ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ ละลายตนบนเอเวอเรสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438301

ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ ละลายตนบนเอเวอเรสต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : Thai Everest 2016

อะไรเป็นแรงผลกั ดนั ใหผู้ห้ ญงิ ตัวเล็กๆ ออกเดินทาง 33 วัน ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 40 องศาฯและเผชิญกับสภาวะออกซิเจนเบาบางเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ หมออีม-ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ วัย 32 ปี ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ และกลายเป็นหญิงไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

ความกล้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วหมออีมไม่รู้จักการเดินเขา รู้แต่เพียงว่าตัวเองสนใจกิจกรรมจึงค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจนไปเจอทริปของป๋าอาคม (อาคม กิจวนิชประเสริฐ คนไทยคนที่ 2 ที่ขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์) เธอไม่รอช้าสมัครเข้าร่วมทริปไปเดินขึ้นยอดเขาคินาบาลูประเทศมาเลเซีย เปิดประสบการณ์ครั้งแรกบนความสูง4,000 กว่าเมตร

 

“หลังจากกลับมาทำให้รู้ตัวเองว่าชอบ เพราะเรามีความสุขมากเมื่ออยู่กับภูเขา” ประสบการณ์แรกระหว่างเธอกับภูเขาประหนึ่งรักแรกพบ จากนั้นเป็นต้นมาเธอจึงหาโอกาสไปเดินป่าขึ้นเขาอยู่ตลอด โดยทุกปีเธอและก๊วนป๋าอาคมจะไปพิชิตยอดเขาประเทศเนปาล เฉียดเอเวอเรสต์หลายครั้งหลายคราจนกระทั่งหมออีมได้รับแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าเมื่อศึกษาชีวิตของ หนึ่ง-วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ไปถึงยอดเอเวอเรสต์

“ได้ไปดูคลิปที่พี่หนึ่งร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีบนยอดเอเวอเรสต์ น้ำตามันไหลออกมาเอง เรารู้สึกว่าเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก และได้รับแรงบันดาลใจจากพี่หนึ่งมาก โดยที่พี่เขายังไม่รู้ตัวเลยว่าสามารถผลักดันเรามาได้ไกลขนาดนี้”

 

หมออีมสารภาพว่า แผนแรกที่คิดไว้คือจะเดินให้ถึงเบสแคมป์ บริเวณด้านล่างของเอเวอเรสต์ เพราะเธอมองว่ายอดเอเวอเรสต์ยิ่งใหญ่และสูงเกินไปสำหรับเธอแต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอไปเดินมาแล้วหลายยอดเขาสั่งสมมาหลายประสบการณ์ ทำให้ความฝันเดิมเพิ่มขนาดใหญ่ และระยะทางระหว่างเธอกับเอเวอเรสต์ก็เริ่มสั้นลงจนเธอสามารถเอื้อมได้ในที่สุด

“เราต้องลองดูสักครั้ง” เธอกล่าวถึงเอเวอเรสต์ “อีมเชื่อว่าพอเรามีความฝัน มันมีพลังพอให้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อที่จะทำตามความฝันนั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วถ้ามันไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ลงมือทำบางอย่างกับความฝันและเราจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเลย”

 

ความมุ่งมั่น ละตัวตน

การเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ใช้เวลา 33 วัน ซึ่งระหว่างทางต้องเผชิญกับสภาพอากาศติดลบ 40 องศาฯภาวะออกซิเจนต่ำ และเส้นทางที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะแบบไม่ราบรื่น

“ความรู้สึกว่า มาทำไม มันเกิดขึ้นแทบทุกวัน” เธอกล่าว “ตอนตัดสินใจมาเราไม่ได้คิดว่าจะเหนื่อยจะลำบากขนาดนี้ เพราะเรามองจากคนที่หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว แต่พอได้ไปเจอกับตัวเองมันไม่ใช่อย่างที่คิดจึงเกิดความท้อขึ้นในตัวเอง แต่เราเดินต่อได้เพราะพลังข้างในมันผลักดันให้ไปข้างหน้า มันมีพลังอยู่ข้างในจริงๆ”

 

หมออีมเล่าถึงจังหวะที่จะเดินขึ้นยอด ตอนนั้นเธอรู้สึกเหมือนจะเดินต่อไม่ไหวและอยากหันหลังกลับ เพราะคิดว่า การทำความฝันของตัวเองมันช่างเหนื่อยนัก และพลังทั้งหมดที่มีก็ใช้มันจนหมดสิ้นแล้ว

“เราไม่เหลืออะไรแล้ว เราอยากกลับลงไป” เธอคิดเช่นนั้น “แต่ในใจก็คิดถึงอีกแรงหนึ่งที่พาเรามา นั่นคือในหลวง เราอยากนำพระบรมฉายาลักษณ์และธงชาติไทยขึ้นไปบนยอด เราท่องไว้ในใจตลอด พอคิดได้แบบนี้จึงเปลี่ยนความคิดใหม่ เลิกคิดถึงแล้วว่านั่นคือความฝันของเรา ความเป็นตัวเรามันค่อยๆ ละลายไปเรื่อยๆเพราะถ้าจะทำเพื่อความฝันตัวเองมันพอแล้ว เราไม่ทำแล้ว แต่ข้างในตัวต่างหากที่พาให้เราไปจนถึงยอดเขาเราทำเพื่อในหลวง เราทำเพื่อชาติไทย นั่นคือความยิ่งใหญ่และเราต้องทำให้สำเร็จ” นั่นเป็นจุดที่เธอไม่มีตัวตนอีกต่อไปและนั่นเป็นความรู้สึกที่เธอจะไม่ลืม

 

ความฝัน ความจริง

หมออีมเล่าว่า วินาทีที่เท้าแตะส่วนที่สูงที่สุดในโลกน่าแปลกที่ความรู้สึกตอนนั้นต่างจากสิ่งที่เคยคิดมาก

“เอเวอเรสต์เป็นความฝันของเรามานานมาก พูดได้เลยว่ามันคือความฝันอันสูงสุด เลยคิดมาตลอดว่าถ้าทำสำ เรจ็ เราจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตวั เองยิ่งใหญ่ที่ได้ขึ้นอยู่บนจุดสูงสุดของโลก แต่พอขึ้นไปอยู่บนนั้นมันไม่ได้รู้สึกแบบที่คิดไว้เลย” เธอหยุดคิดอะไรบางอย่าง“มันกลับรู้สึกว่า ตัวเรามันเหลือเล็กนิดเดียว ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่มาก ตัวเราเป็นแค่สิ่งเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งมันมีปัจจัยเยอะแยะมากมายที่ทำให้เราได้ขึ้นไปอยู่บนนั้น” เธอชะงักความคิดอีกครั้ง

 

“ธรรมชาติอนุญาตให้เราขึ้นไป เราเป็นสิ่งที่เปราะบางเล็กน้อยมาก และจุดสูงสุดนี้มันก็คือแผ่นดินเดียวกันกับข้างล่างนั่นแหละ เพียงแต่เรายกให้มันเป็นจุดที่สูงสุดซึ่งไม่มีอะไรทำให้เรายิ่งใหญ่ขึ้นมาเลย”

เธอชูพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นเหนือเกล้าและสะบัดธงชาติไทยปลิวไสวบนยอดเขาเอเวอเรสต์ หมออีม นักปีน และทีมงานทั้งหมดรวม 9คน ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 20 นาทีเก็บเกี่ยวความรู้สึกและบรรยากาศทุกอย่างให้มากที่สุด ก่อนที่จะเดินลงซึ่งถือเป็นการเดินทางบทใหม่ที่โหดกว่าเดิม

 

“ขาขึ้นเรามีเป้าหมาย เราทุ่มเทกำลังของเราทั้งหมดให้กับมัน โดยที่ไม่ได้เผื่อแรงไว้สำ หรับขากลับ” ประกอบกับระดับความชันและระยะการมองเห็นเท้าตัวเองที่ถูกบังด้วยหน้ากากออกซิเจน ทำให้ทุกก้าวต้องใช้ความระมัดระวังมาก “สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ละก้าวคือ สติ เราต้องมีสติตลอดเวลา ในทุกย่างก้าวที่เราย่ำลงไป เพราะเราไม่รู้ว่าก้าวต่อไปชีวิตเราจะยังอยู่ไหม เราสามารถพลาดได้ทุกเมื่อ” เธอกล่าว

ขณะที่หมออีมลงมาถึงเบสแคมป์ด้านล่าง ในประเทศไทยก็เริ่มนำเสนอข่าวหญิงไทยคนแรกพิชิตเอเวอเรสต์ กระทั่งเธอกลับมาถึงเมืองไทยก็กลายเป็นข่าวใหญ่ประจำวัน ซึ่งชื่อเสียงที่ได้มานั้นเธอมองว่า มันนอกเหนือความตั้งใจ เพราะภารกิจนี้เริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊ก Thai Everest 2016 ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาสปอนเซอร์และอัพเดทการเดินทางให้กับคนคอเดียวกันในแวดวงขนาดเล็ก ทว่าในตอนนี้เมื่อพูดชื่อหมออีมมักจะมากับตำแหน่งหญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเธอกลับไม่รู้สึกภูมิใจกับตำแหน่งเลย

 

“สิ่งที่เรารู้สึกกลับกลายเป็นการที่เราทำเพื่อชาติไทย ทำเพื่อในหลวง และได้สร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆหรือใครก็แล้วแต่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตรงนี้ต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่าตำแหน่งมาก”

ปัจจุบันหมออีมกลับไปทำงานเป็นทันตแพทย์ ประจำโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ทำหน้าที่รักษาคนไข้ โดยที่ยังไม่ทิ้งความฝัน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเธอเคยพิชิตคินาบาลู เมร่าพีก อันนาปุรณะ ลาร์คยาพีก ไอร์แลนด์พีกและล่าสุด เอเวอเรสต์ ซึ่งเธอก็ยืนยันว่าจะพิชิตยอดเขาอื่นๆ ต่อไปแม้ว่าจะเคยไปอยู่จุดสูงสุดของโลกแล้วก็ตาม

 

“ความฝันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจอย่างหนึ่งที่มีพลังมาก เหมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ชีวิตมันชุ่มชื่น” เธอฝากถึงคนที่กำลังรอทำตามความฝัน “อีมเองก็เคยกลัวที่จะทำตามฝัน กลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวว่าทำไปแล้วจะไม่สำเร็จ แต่พอถึงจุดจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่า ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เราจะเสียดายเวลาไหม โดยเฉพาะหากมีโอกาสอยู่ตรงหน้า แล้วไม่คว้ามันไว้ เราจะมานั่งเสียใจไหม ถ้าไม่เริ่มก็จะไม่สำเร็จ หรือหากสุดท้ายมันไม่สำเร็จ มันก็ดีแล้วที่เราได้พยายาม เพื่อเป็นบทเรียนให้การก้าวครั้งต่อไป อีมเชื่อว่าทุกอย่างที่เราทำลงไปมันดีอยู่แล้วเพราะอย่างน้อยก็กล้าที่จะเริ่มต้น”เธอทิ้งท้าย

ประเทศไทยมีผู้พิชิตเอเวอเรสต์ 3 คน คนแรกวิทิตนันท์ โรจนพานิช คนที่สอง อาคม กิจวนิชประเสริฐและคนล่าสุด ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ ผู้หญิงธรรมดาที่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลกได้ด้วยหัวใจ

 

 

นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438177

นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

นริศ เชยกลิ่น วัยย่าง 55 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทที่เพิ่งรวมกิจการระหว่างบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์กับกิจการอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ผู้ผลิตเบียร์สิงห์มานานกว่า 80 ปี แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น Sพร้อมทีมบริหารชุดใหม่ ภายใต้เจ้าของใหม่ ภิรมย์ภักดี และได้ นริศ มือดีด้านการเงินรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี จากบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มาเป็นแม่ทัพใหญ่

ช่วงเวลาที่นริศเข้ามานำพา S ตั้งแต่ปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้ทีมงานที่มีชญานิน เทพาคำ ประธานคณะกรรมการบริหาร ล่องลม บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน และเมธีวินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน กิจการของ S มีสินทรัพย์เติบโตกว่าเท่าตัว

ปี 2558 ปีแรกเต็มปีที่เข้ามาบริหารงาน S มีขนาดติดอันดับSET100 หรือหุ้นบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 100 อันดับแรก และปี 2559 หุ้นติดอันดับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (SmallCap.) ดัชนี MSCI

ปัจจุบัน S เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดยอดขายติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใน ตลท.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทไตรมาสแรกที่ผ่านมามีกำไร 100 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน23 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน และขาดทุน 81 ล้านบาทไตรมาส 4 ปี 2558

