‘สุรัสวดี ซื่อวาจา’ ปั้นสตรีด้อยโอกาส สร้างอาชีพเพื่อชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/436880

‘สุรัสวดี ซื่อวาจา’ ปั้นสตรีด้อยโอกาส สร้างอาชีพเพื่อชุมชน

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

ในอดีตที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยของบรรดาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะคำนึงถึงเฉพาะเรื่องการออกแบบ คุณภาพของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เมื่อขายออกไปแล้วก็จบกันไป แต่เมื่อการแข่งขันในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุนแรงขึ้น โจทย์ของการสร้างเพื่อขายอย่างเดียวไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป หลายๆ บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารโครงการหลังการขาย เพื่อสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่ดีในระยะยาว

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จึงตั้งบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนต์ ไว้บริหารโครงการที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม แต่สำหรับบริษัท ลุมพินี
พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารชุมชนในโครงการแบรนด์ลุมพินีของบริษัทแม่แล้ว ยังพัฒนาไปสู่การสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอีกทางหนึี่งด้วย

“สุรัสวดี ซื่อวาจา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ หรือแอลพีซี เล่าให้ฟังว่า บริษัทได้ก่อตั้งเมื่อปี 2553 ด้วยทุนจดทะเบียน1 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่เข้ามาเพื่อดูแลกิจการเพื่อสังคม จากเดิมที่เป็นแค่เพียงฝ่ายหนึ่งของบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ ที่ดูแลด้านบริหารจัดการที่ก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี

 

สำหรับหน้าที่หลักของแอลพีซี คือ เรื่องของงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่ต้อนรับ และคนขับรถ ไปจนถึงการสร้างทักษะให้พนักงานบริการที่มีอยู่กว่า 1,500 คน โดยงานทำความสะอาดถือเป็นงานหลัก 80% ทั้งงานทำความสะอาดในพื้นที่ส่วนกลาง และงานทำความสะอาดในห้องชุด หรือที่เรียกกันว่า แจ๋วคอนโดเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง

อีกส่วนคืองานเจ้าหน้าที่ต้อนรับนั้นจะอยู่บริเวณเคาน์เตอร์บริเวณซีซีทีวี เวลาไปที่คอนโดของลุมพินีจะเห็นได้จากเจ้าหน้าต้อนรับเหล่านี้ทำงานอยู่ และมีงานหน้าที่ใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 คือพนักงานขับรถชุมชนเพื่อความสะดวกของเจ้าของร่วมที่ซื้อคอนโดไปจะมีบริการรถตู้รับส่งจากโครงการไปจุดต่อรถสาธารณะ

สิ่งที่แอลพีซีทำอยู่คือ การดูแลสตรีด้อยโอกาสให้เข้ามาเป็นพนักงานของบริษัท เงื่อนไขการรับคนเรื่องวุฒิการศึกษานั้นไม่มีเลย อยากทำงานตั้งใจเข้ามาเราก็ฝึกอบรมให้ ซึ่งเขาเหล่านั้นมีการศึกษาค่อนข้างน้อยหรืออาจไม่มีเลย อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็มีที่ต้องจ้างครูมาสอน ซึ่งทำมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการเดินหน้ากิจกรรมพวกนี้ได้รับการช่วยเหลือจากนิติบุคคลของโครงการลุมพินีค่อนข้างมาก

 

ที่ผ่านมาทำโครงการไม่ค่อยสำเร็จก็เพราะว่าเขาเหล่านั้นต้องเดินทางมาหาซึ่งไม่สะดวก จึงต้องกระจายแหล่งเรียนออกไปในแต่ละพื้นที่ที่เขาสะดวกและจับกลุ่มเรียนกัน เราก็จัดเป็นโซนให้เรียน จึงได้แบ่งออกเป็น 10 พื้นที่ ให้คุณครู กศน. หรือการศึกษานอกโรงเรียนเข้าไปสอนจนจบชั้น ม.3 เพื่อทำให้เขาเหล่านั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ หลังจากนั้นจึงอบรมให้ความรู้ระยะเวลา 2-3 เดือนก่อนรับเข้ามาทำงานจริง

ในช่วงที่มีเรียนสอนก็ออกค่าเรียนให้ทุกอย่าง เนื่องจากกลุ่มสตรีเหล่านี้เขามักมีปัญหาเรื่องครอบครัวที่อาจจะถูกสามีทิ้งหรือเลิกร้าง แต่เขาก็มีหน้าที่จะต้องดูแลพ่อแม่หรือบุพการีอีก ถ้าจะเอาเขาเหล่านั้นมาทำงานในวันหยุดอะไร เขาก็มีภาระเช่นกัน ซึ่งเราก็ต้องเอื้อเขาทุกอย่างเพื่อให้เขามีศักยภาพในการดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น

สุรัสวดี ย้ำว่า การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมคือ การทำอย่างไรให้เขาเหล่านี้ทำงานอย่างมีความสุข ทั้งทางด้านรายได้ โอกาส และศักดิ์ศรี จากเดิมที่เป็นคนด้อยโอกาสทางการศึกษา การเติบโตในหน้าที่จะให้เขาอย่างไร เรื่องของศักดิ์ศรีเชื่อว่าคนมีความรู้จะมีความมั่นใจขึ้น การเป็นทีมเดียวกันก็จะมีความรู้สึกว่าอุ่นใจขึ้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของเขา

 

สิ่งที่บริษัทได้ให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ อาชีพเสริมที่เขาได้ ทุนการศึกษาบุตร หรือทุนการศึกษาของตนเอง หาสินค้าราคาต้นทุนมาช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างซื้อข้าวสารก็จะซื้อในปริมาณมากๆ เนื่องจากเวลาเขาจะซื้อของใช้ เขาซื้อได้ไม่เยอะ เพราะการซื้อของปลีกย่อมได้ของที่แพง เราก็ซื้อเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เพื่อให้เขาสามารถใช้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าเดิม แต่จะไม่ใช้วิธีซื้อให้ เพื่อให้เขารู้ว่าต้องใช้เงินอย่างไร

นอกจากการให้แล้วก็ต้องสอนเขาว่าจะต้องเป็นผู้ที่ตอบแทนสังคมด้วย จึงต้องมีการส่งเสริมในเรื่องกิจกรรมจิตอาสาซึ่งดำเนินการด้วยกลุ่มพนักงานกันเอง อย่างเช่นงานที่เขาทำได้คืองานทำความสะอาด เขาจะมีการแบ่งเวลาสัก 15-20 นาทีหรือครึ่งชั่วโมง ไม่เกินเวลาในช่วงพักกลางวัน ไม่เบียดบังเวลาคือไปทำงานจิตอาสา โดยไม่มีการกำหนดว่าต้องทำกี่ครั้ง

แต่ก็สนับสนุนว่ามีเพื่อนไปทำ ทางบริษัทก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ มีการสื่อสารและชมเชยไป เพื่อให้กำลังใจไปว่าดีแล้วที่ทำ ซึ่งปีที่ผ่านมามีการไปทำเป็นพันครั้ง เช่น การทำความสะอาดรอบชุมชน ทำความสะอาดวัด สุเหร่า โบสถ์ บริเวณสถานีตำรวจ โรงเรียน หลังๆ เห็นไปอำเภอ รวมไปถึงพื้นที่รอบๆ นอกเขตรั้ว

“มีโอกาสได้คุยกับเด็กที่ต้องการออกไปทำงานเพื่อชุมชนว่าทำไมถึงต้องการมาทำงานจิตอาสา เขาบอกว่าบางทีรอบๆ ข้างชุมชนนั้นมันหาข้อสรุปไม่ได้ว่าใครจะต้องเป็นผู้ทำความสะอาดใบไม้เกลื่อนถนน แล้วเทศบาล ก็เข้าไม่ถึงในทุกพื้นที่ เขาก็ทำกันเองได้ อย่างบริเวณวัด พอสะอาดก็น่าเดินและก็ได้บุญด้วย ก็ถือเป็นการสร้างสัมพันธ์กับวัดด้วย เพราะการประชุมนิติบุคคล บางทีก็ต้องมีการยืมอุปกรณ์จากวัด ก็เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะการเป็นผู้รับแล้วก็ต้องเป็นผู้ที่รู้จักให้ด้วย ซึ่งก็ไม่ได้มีการบังคับว่าจะต้องทำ”

ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปดูแลชุมชนของโครงการแอลพีเอ็นไม่ต่ำกว่า 130 นิติบุคคลแล้ว ก็จะมีงานพวกนี้รายล้อมในปีปีนึง อย่างปีนี้ก็ตั้งรายได้ 300 ล้านบาท ตามการเติบโตของโครงการตามมาเรื่อยๆ เริ่มปี 2553 จำนวน 70 ล้านบาท เติบโตขึ้นปีละ 10-15% ตามปริมาณโครงการคอนโดและโครงการแนวราบของบริษัทในกลุ่มแอล.พี.เอ็น.ที่เกิดขึ้น

สุรัสวดี ย้ำว่า การเป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์นั้นยังไม่มีหน่วยงานรับรองแต่ดำเนินการมาแล้วต้องมีเป้าหมายทางสังคม อย่างของแอลพีซีมีเป้าหมายที่ต้องการดูแลคนด้อยโอกาสทางสังคม ในมุมของเราก็ดูแลสตรีผู้ด้อยโอกาสให้มีงานทำ เพื่อลดอัตราการว่างงานของคนในชุมชน เป็นการสร้างวัฒนธรรมแอล.พี.เอ็น.ที่มีจิตสำนึกทำเพื่อสังคมร่วมกัน เป็นแหล่งงานที่คนเกษียณอายุสามารถทำได้ แม้คนอายุเกิน 60 ปี ถ้าหากเขาเหล่านั้นต้องการทำงานเราก็ต้องจ้างแน่นอน ทำกันไปเท่าที่ยังทำงานไหว

สำหรับคนสูงอายุเราก็สอนอาชีพเสริมเขา อาชีพเสริมเขาตอนนี้ก็คือเรียนนวด ซึ่งมีพนักงานสนใจไปเรียนต่อครั้งจำนวน 20 คน ทำมานานประมาณ 2-3 ปีแล้ว เพราะเรียนแล้วก็ต้องหากิจกรรมให้เขาทำด้วย เช่นเมื่อมีการจัดกิจกรรมของแอล.พี.เอ็น.เองไปเสริมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายคอนโดเพื่อช่วยบรรยากาศการขายให้ดี หรือมีการจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อเสริมให้เขามีรายได้ หรือไปนวดให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ที่สวางคนิเวศ มีเรียนทำอาหาร การทำอาหารว่าง ก็ทำให้เขามีรายได้เสริม ส่วนคนพิการก็รับ แต่ก็เลือกให้ทำงานที่เหมาะสมกับเขา

“ธุรกิจนี้เท่าที่พิจารณาอัตราการเทิร์นโอเวอร์ หรือการเข้าออกของพนักงานนั้น พบว่ามีสัดส่วน 3-4% ต่อเดือน ขณะที่บริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรม 5-7% ก็มาดูเหตุผลที่เขาออก ส่วนหนึ่งที่ห้ามไม่ได้คือเรื่องกลับต่างจังหวัด ไปดูแลครอบครัว ไม่มีคนที่จะดูแลลูกให้ บางทีก็สุขภาพ เพราะเขาจะต้องใช้แรงก้มๆ เงยๆ ไม่เหมาะกับคนที่ร่างกายไม่เอื้อ หรือบางครอบครัว อยากให้กลับไปช่วยเลี้ยงหลานก็ถือว่าเป็นการดีเพราะกลับสู่สังคมที่ครอบครัว”

สำหรับในส่วนงานแจ๋วคอนโดนั้นถือว่าสำคัญมากเพราะต้องเข้าห้องลูกค้า รายได้แจ๋วถือว่าเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยอยู่ ปีนึงสัก 10 กว่าล้านบาท ซึ่งบริษัทพยายามสร้างคุณภาพในงานและความไว้ใจให้ได้ ตัวเป้าหมายรายได้จะขยับขึ้น จากรายได้ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่ทำความสะอาดชุมชนส่วนกลาง 80% ขณะที่ความพึงพอใจของลูกค้ามีมากถึง 90% วัดจากแต่ละไซส์ที่เข้าไปบริหารงานโครงการ ที่ทำให้เจ้าของร่วมหรือนิติบุคคลพอใจ

ขณะเดียวกันก็พยายามคิดนวัตกรรมที่ใหม่ๆ ที่เข้ามาใช้ผ่านเพื่อประหยัดต้นทุนในการทำงานในองค์กร เช่นนวัตกรรมทางด้านทำความสะอาด ที่ทำงานได้สะดวกที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะถือเป็นหน่วยงานที่ขายบริการที่ต้องควบคุมต้นทุน ค่าแรงขึ้นทุกปี มากกว่าแรงงานขั้นต่ำอยู่ที่ 330 บาท จึงต้องพยายามควบคุมต้นทุนเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่องค์กรเอกชนได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน

 

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ห้องทำงานคือชัยภูมิ บ่มเพาะจิตสำนึกสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/436878

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ห้องทำงานคือชัยภูมิ บ่มเพาะจิตสำนึกสาธารณะ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

แรงบันดาลใจให้ประสบความสำเร็จในการทำงานของคนแต่ละคนแตกต่างกันตามความคิด ความเชื่อ และความเพียรพยายาม สำหรับ “ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” ประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ในฐานะกูรูนักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย นักเขียน และนักต่อสู้เพื่อคนยากไร้ คือการได้ทำงานปลุกจิตสำนึกทางความคิดความเชื่อด้านจิตสำนึกสาธารณะต่อคนรุ่นใหม่ในสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ที่มุ่งมั่นให้เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมคุณภาพและคุณธรรม

ใครจะรู้ว่าพื้นที่บ่มเพาะจิตสำนึก หรือคิดงานต่างๆ ของ “ณรงค์” อยู่ภายในห้องทำงานบนอาคารเอ ดูภายนอกจะหรูหราสไตล์การออกแบบอันทันสมัย แต่ภายในพื้นที่ส่วนของผู้บริหารเบอร์หนึ่งของสื่อสาธารณะแห่งนี้ แสนจะเรียบง่ายสบายๆ บนโต๊ะทำงานมีแต่หนังสือและแฟ้มเอกสารกองพะเนินเทินทึก ต่างจากผู้บริหารทั่วไปที่จะประดับประดาไปด้วยข้าวของแพงๆ

บรรยากาศห้องทำงาน “ณรงค์” ไม่ได้หรูหรา รูปภาพที่นำมาติดประดับพื้นผนังห้องเป็นเพียงกรอบรูปที่เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เนื้อหาสะท้อนความตั้งใจจะนำพาไทยพีบีเอสไปสู่สื่อแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคม กับโล่รางวัลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2558 เป็นสิ่งที่รู้สึกภาคภูมิใจมากๆ

มองโดยรอบห้องทำงาน “ณรงค์” ใช้โทนสีราบเรียบ แต่กลับสร้างแรงขับให้เจ้าของโต๊ะทำงาน มีพลังใจในการทำงานอย่างมาก ทุกมุมของห้อง โต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไม่ได้ใช้ของราคาแพง ซึ่งแม้จะดูธรรมดาพื้นๆ แต่ในองค์รวมกลับส่งแรงจูงใจช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพได้ และที่สำคัญความสะอาดของห้องทำงานเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ห้องทำงานน่าอยู่ และน่าทำงาน นักคิด นักเขียน นักพัฒนาเอกชน หรือนักวิชาการ ต่างเคยแวะเวียนมาเจรจาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างไม่ขาดสาย ทุกคนต่างพากันชื่นชมห้องทำงานแห่งนี้

