Buffollow รองเท้าสตรีทสไตล์เท่ๆ แฝงสีสันแห่งความสนุกแบบฉบับคนรักษ์โลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651589

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 10:55 น.Buffollow รองเท้าสตรีทสไตล์เท่ๆ แฝงสีสันแห่งความสนุกแบบฉบับคนรักษ์โลกรู้จักกับ “Buffollow” รองเท้าสตรีทสไตล์เท่ๆ ของคนรักษ์โลก ที่ไม่ได้เป็นแค่ไอเท็มตามกระแส แต่เป็นสิ่งที่ใส่ได้จริงในทุกวัน

ครั้งนี้โพสต์ทูเดย์พาไปพบกับแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์อันมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ที่ร้าน Absolute Siam Store บนชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ แหล่งรวมสินค้างานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งสินค้าที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ และคอลลาบอเรชั่น ตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจ Be Inspire พร้อมแนะนำ “Buffollow” รองเท้าสตรีทสไตล์เท่ๆของคนรักษ์โลกที่ไม่ได้เป็นแค่ไอเท็มตามกระแสแต่เป็นสิ่งที่ใส่ได้จริงในทุกวัน

แพรว-วรกุล ต่อเทียนชัย เล่าว่า ได้ร่วมกับเพื่อนคือ แยม-อมราภา เลาหพจนารถ ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้น ตั้งใจให้ “Buffollow” คือตัวตนของคนๆ หนึ่งที่มีความ street เท่ๆ แต่แฝงด้วยความสนุก มีสีสันสดใส ทุก item ของ buffollow จะไม่ได้เป็นของตามกระแส แบรนด์เริ่มต้นจากความเป็นคนชอบ แฟชั่นแนวสตรีทสไตล์ ชอบเอายีนส์วินเทจมาตกแต่งลูกเล่นด้วย patch แผ่นลายต่างๆ แปะนั่นนิดนี่หน่อย ตัดต่อจนเป็นยีนส์ D.I.Y ที่แต่ละตัวลายไม่เหมือนใคร ไม่ซ้ำใคร จึงเริ่มอยากเปิดแบรนด์เป็นของตัวเอง เปิดขายทางออนไลน์ ต่อมาจึงเริ่มผลิตกางเกงยีนส์เอง เสื้อยืด และออกแบบลาย patch กว่า 400 ลาย เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกทำเป็น personalized ซึ่งลูกค้าจะชอบมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยจะชอบมากเป็นพิเศษกับการได้ใช้สินค้าที่ตัวเองมีส่วนร่วมในการออกแบบลายปะติดต่างๆ

จากยีนส์ เสื้อยืด แจ็คเก็ต มาสู่การทำรองเท้า Slip on , Sneakers แต่ยังคงคอนเซปต์ที่ให้ลูกค้าทำ personalize ได้เช่นกัน เลือกลายมาปะติดที่รองเท้า ซึ่งมีทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษ , ลายอาหารต่างๆ อย่างแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนส์ฟราย ,ลายผลไม้ ,ป๊อปคอร์น ,ลายลูกตา ฯลฯ ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี จนมาถึงยุคที่ได้ยินคนพูดถึงเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อม sustainable มากขึ้น จึงเริ่มสนใจและคิดถึงการขยายฐานลูกค้าไปยังคนกลุ่มนี้ผ่าน product จึงตัดสินใจทำรองเท้าแตะที่ใช้ผ้าสต็อคเหลือใช้จากโรงงาน เพราะส่วนตัวก็ชอบรองเท้าแตะอยู่แล้ว และคิดว่าเหมาะกับคนไทย เพราะอากาศร้อนอยากใส่รองเท้าที่สบายๆระบายอากาศ หาแบบรองเท้าอยู่นานจนในที่สุดมาลงตัวที่รองเท้าแตะ รุ่น Strap on เป็นรองเท้าแตะที่ไม่แตะ คลาสสิคใส่ง่าย พื้นรองเท้านิ่มเป็นพิเศษเพื่อซัพพอร์ตคนที่ต้องเดินเยอะ รูปทรงใส่ง่ายใส่ไปทำกิจกรรมต่างๆได้สบายๆ ไปชายทะเล เดินเล่น ไปคาเฟ่ ใส่ไปทำกิจกรรม Outdoor เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