นริศ กล่าวว่า ความเป็นกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และการที่มีทีมงานที่แข็งแกร่งช่วยได้มาก ทั้งนี้ได้นำประสบการณ์ต่อยอดซื้อกิจการจากโมเดลที่ทำที่ CPN เข้ามาช่วยทำให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเงินทุนและเครดิตที่พรั่งพร้อมของกลุ่มปี 2558 S เข้าไปซื้อหุ้น 51%ในเนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ กิจการบ้านเดี่ยวและที่อยู่อาศัยแนวราบ และเดือน ส.ค. 2558 รับโอนกิจการอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส รวมถึงมีการขยายธุรกิจโรงแรมไปสหราชอาณาจักรโดยเข้าซื้อกิจการโรงแรมจูปีเตอร์สของจูปิเตอร์ โฮเทล โฮลดิ้งส์ ทำให้กลายเป็นเจ้าของโรงแรม 26 แห่งในสหราชอาณาจักร

ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจจริงจังเต็มปีคือปีก่อน มาสร้างคนสร้างแบรนด์สร้างระบบใหม่หมด โดยภิรมย์ภักดีเปิดทางให้มืออาชีพบริหารงานเต็มที่ภายใต้ทิศทางที่ตระกูลกำหนด คนในตระกูลเข้ามาเป็นกรรมการเท่านั้น

โจทย์ที่เขาได้รับจากกลุ่มบุญรอดคือต้องสร้างรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กลุ่ม 2 หมื่นล้านบาทหรือ20%ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม 1 แสนล้านบาทภายใน 5ปี โดยเริ่มจากศูนย์

นริศ กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ใน 5ปีดังกล่าว 1 หมื่นล้านบาทจะต้องมาจากการเข้าซื้อกิจการที่สร้างรายได้เข้ามา ขณะนี้กิจการที่ซื้อมาแล้วสร้างรายได้ 2,000ล้านบาทในปีนี้ จากเป้าหมายรายได้ทั้งปี7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผน S ต้องลงทุนปีละ 1 หมื่นล้านบาท และต้องเพิ่มทุนให้เพียงพอ และมีการตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์บ้าง

ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันรายได้ของ S จะได้เพียงประมาณ 1% ของกลุ่มและคาดว่าปีนี้จะได้เพียง 2-3% แต่นริศคาดว่าหลังจากการขายโครงการดิ เอส อโศกโครงการคอนโดมิเนียมหรู 55 ชั้น 419ยูนิต บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ4,500 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี2561-2563 ที่จะทำให้รายได้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นริศตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 5 ปีนี้ที่คาดว่าต้องมีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท จะต้องมาจากรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 60% ที่เหลือจะมาจากธุรกิจโรงแรม

“ในเมื่อเขาให้โอกาสผมทำในสิ่งที่ดี สร้างองค์กร สร้างระบบ สร้างชื่อเสียงแบรนด์ เขาให้อิสระต่อมืออาชีพ ล่าสุดการเพิ่มทุนของบริษัทได้มีการออกวอร์แรนต์(ใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อแลกหุ้นสามัญ)ได้มีการออกหุ้นให้พนักงาน 100 ล้านหุ้นหรือครึ่งต่อครึ่งเพื่อให้พนักงานมีโอกาสร่วมหัวจมท้าย ลืมตาอ้าปากได้เพื่อสร้างผู้นำรุ่นต่อไป”

นริศเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร S ด้วยการชักชวนของชญานิน เทพาคำ (ภิรมย์ภักดี) ประธานคณะกรรมการบริหาร ที่เป็นคนในตระกูลภิรมย์ภักดี จากงานประมูลไนท์ พลาซ่า ณ ขณะนั้นนริศเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน CPNและได้รับการชวนให้มาอยู่ S

“ตอนนั้นผมอยู่ CPN มา 16 ปีครึ่ง คิดว่าจะเกษียณที่นั่น แต่คุยกับคุณชญานินถูกคอ ถ้ามาเหนื่อย แต่คงสนุก นำประสบการณ์จาก CPN มาใช้ได้ ประกอบกับอยู่ที่นั่นอิ่มตัวแล้ว จึงตัดสินใจมา”

หลังจากบริษัทติดอันดับ SET 100 เป้าหมายต่อไปของเขาคือการติดอันดับ SET 50เพื่อให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

นริศมองว่า อนาคต S จะคล้ายบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) คือเป็นบริษัทที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ ทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ทรัสต์เพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ธุรกิจโรงแรม บริษัทขนส่งและคลังสินค้า

ปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง1 เท่า อนาคตหลังเพิ่มทุนคาดว่าจะเหลือ0.3-0.5 เท่า

สำหรับงานที่นี่ไม่ต่างจากเดิมมากนักผิดกันแต่ว่าในตำแหน่งซีอีโอ เขาได้อิสระในการบริหารงานมากกว่า เวลาว่างส่วนใหญ่ถ้าไม่สังสรรค์กับคู่ค้า ก็คือให้เวลากับครอบครัวเพราะวันนี้ลูกชายเขาวัย 20 ปีแล้วกำลังเรียนปี 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โคลนนิ่งพ่อมา แต่เรียนต่างค่าย (นริศจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

“ผมอยากให้ลูกจบมามีอาชีพรับบริหารพอร์ตให้กองทุนส่วนบุคคล แต่เขาต้องมีประสบการณ์บริหารพอร์ตในกองทุนก่อนสิ่งที่เขาเรียนเขาเลือกเอง เขาสนใจในพอร์ตส่วนตัวที่ผมบริหารเองอยู่เสมอ ชอบถามว่าลงทุนอะไร ผลการลงทุนเป็นอย่างไร”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ความเก่งของเขาย่อมถูกถ่ายทอดไปยังทายาทเป็นธรรมดา

 

มุมของ ภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438172

มุมของ ภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

วสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน วัย 41 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพงโกลินเซฟตี้ โปรดักส์ ผู้ผลิตรองเท้าเพื่อความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม 1 ในบริษัท 20 แห่งของตระกูลวงษ์เจริญสินทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลนี้ชอบใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ และเลี้ยงปลาคาร์ป

“ผมชอบอ่านหนังสือทุกประเภท อย่างนิยายของ แดน บราวน์ เรื่องดาวินชีโค้ด แม้กระทั่งหนังสือธรรมะ และ 5 ปีหลังนี้ชอบอ่านนิยายจีนที่จะได้แนวคิดด้านการเมือง เรื่องที่นักเขียนเขียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริง หากอยากรู้จักการเมืองปัจจุบันให้อ่านเรื่องอดีต สมัยก่อนคนขี่ม้าส่งจดหมาย”

 

ล่าสุดอ่าน คังซี จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ อ่านทุกอย่างแล้วเปรียบเทียบ โพสต์และแชร์ให้ลูกน้องอ่านทุกเรื่อง เห็นอะไรเชื่อมโยงเรื่องงานจะแบ่งปันหมด

เวลาว่างที่เขาชอบอ่านหนังสือเหล่านี้คือช่วงเวลาบนรถ

 

สำหรับปลาคาร์ปนั้นเลี้ยงมานานตั้งแต่อยู่บ้านเดี่ยว อยู่ได้เป็นวัน ขอให้มีบ่อปลา

นอกเหนือจากความเพลิดเพลินสองเรื่องที่เขาโปรดปรานแล้ว เวลาว่างที่เหลือได้อุทิศให้ครอบครัว แม้ว่าขณะนี้ลูกๆ ของภูวสิษฏ์ อยู่ในวัย 14-15 ปี เติบโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็ตาม

ตระกูลวงษ์เจริญสินเป็นธุรกิจกงสี เริ่มต้นเมื่อปี 2488 หลังจากเริ่มธุรกิจโรงฟอกหนังมาตั้งแต่รุ่นปู่ โดยรุ่นนั้นมีลูก 7 คน 4 ใน 7 คนเป็นลูกชายที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเจริญสิน และสร้างอาณาจักรที่เริ่มต้นจากโรงฟอกหนัง และมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อโรงฟอกหนังเจริญสินเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปี 2537 ภายใต้ชื่อบริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ หรือ CPL

 

 

ครัวที่อยากได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437941

ครัวที่อยากได้

โดย…ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมว่าสิ่งสำคัญในบ้านอันดับแรกมี ห้องนอน ห้องน้ำ ครัว ส่วนห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ระเบียง สวน ที่จอดรถ นี่เป็นอันดับรอง ซึ่งผมว่าใครๆ ก็อยากมีทุกอย่างครบถ้วน แต่มันมีหลายปัจจัยที่อาจจะยุ่งยากในสถานการณ์ปัจจุบัน บ้านที่มีทุกอย่างครบนั้น สมัยนี้อยู่ห่างจากกลางเมืองไปทุกทีและราคาแพงถึงแพงมาก ขนาดหมู่บ้านแถวราชพฤกษ์ปลายๆ แถวเขตนนทบุรี หรือแถวพุทธมณฑล ราคา 7 ล้านขึ้นทั้งนั้น ซึ่งเกือบ 100% ของคนทำงานจะทำงานในเมืองทั้งสิ้น ผัวทำงานที่หนึ่ง เมียทำอีกที่หนึ่ง ลูกอยู่โรงเรียนอีกที่หนึ่ง ออกจากบ้านยังไม่สว่าง มืดแล้วยังกลับไม่ถึงบ้าน เวลาส่วนใหญ่อยู่บนถนน ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ที่ทำงานไม่มีที่จอดรถ

พอลองเปลี่ยนแนวคิดบ้าง ไหนๆ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองแล้ว ก็กินอยู่ในเมืองเสียเลย นั่งรถไฟฟ้า ต่อรถใต้ดิน รถจอดไว้ใช้เสาร์-อาทิตย์ หนีไม่พ้นเป็นคอนโดมิเนียม เดี๋ยวนี้คอนโดแค่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า รถใต้ดิน เนื้อที่ 20 กว่าตารางเมตร ราคา 2 ล้านขึ้น เปิดประตูเข้าไปก็เป็นเตียงนอน มีห้องน้ำแคบๆ ครัวมีที่แค่ตั้งโต๊ะหัวเตาอันเดียว แถมกระเด็นไปอยู่รวมกับที่ซักล้างและราวตากผ้า ถ้าวันไหนซักผ้าก็ไม่ต้องทำอะไรกิน ถ้า 3-4 ล้าน ก็มีห้องนอนเป็นสัดส่วนขึ้นหน่อย อาจจะมีเคาน์เตอร์ครัวให้มุมหนึ่ง มีตู้ชั้นลอยให้ พอวางจานได้ 6 ใบ แก้ว 4 ใบ หม้อหุงข้าว 1 หม้อ

นี่แหละปัจจัยที่ต้องชั่งว่าจะเอาอย่างไหน แต่ผมว่ายังไม่ถึงกับจนมุมครับ เอาเรื่องคอนโดมิเนียมก่อน เรื่องห้องนอนและห้องน้ำยังไม่ค่อยยุ่งยาก เพราะถ้านอนก็หลับไปแล้ว นั่งส้วม อาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมาไม่มีใครอยากอยู่นาน แต่ที่จำเป็นและใช้งานตลอดเวลานั้นเป็นครัว

คอนโดแพงอย่างที่ว่าเขามีเคาน์เตอร์ครัว มีเครื่องดูดควันให้ มีชั้นหรือมีตู้ลอยให้ มีโต๊ะกินข้าวให้ ถึงจะดูดี แต่ส่วนใหญ่ใช้งานได้จำกัด แค่เคาน์เตอร์ครัวที่ต้องตั้งเตาไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว เครื่องชงกาแฟ เตาอบเล็กๆ ปิ้งขนมปังได้ แค่นี้ก็ล้นเคาน์เตอร์แล้ว แถมคอนโดนี่ขี้เหนียวปลั๊กไฟฟ้า ทำให้แค่ 2 ช่องเสียบ ตำแหน่งก็ไม่ได้ ต้องลงทุนหน่อย ผมแนะนำง่ายๆ ก่อนอื่นเรื่องคิดถึงลักษณะการใช้งานของตัวเองไว้ก่อน ถ้าส่วนใหญ่ซื้อกิน ไม่ค่อยทำกิน แค่อุ่นอาหารก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาเท่าที่มี

 