 

“ผมไม่ได้ถือหลักฮวงจุ้ยอะไรให้มากเป็นพิเศษ หรือต้องมีของดีแพงๆ มาประดับประดา เฟอร์นิเจอร์ต้องหรูๆ สวยๆ มาโชว์ แต่ห้องทำงานผมเน้นความเรียบง่ายสบายๆ เพราะอยากมุ่งหวังให้เป็นห้องที่ใช้บ่มเพาะจิตสำนึกสาธารณะต่อคนรุ่นใหม่ นั่นคือเป้าหมายการทำงานของผม เพราะห้องทำงานคือชัยภูมิในการบ่มเพาะจิตสำนึกสาธารณะ”

ด้วยความที่มีพื้นเพเป็นชาวปักษ์ใต้ จ.นครศรีธรรมราช การกินหรือการอยู่จึงเป็นเรื่องเรียบง่าย แม้จะเคยเป็นประธานบริหารรัฐวิสาหกิจมาหลายต่อหลายแห่ง เช่น องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) องค์การสวนยาง หรือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นต้น ทุกองค์กรล้วนอยู่ในระดับประธานบริหาร แต่ห้องทำงานไม่เน้นความหรูหราอลังการ หรือพิถีพิถันด้านความเชื่อฮวงจุ้ย แต่พื้นที่ส่วนตัวที่สุดในไทยพีบีเอสแห่งนี้ กลับเน้นความโปร่งโล่งสบาย กระตุ้นให้มีความรู้สึกกระฉับกระเฉงและมีพลังในการทำงาน ดังนั้นในทุกครั้งที่นั่งทำงานอยู่ที่นี่ ณรงค์ บอกทันทีว่ารู้สึกมีความสุขมาก เพราะได้ทำงานทางความคิดกับคน

“ผมไม่จำเป็นต้องใช้ห้องทำงานที่สวยหรือโก้หรู เพราะไทยพีบีเอสไม่ได้ต้องการผู้บริหารแบบนั้น แต่ไทยพีบีเอสต้องการผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพทางด้านสื่อและวิชาการ เพื่อจะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย คือการบ่มเพาะจิตสำนึกสาธารณะเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น”

 

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ปฐมบทแห่งการพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/436437

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ปฐมบทแห่งการพัฒนา

โดย…วราภรณ์-พุสดี ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ทรงรับทราบความทุกข์ของราษฎรตลอดทุกพื้นที่ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงาน และทรงนำมาศึกษาค้นคว้าเพื่อหาหนทางแก้ไขบำรุงสุขให้นานาประชาราษฎร หนึ่งในโครงการที่ทำเพื่อปวงประชาราษฎรคือ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ซึ่งถือเป็นปฐมบทแห่งการพัฒนาอย่างแท้จริง

ห้องทดลองส่วนพระองค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นประชาชนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของประเทศ จึงทำให้เกิด “โครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตร สวนจิตรลดา” ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นราชฐานที่ประทับในปี 2504 โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน เพื่อศึกษา ทดลองและวิจัยหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานทางด้านการเกษตรต่างๆ เช่น การปลูกข้าว การเลี้ยงโคนม การเพาะพันธุ์ปลานิล และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผลการศึกษาสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแบบอย่างในการนำไปปฏิบัติตาม นอกจากนี้ยังเป็นการดำเนินการโดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทน จึงมีโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร เช่น เมื่อเกิดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงนมผงขึ้น เพื่อแปรรูปน้ำนมดิบให้เก็บไว้ได้นาน โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนในการก่อสร้าง และยังมีการตั้งศูนย์รวมนม เพื่อรับซื้อน้ำนมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอีกด้วย

ท่านผู้หญิงบุตรี

 

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงานอยู่ 3 ประการ คือ เป็นโครงการศึกษาทดลองเป็นโครงการตัวอย่าง ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาทำการศึกษา เพื่อสามารถนำกลับไปดำเนินการเองได้ และขอเยี่ยมชมได้ตลอดเวลา และเป็นโครงการที่ไม่หวังผลตอบแทน (เชิงธุรกิจ)

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ประธานกรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวแนะนำโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในวันเปิดโครงการพิเศษร่วมเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ปฐมบทแห่งการพัฒนาเพื่อประชาผาสุก ว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดริเริ่มทำหลายสิ่ง ทรงเริ่มทดลองเองก่อนภายในห้องแล็บส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

“ทรงเคยรับสั่งว่า ถ้าให้ชาวนาปลูกข้าว ถ้าพระองค์ไม่ทรงทราบว่าข้าวปลูกอย่างไร จะไปสอนชาวบ้านรู้เรื่องได้อย่างไร ทรงรับสั่งอีกว่า ชาวนามีภูมิปัญญาแต่ขาดโอกาส เมื่อทรงการทดลองปลูกข้าวในโครงการสวนพระองค์ สวนจิตรลดา จะได้คุยกับชาวนาได้รู้เรื่อง ตลอดระยะเวลาทรงครองราชย์ 70 ปี พระองค์ทรงศึกษา ดูแลห่วงใยประชาชนมาตลอด ทรงเข้าใจและทรงนำไปพัฒนาให้คนอื่นได้รับทราบ”

 

ท่านผู้หญิงบุตรี ยังกล่าวอีกว่า ไม่ว่าบ้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะอยู่ที่แห่งใด จะทรงมีพระตำหนัก เช่น ในส่วนภาคกลาง วังไกลกังวล ภาคเหนือ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ภาคใต้ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และทรงสร้างศูนย์การเรียนรู้ขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

“ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปที่วังไกลกังวล ซึ่งในสมัยก่อนแห้งแล้งมาก น้ำก็ไม่มี ป่าไม้ถูกตัดทำลายเกลี้ยงแล้วทรงช่วยคนอย่างไร ที่นี่จึงเกิดการศึกษาพัฒนาที่ดิน เป็นโครงการในอันดับต้นๆ เนื่องจากน้ำไม่พอ น้ำมากเกินไป น้ำไม่ทั่วถึง เช่นที่พื้นที่ดินหนองพลับ หุบกะพง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยากไปช่วย จึงทรงริเริ่มการปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่หุบกะพง เป็นต้น”

ข้าราชบริพารผู้ถวายงาน

ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ 70 ปี มีเหล่าข้าราชบริพารผู้ถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทและได้เรียนรู้จากการถวายงาน ได้แก่ ทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (อ.ก.พ.ร.)  พูดถึงการถวายงานในส่วนภาคกลางโครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ “หนองพลับ” อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

“ผมได้ถวายงานในโครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หนองพลับ ที่นี่ทำงานด้านการพัฒนาที่ดิน ซึ่งโครงการของพระบาทส

มเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มทำโครงการทดลองที่วังสวนจิตรลดา ที่นี่ถือเป็นห้องแล็บ ทรงเป็นทั้งนักปราชญ์ นักสังคมศาสตร์ ผมได้รับการสอนงานจากพระองค์แบบเลิร์นนิ่ง บาย ดูอิ้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น การรู้จักพึ่งตนเองดีที่สุด รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร การได้รับใช้ผู้อื่นทำงาน

พระองค์ทรงงานหนัก พวกเราในวันนี้โชคดีที่ได้เห็นบทบาทการทรงงานของพระองค์ ท่านเริ่มทำการทดลอง ค้นคว้าวิจัยที่วังสวนจิตรลดา และทรงแปรพระราชฐานไปวังไกลกังวลช่วงปี 2507 ทรงไปเยี่ยมคนที่สวนผัก ในขณะนั้นประชาชนยากจนแร้นแค้น น้ำก็ไม่มี เป็นที่ดินที่อยู่ชายขอบ เมื่อทรงไปเยี่ยม ทรงมีพระราชดำริว่าน่าจะช่วยแก้ไขปัญหา ประชาชนมีแรงงานแต่ไม่มีที่ดิน ต้องเช่าที่ดินของกรมป่าไม้ ดินก็แย่ ทรงรับสั่งว่า ถ้าเราจะช่วยเหลือต้องทำการจัดการที่ดินให้ดีขึ้นก่อน ซึ่งถือเป็นงานท้าทาย ทรงให้รัฐบาลอิสราเอลมาช่วย เพราะเขาเคยอยู่ในที่ดินที่เลว รัฐบาลอิสราเอลเอาความรู้ของเขามาช่วยเรา ผมได้ไปดูงานทำงานที่หุบกะพง เพื่อเอาความรู้มาดำเนินงานที่หนองพลับ จัดที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย สู่กระบวนการพัฒนาได้ เวลาเดินทางไปหนองพลับซึ่งระยะทางไกลมาก ถนนเป็นลูกรังตลอดเส้นทาง พื้นที่แต่ละโครงการมีการช่วยเหลือและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้เราทำงานร่วมกันแบบรู้รักสามัคคี”

ด้าน วารินทร์ บุษบรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการเกษตร ย้อนรำลึกการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส ตั้งแต่ปี 2516 ว่าสิ่งที่ในหลวงทรงให้ความสนพระทัยมากที่สุดที่ภาคใต้คือ น้ำ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 43 ปีก่อน ราษฎรประสบปัญหาน้ำท่วมกว่า 3 แสนไร่ จึงทรงรับสั่งให้นราธิวาสต้องแก้ไขปัญหาน้ำก่อน สองคือการพัฒนาที่ดิน เพื่อดูการเพาะปลูกที่เหมาะสม

“ที่นราธิวาสจึงเกิดโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เพื่อการพัฒนาดินและน้ำเพื่อปลูกพืชให้ได้ประโยชน์ที่สุด ที่ศูนย์การศึกษาแห่งนี้มีการทำโครงการแกล้งดิน อีกทั้งทรงรับสั่งให้ศึกษาเรื่องข้าว ซึ่งก่อนทำโครงการศูนย์การศึกษาพิกุลทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ผมมาดูงานที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เพื่อนำความรู้กลับไปปรับปรุงที่นราธิวาส และไปที่หนองพลับ จากที่ดินแห้งแล้งมาก ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองเราศึกษาเรื่องพันธุ์ข้าว 100 กว่าชนิด ทรงรับสั่งว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของไทย พันธุ์ข้าวต้องเก็บอนุรักษ์พันธุ์พืชไว้ทำพันธุ์ต่อไป มีการพัฒนาข้าวสังข์หยดซึ่งถือเป็นข้าวระดับโลก ตอนนั้นผมเป็นเกษตรกรอำเภอ นอกจากการอนุรักษ์พันธ์ุข้าว พระองค์ยังส่งเสริมให้กลุ่มปลูกหญ้าแฝกด้วย”

ขณะที่ วิริยะ ช่วยบำรุง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในข้าราชบริพารที่ถวายงาน ณ โครงการศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้สร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่ภาคเหนือเมื่อปี 2505 และทรงรับสั่งให้ตั้งศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้เมื่อปี 2524

 

“ผมได้มีโอกาสถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาหลายปี จนปัจจุบันผมอายุ 67 ปี ก็ยังถวายงานอยู่ ครั้งอดีตเมื่อปี 2530 พระองค์เสด็จฯ ศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้สามครั้ง ที่ห้วยฮ่องไคร้เมื่อครั้งอดีตแห้งแล้งจนเกือบเป็นดินแทนทะเลทราย แต่ทรงสนพระทัยทำการพัฒนา จนปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ และกรมป่าไม้ ทำงานช่วยกัน ในหลวงทรงเคยรับสั่งว่า เราต้องพัฒนาคนเสียก่อน ที่ห้วยฮ่องไคร้มีผืนดินประมาณ 8,500 ไร่ เราต้องปลูกป่าที่ใช้ได้ 3 ชนิด เช่น ไม้ใช้ได้ มีป่าไม้แดง ป่าสัก และไม้ประดู่ สองคือปลูกต้นไม้เพื่อรองรับเขื่อน สามคือน้ำทรัพย์ คือในป่ามีน้ำทรัพย์ ทำอย่างไรให้มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น และยังให้ประโยชน์คือ มีระบบพัฒนาที่ดิน และต้องรักษาป่าไม้
ไม่ให้เกิดไฟไหม้”

ต้องมีป่าที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ในหน้าแล้งช่วงเดือน พ.ค.ต.ค. ในหน้าหนาวป่าจะแล้งเพราะอากาศแห้ง ถ้าทำได้คือการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ดินเหนียวและไม้ไผ่อัดมากั้นน้ำโดยใช้แรงงานคนเพื่อให้ชาวบ้านเกิดรายได้นำเงินไปซื้อยาสีฟันได้ การทรงเป็นนักปราชญ์ของพระองค์ทำให้ทรงเห็นในบางเรื่องที่ข้าราชบริพารมองไม่เห็น เช่น เรื่องประมง การเลี้ยงปลาในอ่าง ทรงเคยรับสั่งว่า ไม่สำคัญหรอกว่าปลาจะโตหรือไม่โต แต่ถ้ามันได้เป็นอาหารตามธรรมชาติ แต่ที่สำคัญคือคนจับปลาไปไหน ถ้าจับปลาไปขายภัตตาคารถือว่าผิดวัตถุประสงค์ ต้องเลี้ยงเพื่อกินเองในครัวเรือนก่อน ถ้าเหลือแล้วค่อยเอาไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ทีวี เป็นต้น

 

หมอออนไลน์ เรื่องป่วยไข้เข้าใจไม่ยาก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/436212

หมอออนไลน์ เรื่องป่วยไข้เข้าใจไม่ยาก!