“ลายรองเท้าใช้ผ้าสต็อคตามโรงงานที่ไม่ใช้แล้วมาออกแบบพันเข้ากับทรงรองเท้าให้มีดีไซน์และดัดแปลงใหม่ ให้ลวดลายต่างกันไปตามการเลือกผ้าแต่ละชิ้น มาแมทช์กับโทนสีให้มีความหลากหลาย อย่างการจับคู่สีที่เข้ากัน หรือคู่สีที่ขัดกัน กลายเป็นรองเท้าที่พิเศษหมดแล้ว หมดเลย ไม่มีผลิลลายผ้านั้นอีก ดังนั้น ในแต่ละลายจะมีรองเท้าอยู่แค่ประมาณ 50 – ไม่เกิน 100 คู่เท่านั้น อีกทั้งการที่เราเลือกใช้ผ้าสต็อคโรงงาน เป็นการนำผ้าที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง ดีกว่าปล่อยผ้าทิ้งไปให้เสียเปล่า เสียทรัพยากร ทุก items ที่อยู่ในแบรนด์คือตัวตนของเราจริงๆ สิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นก็คือเราเลือกผ้าเหลือใช้จริงๆ เอามาทำให้เกิดประโยชน์ จับแมทช์ตัดคู่สี และเปิดโอกาสให้คนได้ทำ personalized คิดว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สำคัญเพราะคนไทยชอบความยูนีค ได้เลือกได้มีส่วนร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่เราใข้ ทำเองเลือกเองใช้เองก็จะภูมิใจอินไปกับมัน” คุณแพรว กล่าว

เลือกชมสินค้าใหม่ๆ จาก Buffollow ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Absolute Siam Store ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ หรือ FB:absolutesiamstore , Line@absolutesiamstore นอกจากนี้ ยังสามารถช้อปปิ้งผ่านบริการพิเศษ Call & Shop ช้อปให้ทุกอย่างแค่โทรมา บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก VIZ Card และ Platinum M Card ช้อปได้ทุกอย่างที่ต้องการในสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ โทร. 063-205-7989 หรือ 063-205-7974 พร้อมบริการทุกวัน

5 เคล็ดลับขจัดปัญหาในช่วงฤดูร้อน ปลดล็อกสกินหน้าสวยไร้สิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651582

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.5 เคล็ดลับขจัดปัญหาในช่วงฤดูร้อน ปลดล็อกสกินหน้าสวยไร้สิวปลดล็อกสกินหน้าสวยไร้สิว! ลอรีอัลแชร์ 5 เคล็ดลับขจัดปัญหาในช่วงฤดูร้อน พร้อมชี้เป้าโปรฯ ลดจัดเต็มในแคมเปญ Shopee 5.5 Lowest Price Festival

การกลับมาของฤดูร้อน อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สาวๆ หลายคนต้องเจอกับฝันร้ายอย่างปัญหาสิวผด จนทำเอาความมั่นใจที่เคยมีหายไปหมดเลย วันนี้ ‘ลอรีอัล’ จึงมีเคล็ดลับสุดพิเศษมาร่วมแชร์ให้สาวๆ ร้อนนี้ไม่มีสิว พร้อมแจกความสดใสในช่วงซัมเมอร์นี้ แม้สถานการณ์โควิด 19 จะทำให้ต้องเว้นระยะในการเดินทางท่องเที่ยว แต่การดูแลความสวยใสของผิว ต้องไม่มีแผ่ว โดยปัญหาหน้ามันและสิว ที่มักจะผุดขึ้นมาในช่วงฤดูร้อนนั้น เป็นเพราะอุณหภูมิของอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเร่งปฏิกิริยาให้รูขุมขนบนผิวหน้าของเรากว้างขึ้น ทำให้มีโอกาสที่สิ่งสกปรกระหว่างวันจะเข้าไปอุดตันได้ง่ายกว่าปกติ ผนวกกับต่อมไขมันในร่างกายที่เร่งผลิตน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวมากขึ้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นจากการระเหยของน้ำซึ่งอาจเข้าไปอุดตันรูขุมขนจนเกิดเป็นปัญหาสิวกวนใจได้เช่นกัน

แต่ปัญหานี้แก้ไขได้อย่างง่ายดาย โดย ลอรีอัล ควงแขน 3 แบรนด์ดังอย่าง La Roche Posay, CeraVe, และ Vichy มอบ 5 เคล็ดลับสุดสเปเชียล ที่จะช่วยให้เหล่าซิสหน้าใส ไร้สิวรับซัมเมอร์แบบฉบับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมกระซิบต่อกับโปรโมชั่นสุดน่าตำในแคมเปญ Shopee 5.5 Lowest Price Festival