ถ้าคิดจะใช้ครัว สิ่งที่ต้องทำเป็นงานระบบครับ ตู้เก็บของสำคัญที่สุด เก็บจาน ชาม ถ้วยแก้ว กระบะช้อน ส้อม มีด เขียง ตะหลิว ตะกร้าล้างผัก ยังมีหม้อ กระทะ เครื่องบดไฟฟ้า แล้วยังพวกเครื่องปรุง เครื่องกระป๋อง เล็กๆน้อยๆ เก็บใส่ตู้หมดครับ ตรงไหนใช้ประจำ ต้องหยิบง่าย ก็อยู่ระดับสายตา นานๆ ใช้ทีก็วางพอเห็นกันลืม ต่อมาก็เป็นตำแหน่งของตั้งวาง หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ เอาสะดวกไม่เกะกะ ใช้ช่างมาทำปลั๊กเพิ่มตรงตำแหน่งที่ต้องการ อีกเรื่องหนึ่งคือระบบแสงสว่าง ครัวให้สว่างเข้าไว้ ถ้ากลัวสว่างเกินไปก็ใช้ระบบแสงส่องลงตรงจุดที่ต้องการ ผมว่าเดี๋ยวนี้ง่าย ไป IKEA ที่เดียวจบจะเอาอะไร เพียงเรื่องระบบเท่านั้นที่รู้ว่าต้องการอย่างไรแล้วเรียกช่างมาทำ

ทีนี้มาถึงบ้านที่มีทุกอย่างครบบ้าง อาจจะเป็นทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยว ซึ่งผมคิดว่าครัวยังจำเป็นอยู่ดี เป็นครัวทำกินเอง มีหลายเหตุผล อาจจะมีคนอยู่ด้วยกันหลายคน เสาร์-อาทิตย์อยู่บ้าน แล้วหมู่บ้าน
เกิดใหม่อยู่ไกลตลาดทั้งนั้น ต้องไปซื้ออะไรๆ มาตุนไว้อุ่นกิน หรือเอามาทำกิน

ครัวที่เลือกได้ อย่างแรกก็หนีไม่พ้นเรื่องระบบ ถ้าให้ครัวอยู่ทางทิศตะวันตกจะเหมาะที่สุด เพราะจะได้แสงสว่างเต็มๆ ได้ความร้อนช่วยเรื่องความสะอาด การระบายอากาศดี เพราะปกติลมพัดจากทิศใต้ไปทิศเหนือเกือบทั้งปี ถ้าหมู่บ้านหรือทาวน์เฮาส์ วางตำแหน่งครัวไว้ตรงนั้นก็ถือว่าโชคดี

ถ้ามีพื้นที่พอก็ทำครัวนอกหรือครัวไทยหรือครัวงานหนักไว้ข้างนอก มีครัวฝรั่งหรือครัวในอยู่ในบ้านไว้ สองครัวผ่านถึงกันได้

เอาครัวนอกก่อนต้องเปิดโล่ง ที่จะได้ลมถ่ายเท แดดส่อง ตามทิศทางที่ว่า ตากจาน ชาม หม้อ กระทะ จะได้แห้งสะอาด สำหรับเคาน์เตอร์วางเตา อ่างล้างชาม เป็นปูนทำความสะอาดง่าย ขัดล้างน้ำได้ ความสะอาดนั้นจะช่วยให้ไม่มีหนู แมลงสาบมาเพ่นพ่าน เคาน์เตอร์ปูนดีอีกอย่าง ที่เวลาตำเครื่องแกงด้วยครกมันจะได้ไม่พังง่ายๆ ครัวนี้ทอดปลาทู ปลาสลิด ย่างหมู ผัดผักบุ้ง ผัดคะน้าปลาเค็มทำได้หมด แต่อีกอย่างต้องมีตู้ชั้นเก็บของแข็งแรงมิดชิด

ครัวในหรือครัวงานเบา ทำอาหารเช้า อุ่นอาหารได้หลายอย่าง ทันสมัยหน่อยนอกจากมีเคาน์เตอร์วางเตา อ่างล้างชาม ที่ดูดควัน ตู้และชั้นเก็บของ เก็บเครื่องปรุง กาแฟ ขนมปัง เครื่องกระป๋องแล้ว มี Kitchen Island หรือโต๊ะใช้งานในครัวด้วยก็ดี ไว้ใช้เตรียมของ พักของที่จะทำ ไว้อ่านคู่มือทำอาหารแล้วยังมีเก้าอี้สูงไว้นั่งกินอาหารชั่วคราวด้วย ข้อสำคัญทำอะไรแล้วเก็บ ไม่ใช่หนังสือพิมพ์อ่านแล้วก็วางอยู่ ขวดซอสแม็กกี้ตั้งถาวร แถมถุงหูหิ้วใส่ของยังอยู่ไม่ไปไหน อย่างนั้นเกะกะและไม่น่าดู ระบบไฟฟ้าในครัวก็สำคัญสว่างเข้าไว้ ยิ่งใช้แสงส่องลงตรงจุดยิ่งดี นั่นเป็นงานระบบครับ

ส่วนงานตกแต่งก็สำคัญทำสวยๆ น่านั่ง น่ากิน บางทีแขกมาบ้าน ถึงมีที่รับแขกอยู่แล้ว ถ้าครัวสวยทุกคนอยากมานั่งในครัวทั้งนั้น ทั้งหมดนี่คือครัวที่มีความสำคัญในบ้าน อันมีห้องนอน ห้องน้ำ และครัวครับ

 

ปรับชีวิตหนีดอกศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437736

ปรับชีวิตหนีดอกศูนย์

โดย…โยธิน อยู่จงดี

ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ในอนาคตเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ของพวกเราทุกคนจะมีดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ เมื่อถึงเวลานั้นธนาคารอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อบัญชีออมทรัพย์เป็นบัญชีฝากทรัพย์ เพราะเป็นบัญชีที่เราไปฝากเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรกลับมา แถมจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้บริการกับธนาคารอีกด้วย และเมื่อถึงเวลาที่ดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารเป็นศูนย์ขึ้นมาทุกธนาคารจริงๆ เราควรจะปรับตัวอย่างไร

เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเงินของเรา

ผศ.ดร.โอปอล์ สุวรรณเมฆ อาจารย์ประจำคณะการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แนะนำว่า ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนของการฝากเงินที่หลายคนคาดหวังกับธนาคารมานาน แต่พอเกิดเหตุการณ์ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก ก็ต้องเรียกได้ว่าเป็นเคสที่ธนาคารแห่งนั้นให้ความเสียสละกับสังคมไทยอย่างมาก ยอมเจ็บตัวเป็นเจ้าแรก แต่สามารถกระตุ้นให้คนไทยหันมาให้ความสนใจด้านการออมเงินกันทั้งประเทศ

“อันที่จริงแล้วการมีดอกเบี้ยเงินออมศูนย์เปอร์เซ็นต์นั้น ในต่างประเทศมีมานานแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่นดอกเบี้ยเงินออมของเขานั้นเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์มาเกือบ 20 ปี ในยุโรปหลายประเทศก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมากในโลกเงินในปัจจุบัน

แต่ปัญหาก็คือสถาบันทางการเงินต่างๆ ไม่ได้ให้ความรู้เรื่องการเงินมากพอ ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง คนญี่ปุ่นในช่วงหนึ่งเขามีเงินมากจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พอถึงจุดหนึ่งที่เศรษฐกิจของเขาชะลอตัว แต่คนญี่ปุ่นมีรายได้สูงก็เอาเงินไปฝากธนาคารกันหมด ธนาคารรับฝากเงินมากๆ ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอะไร ก็ต้องคิดค่าฝากค่าธรรมเนียมรายปี ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์เพื่อให้คนญี่ปุ่นเอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

 

มองย้อนกลับมาที่บ้านเรา การที่ดอกเบี้ยเงินออมต่ำ ก็แสดงสิ่งที่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างดีว่าซบเซาอย่างหนัก แต่การที่เราจะไปวิตกกับดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์นั้นคงไม่ใช่

เราต้องมองบริการของธนาคารเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่มีหลากหลายประเภท มีผลตอบแทน รูปแบบการใช้ และเงื่อนไขที่เราต้องศึกษาและยอมรับในจุดนั้นให้ได้ และเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด ในคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก ก็อาจจะต้องดูว่าเราอายุ เงินเดือน และภาระที่มีจะเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของธนาคารในรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆเราอาจจะต้องแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกสำหรับการใช้เงินหมุนเวียนต่อเดือนหรือเงินใช้จ่าย ก้อนต่อมาจึงเป็นเงินเก็บ ที่เราจะเอาไปใช้ลงทุนในส่วนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

ทีนี้สำหรับการเลือกการฝากในส่วนเฉพาะของออมทรัพย์ เราต้องเลือกที่ให้ดอกเบี้ยกับเราบ้างในกรณีที่ยังมีตัวเลือก แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีดอกเบี้ยให้เราเลย ก็ต้องไปดูในเรื่องของการบริการธนาคาร ว่าค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ มีบริการอะไรให้เราบ้าง โอน ถอน ฟรีค่าธรรมเนียมแค่ไหน ก็จะต้องไปเลือกดูในจุดนั้น ถ้าเงินของเราเป็นเงินที่ต้องใช้อยู่แล้วก็ไม่ต้องไปกังวล ถือว่ารับได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าได้ดอกเบี้ยบ้างก็ดี

ในเรื่องของการลงทุน เราก็ต้องแยกว่าเราอยากจะเล่นกองทุน พันธบัตร หรือเล่นหุ้นสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินมากนัก ก็แนะนำเล่นหุ้นที่มีเงินปันผลที่ดี จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้นมากนัก แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะฝากบอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือการให้ความรู้เรื่องการเงินกับประชาชนให้มากๆ เพราะในปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนทำงานเก็บเงินไปโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันกลายเป็นสิ่งสูญเปล่าในอนาคต เพราะเขาเก็บเงินไม่ถูกที่ และคนรากหญ้าเองที่ไม่เคยรู้จักวิธีการเก็บเงินเลย เขาจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรในอนาคต”

กฤษฎาพัฒน์ สิริกฤษสวัสดิ์

ชีวิตมีทางเลือกมากกว่านั้น

กฤษฎาพัฒน์ สิริกฤษสวัสดิ์ ผู้ประกาศข่าวช่อง 2 และนักแสดงอิสระให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ไม่กระทบกับเขาแน่นอน “เพราะผมเป็นคนรุ่นใหม่ พอที่จะรู้ว่ามีตัวเลือกทางการเงินอื่นๆ ที่ดีกว่าบัญชีออมทรัพย์ เวลาเก็บเงินผมก็ต้องดูก่อนว่าเราจะเอาเงินไปทำอย่างอื่นอะไรบ้าง มีการออมแบบไหนที่ให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าเดิม เพราะถ้าเราออมแล้วเราได้ดอกเบี้ยก็ถือว่าเราได้กำไรจากออมตรงนั้น ถ้าไม่ได้สำหรับตัวผมแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะผมคิดว่าธนาคารเป็นที่ให้เราเก็บเงินเท่านั้น

ดังนั้น เรื่องดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ไม่มีผลกระทบอะไรกับผมแน่นอน เพราะว่าผมฝากเงินในจุดอื่นที่สามารถทำเงินให้ต่อเงินโดยที่เราไม่ต้องไปคอยกังวลเรื่องดอกเบี้ยขึ้นหรือลง เพราะเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา อย่างตอนนี้ผมมองในเรื่องเงินฝากประจำ 3 เดือน และกำลังมองหาการลงทุนในส่วนอื่นๆ ในอนาคตว่าจะลงทุนในกองทุนต่างๆ เมื่อถึงเวลานั้นก็คงต้องไปดูกันอีกทีว่าจะลงทุนในกองทุนไหนครับ นอกจากการลงทุนแล้วในแง่ของการทำธุรกิจส่วนตัว ผมมองเรื่องของการทำอาหาร ผมอาจจะเปิดร้านอาหาร หรือเป็นร้านกาแฟกับเบเกอรี่ ซึ่งถึงตอนนั้นเราคงต้องมองกันอีกทีว่าผมจะเอาเงินไปลงทุนอะไร แต่ที่แน่ๆ ผมคงไม่เอาเงินไปคาดหวังกับการฝากออมแน่นอน”

ใช้เงินให้งอกเงยแบบคนรุ่นใหม่

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  ให้คำแนะนำกับคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินว่า คนทั่วไปต้องบังคับใส่ใจในช่องทางของการออมเงินมากขึ้น แทนที่ระบบการคิดเดิมๆ ว่า ทำงานมาเหนื่อยๆ ต้องเอาเงินมาเก็บมาออมในธนาคารจะได้ปลอดภัย เอาดอกเบี้ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว

“เดี๋ยวนี้เราคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราจะต้องใส่ใจในเรื่องการลงทุน หาความรู้มากขึ้นว่ามีผลิตภัณฑ์ทางการเงินอะไรบ้างที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากที่เป็นอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องไปเล่นหุ้น ลงทุนในกองทุน

