งทอเท่านั้น รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานสิ่งทอด้วย เช่น ศิลปินด้านทัศนศิลป์มาจากหลากหลายสาขา

“เพราะฉะนั้นเป็นการระดมแนวความคิดที่มาจากหลากหลายมุมมองและพื้นฐานของแนวทางพัฒนาการของแต่ละคน ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นไปในเรื่องที่ว่างานสิ่งทอและหรือวัฒนธรรมที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม ความรู้ รากเหง้าและภูมิปัญญาเหล่านี้ จะสามารถสื่อสารกับสถานการณ์ร่วมสมัยได้อย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็ได้นำเสนอในมุมมองของตัวเอง ประสบการณ์ ซึ่งมีการพัฒนาในการลงพื้นที่กับชุมชน รวมไปถึงการทำกิจกรรมในลักษณะศิลปะร่วมสมัย ซึ่งมองเห็นแนวทางพัฒนาที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ต้องใช้ความเหมาะสมในองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัดของแต่ละที่ในแต่ละรูปแบบกันไป”

การพัฒนาก็ไม่ใช่ลักษณะของการทำงานอนุรักษ์เพียงอย่างเดียวแล้ว พรพิไล ย้ำว่าต้องควบคู่กับการรื้อฟื้นร่องรอยเก่า

 

“เช่นในกรณีที่มีปัญหาทางด้านสังคมและการเมืองก็เคยเป็นอุปสรรคและข้อจำกัดที่ทำให้รากเหง้าของสิ่งทอสูญหายไป เพราะฉะนั้นการอนุรักษ์ก็ต้องควบคู่ไปกับการที่จะรื้อฟื้นค้นหาร่องรอยเดิม รวมทั้งการที่เราจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ก็คือสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ผู้ที่มีศักยภาพ ผู้ที่มีความสนใจ ผู้ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน เพื่อฟื้นชีวิตให้กับภูมิปัญญาสิ่งทอของไทย ซึ่งอาจจะไม่ใช่การสื่อสารกับคนรุ่นเก่า แต่เป็นการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ด้วยวิธีการและกลไกที่เข้าถึงได้ง่าย

“แทนที่เราจะมองไปถึงการสืบทอดวัฒนธรรมที่มีความละเอียดซับซ้อน ต้องทำให้ใหม่ขึ้นและคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือมีการตั้งชื่อผ้าทอลายใหม่ๆ ตามชื่อของผู้ทอ ซึ่งลิขสิทธิ์ของลายทอผ้านั้นก็จะเป็นของผู้ทอ มีสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวทางของกลุ่ม GoWentGone ใช้ทำงานร่วมกับชาวบ้านและชุมชนที่เป็นช่างทอผ้ารุ่นใหม่ในพื้นที่ต่างๆ”

การไม่มองความรู้และพัฒนาการเป็นขอบเขตเชิงเดี่ยว ต้องมองว่าองค์ความรู้และการถ่ายทอดการใช้งานภูมิปัญญาเหล่านี้ต้องทำกันในเชิงกว้างเป็นสหวิทยาการ เน้นไปที่การทำงานสิ่งทอให้เป็นงานสิ่งทอ พรพิไล บอกว่าต้องสร้างกิจกรรมให้มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน และมีการเก็บรวบรวมความรู้ มีการสร้างความร่วมมือทั้งทางตรงและทางอ้อม

“ตัวผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งทอเดิมๆ ของเมืองไทย ไม่ใช่มีแต่ผ้าถุง ซึ่งต้องมองดูโลกปัจจุบันว่าวิถีชีวิตเป็นอย่างไร ก็เอาสิ่งเดิมและองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ต้องไม่ไปสนใจมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องของความขัดแย้งในทัศนคติเรื่องของการทำลายและการพัฒนา ถ้ามีการผ่านกระบวนการของการคิดและมีแนวทางที่ชัดเจนก็จะนำไปสู่ผลที่ดีและตอบสนองวิธีคิดและชีวิตร่วมสมัย”

 