สะอาดใส ใส่ใจขั้นตอนการล้างหน้า

การทำความสะอาดใบหน้า นับเป็นขั้นตอนแรก ที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยการล้างหน้าที่ดี ไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการเช็ดเครื่องสำอางค์ และชโลมใบหน้าด้วยน้ำเปล่าก่อน จากนั้นจึงบีบเจลล้างหน้าและถูเข้าเบาๆ บนฝ่ามือจนเนื้อผลิตภัณฑ์แตกตัว จากนั้นจึงค่อยๆ นวดไปตามใบหน้าราว 15-20 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยแนะนำให้ใช้เจลล้างหน้าสูตรที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid อย่าง La Roche Posay Effaclar Micro-Peeling Purifying Gel ซึ่งจะช่วยขจัดคราบอุดตันในรูขุมขน พร้อมช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้อย่างหมดจด

เติมความชุ่มชื้น ปรับสภาพผิว 

เมื่อล้างหน้าทำความสะอาดด้วยโฟมจนเกลี้ยงเกลาแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการใช้ โทนเนอร์ทำความสะอาด ซ้ำ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยล็อกความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากความแห้งตึงเท่านั้น แต่โทนเนอร์ยังเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสุดเอ็กซ์ ตร้าสำคัญที่จะช่วยลบคราบเมคอัพบนใบหน้าให้สะอาดหมดจด เพียงหยด Vichy Normaderm Toner ลงบนแผ่นสำลีสัก 2 – 3 หยด แล้วจึงเช็ดเบาๆ ให้ทั่วใบหน้า แค่นี้ก็สามารถขจัดคราบสกปรกจากเครื่องสำอางระหว่างวันที่ตกค้างไว้บนใบหน้า จนอาจทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตันตามมาได้ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมสภาพผิวก่อนการบำรุงด้วยสกินแคร์อีกขั้น

ปรับสกินแคร์ ให้เข้ากับสภาพอากาศ

อีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ คือผิวหน้าที่มันเพิ่มขึ้นอาจก่อให้เกิดปัญหาสิวได้ง่าย ดังนั้น จึงแนะนำให้เหล่าสาวๆ ที่หน้ามันทั้งหลาย ลองเปลี่ยนสกินแคร์รูทีน ของตัวเองดู แล้วลองเปลี่ยนจากมอยส์เจอร์ไรเซอร์มาเป็นเพียงกันแดดที่ผสมความชุ่มชื้นเบาๆ อย่าง La Roche Posay Anthelios XL Dry Touch SPF 50+ นอกจากเหมาะกับสภาพผิวในช่วงอากาศร้อนและไม่เสริมให้หน้ามันเยิ้ม ยังช่วยปกป้องรังสียูวีที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ส่งทำร้ายผิวสวยของเราอีกด้วย

ความสะอาดเครื่องนอน ป้องกันปัญหาสิว

การดูแลความสะอาดเครื่องนอนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การที่เราเอนตัวลงบนเตียงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า จนเผลอทิ้งคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกบนใบหน้าลงบนปอกหมอนและผ้าปูที่นอนโดยไม่ทันรู้ตัว จนทำให้เกิดการหมักหมมของสิ่งสกปรก เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของสิวอุดตัน จึงแนะนำให้หมั่นเปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนอยู่เนืองๆ เพราะเมื่อผิวต้องเผชิญกับฝุ่นจากที่นอน ซ้ำๆ บ่อยๆ อาจส่งผลให้ผิวของเราแห้ง ลอก คัน เป็นสิว หรือมีอาการระคายเคือง เพื่อฟื้นบำรุงเกราะปกป้องผิวให้กลับมาแข็งแรง ดังนั้นก่อนนอนเราควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ช่วยเสริมปราการ ที่อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว เน้นผลิตภัณฑ์ ที่มีสารสำคัญอย่าง Ceramide และ Niacinamide ช่วยลดการระคายเคืองของผิว พร้อมปรับให้ผิวแลดูกระจ่างใสยิ่งขึ้น

เลือกผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตรงจุด

ปัญหาสิวคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราจึงไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพผิวหน้าของเราให้ดูสวยสุขภาพดี ในแต่ละช่วงภูมิอากาศอยู่อย่างเสมอๆ ช่วยลดแบคทีเรียบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสาวๆ ที่ต้องการดูแลสุขภาพหน้าแบ่งตามระดับสิว สำหรับคนสิวน้อย แนะนำให้ใช้ Effaclar K (+) ช่วยลดสิวอุดตันและบำรุงผิว พร้อมคุมมันยาวนานถึง 8 ชั่วโมง และสำหรับคนสิวมาก แนะนำให้ใช้ Effaclar Duo (+) ที่จะช่วยปลอบประโลมผิวอย่างอ่อนโยนด้วยคุณสมบัติในการฟื้นบำรุงผิวจากการปัญหาสิวในช่วงฤดูร้อนนี้ นอกจากนี้ในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้ก็อย่าลืมพกสเปรย์คุมมันเสริมความมั่นใจ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์คุมมันทันทีที่ใช้ และยังล๊อคเครื่องสำอางไม่ให้ไหลเยิ้ม เพิ่มความมั่นใจในตลอดซัมเมอร์นี้ได้เลย

นับว่าการล้างหน้าให้ถูกวิธี และเลือกผลิตภัณฑ์รักษาสิวพร้อมป้องกันผิว อย่างตรงจุด! ก็มีชัยในความสวยไปกว่าครึ่ง! และเพื่อการเตรียมพร้อมในทุกการดูแลผิวให้สดอย่างต่อเนื่อง คนรักผิวต้องไม่พลาด โปรโมชั่นดีๆ ในแคมเปญ Shopee 5.5 Lowest Price Festival เพราะมีส่วนลดสุดพิเศษจาก La Roche Posay, Vichy, และ CeraVe ถึง 50% พร้อมโค้ดส่วนลดเพิ่ม 800 บาท เมื่อชำระเงินผ่าน ShopeePay และสิทธิประโยชน์สุดเลอค่าอีกมากมาย ไว้ให้ ได้ปลดล็อกสกินความเปล่งประกายสดใสในออร่า

ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ร่วมช้อปสินค้า พร้อมกดติดตามร้านค้าบน Shopee Mall เมื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและอัพเดท โปรโมชั่นสำคัญจากแบรนด์ดัง อาทิ La Roche Posay Official Store ได้ที่ https://shopee.co.th/la_roche_posay_official_shop กดติดตาม Vichy Official Store https://shopee.co.th/vichy_official_shop ได้ที่ และ CeraVe Official Store https://shopee.co.th/cerave_official_shop

‘แสงแดด’ Follower ดีเด่นประจำวัน ตามไปทุกที่…แบบนี้ต้องรับมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651494

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 11:01 น.‘แสงแดด’ Follower ดีเด่นประจำวัน ตามไปทุกที่...แบบนี้ต้องรับมือเมื่อแสงแดดรับบท Follower ดีเด่นที่อยากอยู่กับคุณตลอดเวลา มาหาวิธีรับมือและป้องกัน พร้อมรู้ทันการเลือกประเภทของครีมกันแดดเพื่อผิวของเรากันเถอะ

จะเลือกติดตามหรือกด Follow ใครสักคนทั้งที หลายคนคงมีเหตุผลต่างๆ กันไป ไม่ว่าจะสนใจไลฟ์สไตล์ ชื่นชอบในรูปลักษณ์ หรือเป็นศิลปินคนดังที่อยากจะติดตามชีวิต แต่ใครจะรู้บ้างล่ะว่าทุกวันนี้เราเองก็กลายเป็นบุคคลที่ถูกติดตามได้เหมือนกัน จะใครที่ไหนล่ะก็ ‘แสงแดด’ นั่นแหละที่ตามติดชีวิตเราไปทุกที่ ทุกหนแห่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรก็ตาม ถ้านับว่าหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง Follower อย่างแสงแดดก็ตามส่องเราแทบด้วยระยะเวลาเฉลี่ยนานกว่าการรอคนที่ชอบตอบแชทในแต่ละวันเสียอีก เรียกได้ว่า ‘แสงแดด’ นั้นอยู่กับคุณตลอด รับบท Follower ดีเด่นแบบไม่แพ้ใคร