เพียงแต่การลงทุนทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่พวกเขารับได้ ผมคิดว่าทุกคนจะต้องเจอ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบ้านเราประเทศเดียว มันเกิดขึ้นมาทั่วโลกแล้ว แต่ในบ้านเรานั้นถือว่ามาช้ากว่าเพื่อน แต่ในอนาคตเราจะต้องเจอกับภาวะเช่นนี้แน่นอน ซึ่งหน้าที่ของทุกคนคือต้องหาความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากแหล่งข้อมูลความรู้เบื้องต้นในอินเทอร์เน็ต

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

 

อย่างไรก็ตาม การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโดยเข้าไปขอคำปรึกษากับธนาคารต่างๆ เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการหาข้อมูลที่ดีกว่า แล้วค่อยกลับมาคิดว่าการลงทุนในส่วนอื่นๆ นั้นตรงกับจริตการออมของเราหรือไม่ แต่สำคัญคืออย่าเอาเงินทั้งหมดไปอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงนั่นเอง

“แล้วถ้าดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือศูนย์ คนทั่วไปจะต้องรีบถอนออกไปฝากธนาคารอื่นหรือไปฝากในบัญชีประเภทอื่นไหม ตรงนี้ผมมองว่าไม่จำเป็น เพราะในปัจจุบันบัญชีประเภทออมทรัพย์นั้นเป็นบัญชีที่ใช้เพื่อความคล่องตัวทางการเงิน ฝากเข้า โอน ถอน ใช้จ่ายเงินหมุนเวียนก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้บัญชีอื่น

แต่ถ้าคุณมีเงินก้อนหนึ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในระยะยาว การเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ก็ไม่เหมาะสมกับคุณเช่นกัน เพราะเป็นบัญชีที่ไม่เกิดดอกออกผล ต้องไปฝากในบัญชีประเภทอื่นที่ให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าตรงนั้นแทน แต่คำแนะนำก็คือควรมีเงินฝากในออมทรัพย์แค่เพียงพอต่อการหมุนเวียนเงินสด  แต่การจะกระจายเงินเก็บไปอยู่ตรงไหนบ้างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีแผนการใช้เงินอย่างไรบ้าง

สำหรับคนที่ไม่เคยออม ผมแนะนำว่าเราควรเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตในแง่ของการใช้เงิน จากแทนที่เราจะใช้เงินมีเหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ ก็เปลี่ยนมาเป็นเก็บเงินก่อนแล้วค่อยใช้ เช่น เรามีเงินเดือน 3 หมื่นบาท ก็ดึงมาเก็บในทันที 5,000 บาท เราก็จะใช้เงินเท่าที่มีอยู่ในมือประมาณ 2.5 หมื่นบาท

 

คนที่เล่นหุ้นไม่เป็น บริหารเงินไม่เป็น ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย ผมแนะนำให้เป็นการลงทุนในการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกลาง หรือจะซื้อพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีที่มีดอกเบี้ยที่ดีกว่า ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนที่ดี พอเราเริ่มคุ้นเคยกับการลงทุนค่อยขยับไปเล่นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือขยับไปเล่นหุ้นเลยก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และคุ้นเคยกับมันพอสมควร

ส่วนกองทุนอาร์เอ็มเอฟ กับแอลทีเอฟ จะเป็นการลงทุนในระยะยาวและมีเงื่อนไขของการล็อกเวลา ดังนั้นคนทั่วไปที่ต้องการหมุนเงินในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนในส่วนนี้ เว้นแต่จะต้องการลดภาษีและออมเงินในระยะยาวเป็นเงินเย็นที่ไม่ต้องรีบใช้ลงทุนแบบนี้จะเหมาะสม”

ท้ายสุด  ดร.วิน ให้หลักคิดในการออมก็คือ ทุกวันนี้ค่าครองชีพเราสูงขึ้นทุกวัน ถ้าเราเอาแต่ออมไม่ถูกจุด ไม่เกิดผล การเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยต่ำจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี สู้เอาเงินมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างอื่นจะดีกว่า หรืออยากจะเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ แนะนำว่าสามารถลงทุนได้ เพียงแต่ต้องมองให้เห็นโอกาสในธุรกิจนั้นเสียก่อนแล้วค่อยเอาเงินไปลงทุน เพราะทุกธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่ากันหมด เพียงแต่จะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจนั้นๆ หรือไม่

เพราะการลงทุนเป็นเรื่องของการมองเห็นโอกาสได้ผลตอบแทนในอนาคตมากกว่า และถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าเป็นโชคดีของชีวิตที่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ต้องมาเครียดกับดอกเบี้ย การถูกปลดออกจากงาน และการเดินทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

โอกาสอัน (ไม่) ควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437535

โอกาสอัน (ไม่) ควร

เรื่อง ว.แหวน ภาพ เอเอฟพี

เราต่างถูกสอนมาว่า “ให้ทำทุกอย่างอย่างมีเหตุผล” เราเลยมักแยก “อารมณ์” กับ “เหตุผล” ออกจากกัน แล้วก็พร่ำสอนใครต่อใครว่า “อย่าใช้อารมณ์ ให้ใช้เหตุผล” แต่ก็มีอีกหลายคนที่อาจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกประชดประชันมาก่อน หรือไม่รู้จะอ้างเหตุของการกระทำบางอย่างของตัวเองว่าอย่างไรดี จึงอ้างออกไปว่า “อารมณ์ก็เป็นเหตุผลชนิดหนึ่ง” เพราะถ้าให้ตั้งสติ คิดทบทวนอีกครั้ง หรือย้อนเวลากลับไปได้ เรื่องบางเรื่องก็หา

เหตุผลในการกระทำไม่ได้ นอกจากอารมณ์ก็มันอยากทำ จะด้วยความรู้สึกใดก็แล้วแต่ สะใจ ประชด อยากปล่อยของ ระบาย อยากดัดสันดาน อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกเรา หรืออยากทดสอบ อยากรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย ซึ่งถ้าถามว่า “ถ้าขนาดคิดแล้วจะทำอีกไหม?” ก็ยังตอบได้ว่า “ทำ” ฉันจึงเข้าใจคำว่า “อารมณ์เป็นเหตุผลชนิดหนึ่ง”

หากเราแยกอารมณ์กับเหตุผลออกจากกัน ไม่มีมนุษย์หน้าไหนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ด้วยการใช้เหตุผลกับทุกเรื่อง เพราะต่อให้เราควบคุมตัวเราได้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร ถามเหตุผล ตอบได้ว่าไม่ควร แต่มันก็ต้องมีบางเรื่องที่เลือกทำด้วยความรู้สึก และไม่ได้เลือกอย่างไร้สติ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แต่มันเป็นการเลือกสร้างจังหวะของชีวิต มันคือการขยับของอารมณ์ ดีใจ โกรธ เสียใจ รัก น้อยใจ งอน หึง ทุกข์ สุข นั่นคือ “ความธรรมดาของชีวิต” อารมณ์ ความรู้สึก เมื่อสอดคล้องกับการกระทำ มันจะทำให้สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อน ขึ้นลง ปรับเปลี่ยน ซึ่งมันคือ “ชีวิต” คราวนี้อยู่ที่ว่า เราจะจัดสรรอย่างไรให้มันพอดีกับชีวิตเรา จังหวะไหนควรเชื่อเหตุผล จังหวะไหนควรใช้อารมณ์ จังหวะไหนควรจับมันแยกกัน จังหวะไหนควรดึงอารมณ์มาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล

ฉันคิดว่าคนที่หาจุดสมดุลตรงนี้ได้ คือคนฉลาดในการใช้ชีวิตและสร้างสีสันหรือความสุขให้ชีวิตได้อย่างน่าอิจฉา คือหากเรายังไม่คิดใช้ชีวิตในเส้นทางธรรม แสวงหาความสงบอย่างยั่งยืน เรายังคงใช้ชีวิตประจำวันต่อไป จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เราย่อมหนีทั้งเรื่องสุข เรื่องทุกข์ไปไม่พ้น ทำอย่างไรให้มีความสุข มีทุกข์พองาม ภาพรวมคือชีวิตมีสีสันและมีความงดงาม ทั้งในความดีและความทุกข์ สนุกแบบไม่สร้างความเดือดร้อน แสบๆ คันๆ บ้าง เพื่อสร้างบทเรียน เพื่อการเรียนรู้ เพื่อแก้เผ็ดชีวิตตัวเอง

ฉันจึงมองว่า…จุดสมดุลของชีวิตที่ดี คือการรู้จักเลือกใช้ทั้ง “โอกาสอันควร” และ “โอกาสอันไม่ควร” บางเรื่องก็ตรองด้วยเหตุผล ยืนตามศาลชั้นต้น เลือกทำในสิ่งที่ควร เปิดโอกาสให้เหตุผลได้เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ แต่บางเรื่อง…ก็เปิดโอกาสให้ความรู้สึกได้แสดงนำบ้าง เช่น การแสดงความรู้สึกประชดประชัน การแสร้งทำอะไรบางอย่าง เพื่อทดสอบใครบางคน การดัดนิสัยคน เหมือนอย่างที่พ่อแม่ทำกับลูก การแสดงออกถึงความรัก หึง งอน น้อยใจ ในจังหวะที่เหมาะสม ไม่มากจนไร้สติ ถามว่า “ถ้าถามเหตุผลควรทำหรือไม่?” ตอบได้เลยว่า “ไม่” แต่ในอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมา มันย่อมมีเหตุผลบางอย่างแฝงอยู่เสมอ ฉันเพียงอยากจะบอกว่า “การทำเรื่องไร้เหตุผลอย่างมีเหตุผลแฝงอยู่” เป็นเรื่องไม่ผิด และกระทำได้เมื่อถึง “โอกาสอันควร” ไม่สิ! ต้องเรียกว่า “โอกาสอันไม่ควร” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ควร แต่เราคิดว่ามันควร สรุปว่า “ไม่ควรแต่ควร” เอ๊ะ! ยังไง?

“อารมณ์คือเหตุผลชนิดหนึ่ง” จงเลือกใช้คำคำ นี้ ใน “โอกาสอัน (ไม่) ควร” ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะจริงๆ แล้ว อารมณ์เป็นสิ่งที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ เป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้ จง “เชื่อ” ในเหตุและผล และใช้ “อารมณ์” เป็นเครื่องมือในการตามหาเหตุผลบางอย่างของเราก็พอ เพราะการเข้าใจตัวเอง และการเข้าใจคนอื่น บางครั้ง…ก็ไม่ต้องใช้เหตุและผล ไม่ต้องตรึกตรอง รอประมวลผล ความอยาก…มันมาเร็วกว่านั้น และมันมักเดินมาฉุดมือเราไปก่อนเสมอ  ฉุกคิดสักนิด…บางเรื่องรีบปล่อยมือ อย่าปล่อยให้มันพาเราไป แต่บางเรื่อง…ถ้าดูแล้วไม่เสียหายอะไร ไม่ทำร้ายใคร หรือเผลอๆ อาจได้อะไรกลับมา ก็ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้มันลากไปบ้างก็ได้  แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า…จงทำทุกอย่างด้วยสติ สติที่คิดแล้วว่า “เรื่องนี้ไม่ควรทำ แต่อยากจะทำ ขอทำหน่อยนะ” เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา เราจะตอบตัวเองได้ว่า “ให้ย้อนเวลากลับไปใหม่ก็จะทำ” และ “ยอมรับให้ได้กับทุกผลแห่งการกระทำของตนเอง”

อย่างที่ฉันบอก “ในเมื่ออารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลได้ ก็ขอให้เหตุผลเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้ด้วยเช่นกัน” มันถึงจะสมดุล

 

อยากหายไปจากโลกนี้ พอกันทีโรคซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437526

อยากหายไปจากโลกนี้ พอกันทีโรคซึมเศร้า

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช, เอพี

ไม่แปลกที่คุณจะเศร้า ไม่แปลกที่คุณจะซึม แต่หากคุณด่ำดิ่งในอารมณ์จนร่างกายผิดปกติ เกิดความรุนแรง และจิตใจแปรปรวน นั่นแสดงถึง โรคซึมเศร้าโรคที่ทุกคนสามารถเป็นได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และสามารถแก้ไขได้ด้วยการรู้เท่าทันและบำบัดจิตใจตัวเอง

สติ

ทรัพย์-พลพจน์ ศรีพระจันทร์ นักประชาสัมพันธ์ฟรีแลนซ์ วัย 27 ปี เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อ 2 ปีที่แล้วจากอาการนอนติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน โดยไม่กินข้าว ไม่ติดต่อใคร เพื่อหนีปัญหาที่รายล้อมตัว