โดย…ภาดนุ

เด็กรุ่นใหม่ยุคนี้นิยมลุกขึ้นมาเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจกันเป็นว่าเล่น แต่ที่เห็นได้ชัดและเป็นที่สนใจของผู้คนมักจะเป็นเพจของบุคลากรทางการแพทย์หรือคุณหมอ ซึ่งถ่ายทอดสาระความรู้แฝงความน่ารักและความฮาผ่านคาแรกเตอร์ของตัวเองหรือตัวการ์ตูนจนมียอดฟอลโลว์เป็นหลักแสน ลองไปส่องดูซิว่ามีเพจไหนน่าสนใจบ้าง

หมอแล็บแพนด้าฮาแบบได้สาระ

ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน หรือ แม็ค นักเทคนิคการแพทย์วัย 37 ปี เจ้าของเพจ หมอแล็บแพนด้า เล่าว่า เขาเรียนจบจากคณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

“แรกๆ ผมเปิดเพจโดยใช้ชื่อจริงคือ ‘ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน’ มาตั้งแต่ปี 2013 โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ เพราะเทคนิคการแพทย์ส่วนใหญ่ทำงานในแล็บ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเราทำอะไร ส่วนใหญ่คนจะรู้จักแค่แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร ทำอะไรแค่นั้น เพราะเห็นงานที่ทำได้ชัดเจน แต่งานเบื้องหลังที่พวกเราทำไม่มีใครรู้ เมื่อคนไข้มาเจาะเลือด มาตรวจฉี่ ตรวจปัสสาวะ เขาก็ไม่ได้เจอกับเรา อย่างผมเองก็ทำงานในห้องแล็บและมีหน้าที่ตรวจเลือดเป็นหลัก ผมจึงอยากให้คนทั่วไปได้รู้ว่ายังมีนักเทคนิคการแพทย์หรือ ‘หมอแล็บ’ ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ทำหน้าที่อยู่ด้วย”

 

แม็ค บอกว่า เขาได้ถ่ายภาพห้องแล็บและการทำงานลงในเพจอยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อรู้สึกว่าจำนวนคนเข้าดูเพจไม่ค่อยขยับเพราะใช้ศัพท์เทคนิคที่ยากเกินไป แล้วคนที่มากดไลค์ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ แต่วัตถุประสงค์หลักจริงๆ คือ อยากให้คนทั่วไปเข้าใจถึงวิชาชีพนี้มากกว่า

“ตอนแรกผมก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มีคนมาสนใจเพจมากขึ้น ก็พอดีว่ามีจุดเปลี่ยนคือมีละครเรื่องหนึ่งที่มีฉากบริจาคโลหิตโดยให้เลือดแบบต่อสายตรง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ มันต้องเอาเลือดนั้นไปทดสอบผ่านกระบวนการในแล็บอีกหลายอย่าง เมื่อคนทั่วไปยังเข้าใจผิดอยู่ ผมเลยอยากออกมาให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่พวกเขา ปรากฏว่าคนสนใจและแชร์กันเยอะมาก

ผมจึงมาวิเคราะห์แล้วสรุปว่า ที่คนทั่วไปชอบเพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัว แล้วเราพูดโดยใช้ศัพท์ง่ายๆ ซึ่งนำเสนอแบบฮาๆ หน่อยก็เลยโดนใจคน ทุกเรื่องที่โพสต์ลงเพจผมจะศึกษาจากงานวิจัยเพื่อหาข้อมูลก่อนเสมอ ความเชื่อผิดๆ ของคนจึงได้รับการไขข้อข้องใจ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ติดตามก็จะได้ความรู้กลับไปด้วย”

 

แม็ค เสริมว่า คลิปหรือภาพแบบซีรี่ส์เรื่องต่อๆ มาที่โพสต์ลงไป เขาต้องศึกษาข้อมูลอย่างดีและใช้เวลาคิดมุขและใช้เวลาทำนานมากเพราะทำยาก แต่ก็พยายามทำออกมาเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้มีสมาชิกเพจร่วม 4 แสนคนแล้ว

“ผมเพิ่งเปลี่ยนชื่อเพจจากชื่อจริงมาเป็น ‘หมอแล็บแพนด้า’ ได้ 3-4 เดือนเท่านั้น ที่ต้องเปลี่ยนเพราะเมื่อคนรู้จักเยอะก็มีคนจับตามองเยอะ จะขยับตัวทำอะไรก็ยาก เพราะมีคำนำหน้าวิชาชีพ ‘ทนพ.’อยู่ และให้เพจดูมีความเป็นกันเองมากขึ้น ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น ‘หมอแล็บแพนด้า’ ที่คนเข้าใจได้ง่ายแทน

ที่มาของชื่อนี้ก็เพราะเวลาถ่ายรูปในห้องแล็บ อยู่เวรทำงานกะดึกแล้วตาผมจะคล้ำๆ โหลๆ ซึ่งเวลาถ่ายหน้าใสๆ ไปคนก็เข้ามาบอกว่า ทำไมตาไม่คล้ำล่ะ ตัวจริงหรือเปล่า ก็เลยต้องคงคอนเซ็ปต์แพนด้าไว้ เวลาถ่ายคลิปวิดีโอ ผมก็ต้องแต่งหน้าให้ตาคล้ำๆ ก่อน แต่เวลาถ่ายภาพนิ่งผมจะใช้โฟโต้ช็อปแต่งภาพ (หัวเราะ) ก็เลยออกมาอย่างที่เห็น”

 

แม็ค ทิ้งท้ายว่า เนื้อหาที่คนส่วนใหญ่ชอบจะเป็นภาพแบบซีรี่ส์ซึ่งคนกดไลค์กันถล่มทลายเพราะรู้สึกว่ามันฮา เรื่องล่าสุดก็คือ ‘จดหมายถึงจิ๋ม’ ซึ่งจะบอกวิธีดูแลของสงวนของผู้หญิงให้ถูกสุขอนามัย และไม่ทำตามความเชื่อผิดๆ หรือซื้อยาอันตรายที่ขายเกลื่อนทางอินเทอร์เน็ตมาใช้

“ก่อนจะโพสต์ภาพแบบซีรี่ส์ ผมใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะต้องค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการ นั่งคิดมุข แล้วจึงมาทำภาพทีหลัง นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอร้องแร็ปเรื่องเบาหวาน เรื่องยาลดความอ้วน ยาที่กินแล้วผิวขาว ภาพข่าวสั้นที่คนให้ความสนใจและอื่นๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้ามาถามอยู่บ่อยๆ ผมก็เลยเอาคำถามเหล่านี้มาย่อยเป็นภาพและถ้อยคำแบบซีรี่ส์สั้นๆ ให้เข้าใจง่าย คนจึงชอบและแชร์กันเยอะมากจนผมรู้สึกประทับใจ แล้วคงจะนำเสนอเรื่องดีๆ ที่มีประโยชน์แบบนี้ต่อไปครับ”

เอ้า! ใครเป็นแฟนคลับหนุ่มคนนี้ นอกจากเพจแล้วยังสามารถตามอ่านพ็อกเกตบุ๊ก “หมอแล็บ ความเชื่อผิดๆ ชิดซ้าย เรื่องหลอกลวงชิดขวา” ของเขาได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป

หมอหมึกดุ๋ยแชร์ความรู้ผ่านการ์ตูน

จากบทความสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บชวนเชื่อแบบผิดๆ บางครั้งก็ถูกบิดเบือนไปจากความจริง ทำให้ หิมะ-ปิยะธิดา โตพึ่งพงศ์ นักศึกษาแพทย์สาวชั้นปี 4 จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ลุกขึ้นมาเปิดเพจชื่อ “หมอหมึกดุ๋ย” เพื่อแชร์ความรู้ต่างๆ ผ่านภาพการ์ตูนดึงดูดความสนใจ และใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายขึ้น จนมีคนติดตามเพจของเธอหลักแสน

หิมะ-ปิยะธิดา โตพึ่งพงศ์

 

“เพจ ‘หมอหมึกดุ๋ย’ เป็นนามปากกาที่หนูกับเพื่อนใช้มาตั้งแต่ ม.ต้น ชื่อนี้เกิดจากการที่หนูเอาทิชชู่มาซับหมึกตอนวาดการ์ตูนแล้วรู้สึกว่ามันดุ๋ยๆ จึงตั้งชื่อเพจว่า ‘หมอหมึกดุ๋ย’ ค่ะ ซึ่งเนื้อหาในเพจนี้จะเป็นข้อมูลทางการ แพทย์ที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่าถูกต้องตามหลักการแพทย์ โดยข้อมูลได้ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นการ์ตูนที่เข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย”

หิมะ บอกว่า จุดเริ่มต้นในการตั้งเพจขึ้นมาก็เพราะมีข่าวว่ามีคนกินยาลดความอ้วนแล้วเสียชีวิต เธอจึงไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก นั่นเพราะหลายคนเชื่อโฆษณาในเว็บไซต์ว่ามียาที่สามารถลดความอ้วนได้ เม็ดละไม่กี่บาท อันนั้นลดแขน อันนี้ลดขา ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก

“เนื้อหาการ์ตูนความรู้ที่หนูโพสต์ลงไปตอนนี้มี 6 เรื่องด้วยกันคือ ยาลดความอ้วน ฟันผุ พยาธิในเนื้อหมู ไข้เลือดออก แพ้อาหาร และการคุมกำเนิด หนูขอยกตัวอย่างเรื่องแพ้อาหาร ภาพการ์ตูนก็จะอธิบายว่า ทำไมบางคนถึงไม่อยากกินอาหารชนิดนั้น นั่นก็เพราะกินแล้วเกิดอาการแพ้ (มิได้ล้อเล่น แพ้จริงๆ) ซึ่งเรื่องแพ้อาหารมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะคนที่กินอาหารแล้วเกิดอาการแพ้ขึ้นมา ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้จนอาจเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

 

หนูก็จะวาดเป็นรูปกุ้ง และอธิบายถึงกระบวนการย่อยจนกลายเป็นสารอาหาร เมื่อกินไปแล้วเกิดอาการแพ้ก็จะมีเม็ดเลือดขาวออกมาสร้างแอนติบอดิสู้กับสารที่แพ้ ซึ่งถ้ากินครั้งแรกอาจจะยังไม่เกิดอาการ แต่เมื่อกินครั้งที่สองแอนติบอดิก็จะทำงาน คนที่กินอาหารนั้นเข้าไปจึงเกิดอาการแพ้ขึ้นมา

หรืออย่างเรื่องการคุมกำเนิด เนื่องจากว่าเนื้อหาเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะและซับซ้อน หนูจึงลงเนื้อหาทีละตอน โดยเริ่มต้นจากการคุมกำเนิดในเพศหญิงก่อน ซึ่งจะย่อยข้อมูลให้ทราบถึงเรื่องกลไกของฮอร์โมน การทำงานของฮอร์โมนเพศหญิงแบบพื้นฐาน กลไกของประจำเดือน และยาคุมแบบรับประทานทั่วไป เป็นต้น”

หิมะ บอกว่า ก่อนวาดการ์ตูนลงเพจต้องศึกษาข้อมูลก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงวาดภาพและย่อยข้อความให้สั้นๆ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น โดยใช้เวลาวาดประมาณครึ่งวันก็จะวาดการ์ตูนเสร็จ 1 เรื่อง

 

“พอเริ่มมีคนสนใจเข้ามาติดตามเพจมากขึ้น เพื่อนๆ หนูก็จะมาแซวว่า เอ๊ะ ทำไมในเพจไม่เหมือนตัวจริงเลย (หัวเราะ) ซึ่งอาจารย์ที่สอนก็รู้เรื่องที่หนูทำเพจนี้ขึ้นมา เพราะบ่อยครั้งที่หนูต้องไปขอความรู้จากอาจารย์เพื่อมาช่วยอธิบายด้วยเช่นกัน ก็ต้องขอบคุณอาจารย์มากๆ ค่ะ

อย่างเวลาที่มีคนแชร์เรื่องที่ไม่จริงหรือเรื่องที่เข้าใจผิด เช่น หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ให้เจาะเลือดที่นิ้วจะช่วยได้ ซึ่งความจริงแล้วต้องรีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วนต่างหาก ซึ่งความรู้ผิดๆ เหล่านี้มันอาจจะก่อให้เกิดความสูญเสียหรือฆ่าคนได้ เพราะถ้าไม่รีบพาไปส่งโรงพยาบาล ผู้ป่วยอาจพิการหรือเสียชีวิตได้เลย”

หิมะ ทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เธอได้ต่อยอดจากเพจโดยพิมพ์พ็อกเกตบุ๊กรวมเล่มชื่อ “โรคภัยไม่เจ็บ” ฉบับการ์ตูนซึ่งเขียนใหม่ทั้งหมด เช่น โรคไมเกรน โรคอ้วน โรคกระเพาะ โรคกรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ และโรคออฟฟิศซินโดรม ออกมาแล้ว ใครที่สนใจก็ตามอ่านกันได้ที่ร้านหนังสือ เพราะความตั้งใจของเธอคืออยากเห็นคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น

 

แพทย์หญิงท่านหนึ่ง การ์ตูนฟรุ้งฟริ้งแฝงสาระ

“แพทย์หญิงท่านหนึ่ง” เพจการ์ตูนฟรุ้งฟริ้งแนวฟิกชั่นนัล คาแรกเตอร์ ผสมความกวนที่ถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวันของแพทย์หญิงเจ้าของเพจ มีทั้งเรื่องแซวๆ ฮาๆ ของชีวิตหมอ ทั้งเป็นโสด หาแฟนยาก อยากมีคู่ แต่ไม่ค่อยมีเวลา บทสนทนาตอนตรวจคนไข้ ฟีดแบ็กจากคนไข้ เรื่องโรคภัยต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก รวมถึงเรื่องความสวยความงาม อย่างการเลือกใช้ครีมกันแดดว่าควรเลือกอย่างไร ค่าเอสพีเอฟ ยูวีเอ ยูวีบี หมายถึงอะไร และอื่นๆ ซึ่งถ่ายทอดผ่านคำพูดสั้นๆ เข้าใจง่ายและตัวการ์ตูนทั้งฟรุ้งฟริ้งทั้งยียวนผสมกันไป

แต่ละโพสต์จะมีทั้งแซว ทั้งเสียดสีเบาๆ ออกแนวน่ารัก เช่น คาแรกเตอร์ของแพทย์หญิงสาขาต่างๆ อย่าง หมอสูตินารี หมอเมด หมอศัลย์ หมอดมยา หมอเด็ก มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไรบ้าง หรือคาแรกเตอร์แพทย์ชายแต่ละสาขา เช่น ชายออร์โธ ชายเมด ชายสกิน และชายศัลย์ มีบุคลิกและนิสัยอย่างไร เป็นต้น โดยใช้ข้อความสั้นๆ เข้าใจง่าย ได้ความฮาแฝงสาระปะปนกัน จึงถือเป็นอีกหนึ่งเพจที่สร้างสีสันให้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะตอนนี้หน้าเพจขึ้นโชว์ว่ามีคนกดไลค์ทะลุหลักแสนไปเรียบร้อยแล้ว

 

หานซิ่น ชีวิตสำคัญกว่า ความกล้าตามท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435729

หานซิ่น ชีวิตสำคัญกว่า ความกล้าตามท้องถนน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หานซิ่น (231 B.C.–196 B.C.) คือขุนพลอันดับหนึ่งในยุคก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น หานซิ่นได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจไม่เป็นสองรองจากใคร

หานซิ่นตอนวัยรุ่นเป็นเพียงชายหนุ่มยากจน ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง แต่มีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง คือชอบพกกระบี่ติดกาย

กระบี่ยุคนั้นมีความหมายมากกว่าเป็นอาวุธ เพราะเป็น Gadget แสดงชนชั้นว่าผู้ถือไม่ธรรมดา ผู้มีสิทธิพกกระบี่ในยุคนั้นต้องสืบเชื้อสายมาจากชนชั้นผู้ดีมีตระกูล ไม่ใช่ชาวนาชาวไร่

หานซิ่นพกกระบี่ติดกายในยุคนั้นจึงสื่ออยู่สองนัย

หานซิ่นน่าจะมีเชื้อสายตระกูลผู้ดี แต่ก็คงเป็นรุ่นที่ตกอับร่วงโรยและยากจน ซึ่งมีไม่น้อยในยุคนั้น กระบี่นี้ก็น่าจะเป็นกระบี่ที่สืบทอดต่อกันมา เพราะหานซิ่นเองคงไม่น่าจะมีสตางค์พอที่จะจัดกระบี่ให้ตัวเองได้

และหานซิ่นคงพยายามแสดงตัวว่าตนไม่ใช่ชนชั้นสามัญ มีความหวังจะสร้างชื่อให้ปรากฏ หรืออาจจะแค่คิดว่าถึงชีวิตจะรันทด อย่างน้อยก็มีกระบี่ไว้เป็นศักดิ์ศรีติดตัวไว้บ้าง ก็เป็นได้

หานซิ่น ทั้งยากจน ทั้งไม่มีชื่อเสียง ไม่มีฝีมืออะไรให้เล่าลือ ทำการค้าก็ไม่เป็น จะหาเลี้ยงชีพตัวเองยังไม่ได้ หานซิ่นมักไปขอข้าวนายอำเภอกินเสมอ ขอกินบ่อยเข้าภรรยานายอำเภอไม่พอใจ จึงใช้วิธีทำกับข้าวแต่เช้าตรู่แล้วรีบเร่งให้คนในครอบครัวกินให้หมด จะได้ไม่ต้องแบ่งให้หานซิ่น

หานซิ่นชีวิตรันทดแต่ไม่โง่ รู้ว่าภรรยานายอำเภอจงใจไม่แบ่งข้าวให้อีก ทั้งโมโหทั้งหงุดหงิด ตัดขาดความสัมพันธ์กับนายอำเภอ… ซึ่งอันที่จริงก็ใช่จะอยากสานสัมพันธ์กับหานซิ่น

หานซิ่นต้องหากินเอาเอง จึงไปตกปลาที่ริมน้ำ แต่ก็ตกไม่ได้ หันไปมองอาเจ้อาม่ากลุ่มหนึ่งล้างใยฝ้ายอยู่ริมน้ำ สายตาหานซิ่นดูน่าสงสาร อาม่าคนหนึ่งจึงแบ่งข้าวกล่องที่ติดตัวมาให้ทาน

หานซิ่นอาศัยขอแบ่งข้าวกล่องอาม่าอยู่หลายวัน จนงานล้างใยฝ้ายใกล้จบ อาม่าจึงบอกว่าวันหลังจะไม่มาแล้วนะ หานซิ่นกล่าวขอบคุณอาม่า แล้วบอกว่า “วันหน้าข้าจะตอบแทนบุญคุณอาม่าอย่างงาม”

อาม่าสวนทันควัน “ลูกผู้ชายแค่หาเลี้ยงตัวเองยังหาไม่ได้ ยังมีหน้าจะมาตอบแทนบุญคุณอย่างงามอะไรกัน!”