หรือที่จริงแล้วเนื้อคู่ของคุณจะมาในรูปแบบของแสง เพราะนอกจากแสงแดดที่ตามเราไปทุกที่แล้วนั้นยังมีแสงอื่นๆ แอบแฝงตัวอีกด้วย เช่น แสงสีฟ้า (HEV Light) ที่อยู่กับคุณทุกครั้งที่เปิดหน้าจอโทรศัพท์ อาจจะเป็นในช่วงเวลาที่คุณกำลังติดซีรีส์อย่างงอมแงม หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัปเดตโซเชียลต่างๆ ต่อให้ในขณะนั้นไม่มีข้อความเตือนหรือแชทเด้งตอบมา แต่แสงสีฟ้า (HEV Light) ก็ยังโผล่มาหาคุณอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์อื่นๆ ที่เราถูกแสงตามไม่รู้ตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ตอนดินเนอร์ใต้แสงไฟโคมระย้าในร้านอาหาร หรือจะเป็นตอนที่เราอยากจะถ่ายรูปเซลฟีเพื่อส่งไปอ้อนคนที่ชอบ ระหว่างรอเขาตอบแชท เปิดไฟในห้องรอคอยเวลาแบบเหงาๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้ต้องการให้เศร้าหรอก แต่อยากให้รู้ไว้ว่า ทุกสถานการณ์ ทุกเวลา ทุกสถานที่ที่เราใช้ชีวิตประจำวันนั้นมันมีแสงที่คอยแอบแฝง ซึ่งรวมๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 6.2 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน ใครนึกว่าหลบมาอยู่ในห้องหรืออาคารแล้วจะรอด บอกได้เลยว่าไม่ง่ายขนาดนั้น

ตามติดกันขนาดนี้ ถึงเวลาหรือยังที่ต้องหาทางรับมือ ?

หากเรามี Follower เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ จากเดิมที่ดูเหมือนจะเป็นผลดี แต่กลับเริ่มมีผลเสียที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ แสงแดดก็เช่นกัน แม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ขณะเดียวกันก็มีโทษหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เมื่อผิวของเราที่โดนติดตามอยู่ตลอด ผิวของเราคงเกิดความอึดอัดแสดงความหมองคล้ำออกมาให้เห็น ซึ่งมากไปกว่านั้นบางครั้งหากโดนแดดที่เบอร์แรง อาจจะเกิดผิวแห้งกร้าน ฝ้าตกกระ ฝากริ้วรอยเอาไว้เป็นที่ระลึก และสำหรับบุคคลที่มีปัญหาผิวในเรื่องของสิวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วนั้น เมื่อผิวของเราต้องเผชิญกับ Follower อย่างแสงแดด ที่ทั้งแรงและแผดเผา มันยิ่งทำให้สิวของเรานั้น ฝากรอยแดง รอยดำ ไว้ให้จดจำไปอีกนาน แล้วเราต้องทำอย่างไรล่ะถึงจะปกป้องผิวของเราได้ 

มีทางใดที่อาจทำให้ Follower อย่างแสงแดดไม่สนใจ ได้โปรด

เริ่มต้นง่ายๆ กับการใส่หมวกป้องกันแสงแดดที่จะตกกระทบลงใบหน้าของเรา แต่ต้องใส่หมวกที่ใหญ่เบอร์ไหนถึงจะป้องกันได้จริง ต่อให้เป็นหมวกสานปีกกว้างที่มีขายในตลาดสำเพ็งที่ต้องใหญ่สะดุดตาให้สุด เพื่อใช้เป็นโล่ป้องกัน ร่มคันใหญ่ที่เราใช้กางระหว่างเดินลุยไปกลางแจ้ง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยป้องกันเราจากแสงแดดได้จริง หรือแม้กระทั่งการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่จำเป็นต้องทำในปัจจุบัน หลายคนคิดว่าการสวมใส่สิ่งนี้นอกจากป้องกันอย่างอื่นได้แล้ว อาจจะสามารถป้องกันแสงแดดได้ด้วย เราคงต้องดับฝันคุณด้วยการบอกว่า สวมใส่หน้ากากอนามัยไม่ได้ช่วยป้องกันแสงแดด