“พอตื่นมาจะรู้สึกอยากตาย” ทรัพย์กล่าว “รู้สึกหมดหวัง ส่งผลให้พฤติกรรมนอนอยู่อย่างนั้น เพราะอยากให้ตัวเองลืมๆ เรื่องที่กำลังทุกข์อยู่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะง่วง แปลกมากที่นอนเยอะขนาดนั้นแต่ก็ยังง่วง เหมือนนอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ จนวันที่ 3 เพื่อนมาพังประตูห้องแล้วลากเราออกไป” และอีกครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขากินยานอนหลับเกินขนาด แล้วขังตัวเองอยู่ในห้องนาน 4 วัน พร้อมกับความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจมีอะไรดีขึ้น

ความเครียดเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว ทับถมกันจนเป็นภูเขาลูกใหญ่ ทับตัวไว้จนเกิดความกดดันและความเครียด “เราคิดหลายปัญหาจนไม่โฟกัสสักปัญหา เหมือนไม่มีสติ จิตหลุด และสุดท้ายก็นำปัญหาทุกอย่างมาลงโทษตัวเอง” แต่โชคดีที่เขายังมีเพื่อนซึ่งเคยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน ทว่า คำปลอบและคำปรึกษาใดๆ ก็ไม่สามารถทำให้หลุดจากความคิดตัวเองได้ เขาจึงตัดสินใจนั่งรถไฟกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและกลับไปหาพ่อ

“จากเหตุการณ์นั้นทำให้เราสนิทกับพ่อมากขึ้นมากๆ ตอนนี้การกอดพ่อกลายเป็นเรื่องปกติ ผิดจากเมื่อก่อนที่เราสองคนไม่เคยแสดงออกอะไรแบบนี้ และทุกครั้งที่จิตตกสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเราไว้ก็คือพ่อ ภาพพ่อร้องไห้ตอนที่ติดต่อเราไม่ได้มันแวบขึ้นมาในหัว เป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต”

ทรัพย์-พลพจน์ ศรีพระจันทร์

 

ทรัพย์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะสารเคมีในสมองผิดปกติ การกินยาทำให้อาการดีขึ้นในช่วงแรก “ในที่สุดแล้วการรักษาทางการแพทย์ไม่ช่วย เพราะว่าเราไม่ได้ปรับพฤติกรรม ไม่ได้เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เรายังเป็นคนที่กดดันตัวเองสูง อยากขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้า ทำให้ทุกครั้งที่ล้มเหลวจะเจ็บปวดและเสียใจ เพราะเราไม่เคยเรียนรู้ที่จะรับมือกับความล้มเหลว และรับมือกับความเครียด”

คนที่เป็นโรคซึมเศร้าแตกต่างจากคนทั่วไป ตรงที่เมื่อเกิดความเครียดจะเหมือนคนตกเหว ทั้งความคิดและความรู้สึกต่างๆ จะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งเขาเริ่มนั่งสมาธิ และได้ค้นพบ “สติ” สิ่งที่ทำให้อยู่กับปัจจุบัน สติจะช่วยแยกแยะปัญหาที่ทับถมอยู่ให้ออกไปทีละอย่าง แก้ไขไปทีละเรื่อง และเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย เหวที่อยู่ข้างหน้าก็กลายเป็นเพียงหน้าผาธรรมดา เพียงแค่เขากระซิบก็ได้ยินเสียงสะท้อนกลับมาว่า “ไม่มีอะไรหนักหนาถึงขั้นต้องตาย และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าจิตใจตัวเอง”

ความรัก

โรคซึมเศร้ามีหลายประเภท แบ่งตามระดับความรุนแรงและการแสดงอาการ หนึ่งในนั้นคือ Intermittent Explosive Disorder หรือการระเบิดอารมณ์ผ่านพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งอาจเป็นทางวาจาหรือทางร่างกาย คนที่กำลังเผชิญโรคนี้อยู่ เป็นผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม เก่ง–สกลฤทธิ์ จันทร์พุ่ม ผู้ร่วมก่อตั้ง มาดี (Ma:D Social Entrepreneurs Hub)

เก่งรู้ตัวเองมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย “เราเป็นคนหงุดหงิดง่ายและรุนแรง แต่เมื่อได้ระเบิดอารมณ์ออกไปแล้วจะกลับเศร้ากับสิ่งที่ทำ” จากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน มีโอกาสออกกำลังกายน้อยลง และมีเรื่องให้เครียดมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มก่อตั้งมาดี เขาใช้เวลาทั้งหมดในการทำงานและเครียดกับมันมาก จนทำให้คนรอบข้างไม่มีความสุข และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ทำให้คนรักเป็นโรคซึมเศร้า

“แค่อ้าปาก แฟนก็เครียดแล้ว เราทะเลาะกันบ่อยมากจนคิดที่จะเลิก แต่ลึกๆ เรายังอยู่ด้วยกัน เลยตัดสินใจพากันไปหาหมอ” เก่งมีอารมณ์รุนแรง ส่วนแฟนมีอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งนอกจากการกินยา ทั้งสองยังต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

เก่ง–สกลฤทธิ์ จันทร์พุ่ม

 

“ยาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย แต่ที่ช่วยได้มากคือการเปลี่ยนตัวเอง กิ๊ฟท์ (แฟน) หยุดงานหนึ่งสัปดาห์ แล้วไปเที่ยวกับเพื่อน จัดห้องจัดบ้านใหม่ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่มันใกล้ตัวที่สุด ออกกำลังกายบ่อยขึ้น ทำติดต่อกันหนึ่งเดือน ควบคู่กับการกินยา กลายเป็นว่าแฟนไม่กลัวที่จะเจอหน้าเรา ดูสดใส และมีชีวิตชีวาขึ้นมาก”

โดยส่วนตัว เขาใช้วิธีห่างออกจากงานเพื่อให้มีเวลาว่าง จากนั้นอ่านหนังสือ จดไอเดียใหม่ๆ และทำคู่กับการเปลี่ยนทัศนคติ จากที่ยึดว่าต้องลดละอารมณ์ เปลี่ยนเป็นใช้หลักความรักและเมตตา ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองไม่ให้โกรธ ไม่ให้เครียด เพราะการกดอารมณ์ไว้มันเหมือนระเบิดเวลา

“เรายังโกรธเหมือนมนุษย์ปกติ แต่ทำความเข้าใจว่าทำไมต้องโกรธ ให้ความรักแก่ตัวเองและเมตตาคนอื่น พอทำบ่อยๆ เราก็โกรธยากขึ้น หงุดหงิดยากขึ้น ชีวิตเราก็ดีขึ้น”

หลังจากที่ทั้งสองคนเข้ารับการรักษาและปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองมาได้ประมาณ 8 เดือน ปัญหาเรื้อรังที่ทำร้ายชีวิตคู่มานานก็หายไป เก่งทำงานเพื่อสังคมอย่างมีความสุข ได้กอดคนรักต่อไป และอยู่กันแบบเข้าใจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตคู่

จิตบำบัด

นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่าสาเหตุของโรคซึมเศร้ามีหลายปัจจัย ซึ่งข้อมูลจากการวิจัยพบว่าสาเหตุที่พบบ่อยคือ ทางกรรมพันธุ์ เพราะโรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองที่ชื่อ เซโรโทนิน (Serotonin) ต่ำกว่าปกติ ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับยีนจากพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า ทำให้สมองผลิตสารฟีโรโตนินน้อยกว่าคนทั่วไป

ขณะที่ปัจจัยภายนอกอื่นๆ ได้แก่ ความเครียดเรื้อรังยาวนาน ติดสารเสพติดและแอลกอฮอล์ พฤติกรรมเสพติดทุกอย่าง ทั้งติดเกม ติดช็อปปิ้ง ติดโซเชียลมีเดีย รวมถึงทางกายภาพอย่างช่วงก่อนและหลังมีประจำเดือน หลังคลอดลูก จากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือคนที่ได้รับยารักษามะเร็งบางตัว ก็อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้า

 

ผู้เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าต้องสังเกตพฤติกรรมเบื้องต้นว่าอารมณ์เปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น จากคนที่เคยสดใสกลายเป็นหดหู่ มีอารมณ์เศร้า มีอารมณ์เบื่อ ถ้าเปลี่ยนไปนาน 2 อาทิตย์ติดต่อกัน ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ความจำไม่ดี สมาธิสั้น และรู้สึกไม่มีแรง นั่นคาดการณ์ได้ว่า คุณกำลังเป็นโรคซึมเศร้า

คนในครอบครัวมีความสำคัญมาก นอกจากต้องสังเกตพฤติกรรมของคนในครอบครัวอย่างที่กล่าวมา ต้องอย่าตั้งคำถามที่ทำให้คนไข้รู้สึกอายและเสียใจ แต่ควรเป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อให้คนไข้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา และปิดท้ายด้วยการแนะนำให้ไปพบจิตแพทย์

“คนไทยมักอายที่จะไปหาจิตแพทย์ เพราะมองว่าอาการทางจิตต้องเป็นคนบ้าเท่านั้น จนทำให้เสียโอกาสในการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และกลายเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในครอบครัวและสังคมตามมา” นพ.จิตริน กล่าว

การรักษามี 2 ประเภท คือ ทางจิตบำบัด จัดการกับความทุกข์โดยที่ความทุกข์ยังมีอยู่เท่าเดิม และทางพฤติกรรมบำบัด เซตอัพตารางชีวิตแต่ละวันกับจิตแพทย์ โดยส่วนใหญ่คนไข้โรคซึมเศร้ามักมีชีวิตซ้ำเดิม เช่น ตื่นเช้าไปทำงาน ประชุม กลับบ้าน นอน วนอยู่แบบนี้ติดต่อกันหลายๆ ปี ซึ่งมักจะจบลงด้วยอาการซึมเศร้า

นพ.จิตริน ยังแสดงทัศนะต่อสภาพสังคมปัจจุบันว่า น่าจะมีผลให้คนเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น ทั้งความเคร่งเครียดของคนเมือง และการรับข่าวสารต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดและพฤติกรรมเลียนแบบ นอกจากนี้ทางสถิติพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจำนวนร้อยละ 10 (ใน 100 คน พบ 10 คน) เกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบในทุกอายุและทุกช่วงวัย ซึ่งหมายความว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน

 

ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437276

ร่วมสร้างจิตสำนึก ผนึกกำลังเลิกใช้ถุงพลาสติก

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานข้อมูลว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกและโฟมสะสมมากถึง 2.7 ล้านตัน หรือเกิดขึ้นวันละ 7,000 ตัน ในจำนวนนี้เป็นถุงพลาสติก 80% หรือเกิดขึ้นวันละ 5,300 ตัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากพลาสติกผลิตขึ้นจากสารสังเคราะห์ปิโตรเลียม ทำให้ต้องใช้เวลานานนับร้อยปีจึงจะสามารถย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ดังนั้นหากไม่มีการรณรงค์ต่อเนื่องสังคมไทยอาจกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยขยะก็ได้

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการลดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 15 ของเดือน โดยร่วมกับเครือข่ายธุรกิจภาคเอกชน 15 องค์กร ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2558 เป็นต้นมา ปรากฏว่าสามารถรณรงค์จูงใจให้ลูกค้าลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การเพิ่มคะแนนสะสมเพื่อแลกของกำนัล การมอบคูปองส่วนลดให้ลูกค้า เป็นต้น สามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกเพียงเดือนเดียวได้รวมกันถึง 1,785,744 ใบ ซึ่งถือว่าสูงมาก จึงมีการรณรงค์การใช้ถุงพลาสติกเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยให้ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือนเป็นวันงดใช้ถุงพลาสติก

สำหรับในปี 2559 องค์กรภาครัฐและเอกชนที่ทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก 57 แห่ง ได้ร่วมลงนามประกาศปฏิญญา “รักกรุงเทพฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม” ในกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ของกรุงเทพมหานคร และองค์กรระหว่างประเทศ 12 ประเทศ 2 องค์กร เพื่อส่งเสริมงานและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ลูกค้างดรับถุงพลาสติกจากร้านค้าทุกวันพุธถึงสิ้นปี 2559

ทั้งหมดเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาครัฐและเอกชนในเขตปริมณฑลและกรุงเทพฯ ในการลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติก แต่สิ่งที่ท้าทายมากกว่านั้นก็คือ การสร้างจิตสำนึกของประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ใช้ให้เกิดขึ้นเอง โดยตระหนักในมลพิษและมลภาวะที่เกิดจากถุงพลาสติก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยทิ้งขยะถุงพลาสติกเป็นอันดับ 1 ของโลก และทิ้งขยะถุงพลาสติกลงทะเลเป็นอันดับ 5 ของโลก