หานซิ่นในสายตาผู้คนรอบตัวถ้าไม่ใช่คนน่ารังเกียจก็เป็นแค่คนน่ารันทด

ส่วนกระบี่ดีๆ เมื่อประดับคนไม่มีราศีก็มีค่าแค่แท่งเหล็ก มันก็ไม่เคยทำให้ชีวิตวัยหนุ่มของหานซิ่นงดงามขึ้นเลย แต่กลับดูน่าหมั่นไส้ซะอีก

เมื่อทั้งน่าหมั่นไส้ทั้งน่ารันทด จึงไม่พ้นต้องมีคนดูถูก และลบหลู่

ครั้งหนึ่งมีอันธพาลกลุ่มหนึ่งหาเรื่องหานซิ่นที่กลางตลาด เรียกหานซิ่นมาท้าทายว่า “ตัวก็สูงใหญ่ กระบี่ก็ดี แต่ขี้ขลาดซะเปล่า”… “เก๋าจริงรึเปล่าเนี่ย เรา”

“มา ถ้ากล้าจริงก็ชักกระบี่ออกมาเสียบข้าซะ ถ้าไม่กล้าก็จงมาลอดหว่างขาข้าซะ”

จีนมุงเริ่มมา หานซิ่นนิ่งเงียบจ้องอยู่อันธพาลคนนั้นซักพักใหญ่ ท่ามกลางเสียงเฮของจีนมุง… ลุ้นว่าจะชักดาบออกมาหรือคลานลอดหว่างขาไป

ซักพักหานซิ่นก้มหัวลงไป แล้วคลานลอดหว่างขาอันธพาลคนนั้น เสียงชาวบ้านตบมือเฮฮาบันเทิงดังระงม ความบันเทิงกลางตลาดก็จบไปอีกหนึ่ง

หานซิ่นเอาตัวรอดมาอย่างน่าอับอาย

ผ่านไปไม่กี่ปี หานซิ่นอาสาเข้าร่วมทัพกับเซี่ยงอวี่ ขุนพลตัวเก็งที่น่าจะได้ครอบครองแผ่นดิน แม้เขาพยายามเสนอตัวแสดงศักยภาพทางการทหาร แต่เซี่ยงอวี่ไม่เห็นค่า กลับให้เขาเป็นแค่ทหารชั้นเลว

หานซิ่นจึงลองเข้าร่วมกลุ่มหลิวปัง ผู้นำซึ่งเป็นลูกไล่เซี่ยงอวี่ทั้งชื่อชั้นและฝีมือ ช่วงแรกหานซิ่นก็เป็นแค่นายทหารธรรมดา แม้จะแสดงวิสัยทัศน์อย่างไรก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครแคร์ จะมีก็แต่เซียวเหอที่ปรึกษาคนสำคัญของหลิวปัง ที่เห็นความไม่ธรรมดาของหานซิ่น

แต่หานซิ่นรอมาเนิ่นนานไม่เห็นหนทางไต่เต้า จึงทอดถอนต่อโชคชะตา และหนีไปหาหนทางอื่นต่อ เซียวเหอเห็นไม่ได้ทีลงทุนออกตามหานซิ่นกลับมา แล้วแนะนำให้หลิวปังใช้หานซิ่นเป็น ผบ.ทบ. แรกๆ หลิวปังไม่ได้เชื่ออะไร แต่ต่อมาจึงค้นพบว่าหานซิ่นเป็นตัวจริงที่ทำให้หลิวปังสามารถเอาชนะเซี่ยงอวี่ได้

หลิวปังได้แผ่นดินไปครอง หานซิ่นกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้มีความชอบสูงสุด

หลังจากนั้นชีวิตหานซิ่นยังต้องเผชิญมรสุมขึ้นลงอีกมากตามภาษาแม่ทัพมือหนึ่ง ทุกวันนี้สุภาษิตหลายประโยคของจีน สืบทอดมาจากวีรกรรมและกลยุทธ์การรบของหานซิ่น

หานซิ่นคงจะไม่มีชื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ หากข้ามผ่านวันอันรันทดเมื่อวัยหนุ่มเหล่านั้นมาไม่ได้

วินาทีก่อนที่หานซิ่นจะตัดสินใจลอดหว่างขาอันธพาลนั้นไป หานซิ่นยืนนิ่งอยู่นาน หานซิ่นคิดอะไร?

“วันนี้ยอมมันไปก่อน วันหนึ่งข้างหน้าข้าจะเป็นใหญ่”…ก็อาจจะ/ “ชีวิตมีค่า อย่าเพิ่งเอามาทิ้งด้วยศักดิ์ศรีโง่ๆ”… ก็ไม่แน่/ “ไอ้พวกอันธพาล มีเรื่องกับมันวันนี้ไม่จบแน่”…ก็เป็นได้/ หรือแค่ “อย่าหาเรื่องเจ็บตัวดีกว่า ยอมพวกนั้นไปเหอะ”…แค่นั้นเอง

หลายคนคงอยากรู้ว่าวีรบุรุษยามตกอับมองไม่เห็นอนาคตคิดอย่างไร เห็นทีคงจะต้องปลุกหานซิ่นขึ้นมาเท่านั้นถึงรู้ได้

แต่ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น… หานซิ่นหลังจากได้ดิบได้ดี เดินทางกลับไปหาอาม่าใยฝ้ายที่เคยแบ่งข้าวให้กิน ตบรางวัล 1,000 ตำลึง พร้อมบอกว่า “ท่านเป็นคนดี รางวัลนี้แค่ให้ไว้ก่อนเท่านั้น วันหลังมีอีกแน่”

แล้วจึงแวะไปบ้านนายอำเภอ แต่คราวนี้ให้แค่ 100 ตำลึง พร้อมกล่าวว่า “รางวัลมีแค่เท่านี้ สำหรับท่านที่ดันช่วยคนแล้วช่วยไม่สุด”

คิวต่อไปจึงเป็นอันธพาลที่ให้หานซิ่นลอดหว่างขา ต่อหน้าหานซิ่น อันธพาลตัวสั่นงันงก ด้วยฐานะหานซิ่นทุกวันนี้ จะฆ่าเขาก็เหมือนคิดขยี้มดปลวก

แต่หานซิ่นกลับแต่งตั้งอันธพาลคนนั้นเป็นผู้กองมีหน้าที่ดูแลท้องที่ (แปร่งๆ ชอบกล) แล้วบอกกับผู้คนว่า “คนคนนี้เป็นนักเลงนักรบ อดีตตอนเขาดูถูกข้า ข้าจะลงมือฆ่าเขาไม่ได้หรือ? ได้! แต่ฆ่าเขาแล้วจะได้ชื่อเสียงอะไร ฉะนั้นข้าจึงทนการลบหลู่ จนมีทุกวันนี้ได้”

ไม่ต้องปลุกหานซิ่นขึ้นมาถามแล้ว เพราะหานซิ่นประกาศความคิดตัวเองจารึกลงในประวัติศาสตร์เรียบร้อย “สู้ได้ ฆ่าได้ แล้วได้อะไร มิสู้อดทนไปเพื่อวันข้างหน้า”

อาจเป็นคำประกาศที่ต้องสงสัย เพราะมองยังไง หานซิ่นก็ได้ประโยชน์จากคำประกาศนี้ หนึ่งคือได้ชื่อเรื่องความใจกว้าง และอันธพาลคนนั้นจะต้องสำนึกบุญคุณพร้อมกลายเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาความใจกว้างของเขาไปทั่ว สองคือได้แก้เก้อว่าอันธพาลที่ลบหลู่เขาได้ก็ไม่ใช่ย่อย

ซึ่งหากหานซิ่นเดินหมากแก้แค้นรังควาญ เท่ากับหานซิ่นโดนลบหลู่จริง และใจแคบ รังแกคนต่ำศักดิ์

ไม่ว่าหานซิ่นคิดแบบนั้นจริงหรือไม่ ก็เชื่อว่าปลุกหานซิ่นขึ้นมาถามทีไรก็คงได้คำตอบครือๆ กัน เพราะมันเป็นคำตอบที่ “หล่อมาก”

อย่างไรก็ตาม หานซิ่นคือผู้รอดและผู้ชนะ ย่อมถือสิทธิย้อนกลับไปลิขิตความคิดตัวเองได้อย่างเต็มที่ และถึงหานซิ่นจะคิดอย่างไร ถ้าหานซิ่นไม่อดทนต่อการลบหลู่ต่างๆ นานาได้จริง แต่กลับท้อถอย หรือกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคน ก็คงไม่มีวันนี้ของหานซิ่นจริงๆ

ยังไงก็ต้องให้เครดิตหานซิ่นว่าตัดสินใจไม่ผิด

ชีวิตมีค่ามากกว่าเกียรติยศชื่อเสียงตามท้องถนนมากนัก ความกล้าเพื่อลบคำสบประมาทริมทางไม่จบด้วยการปะทะต่อยตีเจ็บตัว ก็จบด้วยชีวิต

อดทนต่อคำลบหลู่ คำสบประมาท เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้ประสบความสำเร็จ

ขอเพียงยังมีลมหายใจ ชีวิตยังมีโอกาสไขว่คว้าเกียรติยศชื่อเสียงที่สูงส่งและเป็นสาระกว่า มีสติและคิดชั่งผลดีผลเสียเข้าไว้ ถึงไม่ได้เป็นแม่ทัพ วันหน้าวันหลังก็ยังมีอะไรดีๆ ให้ทำอีกเยอะ…

 

โรคนี้ก็มีด้วย โรคกลัวการเป็นโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/436000

โรคนี้ก็มีด้วย โรคกลัวการเป็นโสด

โดย…อณุสรา ทองอุไร / ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

กลัวการเป็นโสด โรคนี้จะเป็นมากในกลุ่มผู้หญิง จากประเทศที่พัฒนาน้อย มีปัญหาเรื่องความเชื่อและวัฒนธรรมเข้ามาผสมผสาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีโอกาสทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ถ้าไม่แต่งงานชีวิตจะลำบาก จำเป็นต้องมีสามีเลี้ยงดูช่วยเหลือ จึงอยากแต่งงานให้จบๆ ไป

สำหรับประเทศไทยปัญหาเรื่องนี้ก็มีอยู่บ้าง ในผู้หญิงที่มีบุคลิกแบบภาวะพึ่งพิงอ่อนแอ ที่อยากให้มีใครเคียงข้างช่วยเหลือเสมอ นิสัยอ่อนๆ ไม่เข้มแข็ง จึงมักจะรีบตัดสินใจแต่งงานโดยไม่เลือกเฟ้นผู้ชายที่ดีพอ คือรีบร้อนในการตัดสินใจ เมื่อแต่งงานไปแล้วเจอปัญหาชีวิตคู่ที่ถูกทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจก็จะไม่กล้าหย่า เพราะกลัวต้องออกมาอยู่คนเดียว จะแย่แค่ไหนก็จะทนอยู่กับสามีแม้จะระทมทุกข์เพียงใดก็ตาม

ด้านผู้หญิงรุ่นใหม่ในกลุ่มคนชั้นกลาง แม้จะมีการศึกษาพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่พอถูกถามบ่อยๆ เรื่อยๆ กลายเป็นความกดดัน ไม่อยากฟัง เครียด เก็บกด กลายเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า โรคกลัวการเป็นโสด (Anuptaphobia) คือกลัวการอยู่คนเดียวอย่างรุนแรง ซึ่งถือว่าเป็นโรคทางจิตใจชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อกลับบ้านต่างจังหวัดจะถูกญาติๆ และเพื่อนบ้านถามว่า ยังไม่แต่งงานอีกหรือ ทำไมล่ะ คนถามอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่คนถูกถามอาจจะเจ็บคันจิตใจไม่น้อย มาดูกันว่าโรคนี้คืออะไร ระดับไหนถึงเข้าข่ายว่าเป็น

 

โรคกลัวการเป็นโสดคืออะไร

ในทางจิตวิทยาได้จัดโรค Anuptaphobia ไว้ว่าเป็นโรคกลัวชนิดเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia) สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย แน่นอนว่าจะเกิดกับผู้หญิงวัยสาวตอนปลายมากที่สุด โรคนี้อาจมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย แต่โดยส่วนมากนักจิตวิทยาจะพบว่าความกลัวนั้นๆ มีสาเหตุมาจากสิ่งที่ฝังใจ เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในวัยเด็ก เช่น อาจสัมผัสได้ถึงความเหงาและความอ้างว้างจากคู่รักที่เลิกรากันไป หรือเห็นคนโสดใกล้ตัวดูเศร้าหมองไม่มีความสุข ทว่าโรคนี้ก็ยังมีสาเหตุได้จากพันธุกรรม หรือลักษณะบางอย่างของยีนด้วย แต่ก็ยังมีรายงานว่าพบผู้ป่วยโรคนี้จากสาเหตุแรกมากกว่า

แค่ไหนถึงเรียกว่าเป็นโรคกลัวการเป็นโสด มีอาการบ่งชี้เบื้องต้นมาให้ตรวจวัดกันว่าเข้าข่ายหรือไม่ ลองถามใจดูอีกทีว่าที่เป็นโสดอยู่ตอนนี้เรารู้สึกกลัวสถานะของตัวเองบ้างหรือเปล่า แล้วถ้าต้องขึ้นคานจริงๆ คิดว่าตัวเองจะรับมือกับการอยู่ตัวคนเดียวได้ไหม