อุปสรรคและปัญหาที่เรื้อรังมาหลายทศวรรษสำหรับงานทองานย้อมที่เกี่ยวกับองค์ความรู้แบบดั้งเดิมนั้นมีความละเอียดซับซ้อนมาก จนชาวบ้านนำมาทำต่อเพื่อรับมรดกทางภูมิปัญญาไม่ไหว รวมทั้งมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาก็ไม่เพียงในการดำรงชีวิตเท่าที่ควรจะเป็น พรพิไล บอกว่าต้องแก้ปัญหาจุดนี้ให้ได้เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

“คือไม่ต้องทำสิ่งทอหรืองานทอ ไปทำอย่างอื่นจะมีรายได้มากกว่า ซึ่งเป็นความยุ่งยากสลับซับซ้อน ก็เลยต้องใช้ความรู้และการศึกษาเข้าไปส่งเสริม อย่างสิ่งทอหรือผ้าบางลายเขาทอนานและเหนื่อยมาก แต่รายได้ไม่คุ้มกับที่ลงแรงไป แต่ถ้ามองในมุมนักวิจัยก็จะพบว่าปัญหานั้นแก้ได้โดยการปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ทอผ้า เช่น การปรับปรุงสร้างกี่ที่ทอผ้าทั้งสองด้านได้ขึ้นมา แต่เราก็ไม่เคยรวบรวมข้อมูลจากนานาชาติ เช่น ในอาเซียนด้วยกัน

“อย่างกรณีที่นำความรู้ทางด้านแฟชั่นและศิลปะเข้ามา ไม่ใช่แฟชั่นก็คือแฟชั่นที่เป็นเสื้อผ้าสวมใส่ได้เพียงอย่างเดียว แต่ได้มองทะลุกรอบออกมา สามารถเป็นการแสดงแนวคิดออกไปสู่สาธารณะจะทำให้เกิดการกระตุ้นมุมมองต่อสังคม ทำให้คุณค่าของตัวผ้ามีมากกว่าการเป็นแค่ผืนผ้าหรือวัสดุชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว การนำเทคโนโลยีเข้ามาประกอบจะเป็นการไขว้กันไปมาระหว่างงานช่างฝีมือและเทคโนโลยีการทอที่ก้าวหน้า กลายเป็นงานสิ่งทอที่ถูกเพิ่มมูลค่าแทนที่จะเป็นผ้าธรรมดาๆ รับจ้างการผลิตให้กับแฟชั่นโลก ไม่ใช่เข้าไปพัฒนาฝีมือชาวบ้านเพียงอย่างเดียว คือชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมมากกว่านั้น ร่วมพัฒนาทั้งการทอ เทคนิค และผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นด้วย”

ท้ายสุด พรพิไล มองว่าต้องตามหาตัวเชื่อมระหว่างคนในชุมชนที่เขามีภูมิปัญญาดั้งเดิมถ่ายทอดกันมากับโลกร่วมสมัย ไม่ควรเข้าไปตีกรอบการสร้างสรรค์ของแต่ละสาขา จะทำให้ตัวงานเฉพาะของแต่ละส่วนมีมิติที่มากขึ้น ทั้งแฟชั่น และศิลปะสิ่งทอต่างๆ จะทำให้มีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 

สาธารณรัฐไวมาร์ และ ภาณุ ตรัยเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 12:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438318

สาธารณรัฐไวมาร์ และ ภาณุ ตรัยเวช

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากคุณยังพอจำ ภาณุ ตรัยเวช ได้ คุณคงรู้ดีว่า เขาคือเจ้าของนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนเรื่อง คดีดาบลาวยาวแดง (ที่เคยได้เข้ารอบลองลิสต์ของรางวัลซีไรต์ ปี 2555) มาวันนี้ เขามีผลงานเล่มใหม่ ซึ่งไม่ใช่นวนิยาย แต่เป็นหนังสือสารคดีที่นำเสนอประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนี ในช่วงปี 1919-1933 ซึ่งเขตแดนตรงนี้ เรียกขานกันว่า สาธารณรัฐไวมาร์ และภาณุก็มาพร้อมหนังสือที่มีชื่อว่า ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเล่อร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อมาบอกเล่าให้เราได้รู้จักหนังสือเล่มนี้กัน

“หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้น เนื่องจากตัวผมเองมีความสนใจในประเทศเยอรมนี ตอนใกล้เรียนจบดอกเตอร์ ผมก็ได้ไปทำวิจัยอยู่ที่เยอรมนี โดยอาจารย์ที่ปรึกษาของผมก็เป็นคนเยอรมัน เขาจึงพาผมไปทำงานวิจัยที่นั่น ทำให้ผมเกิดความสนใจในด้านศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม และปรัชญาของเยอรมนีอยู่พอสมควร”

จากจุดเริ่มต้นตรงนี้ ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา สังคมไทยมีความขัดแย้งต่างๆ มากมาย ทำให้ภาณุเกิดความสงสัย และอยากทำความเข้าใจว่าอะไรคือประชาธิปไตย “รวมทั้งอยากเรียนรู้ว่าการเลือกตั้ง เผด็จการ แนวคิดเสรีนิยม แนวคิดอนุรักษนิยมนั้นมีที่มาจากไหน เราจะเข้าใจมันได้อย่างไร ผมจึงอยากทำงานเขียนสักชิ้นหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษาเพิ่มเติม และได้สรุปในสิ่งที่ตัวเองได้ศึกษาให้คนอื่นได้อ่านได้เรียนรู้ทำความเข้าใจ”

ภาณุใช้เวลารวบรวมหาข้อมูล รวมทั้งบรรจงเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างตั้งใจ โดยใช้เวลากว่า 5 ปี จึงสำเร็จเสร็จสิ้น “สำหรับการหาข้อมูลของประเทศเยอรมนี ส่วนใหญ่ผมหาได้จากหนังสือที่ผมสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ รวมทั้งหาข้อมูลและได้รับการตรวจสอบข้อมูลจากผู้รู้ ทำให้การเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยยากสักเท่าไร ซึ่งเมื่อหนังสือวางแผงไป ผลตอบรับก็ดีเกินคาดครับ”

สำหรับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ภาณุได้ปูพื้นฐานโดยการบอกเล่าเรื่องราวของประเทศเยอรมนีในศตวรรษที่ 19 ก่อนที่เราจะได้ทำความรู้จักกับสาธารณรัฐไวมาร์ (ซึ่งถือเป็นชื่อเล่นของประเทศเยอรมนี) นับจากหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุดลง

“ไม่มีช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ใดในเยอรมนีที่จะเป็นประชาธิปไตยได้มากเท่ากับสิบสี่ปีนี้อีกแล้ว (ปี 1919-1933) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความน่าสนใจทั้งในเรื่องของการเมือง ศิลปวัฒนธรรม ปรัชญา และในทุกๆ ด้าน แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่มีความยุ่งเหยิงปั่นป่วนที่สุด วิทยาการต่างๆ ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการเข้ามาของเทคโนโลยี ศิลปะถูกมองว่าทั้งงอกเงยและเสื่อมทราม ผู้คนที่บ้าคลั่งหิวโหยเสถียรภาพท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อสุดโต่ง ผู้คนจึงไขว่คว้าหาผู้นำทางอุดมการณ์ที่จะประคองให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ จนกระทั่งหยิบยกเอาคนกลางอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ขึ้นมาเป็นผู้นำปกครองประเทศ ซึ่งหลังจากนั้นประเทศเยอรมนีก็ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการไปจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2”

ภาณุ ทิ้งท้ายไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ผลงานทางวิชาการ มันไม่ได้นำเสนอหลักฐานหรือการตีความใหม่ ขณะเดียวกัน จะเรียกมันว่าสารคดี ก็เหมือนจะเรียกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก “อาจเพราะผมคุ้นเคยกับงานวรรณกรรมมากกว่า ผมจึงขอเรียกหนังสือเล่มนี้ว่านวนิยายขนาดยาว ซึ่งมีทั้งวีรบุรุษ มีทั้งวายร้าย มีทั้งผู้คนที่พร้อมสละชีพเพื่ออุดมการณ์ มีทั้งผู้คนที่หลงมัวเมาไปกับอุดมการณ์ มีสาวงาม มีเสียงดนตรีไพเราะ มีการต่อสู้ระหว่างความดีและความเลว ที่จบลงด้วยความย่อยยับของฝ่ายแรก ซึ่งในความคิดของผม นวนิยายเรื่องนี้มันสมจริงเสียจนเมื่อเรามองไปรอบๆ ตัว เราอาจนึกว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1920 ก็เป็นได้ครับ”