 

ลดใช้ถุงพลาสติกเป็น“ภารกิจของทุกคน”

ถุงพลาสติกคือสินค้าที่ผลิตมาในปี 2503 ซึ่งผลิตมาจากเซลลูลอยด์ที่สังเคราะห์ขึ้นมา ทำให้มีน้ำหนักเบาใช้ได้สะดวกสบายเป็นของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ในปัจจุบันมียอดการใช้ 7 แสนล้าน ถึงล้านล้านใบต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 1 นาทีมีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 2 ล้านใบ ซึ่งต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวนมหาศาล การเปรียบเทียบ คือ พลังงานที่ใช้ผลิตถุงพลาสติก 8.7 ใบ สามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันให้รถวิ่งได้ไกล 1 กิโลเมตร

ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น พร้อมเป็นขยะทันทีหลังการใช้ แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปีเป็นอย่างน้อย ถุงพลาสติกหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิลน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่ผลิตออกไป จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 4.6 หมื่นชิ้น

ทุกปีผู้คนจับจ่ายซื้อของทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก 1 หมื่นล้านใบ/ปี ซึ่งจะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 1,000 ปี โดยถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ และทุก 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 4.6 หมื่นใบลอยในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่นๆ จำนวน 1 แสนตัว และปลาอีกนับไม่ถ้วน แต่ละปีมีเต่าทะเล และสัตว์น้ำจำนวนมาก ตายจากการกินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร เช่น แมงกะพรุน

จากเวทีสัมมนา “วิกฤตถุงพลาสติกล้นเมือง ผลกระทบโลกร้อน” ปลุกจิตสำนึกการลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งจัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็น 1 ใน 16 ภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชนในโครงการรวมพลังสร้างวินัย ลดใช้ เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนัก รวมถึงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการร่วมกันลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายยากและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลและประเด็นปัญหาสู่สาธารณะ อันจะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างจริงจังในการลดใช้ถุงพลาสติก

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ลดใช้ถุงพลาสติก ภารกิจของคนไทยทุกคน” ได้เน้นย้ำถึงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันลดขยะ ลดสิ่งของที่เกินความจำเป็น ลดความสะดวกสบายลงเล็กน้อย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกล่าวขอบคุณภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชนที่มีความตั้งใจจริงในการลดใช้ถุงพลาสติก

 

“ปัจจุบันคนไทยหันมาตระหนักถึงภัยอันตรายของขยะถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการรวมพลังสร้างวินัย ลดใช้ถุงพลาสติก ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชน ห้างร้านต่างๆ ซึ่งปรากฏว่าสามารถช่วยชาติลดขยะจากถุงพลาสติกได้ถึง 43 ล้านใบในปีที่ผ่านมา

“ในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงเดินหน้าผลักดันให้เกิดการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกอย่างเข้มข้น โดยให้งดรับถุงทุกวันพุธ ซึ่งมี
เป้าหมายอยู่ที่ 88 ล้านใบ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2559 อยากเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดใช้ถุงพลาสติก และจัดการขยะให้ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเอาจริงเอาจังกับการลดใช้ถุงพลาสติก เรื่องนี้ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกัน”

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ข้อมูลจากหลายแหล่งฟ้องว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทิ้งถุงพลาสติกมากที่สุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก

“ทิ้งถุงพลาสติกคือการทำบาป บาปอย่างแรกคือ ฆ่าสัตว์ทั้งในน้ำและบนบก ไม่ว่าจะเป็นเต่าหรือโลมาที่กินถุงพลาสติกเข้าไปแล้วตาย บรรดานกต่างๆ บาปที่สองคือ ทำให้อับอายขายหน้าไปทั่วโลก ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ทิ้งถุงพลาสติกมากที่สุด บาปที่สามคือ ทำร้ายแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากทุกการทิ้งถุงพลาสติกตามแหล่งท่องเที่ยวแต่ละครั้งจะมีผลกระทบกับการจัดการขยะ ขยะทางทะเล ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม และยังมีภาวะโลกร้อนที่ตามมา”

เสียงเพรียกจากมูลนิธิโลกสีเขียว

ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้ในหนึ่งปีนั้น ถ้าเอามาต่อกันจะได้เป็นระยะทางเท่ากับเดินทางไปกลับดวงจันทร์ 7 รอบ จากประมาณการปริมาณขยะมูลฝอยของ กทม. ที่ศึกษาโดยธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น (เจบิค) พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปี จาก 1 หมื่นตัน/วัน ในปี 2547 เป็น 13,800 ตัน/วัน ในปี 2557 แม้ว่าโดยข้อมูลของกรุงเทพฯ ปริมาณจัดเก็บจริงในรอบ 10 ปีมานี้ ก็ยังไม่พบว่าเกินค่าที่ประมานการเอาไว้ คือเฉลี่ยเก็บขยะได้อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1 หมื่นตัน/วันก็ตาม แต่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

นิตยา วงษ์สวัสดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโลกสีเขียว มองว่า ปัญหาการใช้ถุงพลาสติกมากที่สุดในโลกของคนไทย แนวโน้มโดยรวมแล้วยังไม่ดีขึ้น

“โดยภาพรวมแล้ว การใช้ถุงพลาสติกเยอะขึ้นในทุกมิติ มากขึ้นเพราะเรื่องของความสะดวกสบาย ใช้ง่าย วัฒนธรรมการกินอาหารข้างทางร้านสะดวกซื้อก็มีส่วนต่อพฤติกรรมการใช้ถุงพลาสติก คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงพิษภัยของถุงพลาสติกที่จะย้อนกลับมาสร้างมลภาวะและมลพิษ

 

“ทุกสิ่งทุกอย่างถูกผลิตขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายของคนในสังคม ภาครัฐก็อาจจะรณรงค์ไม่มากพอในการที่จะให้ความรู้ว่ามีอันตรายอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องทำกันหลายภาคส่วน คือว่าคนก็เยอะขึ้น มาตรการหรือสิ่งที่จะมาช่วยในการรักษาหรือคงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อม มันไม่ตอบรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แล้วก็มีการคิดค้นของเพื่อที่จะมาอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น”

นิตยาชี้ว่า ปัญหาถุงพลาสติกล้นเมืองเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ได้ยากมาก ถ้าไม่สร้างให้คนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงข้อเสียของมัน ก็จะมีการใช้ถุงพลาสติกอย่างละเลย

“อย่างที่บอกว่าเกี่ยวข้องกันหลายส่วน อย่างเรื่องงบประมาณแล้ว ก็ยังมีเรื่องของความรู้ด้วย ซึ่งมีเทคโนโลยีที่จะมาจัดเก็บและกำจัดขยะถุงพลาสติก เราคงปฏิเสธยากในยุคสมัยปัจจุบันว่าไม่มีการใช้ถุงพลาสติกเลย แต่ว่าต้องลดจำนวนการใช้ลง ต้องนำมาใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนที่จะนำลงสู่ถังขยะ ซึ่งช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าจะให้ดีก็ต้องละเลิกการใช้ถุงพลาสติก ตัวของผู้ใช้ก็ต้องทำด้วย ไม่ใช่รอว่าให้ภาครัฐออกนโยบายแล้วค่อยเลิกใช้ก็คงไม่ทันการณ์ ส่วนภาคเอกชนทางห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องเข้มงวดให้มากขึ้น เมื่อก่อนวันที่ 15 กับ 30 ของทุกเดือนที่ไม่มีการใช้ถุงพลาสติกใส่ของให้ลูกค้า ซึ่งก็เพิ่มมาเป็นทุกวันพุธในแต่ละสัปดาห์ ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องมีความจริงจังในการประชาสัมพันธ์ด้วย มีมาตรการออกมาก็ต้องทำกันจริงๆ ปฏิบัติกันอย่างจริงจัง”

มองถึงการรณรงค์และการจัดการขยะถุงพลาสติก โดยเปลือกนอกผิวเผินรู้สึกว่าดีขึ้น นิตยาขยายภาพให้เห็นว่า ก็ไปเรื่อยๆ แต่ไม่มากพอที่จะทำให้สถิติการใช้ถุงพลาสติกโดยรวมของประเทศดีขึ้นหรือลดลง

“คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ว่าการใช้ถุงพลาสติกอย่างฟุ่มเฟือยจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร อย่างที่บอกการใช้ถุงพลาสติกเป็นเรื่องความสะดวกสบายของคนทั่วไป ทุกอย่างต้องทำไปพร้อมกัน ในเรื่องของการให้ความรู้ ในปัจจุบันถ้าเราพูดเรื่องของขยะหรือถุงพลาสติก เรารู้ว่ามันไม่ดี แต่ว่าทำอย่างไรจะให้คนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้มีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า ตรงนี้ไม่ดี อย่าใช้ เพราะจะส่งผลถึงตัวเองและคนรุ่นต่อไป ทำอย่างไรให้เกิดความรู้สึกว่าขยะที่ทิ้งลงไปนั้นไม่ได้ไปไหน จะเวียนกลับมาสู่ตัวผู้ใช้เอง

“เราบอกว่าให้คนเลิกใช้ถุงพลาสติกมันคงเป็นไปไม่ได้ ทีนี้จะให้ทุกคนตระหนักรู้ได้อย่างไรว่าทำอย่างไรเมื่อใช้ถุงพลาสติกแล้วก็ทิ้งทันที มันควรมีอายุที่ยืนยาวกว่านั้น ใช้ซ้ำจนกว่ามันจะหมดสภาพ หรือนำไปใส่ขยะเปียกที่เราจะทิ้งจริงๆ ยืดอายุการใช้ถุงพลาสติกให้มากขึ้น ใช้อย่างตระหนักรู้ว่าจะเกิดปัญหามลภาวะและมลพิษอย่างไร เป็นไปได้ก็ควรลดการใช้ให้มากที่สุด ต้องฝึกให้เป็นนิสัยประจำ ให้เริ่มที่ตัวเรา ไม่ต้องรอนโยบายของรัฐหรือภาคเอกชนมารณรงค์”

ถุงพลาสติกชีวภาพหรือจะเป็น “ทางออก”

การใช้ถุงพลาสติกชีวภาพน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการใช้ถุงพลาสติกแล้วไม่ก่อให้เกิดมลพิษและมลภาวะต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่ง รศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยคณะผู้วิจัยได้พัฒนาศักยภาพ “ถุงพลาสติกชีวภาพ” บรรจุภัณฑ์ที่น่าจะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารเคมี สามารถเก็บรักษาผักผลไม้ได้และคงสภาพยืดอายุผักผลไม้ไว้ได้นาน และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ผลงานวิจัยเรื่องบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกชีวภาพเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาพืชผลไม้สดและผลไม้แห้ง จนได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2558 ระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

โดยการพัฒนาฟิล์มพอลิแลคไทด์/ดินเหนียว นาโนคอมโพสิตเพื่อประยุกต์ใช้ในงานด้านบรรจุภัณฑ์อย่างอ่อน เป็นผลงานวิจัยที่ต่อยอดมาผลิตพลาสติกชีวภาพ กลายเป็นถุงพลาสติกชีวภาพดินเหนียวที่ทำขึ้น แข็งแรง ทนทานและเหนียวขึ้น ทนแรงกระแทก ถือว่ามีคุณสมบัติเชิงกลดีขึ้นเป็น 3 เท่าของถุงพลาสติกธรรมดาที่เราใช้กัน ที่สำคัญ หากทิ้งในอุณหภูมิที่เหมาะสม จะสามารถย่อยสลายได้เองภายใน 2-3 เดือน

ทางด้านภาคเอกชนที่สามารถผลิตถุงไบโอพลาสติก ที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อการพาณิชย์ได้แล้วคือ เอสซีจี เคมิคอลส์ โดยไบโอพลาสติกนี้ผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถผลิตทดแทนขึ้นใหม่ได้ในธรรมชาติ (Renewable Source) เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่วและข้าวโพด นำมาผ่านกระบวนการคอมพาวนด์ให้มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับเคลือบกระดาษ โดยคงความสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% (Compostable Plastics Coated Paper) มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ถึง 100 องศาเซลเซียส ป้องกันการรั่วซึมของเครื่องดื่ม และปลอดภัยสำหรับการบรรจุอาหารด้วยมาตรฐานจากยุโรป (EU10/2011) ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เคลือบพลาสติกที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม เช่น แก้วเคลือบไบโอพลาสติกคอมพาวนด์ย่อยสลายได้สำหรับเครื่องดื่มร้อนและเย็น เพื่อรองรับเรื่องการใช้งานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ทั้งถุงพลาสติกชีวภาพของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และถุงไบโอพลาสติก เอสซีจี เคมิคอลส์ นิตยา วงษ์สวัสดิ์ แห่งมูลนิธิโลกสีเขียว มองว่า ก็เป็นเรื่องของราคา ถ้ารัฐบาลไม่สนับสนุนถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีราคาที่สูงก็ทำให้ใช้กันแพร่หลายได้ยาก