ถ้าตอนนี้สถานะของตัวเองคือ โสด โปรดจีบ แสดงว่าคุณก็ไม่ค่อยจะมีความสุขกับการอยู่คนเดียวสักเท่าไรจริงไหม และแม้ว่าใครๆ ก็น่าจะไม่ชอบที่ต้องใช้ชีวิตตามลำพัง ทว่าในโลกนี้ยังมีอาการกลัวเป็นโสดขั้นกว่าที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า ป่วยเบาๆ หรือที่เรียกว่า โรคกลัวการเป็นโสดอยู่ด้วยนะรู้ยัง

อาการบ่งชี้

นอกจากจะต้องถามใจเพื่อเช็กสุขภาพจิตตัวเองสักหน่อยแล้ว ยังสามารถบ่งชี้ความเป็นโรค จากอาการเหล่านี้

1.รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เหมือนชีวิตต้องการใครสักคนมาเติมเต็มอยู่ตลอด โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปไหนมาไหนคนเดียว หรือต้องทำอะไรตามลำพังบางครั้งอาจมีความรู้สึกกังวลมากถึงขั้นรู้สึกเครียด

2.อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ ถ้าอยู่คนเดียวจะนอนไม่หลับ ทำอะไรไม่ถูก ต้องหาเพื่อนมานอนด้วย หรือมักจะเป็นคนที่มีนิสัยติดเพื่อนฝูงหนักมาก

3.หมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะมีแฟน การแต่งงาน หรือชีวิตคู่ในอนาคต ชอบมโนถึงความรักที่สวยงาม ความสุขของการมีคู่ โดยไม่สนใจความเป็นจริง

 

4.มีความสุขกับการเพ้อว่าได้รักกับคนที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งวาดฝันความสุขกับคนที่ไม่เคยสนใจเรา หรือเพ้อว่าได้รักกับดารา นักร้อง คนที่เพิ่งพบกันครั้งแรก คนที่เจอในโลกโซเชียล หรือแม้กระทั่งกับคนที่ตัวเองรู้สึกไม่ชอบหน้า

5.ไขว่คว้าหาความรัก เฝ้านับวันที่จะมีแฟนสักที หรือชอบคิดเล่นๆ ถึงวันที่จะมีความรัก

6.มักจะดำเนินความสัมพันธ์ในโลกของจินตนาการ คือเมื่อมีรักก็มักจะเป็นคนชอบเพ้อเจ้อ เหมือนอยากให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ มีความคาดหวังว่ารักต้องดีงามที่สุด ทำให้ต้องเจอกับปัญหาความสัมพันธ์บ่อยครั้ง หรือต้องจบความสัมพันธ์ไปซะทุกที

7.รักแบบแสดงความเป็นเจ้าของมากๆ ชนิดที่ไม่เว้นช่องว่างให้คนรัก หรือต้องมีเขาอยู่ข้างๆ ทุกเวลาที่ตัวเองต้องการ

8.พยายามที่จะมีความรัก โดยไม่สนใจว่าคนที่จะมาอยู่ข้างๆ จะเป็นใคร มีนิสัยที่เข้ากันได้หรือไม่ ทำให้ความรักมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หรือต้องจบความสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว

9.เกิดความรู้สึกกลัวจนเหงื่อแตก ใจสั่น รู้สึกเหมือนไม่สบาย หากต้องอยู่ตามลำพัง

การวินิจฉัยและการรักษา

เพราะในโลกนี้อาจมีคนขี้เหงาจำนวนไม่น้อย ฉะนั้นการจะวินิจฉัยผู้ป่วยโรคนี้ได้อาจต้องอาศัยแบบทดสอบทางจิตวิทยาร่วมกับการวิเคราะห์อาการของโรคด้วย ซึ่งหากลองเช็กแล้วว่าตัวเองกลัวการเป็นโสดมากจนเข้าข่ายอาการของโรค กรณีนี้แนะนำให้ไปพบจิตแพทย์เพื่อความชัวร์อีกที

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต และแพทย์ที่ปรึกษาประจำโรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ของโรคที่เข้าขั้นว่าเป็นโรคนี้จริงๆ นั้นมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ที่เหลือนั้นส่วนใหญ่จัดเป็นเพียงแค่ความเครียดวิตกกังวล ไม่ถึงขั้นทุรนทุรายรุนแรง การรักษาจึงต้องประเมินเป็นรายๆ ไป ถ้าแค่วิตกกังวลก็อาจจะมาปรึกษาเพื่อรับข้อแนะนำ ถ้าไม่ดีขึ้นก็อาจจะใช้ยาช่วยเพื่อลดความกังวล ทำจิตบำบัด เพราะบางรายอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าตามมา

 

“ข้อแนะนำเพื่อลดความเครียดเบื้องต้นก็คือ ปรับมุมมองความคิดของตัวเองใหม่ ว่าถ้าแต่งแล้วเจอคนไม่ดีจะแย่ยิ่งกว่า ควรดูแลตัวเองให้ดีทำร่างกายให้ร่าเริงแจ่มใสอ่อนหวาน วางตัวให้ดีให้
น่ารัก มีอะไรบกพร่องก็ให้แก้ไข เมื่อเจอคนดีจะได้มีโอกาสมากขึ้น หรือเอาเวลาไปออกกำลังกายไปเรียนไปทำอะไรที่ชอบจะได้ไม่หมกมุ่นกับเรื่องนี้เกินไป”

โดยปกติแล้วความกลัวชนิดจำเพาะเจาะจงอย่างนี้ อาจรักษาได้ด้วยการให้คำปรึกษา การเยียวยาด้วยการบำบัดตามหลักจิตวิทยา เช่น การบำบัดด้วยวิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง โดยฝึกให้ผู้ป่วยค่อยๆ ทนกับการอยู่คนเดียว หรือแพทย์อาจเลือกใช้วิธีสะกดจิตบำบัด โน้มน้าวให้ผู้ป่วยเชื่อว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หรือบำบัดด้วยการปรับทัศนคติเกี่ยวกับการต้องอยู่คนเดียวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การใช้ยารักษาโรคยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก เพราะยารักษาอาจมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก และอาจต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ทว่าจิตแพทย์ก็อาจจ่ายยาคลายเครียดเพื่อช่วยบรรเทาอาการในเบื้องต้นไปก่อน

ผู้ป่วยโรค Anuptaphobia อาจมีโรค Gamophobia หรือโรคกลัวการแต่งงานแฝงมาด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ามีประสบการณ์กับความรักที่เจ็บปวดมาเยอะ หรือมีความคาดหวังสูงมากกับคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต จนทำให้รู้สึกไม่มั่นใจว่าคนที่ตัวเองเลือกจะดีพอไหม และจากคนที่กลัวขึ้นคานก็กลายเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง

 

แค่รอคนที่ใช่…ไม่เห็นจะกลัว

ชัญญาภัค วิทยาอนุมาส นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนักพยากรณ์จากไพ่ออราเคิล กล่าวว่า เธอนั้นไม่กลัวความโสดเลย แม้วันนี้จะอายุเฉียดเลขสี่ก็ยังโสดและมีความสุขดี วันนี้ก็ทำให้ดีที่สุด วาง
ตัวให้ดี ทำตัวเองให้ดูดีสวยงามมีคุณค่าและเป็นตัวของตัวเอง เธอเชื่อว่าสิ่งดีๆ เหล่านี้จะดึงดูดคนที่เราคู่ควรและเหมาะสมเข้ามาเอง ที่ยังไม่เลือกเพราะคิดว่ายังไม่ใช่คนที่ดีที่สุดสำหรับเรา ในเมื่อเราเองก็มีความพร้อมทุกอย่าง ถ้าไม่เจอคนที่คิดว่าดีว่าใช่จะตัดสินใจผิดๆ ไปให้ชีวิตเสียหายทำไม ถ้าไม่ใช่ไม่เลือกแน่นอนค่ะ

“เชื่อว่าน่าจะมีคนที่ใช่ของเรา บอกไม่ได้ว่าจะเจอเมื่อไหร่ ช้าหรือเร็วคงอยู่ที่บุญวาสนาที่ทำด้วยกันมา เราอาจจะต้องผ่านเหตุการณ์ดีหรือร้ายกันก่อนที่จะได้มาเจอกัน ถ้ามีบุญร่วมกันมาเราจะได้คู่ที่ดีในเวลาที่เหมาะที่ควร แต่ถ้าไม่มีก็อยู่คนเดียวเป็นคนดีดูแลตัวเองและช่วยเหลือสังคมต่อไปก็สบายใจดีไม่มีปัญหาอะไรเลย” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มสบายๆ

ด้าน มนูญสินี ฟูตระกูล นักดูแลภาพลักษณ์ให้กับองค์กรต่างๆ จากบริษัท มิร์เรอร์ เมอริต ดิ อิมเมจ คอนซัลแทนต์ส บอกว่า ความสำคัญของชีวิตในวัย 39 ปี คือ งาน และคุณแม่ยังมอบภาระพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ให้อีกหน้าที่หนึ่งด้วย “โสดไม่สนิท ไม่คิดแต่งงาน” ด้วยเหตุผลคู่คิดเป็นผู้หญิงด้วยกัน แน่นอนว่าหญิงสาวฐานะดี บุคลิกดี ก็ย่อมมีผู้ชายมาขายขนมจีบไม่ใช่น้อย แต่ไม่ขอตอบรับความสัมพันธ์ที่ต้องพิจารณามากที่สุดในชีวิต

“ไม่ได้หวงความโสด แต่เสียดายเวลาค่ะเพราะขณะที่ดิฉันโสด เพื่อนๆ เรานี่หย่าร้างไปแล้วหลายคน เวลาเอากลับมาไม่ได้ ผู้ชายที่เข้ามาดิฉันมองคนศีลเสมอกัน คือ 1.ครอบครัว ไม่ใช่ร่ำรวยนะคะ แต่มีจิตใจดีมีเมตตาต่อกัน 2.ปัญญา มองโลกไม่ต่างกัน 3.เสียสละ ต้องมีให้กัน ดิฉันมองสามเรื่องนี้ยาวเลยค่ะ ไม่มีใครถูกใจเสียทีนะคะ ขณะที่ผู้หญิงจะง่ายกว่าเพราะการคบกันในแบบกัลยาณมิตร เพราะฉะนั้นเรื่องแต่งงานสำหรับดิฉันบอกเลยค่ะ ไม่ง่ายแน่นอน” มนูญสินี บอกพร้อมสียงหัวเราะ

 

10 เคล็ดลับ การทำงานให้มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435926

10 เคล็ดลับ การทำงานให้มีความสุข

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

หน้าที่การงานบ่งบอกคุณภาพชีวิตและฐานะทางสังคมที่ดี จึงทำให้คนส่วนมากจมอยู่กับการใช้ชีวิตในที่ทำงาน และคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน” แนะเคล็ดลับง่ายๆ 10 วิธีการสร้างความสุขเมื่อทำงาน ซึ่งช่วยให้เกิดผลที่ดีทั้งตัวเองและองค์กร

1.ออกจากบ้านให้เร็วที่สุด เป็นการสร้างวินัยและถ้าทำได้ก็สร้างความสุขให้แก่มนุษย์ออฟฟิศได้ดีมาก การฝึกตื่นเช้าสำหรับหลายๆ คนอาจจะเป็นเรื่องยากเย็น อาจลองหาเหตุผลดีๆ สักข้อ กำหนดอะไรบางอย่างสำคัญๆ ที่จะต้องทำให้เป็นวันพิเศษอีกวัน ก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นจากเตียงได้ง่ายขึ้น เช่น สาวๆ ซื้อชุดทำงานใหม่มาพร้อมเครื่องสำอางเซตใหม่ ก็เป็นการสร้างความสดใสสวยๆ ให้ตื่นเช้าได้สบายๆเลยทีเดียว

2.กล่าวคำทักทายตอนเช้า เริ่มต้นวันด้วยการกล่าวทักทายทุกๆ คนที่ออฟฟิศด้วยคำว่า สวัสดี ไม่ลืมรอยยิ้ม แล้วเมื่อเราได้รับคำทักทายพร้อมรอยยิ้มกลับมา บรรยากาศแห่งความสุขเกิดขึ้นได้แม้เพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านี้เอง แนะนำข้อนี้โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นพนักงานหน้าใหม่ในออฟฟิศ การตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ๆ ก็อาจทำให้สีหน้าเคร่งเครียดโดยไม่รู้ตัว ส่องกระจกในห้องน้ำแล้วยิ้ม ช่วยลดความซีเรียส ลดความตื่นเต้นได้เยอะเลย

3.สร้างมิตรผูกพัน ความมีมนุษยสัมพันธ์เริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลต่างๆ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก รวมไปถึงการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย การแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น ตลอดจนการแสดงกิริยาท่าทางและการใช้วาจาเพื่อสร้างความคุ้นเคย การรักษาความสัมพันธ์อันดีงามไว้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

4.ตั้งคำถามกับตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำอยู่หรือไม่? ถ้าทำงานแล้วไม่สนุกกับสิ่งที่ทำ ควรทำอย่างไร? หรือทำไมรู้สึกเบื่อหน่ายเกือบทุกๆ เช้าเมื่อก้าวเข้าออฟฟิศ? ทำไมช่วงเวลาในการทำงานจึงเชื่องช้ามาก กว่าจะพ้นผ่าน 9 ชั่วโมงในแต่ละวัน? หรือถ้ามีโอกาสที่จะลางานก็รีบทำทันที…ใช่หรือไม่? ถ้ามีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาแค่เพียง 1 คำถาม ก็คงต้องถึงเวลาเปลี่ยนงานกันได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่มีโอกาสในการเริ่มต้นงานใหม่ก็ควรเปลี่ยนทัศนคติโดยเร็ว ลองบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะตั้งใจทำงานที่ฉันรัก” ย่อมสร้างกำลังใจได้ดีกว่าพูดว่า “ทุกวันก็มีแต่งานเดิมๆ ซ้ำๆ น่าเบื่อ” ซึ่งทำให้เบื่องานมากกว่าเดิม

5.อย่าต่อว่าองค์กร ทุกๆ แห่งย่อมมีปัญหาและอุปสรรค แต่ถ้าเราไม่มีความรู้สึกผูกพันกับองค์กร ความรู้สึกของคำว่า “ทนอยู่” จะเกิดขึ้นได้ทันที อย่าทำงานเพียงรอรับเงินเดือนเมื่อครบสิ้นเดือนเท่านั้น แล้วถ้ามีปัญหาก็อย่าต่อว่าหรือพูดถึงองค์กรของคุณในทางที่ไม่ดี เช่น ปรับเงินเดือนโบนัสน้อยเกินไป การเลือกทำงานอยู่ในองค์กรแห่งนี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเองทั้งสิ้น แล้วออฟฟิศก็เป็นที่ที่เราใช้เวลามากกว่าเวลาที่บ้านเสียอีก

6.อย่าดูถูกเพื่อนร่วมงาน การตั้งเป้าหมายที่สูงลิ่วก็อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกแบบนี้โดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานโดยลำพัง และความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของบุคคลรอบข้างตัวคุณ ถ้าต้องมีการขอความร่วมมือ หรือคุณต้องเป็นฝ่ายให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ แก่เพื่อนร่วมงาน ควรมองคนที่คุณค่าแท้จริง และอย่าลืมว่าทุกคนมีทักษะและความชำนาญในงานที่แตกต่างกันไป คุณทำงานของคุณได้ แต่คุณอาจไม่สามารถทำงานของคนอื่นได้ และการวัดคุณภาพของคนทำงานได้ดีไม่ใช่แค่การศึกษาระดับปริญญา แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้วัดความสามารถ เช่น การควบคุมอารมณ์ (Emotional Quotient : EQ) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) คนทำงานควรศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับคนได้ทุกประเภทและทุกระดับ

7.ถ้างานผิดพลาด อย่าคิดแต่หาคนรับผิดชอบเท่านั้น คนทำงานย่อมเกิดความผิดพลาดได้ทุกคน ซึ่งแตกต่างจากคนที่ไม่เคยผิดพลาดเพราะนั่นคือคนที่ไม่เคยทำงานเลย นี่เป็นสัจธรรม เมื่อเกิดความผิดพลาดต้องมุ่งสู่การแก้ไขให้รวดเร็วที่สุด การได้รับมือกับปัญหาทำให้ได้เรียนรู้ความผิดพลาดในครั้งนี้อีกด้วย

8.คิดบวก เป็นเรื่องนำมาใช้ได้ตลอดกาล การปรับความคิด ทัศนคติ โดยให้มองโลกในทางบวกไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งบุคคลนอกออฟฟิศที่ต้องติดต่อด้วย

9.สร้างความสุขในที่ทำงาน การให้ในที่นี้หมายความรวมถึงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้สึกดีๆ ให้กำลังใจ ให้โอกาสเพื่อนร่วมงาน และให้อภัยเพื่อนร่วมงานด้วย ในบางออฟฟิศสิ่งที่มักจะขาดแคลนก็คือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

10.สร้างความกระตือรือร้น นอกจากนำไปสู่ความสำเร็จ ก็ช่วยทำให้งานที่ดูยากๆ กลายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อหน่าย พลังจะเพิ่มได้ถึง 2-3 เท่า เพราะแสดงถึงการมีกำลังใจ มีพลัง มีความเชื่อมั่นที่สูง ส่งผลให้เกิดการลงมือทำโดยเร็ว ความกระตือรือร้นเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนจะต้องมี เป็นภาวะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้การลงมือทำที่ตื่นเต้น สนุกสนาน ทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดพลอยกระตือรือร้นตามไปด้วย

 

‘ทุกที่ทุกเวลา’ กิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพดีของคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435822

‘ทุกที่ทุกเวลา’ กิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพดีของคนไทย

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม (Physical Activity : PA) เพียงร้อยละ 67.6 และเยาวชนที่อายุ 6-14 ปี มีกิจกรรมทางกายลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราอ้วนลงพุงที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมีการกล่าวถึง “กิจกรรมทางกาย” (Physical Activity) และการออกกำลังกาย (Exercise) ปะปนกันอยู่เสมอ จนบางครั้งชวนให้สงสัยว่า “กิจกรรมทางกาย” กับ “การออกกำลังกาย” เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?

กิจกรรมทางกาย หมายถึง การเคลื่อนไหวของร่างกายที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อลาย และการหดตัวนี้ต้องมากพอที่จะทำให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางกาย โดยการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมทางกายที่มีลักษณะทำซ้ำไปซ้ำมาตามโครงสร้าง หรือแบบแผนกิจกรรมที่ได้กำหนดไว้แล้ว ทั้งนี้มักมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะปรับปรุงสมรรถนะทางกายให้ดีขึ้น หรือคงสภาพสมรรถนะที่มีอยู่เอาไว้

องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความว่า กิจกรรมทางกายไม่ได้จำกัดเฉพาะการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเท่านั้น แต่รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อและพลังงานในชีวิตประจำวันทั่วไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในการทำงาน เช่น การขึ้นบันได การเดินระหว่างอาคาร การเดินทาง เช่น การเดิน หรือปั่นจักรยานไปยังสถานที่ต่างๆ หรือกิจกรรมนันทนาการ เช่น การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา

เพราะฉะนั้นกิจกรรมทางกายจึงทำได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อสุขภาพที่ดี

 

กิจกรรมทางกายในความเข้าใจที่ถูกต้อง

องค์การอนามัยโลกได้แนะนำระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสำหรับเด็กอายุ 6-17 ปี อย่างน้อย 60 นาที/วัน สำหรับกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง/หนัก สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ สำหรับกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง หรืออย่างน้อย 75 นาที/สัปดาห์

สำหรับกิจกรรมทางกายระดับหนัก โดยให้มีกิจกรรมในแต่ละครั้งอย่างน้อย 10 นาทีขึ้นไป ส่วนวัยสูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปนั้น มีข้อแนะนำเช่นเดียวกับวัยผู้ใหญ่ แต่ให้เพิ่มเติมการฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งด้วย โดยสามารถดูระดับของกิจกรรมทางกายอย่างง่ายคือระดับปานกลาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำแล้วเริ่มหายใจลำบาก แต่ยังพูดเป็นคำได้ เช่น การเดินเร็ว ส่วนกิจกรรมระดับหนัก เป็นกิจกรรมที่ทำแล้วหายใจหอบจนพูดไม่เป็นคำ เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ เป็นต้น

กิจกรรมทางกายแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 1.ทำงานที่ออกแรงอย่างหนัก (Vigorous work) 2.ทำงานที่ออกแรงปานกลาง (Moderate work) 3.การเดินทางที่ออกแรงปานกลาง (Moderate travel) 4.การออกกำลังกายในยามว่างอย่างหนัก (Vigorous leisure or exercise) และ 5.การออกกำลังกายในยามว่างอย่างปานกลาง (Moderate exercise)

โดยในชีวิตประจำวันสามารถแบ่งกิจกรรมทางกายในการใช้พลังงานให้หมดไปได้โดยที่ไม่ต้องไปออกกำลังกายอย่างจริงจัง นั่นก็คือกิจกรรมทางกายที่เกี่ยวกับการทำงาน (Work-related physical activity) โดยประเมินจากอิริยาบถส่วนใหญ่ที่ใช้ในการทำงาน เช่น ยืน นั่ง หรือเดิน และประเภทของงานที่ทำ โดยดูจากลักษณะการออกแรงในการทำงาน ร่วมกับระยะเวลาที่ใช้ในการทำงาน (เป็นชั่วโมงและนาที) ต่อวัน และจำนวนวันต่อสัปดาห์ โดยพิจารณารวมทั้งงานที่ก่อให้เกิดรายได้และไม่เกิดรายได้

 

กิจกรรมทางกายที่เกี่ยวกับการเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางไปทำงาน ไปซื้อของ ไปจ่ายตลาด ไปทำธุระต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการเดินทางที่ใช้การเดินหรือการขี่รถจักรยานเป็นเวลาตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไป ส่วนการเดินทางโดยวิธีอื่นๆ เช่น การขับรถยนต์ไปโดยสารยานพาหนะอื่นๆ ไป ไม่รวมอยู่ในกิจกรรมทางกายด้านนี้ โดยพิจารณาร่วมกับระยะเวลาที่ใช้เดินหรือขี่จักรยานไปในแต่ละวัน และเป็นจำนวนวันต่อสัปดาห์

กิจกรรมทางกายในเวลาว่างจากการทำงาน กิจกรรมเหล่านี้เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายในเวลาที่นอกเหนือเวลาทำงานและการเดินทาง เช่น การนอนดูโทรทัศน์ การนั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ การทำสวน หรือการออกกำลังกายทั้งอย่างหนัก เช่น เต้นแอโรบิก การวิ่ง เล่นเทนนิส และการออกกำลังกายปานกลาง เช่น เดินเร็วๆ ว่ายน้ำ ฯลฯ

“ปฏิญญากรุงเทพฯ” ความหวังปลายปี 2559

กลุ่มกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย เรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary behavior) ที่คนไทยปัจจุบันมักจะมีพฤติกรรมนี้มากขึ้น เช่น การนั่งทำงาน การนั่งประชุม การนั่งหรือนอนเล่นโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ทำให้มีเวลาและโอกาสในการออกกำลังกายน้อยลง

การมีกิจกรรมทางกายสะสมในแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยเฉพาะในเวลาทำงาน หรือการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการลุกยืน และเดินไปดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำ การยืนในช่วงเวลาเบรก หลังจากนั่งเก้าอี้ทำงานทุก 1 ชั่วโมง การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การเดินหรือปั่นจักรยานมาทำงานหรือในการเดินทาง การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน การลงรถโดยสารประจำทางก่อนถึงจุดหมาย การจอดรถให้ไกลจากอาคารมากขึ้น เหล่านี้ล้วนช่วยส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยได้มีกิจกรรมทางกายเพิ่มมากขึ้นในวิถีชีวิต และเป็นการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งด้วย

 

การขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายสู่ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) และนโยบายสาธารณะ เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ ครั้งที่ 6 (The 6th ISPAH Congress; International Congress on Physical Activity and Public Health – ISPAH) ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ว่า ปัญหาการขาดกิจกรรมทางกาย เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประชากรโลกเกิดความเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases, NCDs)

“แผนกิจกรรมทางกายมียุทธศาสตร์การทำงานที่สำคัญคือ ผลักดันให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ โดยตั้งเป้าภายในปี 2564 คนไทยอายุ 11 ขวบขึ้นไป ต้องมีกิจกรรมทางกายไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และภายในปี 2562 ลดความชุกของภาวะน้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วนในเด็กให้น้อยกว่าร้อยละ 10 โดยมุ่งส่งเสริมการสร้างพื้นที่สุขภาวะหรือปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมทุกช่วงวัย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง สนับสนุนและสื่อสารรณรงค์การมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันที่ปฏิบัติได้ง่ายให้เป็นค่านิยมและวิถีชีวิต รวมถึงพัฒนางานวิชาการและงานวิจัยกิจกรรมทางกายสู่เวทีนานาชาติ”

ความร่วมมือของ สสส.ที่เข้ามาสนับสนุนงาน 3 ด้าน คือ 1.สื่อสารให้ประชาชนรู้จักนิยามคำว่า กิจกรรมทางกาย พร้อมกระตุ้นให้มีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 2.การผลักดันนโยบาย มาตรการ ยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่กำลังจะเกิดรู้จัก “กิจกรรมทางกาย” ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อชีวิตมีสุขภาวะ thaihealth ขึ้น และแนวทางใหม่ๆ ในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และ 3.การผลักดันในเชิงสิ่งแวดล้อมว่า หัวใจสำคัญของการมีกิจกรรมทางกายเกิดขึ้นจาก 3 ส่วน คือ การมีกิจกรรมทางกายระดับบุคคล (Active People) มีสถานที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมทางกาย (Active place) และนโยบายของการมีกิจกรรมทางกาย (Active Policy)

ดร.ทิม อาร์มสตรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมทางกายและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากองค์การอนามัยโลก บอกว่า การเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ISPAH ครั้งที่ 6 นี้ ถือเป็นประโยชน์ที่จะสื่อสารเรื่องกิจกรรมทางกายให้คนทั่วไปได้ตระหนักทั้งในประเทศไทย ระดับเอเชีย และระดับนานาชาติ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ การขยายงาน และสร้างความเข้าใจการส่งเสริมการเคลื่อนไหว และกิจกรรมทางกายออกไปกว้างขวางในอนาคตต่อไป

ด้านศาสตราจารย์ฟิโอน่า บูล ประธานสมาพันธ์นานาชาติด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ อธิบายว่า คาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะส่งผลดังนี้ 1.ด้านการวิจัย จะช่วยเพิ่มศักยภาพการวิจัย โดยเชื่อมโยงการทำงาน และขยายงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติ มีการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นระบบ และมีการจัดการฐานข้อมูลกิจกรรมทางกายเพื่อให้เกิดการนำการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 2.การประกาศวาระด้านการทำงานกิจกรรมทางกายของประเทศไทย และดำเนินงานไปสู่เป้าหมาย 9 ปี ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของ สสส. 3.เป็นโอกาสสำคัญของการสร้างพันธมิตรการทำงานในระดับนานาชาติ

“การที่เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม ISPAH เป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชีย เพราะมองเห็นศักยภาพการทำงานของ สสส.ในระดับชุมชน ทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อกิจกรรมทางกาย การผลักดันในระดับนโยบายที่ชัดเจน และการสื่อสารงานส่งเสริมสุขภาพที่นำมาใช้เพื่อการสื่อสารกิจกรรมทางกาย ซึ่งสามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหา ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ และสร้างแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป”

หวังไกล “ลดพุง ลดโรค” ผ่านแอพ 60 DAY BEST OF ME

โครงการลดพุง ลดโรค (60 DAY BEST OF ME) แนะวิธีเปลี่ยนชีวิตใหม่ใน 60 วัน ให้มีสุขภาพดีได้จริง พิชิต 3 MISSIONS แชะแชร์เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน-เพิ่มกิจกรรมทางกาย ผ่านแอพพลิเคชั่น
60 DAY โดยมีเซเลบที่มีร่างกายฟิตปั๋งอย่างเช่น วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา, กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ, ฟ้าใส พึ่งอุดม, เมจิ-อโณมา คุ๊ก และหนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา มาเป็นเทรนเนอร์สร้างแรงบันดาลใจ สร้างวินัยในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างกิจกรรมทางกายให้อยู่ในชีวิตประจำวัน

แอพนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากวู้ดดี้ พิธีกรชื่อดัง ซึ่งเขาบอกว่าได้ริเริ่มทำโครงการ 60 Day Challenge มาตั้งแต่ต้นปี 2558 ในสื่อของวู้ดดี้ เวิลด์ โดยเริ่มจากตัวเองออกกำลังกายฟิตหุ่น ตั้งเป้าหมายโดยใช้เวลาเพียง 60 วันในการเอาชนะใจตนเองขึ้นแข่งขันเวที Mr.Thailand และได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้างเป็นอย่างมาก

“จึงได้ส่งต่อโครงการนี้ไปยังดาราเซเลบหลายๆ ท่าน 60 วันนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการดูแลตัวเองเท่านั้น วู้ดดี้หวังเพียงแค่เหล่าเซเลบจะนำความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การออกกำลังกาย และโภชนาการ ส่งต่อไปให้กับคนไทยได้แพร่หลายที่สุด แต่ด้วยลำพังสื่อของวู้ดดี้ เวิลด์ เองคงไม่เพียงพอ ผมจึงเดินเข้าไปหา สสส. ว่ามีความตั้งใจอยากให้คนไทยมีสุขภาพและรูปร่างที่ดี เพราะถ้าเรามีรูปร่างที่ดี หุ่นดีแล้ว ไม่ว่าทำอะไรก็จะมีความมั่นใจในตัวเอง หากคุณสามารถสร้างหุ่นที่เพอร์เฟกต์ของคุณได้ คุณก็จะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณคิดว่ายากได้สำเร็จหมด”

รองประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง สง่า ดามาพงษ์ บอกว่า โครงการ 60 DAY BEST OF ME ได้นำแนวคิดการลดน้ำหนักด้วย 3 อ. คือ ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และควบคุมอารมณ์มาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว

“ถือเป็นมิติใหม่ของการลดอ้วนลดพุง สำหรับคนที่ต้องการท้าทายตัวเอง แข่งขันกับตัวเองและลดด้วยตัวเอง แบบไม่ยุ่งยากแต่แฝงอยู่ในวิถีชีวิต ซึ่งวิธีการลดแบบ 3 อ. จะไม่เกิดผลข้างเคียง ไม่เปลืองสตางค์ ลดได้อย่างถาวรยั่งยืน ไม่กลับมาอ้วนใหม่ เหนือสิ่งอื่นใด ได้สุขภาพดีตลอดชีวิต การออกกำลังกายก็จะมีทั้งเรื่องแนะนำการเผาผลาญด้วยการเดิน ซึ่งเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย และทำได้ง่ายๆ ได้ทุกที่ และท่าออกกำลังสร้างกล้ามเนื้อในแบบต่างๆ อีกด้วย ในเรื่องการควบคุมอารมณ์ แอพพลิเคชั่นนี้ก็คือการรวมตัวของคนที่มีเป้าหมายเรื่องสุขภาพ และการลดพุง ลดน้ำหนักเหมือนกัน ใครได้เข้ามาเล่นก็จะได้ช่วยกันเป็นแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ให้กำลังใจไปตลอดทางได้อีกด้วย”

 

นวนิยายรักแฟนตาซี กลิ่นอายซากุระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435759

นวนิยายรักแฟนตาซี กลิ่นอายซากุระ

โดย…นกขุนทอง ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เรื่องเริ่มจากเทศกาลวันหยุดในหน้าฟีดเฟซบุ๊กมีแต่รูปดอกซากุระ ฟูจิซัง สถาปัตยกรรมอันงดงามในวัดเก่าแก่สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ขนมนมเนยสัญชาติญี่ปุ่น ดูเหมือนว่า “ญี่ปุ่น” จะเป็นแห่งเดียวที่เพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กของเธอพร้อมใจกันไป และไม่เหนื่อยที่จะแชะภาพอัพโหลดลงในเฟซบุ๊กนาทีต่อนาที ในขณะที่เธอนั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊กท่ามกลางอากาศอุณหภูมิ 35 องศา

ปัญชลี วัชระศักดิ์ศิลป์ ไม่เคยไปญี่ปุ่น ไม่มีความผูกพันใดๆ ทว่าเธอกลับหลงรักในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจากการอ่านรีวิวต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง คราแรกก็เพียงเพื่อความเพลิดเพลินชมความสวยงามทิวทัศน์ประเทศ ทว่ายิ่งอ่าน ยิ่งดู ก็ยิ่งหลงเสน่ห์ จนเธอสามารถจินตนาการถึงผู้คน บ้านเรือน การใช้ชีวิต ฯลฯ สร้างขึ้นมาเป็นนวนิยายรักแฟนตาซี โดยอิงทุกอย่างจากญี่ปุ่น ตั้งใจให้เป็นนวนิยายรักญี่ปุ่นโดยนักเขียนคนไทย เรื่องนี้อาจจะดูเป็นไปได้ยาก แต่หนังสือเล่มหนาชื่อ เอริกะ กับปริศนาซากุระ (Erika No Nikki) และ เอริกะ กับพันธะแห่งวิญญาณ ก็เป็นสิ่งยืนยันว่า เธอสร้างมันได้สำเร็จภายใต้นามปากกา Senorita-P

เอริกะ มีทั้งหมด 2 ภาค (4 เล่มจบ) ในส่วนของภาค 2 ราวเดือน ก.ค. พิมพ์ออกมาเป็นเล่ม ซึ่งตอนนี้นักเขียนเลือดใหม่กำลังขะมักเขม้นเพราะทั้งทางสำนักพิมพ์อรุณและแฟนนักอ่านต่างจดจ่อรออ่านตอนจบกันอยู่

โชคชะตา ความรัก ความลับ และปริศนาแห่งซากุระ…คือ คอนเซ็ปต์ที่ปัญชลีวางไว้แบบกว้างๆ คร่าวๆ ตามประสามือใหม่ที่คิดเขียนขึ้นมาจากความชอบ “ที่เรื่องยาวเพราะมันไม่ใช่นิยายรักอย่างเดียวค่ะ มันมีเส้นเรื่องอื่นด้วย มีแนวสืบสวน แฟนตาซีด้วยค่ะ เป็นเพราะเราชอบดูหนัง แล้วมันมีเป็นซีนๆ ตอนแรกที่เขียนยังไม่มีเป็นพล็อตแน่นอนค่ะ ก็เขียนแบบข้ามๆ ไป อยากเขียนอะไรก็เขียน เราเลยหาวิธีร้อยเรียงมัน ก็เลยได้เป็นเรื่องมาเรื่อยๆ แล้วมันก็เลยยาว (หัวเราะ) แต่ที่นึกได้ก็มีพล็อตตอนแรกและมีตอนจบเลยนะคะ ช่วงกลางเรื่องเราก็เขียนมาเรื่อยๆ ออกไปข้างนอกก็มีไอเดียใหม่ๆ มาใส่ ทุกอย่างคือเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นหมดเลยค่ะ นางเอกเป็นลูกนักบวช นิกายชินโต ซึ่งเป็นศาสนาที่รุ่งเรืองในญี่ปุ่นสมัยก่อน ก็หยิบเรื่องนี้มาเป็นเรื่องเล่าของเรา พอมันเริ่มจากตรงนี้มันก็จะมีเรื่องลี้ลับต่างๆ เกิดขึ้นกับนางเอก เส้นเรื่องหลักจริงๆ คือแฟนตาซีกับสืบสวนค่ะ เหมือนโคนันที่มีคดีเป็นเคสไป ก็มีเส้นเรื่องใหญ่ที่เป็นเรื่องชายชุดดำ แต่มันก็จะมีฉากพระเอกกับนางเอกรักกันด้วย”

ปัญชลีนำผลงานลงในเว็บ Dek-D นักอ่านหลายคนเชื่อสนิทว่า นี่คือนวนิยายญี่ปุ่นเพราะผู้เขียนสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี สร้างบรรยากาศกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอย่างดี จนเข้าตาสำนักพิมพ์อรุณ

“สำนักพิมพ์น่าจะหาอะไรที่มันเป็นเฟรชมั้งคะ เพราะบรรณาธิการเขาก็ชอบอ่านนิยายในอินเทอร์เน็ตด้วย เขาก็เลยมาของานเราไปดูภาคแรกก่อนค่ะ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะถึงขั้นตีพิมพ์ค่ะ ตอน บก.มาอ่าน เขียนจบภาคแรกพอดี แล้วเรื่องนี้มันสามารถเขียนต่อเป็นภาคได้ หนูเลยเขียนต่อเป็นภาคๆ ไป ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำจาก บก. และเราเองก็มีที่ปรึกษาเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นช่วยดูอีกแรงหนึ่ง มีอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นช่วยดูให้ด้วย ผู้อ่านในเว็บไซต์ด้วยก็ช่วยถ้าเราให้ข้อมูลอะไรที่ผิดไป แต่เรื่องข้อมูลผิดไม่เยอะเพราะเรารีเสิร์ชในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่ที่แก้จะปรับสำนวนภาษาเพราะใช้สำนวนภาษาต่างประเทศเยอะ ติดมาจากการดูหนังซาวด์แทร็กไงคะ  บก.เขาก็ให้เราปรับเพื่อให้คนอ่านเขาอ่านรู้เรื่อง

ไม่ว่าจะเขียนเกี่ยวกับเมืองไทยเราก็ต้องหาข้อมูลอยู่ดี ดังนั้นการเขียนโดยใช้สถานที่ทุกอย่างจากญี่ปุ่นไม่ใช่ความยาก ยิ่งสนุกเพราะเราชอบอยากรู้เรื่องวัฒนธรรมต่างๆ ของเขาอยู่แล้ว เรื่องข้อมูลที่ถูกต้องหนูให้ความสำคัญมากค่ะ คือคนที่ไปเองอาจจะไม่ละเอียดแบบนี้ เพราะถ้าไปเที่ยวก็หาข้อมูลแค่การเที่ยว แต่เราเขียนต้องการให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของตัวละคร มันเป็นอีกรากหนึ่งที่ต้องนำเสนอละเอียด อย่างเช่นเรื่องปิดเทอม เปิดเทอม ที่ญี่ปุ่นเขาจะปิดเรียน 3 ครั้ง เราต้องเล่าเรื่องสกูลของเขาจริงๆ”

ปัญชลีสำเร็จการศึกษาด้านพาณิชย์และการบัญชีมา แต่เลือกที่จะประกอบอาชีพนักเขียน แต่สิ่งที่ร่ำเรียนมาก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ “เราเป็นนักเขียนเราต้องรู้จักทาร์เก็ตเรา อย่างในแฟนเพจก็หาตัวการ์ตูนญี่ปุ่นมาช่วยซัพพอร์ตภาพลักษณ์เรา สายที่เรียนมานำมาใช้ในเรื่องของงานขายค่ะ เรามีวิธีเผยแพร่งานของเรา ก็ดูว่ากลุ่มคนอ่านอายุ 18-24 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุช่วงเดียวกับเรา เป็นนักเรียนนักศึกษาจะมีคนที่ชอบอ่านนิยายญี่ปุ่นมากๆ แล้วมีเว็บเฉพาะนวนิยายญี่ปุ่น เราก็เอาผลงานเขียนเราไปลงเป็นเอ็กซ์แซมเปิ้ลบ้าง ในแฟนเพจก็เป็นแอดมินเอง มีพูดคุยกับแฟนๆ มีการอัพเดทอยู่เรื่อยๆ ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ จะมีผลงานอะไรออกมา มีการเล่นเกม แจกของ ซึ่งทุกอย่างก็จะในอารมณ์ญี่ปุ่นหมด”

การลงมือทำอะไรสักอย่างหากคิดว่า มันยากมันก็จะยาก หากคิดว่ามันง่ายมันก็จะง่าย เมื่อเรามีความรักในสิ่งนั้น ต่อให้เป็นเรื่องที่ไกลตัวขนาดไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจะคว้ามาได้ ดังเช่นนักเขียนคนนี้ แต่ถึงตอนนี้เธอได้ไปญี่ปุ่นจริงๆ แล้วนะ

 

จอมเทียน จันสมรัก บันทึกไดอารี่ทะลายกำแพง‘โรคซึมเศร้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/435744

จอมเทียน จันสมรัก บันทึกไดอารี่ทะลายกำแพง‘โรคซึมเศร้า’

โดย…ปอย ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“…จะตั้งใจเรียนปริญญาต่อให้จบ แล้วอยากเป็นนักเขียนค่ะ ชอบอ่านนวนิยาย โสภาค สุวรรณจอมอ่านงานของนักเขียนท่านนี้ทุกเรื่อง นวนิยายของโรสลาเรนก็อ่านครบค่ะ รอยอินทร์ชอบมาก สนใจงานเขียน (บอกพร้อมรอยยิ้ม) จอมเขียนบทความเกี่ยวกับจิตวิทยาลงเป็นบันทึกลงบล็อก https://storylog.co/lulla ใช้นามปากกา ‘ลุลลา’ ชอบเขียนลงบล็อกรู้สึกเป็นส่วนตัวกว่าเขียนลงเฟซบุ๊ก เราปลดปล่อยได้เต็มที่ อยากเขียนอะไร อยากระบายเรื่องไหนก็เขียนลงไป

เริ่มเขียนตั้งแต่ก่อนป่วยเมื่อต้นปีที่แล้ว เรื่องดาร์กมาก ถ้าใครเป็นแฟนตัวหนังสือลุลลา ก็จะได้รู้เหตุการณ์ตั้งแต่เธอป่วยกระทั่งอาการดีขึ้น ตอนนี้เรื่องราวจะมองโลกใสขึ้นแล้วค่ะ” จอมเทียน เริ่มต้นสนทนาและจบประโยคท้ายด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ดูผ่อนคลาย

งานเขียนในโลกออนไลน์ นอกจากการเป็นไดอารี่บทบันทึกประจำวันของ จอมเทียน จันสมรัก หญิงสาวหน้าตาลูกครึ่งรูปร่างผอมบางนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาวน้อยวัย 20 ปี บอกเล่าเรื่องราวการพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งหลายหน การเริ่มเขียนนอกจากหลงใหลตัวอักษรอย่างสุดหัวใจ แล้วยังต้องการใช้ช่องทางนี้สื่อให้สังคมเข้าใจข้อมูลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมเครียดๆ

ข่าวการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยซึมเศร้า หลายๆคนยังขาดความเข้าอกเข้าใจ และมองว่าเป็นกลุ่มคนเจ้าปัญหา ไม่เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง จอมเทียนในฐานะคนป่วยขอแชร์ประสบการณ์นี้ ในเบื้องต้นใช่ว่าจู่ๆ ก็ป่วย แล้วระเบิดกรี๊ดทำร้ายตัวเอง แต่เกิดได้ตั้งแต่การเลี้ยงดูในครอบครัว ชีวิตในวัยเด็กๆ เธอต้องเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหาของแม่ที่ป่วยเป็นโรคประสาท และอีกหลายๆ ปมทับซ้อนเป็นเงื่อนตายยากแก้คลายได้โดยง่าย

 

‘9 ขวบ เห็นคุณแม่โดนจับไปโรงพยาบาล’

ยอดฟอลโลว์ร่วมหมื่นคน แฟนคลับมีตั้งแต่วัยใสวัยเดียวกัน ไปจนถึงคุณป้าวัย 60 กว่าปีที่เข้ามากดไลค์ให้กำลังใจสาวน้อยนิสิตนักเขียนสม่ำเสมอโรคซึมเศร้า เปรียบไปแล้วก็ไม่ต่างกับกำแพงสูงลิบลิ่วที่กั้นขวางผู้ป่วยกับสังคมภายนอกไว้ได้อย่างแน่นหนา จอมเทียนปวารณาขอใช้พรสวรรค์ด้านงานเขียนทลายกำแพงหนาหนักนี้ให้ได้ทีละน้อย โดยมุ่งหวังให้เพื่อนบนโลกออนไลน์แชร์ข้อมูลกันและกันด้วยความเข้าอกเข้าใจผู้ป่วยในโรคนี้เพิ่มมากขึ้น

“จอมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก นิสัยนี้ต้องขอบคุณคุณแม่ค่ะ ตอนเด็กจนถึง 9 ขวบ จอมไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะแม่ป่วยเป็นโรคประสาท แม่เป็นห่วงและหวงเรามาก ไม่ให้เราไปโรงเรียน แม่จึงสอนลูกเองที่บ้าน จอมเป็นลูกสาวคนเดียวค่ะ เกิดมาก็เห็นแม่ป่วยแล้ว ส่วนคุณพ่อเป็นชาวเยอรมนี และย้ายกลบั ประเทศ เพราะรับมอื และทนอาการปว่ ยของแม่ไม่ไหว แต่จอมก็ไม่โกรธท่านนะคะ เพราะมันคงดีกว่าถ้าพ่ออยู่แล้วมีแต่เสียงทะเลาะเบาะแว้ง หรือมีความรุนแรง พ่อติดต่อเราตลอด คือพ่อไม่คุยกับแม่คุยแต่กับเรา

“จำได้ชัดค่ะ วันที่แม่ถูกมัดไปโรงพยาบาล แม่ถือมีดไปตะโกนกลางถนน เพราะเครียดที่เห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจมากันเยอะ เพราะมีบุคคลสำคัญผ่านบ้านเรา แม่ก็กลัวว่าคนจะมาจับ ซึ่งเป็นความคิดในหัวตลอดเวลาของผู้ป่วยโรคประสาท พอแม่กรีดร้องตะโกนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาดูว่ามีเหตุการณ์อะไร แล้วจับแม่แบบยื้อยุดฉุดกระชากไปส่งโรงพยาบาล นั่นคือภาพแรกที่น่ากลัวของเด็ก 9ขวบ แล้วจากนั้นก็มีญาติมารับจอมไปดูแล และเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้อยู่กับแม่