“ถ้าหากภาครัฐส่งเสริมช่วยเหลือด้านภาษีให้กับผู้ผลิตเพื่อจะได้ไปจำหน่ายให้ผู้ใช้ได้ในราคาที่ถูกลง คือต้องช่วยกันในระดับนโยบายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งทุกคนต้องมีจิตสำนึกตระหนักที่จะรับรู้ว่าถุงพลาสติกก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมอย่างไร? ก็ต้องช่วยกัน”

 

งานประกาศเกียรติภูมิ งานประณีตศิลป์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437075

งานประกาศเกียรติภูมิ งานประณีตศิลป์ไทย

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ผลงานศิลปกรรมชิ้นเอกทรงคุณค่า “เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์” ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เป็นเรือนโถงมียอดทรงปราสาท 9 ยอด ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นด้วยถาวรวัตถุอันประกอบด้วยโลหะและหินอ่อน ปิดทองประดับกระจก และตกแต่งด้วยจิตรกรรมในส่วนต่างๆ ทั้งเรือนยอด

สถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีการจัดแถลงข่าวงานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 7 โดยท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ และท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน กล่าวแนะนำศิลปกรรมชิ้นเอกชิ้นล่าสุดนี้ “เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์” สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ในปีนี้และร่วมฉลองในอีกหลายโอกาสมหามงคล

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา 5 ธ.ค. 2560 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 28 ก.ค. 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ 4 ก.ค. 2560 และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ 5 เม.ย. 2554

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ เริ่มกล่าวอธิบายว่า “24 ปี นับตั้งแต่การจัดงานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 1 ในปี 2535 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงนำลูกหลานชาวนาชาวไร่มาฝึกงานให้วิชาความรู้ เพื่อให้เขาใช้ความสามารถเลี้ยงชีพได้ต่อไป ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาฝีมือขึ้นมาก และได้กำลังใจจากประชาชนที่เข้ามาชื่นชมผลงานศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ตลอดจนผู้มีจิตเมตตาทูลเกล้าฯ ถวายเงินแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบุคลากรและสร้างงานศิลปะชิ้นเอกไว้ให้แผ่นดิน

 

ด้วยพระวิสัยทัศน์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งไว้แต่แรกเลยค่ะว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ช่วยเลี้ยงชาวศิลปาชีพได้ยั่งยืน ดิฉันฟังแล้วก็คิดว่าค่าบัตรเพียงคนละ 150 บาท จะเลี้ยงได้อย่างไร แต่ก็กลายเป็นว่าการก่อสร้างเรือนยอดแห่งนี้ได้มาจากการจำหน่ายบัตรทั้งสิ้น เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ทั้งหลังเป็นโลหะหล่อจากต้นแบบที่เป็นผลงานไม้แกะสลักของช่างศิลปาชีพ สถาบันสิริกิติ์ ซึ่งต่างจากสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เรือนยอดสร้างเป็นปูนประกอบโลหะหรือไม้ประกอบโลหะ

เรือนยอดโลหะจึงเป็นถาวรวัตถุแข็งแรง ทนทาน อย่างน้อย 15 ปี โดยไม่ต้องซ่อมแซม และจะสวยงามเนิ่นนานนับร้อยปี เรือนยอดแห่งนี้ไม่เก็บค่าเข้าชม ทุกๆ คนเดินเข้ามาชมและถ่ายรูปได้เลยค่ะ” ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ กล่าว และแนะนำ เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะไทยนำกลุ่มสื่อมวลชนชมอย่างละเอียดต่อไป

“เรือนยอด” ศิลปะชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เผ่าทอง นำชมและอธิบาย เริ่มที่หน้าบันของเรือนยอดนี้ มีทั้งสิ้น 8 หน้าบัน ได้อัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย อักษรพระนามาภิไธย และอักษรพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และอักษรพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประดิษฐานอยู่ ณ เพดานกลางของเรือนยอด

เรือนยอดองค์นี้จึงเป็นการสร้างถวายในวาระสำคัญของทุกพระองค์ เผ่าทอง กล่าวว่า สำหรับบุคคลที่เข้ามาชม ขอแนะนำจุดสำคัญพลาดชมไม่ได้เลย

เรือนยอดโลหะแห่งแรกในเมืองไทย

ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของภูมิภาคแถบนี้ ได้เคยมีการสร้างอาคารเป็นโลหะมาแล้วในสมัยพุทธกาล นางวิสาขาได้สร้างโลหะปราสาทน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถี ต่อมาพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยราชา (ออกเสียงว่า “พระ-เจ้า-ทุด-ถะ-คา-มะ-นี-อะ-ไพ-รา-ชา”) กษัตริย์แห่งเมืองอนุราธปุระ (อ่านออกเสียงว่า “อะ-นุ-รา-ทะ-ปุ-ระ”) ประเทศศรีลังกา สร้างถวายไว้ในพุทธศาสนา เมื่อปี พ.ศ. 382 และต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโลหะปราสาท ณ วัดราชนัดดารามวรวิหาร อุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

 

 

โลหะปราสาททั้งสามหลังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นอาคารสร้างด้วยไม้ประกอบโลหะหินประกอบโลหะ และก่ออิฐถือปูนประกอบโลหะ ตามลำดับ แต่เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์นี้ เป็นอาคารที่มีโครงสร้างภายในและเครื่องประดับตกแต่งทั้งหมดเป็นโลหะ จึงถือว่าเป็นอาคารโลหะหลังแรกในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยและกรุงรัตนโกสินทร์

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ มีขนาดความกว้าง 14.134 เมตร ความยาว 28.534 เมตร และความสูง (จากฐานถึงปลายยอด) 24.80 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ก.พ. 2557 แล้วเสร็จในวันพฤหัสบดีที่  9 มิ.ย. 2559 รวมเวลาสร้าง 847 วัน

“เรือนยอดนี้มีเสา 48 ต้น เสาร่วมด้านนอก 24 ต้น ด้านในอีก 24 ต้น เสาหล่อด้วยโลหะสเตนเลสอยู่ยั้งยืนยงนับร้อยปีแน่นอนครับ หุ้มเสาด้วยหินอ่อนจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี แห่งเดียวกับพระที่นั่งอนันตฯ ซึ่งด้วยกาลเวลาปีนี้ครบร้อยปีพอดี หินอ่อนพระที่นั่งอนันตฯ จึงดูสีเข้มขรึมกว่า” เผ่าทอง แนะนำรายละเอียดแรกที่ไม่ควรพลาดชม

ช้างเผือก 10 ช้าง

เริ่มแรกสายตาทุกๆ คนต้องโฟกัส โดยรอบชั้นฐานไพทีของเรือนยอดมีประติมากรรมหล่อโลหะรูปช้างสำคัญประจำรัชกาลปัจจุบัน ทั้งหมด 10 ช้าง เช่น พระเศวตอดุลยเดชพาหน พระเศวตภาสุรคเชนทร์ เผ่าทอง อธิบายว่า

 

“พระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลถือว่าช้างเป็นพาหนะสัตว์สำคัญในการทำสงครามยุทธหัตถี ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงสอนพระราชโอรสและพระราชธิดา ไม่ให้เรียกช้างว่า มัน มันยกงวง ยกขา ไม่ได้เลย ช้างเผือกขึ้นระวางสมโภชแล้ว ใช้คำเรียกว่า คุณพระ และใช้สรรพนามว่า ช้าง แต่ละช้างรอบๆ เรือนยอดอากัปกิริยาแตกต่างกันทั้ง 10 ช้าง แต่ละช้างชูงวงยกขาแข็งแรง”

องค์ประกอบส่วนฐาน

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ มีฐานซ้อนกัน 2 ชั้น มีฐานล่างเป็นฐานไพทีสูง 2 เมตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหุ้มด้วยหินอ่อน มีระเบียงหินอ่อนและเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์หล่อด้วยโลหะปิดทอง มีบันไดด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เป็นนาคพลสิงห์หล่อด้วยสำริดเป็นรูปนาคทรงเครื่อง บันไดด้านทิศใต้และทิศเหนือเป็นนาคพลสิงห์แบบโค้งหล่อโลหะสำริดเป็นนาคจำแลง มีอัฒจันทร์เชิงบันไดจำหลักหินอ่อนทุกด้าน

 

“มาชมก็ต้องถ่ายรูปนาคไว้ทั้ง 4 ทิศ เพราะใบหน้าไม่เหมือนกันเลย สี่ทิศสี่บันได ทางขึ้นด้านหน้าเป็นมนุษยนาควิจิตรพิสดารมาก” เผ่าทอง แนะนำ

เครื่องบนส่วนยอด

เผ่าทอง แนะนำให้มองไปที่ด้านบนสุดของเรือนยอดปราสาท 9 ยอด หล่อด้วยโลหะสำริดปิดทองประดับกระจกยอดหลักทั้ง 3 ยอด ประดับด้วยพรหมพักตร์ทั้ง 4 ทิศประดับกระจก

“เปรียบดั่งเช่นพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรทุกข์สุขราษฎร และที่ย่อมุมไม้สิบสองของยอดประธานทำเป็นประติมากรรมรูปช้างสามเศียรหล่อสำริดประดับกระจกรับไขราทั้งสี่มุม”

“ห้องปีกแมลงทับ”

วิจิตรล้ำในพระที่นั่งอนันตฯ

สำหรับผู้เสียค่าชม 150 บาท เพื่อเข้าไปชมงานศิลป์แผ่นดิน ก็ไม่ควรพลาดอีกผลงานประณีตศิลป์ชิ้นสำคัญภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม คือ “ห้องปีกแมลงทับ” ห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมชิ้นพิเศษเพียงเดินเข้าไปในห้องส่วนแรกก็ตื่นตากับผนังสีเขียวแวววับ เผ่าทอง อธิบายว่า ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ ที่ทิ้งตัวตายเองตามธรรมชาติ จึงมีความแข็งแรง ทนทาน สีเขียวสวยเหลือบเงาตามธรรมชาติ

ห้องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน ใครมาแล้วต้องชมให้ละเอียดก็จะเห็นศิลปะสุดวิจิตรหนึ่งเดียวในโลก

ผนังสานย่านลิเภาสอดเส้นเงิน เส้นทอง เส้นนาก

ผนังส่วนนี้ตกแต่งด้วยแผ่นประดับด้วยตราสัญลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี และตราสัญลักษณ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ห้องนี้สร้างถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ซึ่งนักษัตรปีมะโรงคือปีพระราชสมภพ ในห้องนี้จึงมีพญานาค 1,310 ตัว ทำด้วยปีกแมลงทับสีเขียวแวววาวดูล้ำค่า

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ ทอดพระเนตรข้าวของเครื่องใช้ของเจ้านายที่นั่นสวยแปลกตา เช่น กระเป๋าทอด้วยใยธรรมชาติจากไม้เถาชนิดหนึ่ง คือลิเภา และเก็บรักษาได้ยาวนาน ผนังทอด้วยลิเภาสอดยกลายด้วยโลหะสามกษัตริย์ ทอง นาก เงิน เพิ่มความวาวเหลือบสีเขียวแมลงทับที่ต้องตัดปีกให้เป็นชิ้นเล็กๆ ละเอียด คือประณีตศิลป์ในรัชกาลนี้ที่เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากโบราณ”

 

ห้องโดม

ผนังด้านซ้ายตกแต่งด้วยแผ่นสานย่านลิเภา ประดับตราสัญลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ

ถัดไปอีกส่วนหนึ่ง เป็นการตกแต่งผนังห้องด้วยแผ่นสานย่านลิเภาสานเป็นลายขิด แล้วสอดด้วยปีกแมลงทับเพื่อให้ลวดลายคมชัดโดดเด่น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีไม้แกะสลักเป็นพญานาคาเกี้ยวกระหวัดกันนับร้อยนับพันตัว ตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ พญานาคาทุกตัวฝังตาทับทิมสีแดงสดตามความเชื่อว่าเป็นลูกพระอาทิตย์

พลาดชมไม่ได้…เพดานด้านบนมีโคมระย้าพญานาคและหงส์ประดับด้วยปีกแมลงทับและแก้วเจียระไน