“จอมมาอยู่กับคุณป้าพี่สาวแท้ๆ ของแม่ โดยมีพี่สาวลูกของป้าดูแลมัดผมถักเปียไปโรงเรียนทุกๆวัน ปัญหามีอย่างเดียวค่ะ คือ พูดไม่ชัด เพราะโลกของจอมมีแม่เพียงคนเดียว อยู่บ้านกับแม่ เรียนหนังสือกับแม่ทุกๆ วัน พอเข้าโรงเรียนก็ได้ขึ้นชั้นประถมปีที่ 3 เลย สังคมเปลี่ยนไป ได้เจอเพื่อนๆการพูดสื่อสารก็ดีชัดขึ้นเรื่อยๆ ส่วนแม่พอใกล้หมอได้รับยาต่อเนื่องอาการก็ดีขึ้นเช่นกัน เพราะการที่แม่อาการไม่ดีคลุ้มคลั่งขึ้นมาเพราะท่านไม่กินยา ซึ่งเป็นอาการของคนป่วย กินยาไปสักพักก็จะปฏิเสธการกินยา และคิดว่าดูแลรักษาตัวเองได้

“แม่เป็นผู้หญิงมั่นใจในตัวเองสูงค่ะ เช่น ความคิดเห็นทางการเมือง แม่ก็จะคิดจะเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในสมุดได้เป็นเล่มๆ เลย ชอบอ่านหนังสือ ชอบใช้ชีวิตด้วยตัวเองไม่สุงสิงกับใคร ชอบดูแลบ้าน เย็บปักถักร้อย ซึ่งอาชีพของท่านก็คือช่างเย็บผ้า จอมคิดว่าแม่คือผู้หญิงสวยอ่อนหวานที่พ่อรักนะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่พ่อไม่สามารถรับสถานการณ์เวลาแม่ป่วยหนักได้ เพราะน่ากลัวมาก แม่ป่วยก่อนได้เจอคุณพ่ออีกค่ะ ทนทุกข์ทรมานกับอาการ Paranoid Schizophreniaมายาวนาน แล้วช่วงแม่ท้องจอมอาการก็แย่ลงๆ จนพ่อรับไม่ไหว

“ช่วงแม่รักษาโรงพยาบาลจิตเวช จอมเป็นเด็กรู้สึกว่าเป็นสถานที่น่ากลัวและอยากหลีกให้ไกลที่สุดเพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อสภาพจิตของผู้ป่วยทุกเตียงมีแต่ผู้ป่วยอาการหนักแปล้ทั้งนั้น แล้วถ้าคนเริ่มป่วยเข้าไปอยู่ร่วมก็รับรองว่าป่วยหนักเข้าไปใหญ่เมื่อกลับมารักษาตัวที่บ้าน แม่ก็กลับไปที่จุดเดิมอีกค่ะ คือเริ่มปฏิเสธยา ซึ่งเป็นช่วงที่จอมย้ายมาอยู่หอเพราะเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ปี 2 แล้วค่ะ ไม่มีคนดูแลแม่คอยบังคับให้แม่กินยาจริงจัง อาการก็เริ่มวนกลับมาแย่ลูปเดิมอีก จอมกลับไปบ้านก็เห็นของที่แม่สะสมไว้เยอะมาก ขวดน้ำเมล็ดพืช แล้วพีกสุดๆ คือแม่เลี้ยงแมวแล้วเลียนแบบพฤติกรรมแมวที่ฉี่รอบบ้าน แม่เริ่มมีความหวาดระแวงสูงมาก สะสมปัสสาวะตัวเอง แล้วราดรอบบ้านเพื่อสร้างอาณาเขตตัวเอง

“หมอประจำตัวแม่ก็ให้คำปรึกษาว่า การกินยาเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้งที่จอมกลับบ้าน กลับยิ่งแย่เพราะอารมณ์ยิ่งสวิงกลับไปกลับมา สำหรับเด็กอายุไม่ถึง 20 ปี มันเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจมากที่จะบังคับให้แม่กินยาให้ได้ แม่ก็พร่ำซ้ำๆ อยู่แค่ว่าทำไมต้องทำร้ายแม่ๆๆ หมอก็สรุปฉีดยา จอมก็ขู่ว่าถ้าแม่ไม่ไปอนามัยให้เจ้าหน้าที่ฉีดยา จอมจะเรียกตำ รวจมาจับแม่ไปอยู่โรงพยาบาล ก็เลยยอมไป กลัวโรงพยาบาลกลัวตำรวจ กว่าจะฉีดยาได้แม่ก็กรีดร้องร่ายกฎหมายเป็นร้อยๆ ข่มขู่เจ้าหน้าที่ (หัวราะ) แต่ในที่สุดอาการแม่ก็ดีขึ้นค่ะ

“ส่วนตัวเองเหนื่อยใจมากจนต้องไปปรึกษานักจิตวิทยา ซึ่งบอกว่าให้แยกโลกของแม่ และโลกของเราให้ได้ แล้วความที่จอมชอบอ่านก็ยิ่งค้นคว้าหาหนังสือจิตวิทยาอ่าน เพื่อหาคำตอบช่วยแก้ไขปัญหาชีวิต” จอมเทียน เล่าย้อนไปวันหนักหนา ซึ่งในวันนี้แม่อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่เหมือนสลับร่างกับลูกสาวอย่างน่ากังวล

 

‘เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ’ อีกปมในใจ

จอมเทียน เล่าต่อว่า แม่กลายเป็นผู้หญิงอ่อนหวานสงบเงียบที่เธอไม่เคยคุ้น นั่งอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียวได้ทั้งวัน

“ก็ช็อกค่ะ จู่ๆ ได้แม่ใหม่มาหนึ่งคน รู้สึกเริ่มเคว้งคว้าง จากที่เรารู้สึกเรามีภาระยิ่งใหญ่ที่ต้องดูแลแม่คนสำคัญที่สุด กลายเป็นว่าไม่มีภาระนั้น ไม่มีอะไรต้องทำอีกต่อไปแล้ว อาการทางกายเริ่มแสดงออกด้วยการนอนทั้งวันเลยค่ะ เริ่มทำงานไม่ทัน เพราะเด็กครุฯต้องมีงานส่งเยอะมากๆ ต้องทำงานดึกๆ งานก็ทำไม่ทันส่งอาจารย์ งานค้างส่งก็ยิ่งเครียดยิ่งกดดันเดดไลน์ไล่เข้ามา เริ่มกินไม่ได้ นอนอย่างเดียว ผอมเสิร์ชกูเกิลอาการโรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร ก็เป๊ะเลย(หัวเราะ)

กว่าจะเอาตัวเองออกจากที่นอน เพื่อไปหาหมอจองคิวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตอนเวลา 05.30 น.ก็ปล่อยเวลาไปนานเลยค่ะ ก็เริ่มรับยามากิน

“ช่วงนั้นก็เริ่มพยายามหาความสุข เอาตัวเองไปผ่อนคลายด้วยการออกไปเที่ยวกลางคืน เริ่มหัดดื่มจนมึน พอกลับหอไม่ไหวก็ค้างหอเพื่อนสนิทกันมากที่เป็นผู้ชาย แต่วันนั้นเราไปกันเป็นกลุ่มมีแฟนเพื่อนของเราก็ไปด้วย แล้วเพื่อนสนิทก็พยายามล่วงเกินเราแต่ก็รอดมาได้ด้วยการล็อกตัวเองหนีไปอยู่ในห้องน้ำจนเช้า แล้วบอกเขาว่าเราผิดเองที่เอาตัวเองมาเสี่ยงจอมก็อยากบอกผู้หญิงด้วยกันนะคะ ว่าไม่ควรพาตัวเองไปอยู่สถานการณ์แบบนี้ จากนั้นก็รู้สึกแย่ๆ ชาๆมาตลอดเลยค่ะ” จอมเทียน เล่าด้วยสีหน้าเรียบสงบซึ่งเธอเคยบันทึกว่าเหมือนฝุ่นเล็กๆ สะสมเรื่อยๆ ให้อาการป่วยโรคซึมเศร้าเพียบแปล้ขึ้น

“พอปิดเทอมอาการซึมเศร้าก็เริ่มแสดงตัวชัด คิดซ้ำๆ ฉันทำอะไรบ้างนะ ตัดภาพมาอีกทีก็เป็นฉากที่แม่ตอนอาการหนักมากเขวี้ยงโทรศัพท์ที่เราซื้อให้ลงกับพื้น แล้วไล่เราออกจากบ้าน เปิดฉากชีวิตเที่ยวกลางคืนจนเกือบพลาดก็วนซ้ำมาอีก แล้วภาพที่เราเคยถูกพี่ชายลูกพี่ลูกน้องล่วงเกินในแบบนี้ ในตอนเด็กช่วงแม่ไปอยู่โรงพยาบาล ก็หมุนมาซ้ำอีก เป็นอีกปมที่เราอยากเคลียร์กับพี่คนนี้ให้ได้ แต่จนวันนี้ก็ไม่เคยคุยกัน

คือตลอดชีวิตจอมไม่ได้ถูกกอดหรือสัมผัสผู้ชายพ่อก็ไม่เคยได้กอดนะคะ อยู่กับแม่มาตลอด มาเจอผู้ชายก็เจอแต่ด้านแย่ๆ ทำให้กลายเป็นภาพลบเกาะแน่นในใจ

“ภาพพวกนี้สลับไปมา จนเบลอไม่รู้ตัวว่าทำอะไรคิดอะไรในตอนนั้น หมอให้ยามากินและก็ได้ผลข้างเคียงของการกินยาต้านเศร้า เบื่ออาหารน้ำหนักลดจาก 60 เหลือต่ำสุด 48 กก. คลื่นไส้ อาเจียน จนก้าวสู่อาการทำร้ายตัวเองจนโอเวอร์โดสยานอนหลับที่หมอให้ แล้วฟื้นอีกทีในวอร์ดจิตเวชโรงพยาบาลจุฬาฯ และกลายเป็นผู้ป่วยในที่ต้องอยู่ในสายตาหมอ 24 ชั่วโมงนอนโรงพยาบาล 3 อาทิตย์ การเรียนก็ไม่ทันเพื่อนสมองหลั่งสารความเครียดตลอดเวลา โรคซึมเศร้าไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาอย่างเดียวค่ะ หมอต้องบำบัดทั้งจิตใจมีอะไรขุดปมออกมาให้หมด

“หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลคือของจริงค่ะ(บอกพร้อมรอยยิ้ม) คือช่วงพิสูจน์ว่าเราจะใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้ไหม สร้างสถานการณ์ทำร้ายตัวเองได้ทุกๆ อาทิตย์ค่ะ เครียดมากเรียนตามเพื่อนไม่ทันเสียที ก็ทำร้ายตัวเองตั้งแต่โอเวอร์โดสยา นั่งจิบแชมพูครีมนวดผมเป็นแก้วๆ (ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ) รูมเมทเครียดมาก เพื่อนๆ ก็บอกถ้าจะฆ่าตัวตายอีกก็รอไปให้เราห่างๆ กันอีกสัก 1 ปีนะ คำพูดนี้ทำให้เราไม่เปิดใจปิดล็อกคนอื่น ใครก็ช่วยไม่ได้ เหลือแต่ดูแลตัวเองเท่านั้น

“พีกที่สุด ก็คือกินยานอนหลับไป 70 กว่าเม็ดแล้วพาตัวเองเดินไปห้องฉุกเฉินให้หมอล้างท้องด้วยตัวเอง เป็นการวางแผนตัดขาดจากสังคมโดยสิ้นเชิงทำไมต้องทำร้ายตัวเองวันนี้ก็ตอบไม่ได้ค่ะ รู้ตัวหรือไม่ หมอถามรู้ทั้งหมดเลยนะคะ ไปหาซื้อยาที่ไหน กินไปกี่เม็ดตอบได้หมด

“แล้วที่จอมเขียนเล่าไปค่ะ ว่าตอนที่มือเท้าชานั่งอยู่ในห้องสมุดไม่มีแรงเขียนหนังสือ พอเดินไปหาหมอก็ได้เจอรุ่นพี่นิสิตแพทย์ ก็บอกว่า…พี่หนูกินยานอนหลับไปนะคะ 70 กว่าเม็ด ป่วยซึมเศร้า เขาก็รีบจับมือเราแล้วบอกพี่ก็ป่วยเหมือนกัน เขาคือคนที่รีบไปบอกหมอแล้วโดนจับล้างท้องทันที มันทำให้รู้ว่าการสื่อสารระหว่างคนป่วยกับคนป่วยดีที่สุดเลยค่ะ เพราะเข้าอกเข้าใจกันดีมากกว่าคนปกติที่ไม่ป่วย ความรู้สึกนั้นมันไม่โดดเดี่ยวแล้ว เขาห่วงใยเราจริงๆ ช่วงล้างท้องก็ไม่ต่อว่าเราเลยว่าทำตัวไม่ดี

“ดร็อปเรียนเมื่อปี 3 เทอม 1 จนตอนนี้กลับมาเรียนเหมือนเดิมแล้ว และพยายามสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายตัวเองอีก หันมาเลือกให้ความสนใจกับสิ่งที่ชอบ เขียนบล็อก สื่อสารทางเฟซบุ๊กถ่ายทอดประสบการณ์การป่วย การรักษา เขียนด้านดีที่ได้จากโรคซึมเศร้าเช่น การเข้าวอร์ดก็ได้เรียนรู้การนวดผ่อนคลาย(หัวเราะ) ได้หัดทำขนม เย็บปักถักร้อย ที่สำคัญหมอสอนให้คนไข้ลำดับความสำคัญในชีวิตให้ได้

“สำหรับจอมหรือคะ?… คนสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่แม่ค่ะ (บอกด้วยรอยยิ้มมั่นใจ) แต่คือตัวเองค่ะเราต้องรักและเอาตัวเองเป็นที่หนึ่งให้ได้ ถ้าจอมยึดแม่เป็นที่หนึ่ง แล้วถ้าวันหนึ่งความไม่จีรังไม่มีแม่ล่ะเราจะอยู่อย่างไร?

“เราอย่าหาคุณค่าของตัวเองจากคนอื่น แต่ไม่ใช่การปิดกั้นตัวเองนะคะ พอจอมเปิดเรื่องของตัวเองก็กลายเป็นว่าเราได้รับการเปิดใจตอบกลับด้วยเช่นกัน”จอมเทียน บอกพร้อมรอยยิ้มว่าคงไม่ใช่เรื่องที่จะมาเปิดบาดแผลของเราให้คนอื่นรับรู้

แต่การได้พูดได้เขียน ได้บอกชาวป่วยด้วยกันอย่าซ่อนตัวอยู่ในเปลือกหนา อย่าร้องไห้คนเดียวถ้าโมโห ถ้าเศร้า ก็แสดงออกไปเลย ถ้าไม่ไหวก็บอกออกไปบ้าง การพูดการเขียนวันนี้ก็ขอแค่ให้ได้อานิสงส์ ช่วยลด 60% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าฆ่าตัวตายสำเร็จ