บนฝาผนังด้านหนึ่งอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นประดิษฐานภายในกรอบถมทองเขียนลายรูปหงส์เคล้าลายกระหนกเทศ เหนือกรอบถมทองมีอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. ภายใต้พระมหามงกุฎไม้แกะสลักปิดทอง ผนังห้องอีกด้านหนึ่งประดับด้วยชิ้นงานคร่ำทองเป็นบทร้อยกรอง “ศิลป์แผ่นดิน”

“งานคร่ำต้องทำบนแผ่นเหล็ก สีเทาๆ ที่เห็นคือสีเหล็ก ซึ่งเมื่อผ่านกาลเวลาก็จะเกิดสนิมสีน้ำตาลที่เรียกว่าสนิมเหล็ก แต่ก็จะทำให้สีทองเหลืองสว่างยิ่งขึ้นด้วยนะครับ คือกรรมวิธีโบราณ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงรักษางานศิลปะนี้ไว้โดยให้ช่างเก่าแก่เข้ามาสอนในโรงศิลปาชีพ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครูคร่ำทองคนสุดท้ายก็ว่าได้” เผ่าทอง กล่าว

ผนังถมเงินถมทอง

มีขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ฝาผนัง ผนังห้องอีกด้านหนึ่งจัดแสดงงานคร่ำสามกษัตริย์ ทอง เงิน นาก พื้นห้องส่วนจัดแสดงทั้งสองด้านปูด้วยแผ่นเสื่อสานเส้นเงินสอดเส้นนากเป็นลายขิดแบบโบราณ ซึ่งงานประดับฝาผนังถมเงินถมทองและงานประดับฝาผนังคร่ำสามกษัตริย์ ถือเป็นชิ้นงานบนพื้นผิวเรียบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะของกรุงรัตนโกสินทร์

“เสื่อสานเส้นเงินอีกชิ้นสำคัญคือที่วัดพระพุทธบาท ซึ่งทำตั้งแต่รัชกาลที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอนุรักษ์งานชิ้นนี้ไว้โดยให้ช่างศิลปาชีพทอเทคนิคใหม่ คือสานเงินสลับนากซึ่งเป็นโลหะมีความแข็งมาก จึงทอยากกว่าเดิมอีกด้วยนะครับ เป็นเทคนิคในทางศิลปะที่สร้างขึ้นมาใหม่ในรัชกาลปัจจุบัน” เผ่าทอง อธิบาย

พิพิธภัณฑ์ “ศิลป์แผ่นดิน” จัดแสดงผลงานศิลปหัตถกรรมอันงดงามฝีมือของลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่เข้ามาฝึกงานที่โรงฝึกศิลปาชีพ (ซึ่งได้รับการยกสถานะขึ้นเป็นสถาบันสิริกิติ์ ในปี 2553) ผลงานที่สร้างขึ้นล้วนเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความวิจิตรบรรจงถึงระดับฝีมือช่างหลวง หรือช่างแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ ช่างถมทอง ช่างเครื่องเงินเครื่องทอง ช่างคร่ำ ช่างลงยาสี ช่างปักผ้า ช่างแกะสลักไม้ ช่างเขียนลาย ฯลฯ ผลงานแต่ละชิ้นล้วนทรงคุณค่ายิ่ง แสดงถึงเอกลักษณ์เกียรติศักดิ์และเกียรติภูมิของงานประณีตศิลป์ไทยที่ประกาศให้ชาวโลกได้ชื่นชม ทุกชิ้นนับเป็นงานศิลป์ของแผ่นดิน

 

เสถียรธรรมสถาน เดินไปบนเส้นทาง แห่งความสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437021

เสถียรธรรมสถาน เดินไปบนเส้นทาง แห่งความสงบ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เป็นเวลาเกือบ 7 ปีที่ผมขับรถผ่านเสถียรธรรมสถาน ปากซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา เกือบทุกวัน แต่ก็ได้แต่มองผ่านและเก็บความสงสัยอยู่ในใจว่าด้านหลังกำแพงสีเอิร์ธโทน อันมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมนั้นเป็นอย่างไร เรารู้แต่เพียงว่า นี่คือสถานปฏิบัติธรรมที่มีผู้คนสนใจเข้ามาปฏิบัติธรรมมากมาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบและความร่มรื่น

เสถียรธรรมสถานก่อตั้งเมื่อปี 2530 โดยกองทุนเสถียรธรรม ภายใต้การดูแลของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ด้วยวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่ศาสนา พัฒนาชุมชน และส่งเสริมคุณธรรมให้กับเด็ก และสตรี โดยใช้หลักพุทธธรรมนำสังคม จนพระธรรมโกศาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เคยกล่าวไว้ว่า สถานที่นี้ผู้จัดสร้างมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ และเผยแผ่ธรรมะ แก่คนที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือคนที่รู้ที่เข้าใจแล้ว แต่ยังไม่ก้าวหน้า ก็มาพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น เพราะการมีธรรมะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต ชีวิตที่มีธรรมะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ชีวิตที่ขาดธรรมะเป็นชีวิตที่บกพร่อง”

 

แต่ก่อนที่เราจะเข้าสถานปฏิบัติธรรมอยากให้แวะเข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุกันก่อนครับ พระบรมสารีริกธาตุนี้ได้ประทานมาจาก สมเด็จพระมหานายะกะ ประธานสงฆ์ฝ่ายสยามวงศ์อรัญวาสี ประเทศศรีลังกา พร้อมกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อเป็นการสืบสานสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับศรีลังกา ในวาระครบรอบ 250 ปี ที่พระอุบาลีมหาเถระได้เป็นพระธรรมทูตไปยังประเทศศรีลังกา ภายในห้ามถ่ายรูปแต่สามารถสวดมนต์นั่งปฏิบัติธรรมอย่างสงบได้ พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานบนพระธาตุเจดีย์ทรงระฆังคว่ำจำลองแบบมาจากองค์พระปฐมเจดีย์ที่ จ.นครปฐม อันมีฐานประดับด้วยกลีบอุบลสีทอง สักการะพระธาตุและนั่งสงบจิตสงบใจกันก่อนที่จะก้าวไปเที่ยวชมส่วนอื่นๆ

จุดแรกที่ทุกคนจะได้เห็นก็คือศาลาต้อนรับธรรมะสวัสดี เป็นศาลาที่มีแม่ชีคอยให้คำแนะนำแก่ผู้มาเยือนทุกคน ที่นี่จะมีกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมะและการปฏิบัติธรรมจัดแทบทุกสัปดาห์ รองรับตั้งแต่ปฏิบัติธรรมระยะสั้น ระยะยาว ธรรมะสำหรับเด็กๆ ธรรมะสำหรับพ่อแม่ หรือถ้าสนใจจะเดินเที่ยวชมภายในก็เพียงแค่ถอดรองเท้า ถุงเท้าไว้ด้านนอก แล้วก้าวเท้าเปล่าเข้าสู่เขตแห่งธรรมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความสกปรกแต่อย่างใดเพราะที่นี่สะอาดมาก เหลือก็แค่ใจเราเท่านั้นละครับที่ต้องล้างให้สะอาด

 

เมื่อแรกย่างก้าวสู่เขตเสถียรธรรมสถาน ทำให้ผมนึกถึงวัดป่าปัญญานันทาราม ที่แบ่งเขตแดนต่างๆ เพียงแค่เส้นทางเดินและต้นไม้อันร่มรื่น นี่คือสวนธรรมะ (ชาติ) ที่ชวนให้เราอยากปล่อยวาง อาจจะไม่ต้องถึงกับปล่อยวางกิเลสก็ได้ ขอแค่ปล่อยวางสมาร์ทโฟนในมือแล้วเปิดตามองสิ่งรอบตัวอยู่กับความสงบนิ่ง แค่นี้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้

ดูเหมือนจะกลมกลืนกับธรรมชาติไปทุกอย่าง ตั้งแต่สิ่งปลูกสร้างและงานศิลปะธรรม ที่ตั้งแสดงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็ดูเข้ากับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี หากถามว่าอะไรเด่นไปกว่ากันเราคงตอบไม่ได้ เพราะตามประวัติความเป็นมาการสร้างเสถียรธรรมสถานนั้น เริ่มมาจากการปลูกต้นไม้ก่อน ก่อนที่จะมีการสร้างอาคาร ดังนั้น การสร้างอาคารของที่นี่จึงสร้างด้วยหลักแห่งการไม่เบียดเบียนธรรมชาติ จึงสร้างให้ดูกลมกลืน เราอยู่ได้ต้นไม้อยู่ได้ผืนดินอยู่ได้ หลักการหนึ่งที่บันทึกไว้ในเสถียรธรรมสถานก็คือ “วิธีการคิดที่จะอยู่รวมกันให้ได้นั้นต้องอย่าไปคิดว่าจะต้องอยู่ตามที่เราอยากอยู่ แต่ถ้าเราจะอยู่อย่างรวมกันให้ได้ มันมีความสุขอยู่เหนือความอยาก มันไม่ปิดกั้นตัวเราที่จะเข้าไปบวกกับสิ่งอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ โดยเฉพาะกับธรรมชาติ ถ้าเมื่อใดที่เราเคารพธรรมชาติ ธรรมชาติจะเกื้อกูลเรา”

 

ที่นี่จึงมีแต่อาคารที่ดูเรียบง่ายในสวนธรรมมีประติมากรรมแฝงธรรมะที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น เช่น อนุสาวรีย์แห่งความงาม ความดีความจริง เป็นรูปทรงของผู้หญิงที่กางมือออกเพื่อโอบอ้อมช่วยเหลือผู้อื่นโดยมีชิ้นงานศิลปะ 72 ชิ้น เป็นตัวแทนผลแห่งกรรมดี ซึ่งประติมากรรมนี้สร้างขึ้นในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรืออนุสาวรีย์พระอาทิตย์ที่ติดดินที่แสดงถึงพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเปรียบประดุจดังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปทั่วแผ่นดิน

ที่เด่นชัดอีกจุดหนึ่งก็คือ พระมหาเจดีย์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์หมื่นพระองค์ เป็นพระมหาเจดีย์ที่คล้ายเจดีย์ แต่ถูกลดทอนผิวนอกจนดูเหมือนเป็นมหาเจดีย์ยุคใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น มหาเจดีย์นี้รายล้อมไปด้วยเจดีย์องค์เล็กๆ อยู่โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานของพระศรีอริยเมตไตรย และรายล้อมด้วยพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ ผู้ตั้งอธิษฐานจิตจะเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป

 

แสงแดดร้อนแรงขึ้นตามเวลา ทว่าเรายังรู้สึกถึงความร่มเย็น จึงกลับย่างเท้าเข้าสู่ตัวอาคารสาวิกา-สิกขาลัย อาคารที่แลคล้ายกับยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็ดูเรียบร้อยน่าอยู่จนเรานึกถึงศัพท์คำหนึ่งในวงการสถาปนิก คือคำว่า “สัจจะวัสดุ” แก่นแท้แห่งความเป็นโมเดิร์นดีไซน์ นั่นคือการกะเทาะเปลือกนอกของอาคารแล้วแสดงให้เห็นถึงวัสดุที่แท้จริงภายในไร้สิ่งปิดบังให้เห็นเนื้อแท้ของ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก และกระจก คล้ายกับจะบอกกับเราทุกคนว่ารูปกายเป็นเพียงเปลือกภายนอก เป็นเพียงกิเลสที่ปิดบังดวงตาแห่งธรรม เมื่อไร้กิเลส ไร้รูปกายภายนอกแล้วเราทุกคนล้วนไม่แตกต่างกัน

ในอาคารแห่งนี้มีร้านอาหารคลีนฟู้ดรสชาติไม่เลวร้ายอย่างที่คิด มีห้องสมุดธรรมะ และห้องนิทานธรรมะสำหรับเด็กๆ และที่นั่งสำหรับพักผ่อนให้เห็นธรรมชาติและความร่มรื่นอยู่หลายจุด แต่สิ่งที่เราทุกคนควรปฏิบัติเมื่อเดินเข้ามาสู่สถานที่แห่งนี้ก็คือ ความสำรวม กาย วาจา และใจ ไม่ทำการใดที่รบกวนผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่น แต่เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าคุณจะร้อนรุ่ม อีโก้สูงขนาดไหน เมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ทุกอย่างจะดับลง เพราะทุกคนดูแจ่มใสจากภายใน สำรวม สงบนิ่ง จนเราเองยังรู้สึกได้ว่าใจเรายังไม่สงบพอ และละลายที่จะทำสิ่งใดที่ไม่สำรวม ในสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ควรค่าแก่การมาเยือนแห่งนี้