และสำหรับอีกหนึ่งวิธีรับมือที่หลายคนคงรู้อยู่แล้ว ถ้าไม่อยากให้แสงแดดทำร้ายผิว เราก็ต้องทาครีมกันแดดป้องกันผิวเรา วิธีง่ายๆ แต่ยังคงมีอีกหลายคนที่ไม่ทาครีมกันแดด บ้างก็บอกว่าทาไปแล้วรู้สึกถึงความเหนียว เหนอะหนะ ทาแล้วรู้สึกหน้าหมองคล้ำกว่าปกติ หรือทากันแดดแล้วสิวขึ้นอีก สาเหตุอาจจะเกิดจากประเภทของกันแดดที่เราเลือกใช้ไม่เหมาะสำหรับผิวเรา ดังนั้น เพื่อไม่ให้ Follower อย่างแสงแดดได้ใจ เรามารู้จักประเภทของครีมกันแดดกัน

ประเภทของครีมกันแดดในท้องตลาดมี 2 ประเภทหลัก

1. ครีมกันแดดแบบ Physical เมื่อทาครีมกันแดดประเภทนี้ไป กันแดดจะเคลือบเป็นเกราะบนผิวของเรา เพื่อสะท้อนแสงแดดให้ออกไป ข้อดีคือทาแล้วสามารถกันแดดได้ในทันที กันแดดได้อย่างยาวนาน มีโอกาสอุดตันน้อยกว่าจึงเหมาะกับคนเป็นสิว แต่ข้อเสียก็มีพอเป็นเกราะแบบนี้ก็เนื้อหนา เกลี่ยยาก หรือบางทีเป็นคราบขาว

2. ครีมกันแดดแบบ Chemical เมื่อทาครีมกันแดดประเภทนี้ไปจะทำหน้าที่ดูดซับแสงแดด แล้วคายออกในรูปแบบของความร้อน ไม่ใช่การสะท้อนแสงกลับออกไป ข้อดีคือเนื้อครีมบาง เกลี่ยง่าย แต่ข้อเสียคือไม่สามารถกันแดดได้ในทันที ต้องรอให้กันแดดพร้อมที่จะป้องกันเราก่อน และยิ่งแดดแรง ยิ่งต้องทาเยอะ พอทาเยอะไปก็อาจจะทำให้อุดตันรูขุมขนได้ จึงไม่เหมาะกับคนผิวมัน

พอได้รู้จักประเภทของครีมกันแดดจริงๆ แล้วนั้นก็รู้ได้เลยว่า Follower ดีเด่นของเรารับมือได้ยากจริงๆ ซึ่งถ้าจะให้เลือกว่าประเภทใดดีที่สุดคงบอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกอย่างไรให้เข้ากับผิวเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย เพื่อที่จะทำให้เราได้เฉิดฉายกล้าเผชิญกับ Follower ได้อย่างมั่นใจ และครีมกันแดดตัวไหนที่คุณจะเลือกใช้รับมือกับ Follower อย่างแสงแดด

ตัวช่วยที่จะทำให้เราเฉิดฉายสู้กับ Follower อย่างแสงแดด และพร้อม Block สิวไม่ให้เกิดได้

สำหรับครีมกันแดดที่น่าสนใจ และอาจจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการให้กับใครหลายๆ คนที่อยากจะมีผิวสวยได้อย่างมั่นใจ ไม่ยุ่งยาก สำหรับสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน คือ กันแดด Dermaction plus by Watsons Advance Sun สูตร Zinc Acne-prone สินค้าใหม่ที่กันแดดให้คุณได้จริง มาทางไหนกลับไปทางนั้นไปเลย ด้วยค่า SPF50+ PA++++ เพื่อป้องกันผิวเราอย่างดีที่สุด

ป้องกันได้ทุกแสงทั้ง UVA UVB, Blue Light และ UVIR (Infrared) ถ้า Follower ดีเด่นของเราจะแฝงตัวมาในรูปแบบแสงใดก็ตาม บอกเลยตัวนี้เอาอยู่ทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งช่วยให้เราสามารถ Block สิวที่ต้องการจะเฉิดฉายบนใบหน้าของเราได้ด้วย Salicylic Acid และ Zinc PCA ที่ช่วยควบคุมความมัน ป้องกันการเกิดสิว และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย P.Acne ที่ทำให้สิวเกิดอักเสบได้อีกด้วย

ยังไม่หมดนะ ถ้ากังวลเรื่องความเหนอะหนะอยู่ ครีมกันแดดตัวนี้เป็นเนื้อ Aqua Gel สูตร Hybrid Activated บางเบามาก ไม่มีน้ำหอม พาราเบน น้ำมัน สี ลาโนลิน และ DEA, MIT/CMIT และเหมาะกับทุกสภาพผิวอีกด้วย เอาเป็นว่าไว้ใจครีมกันแดดตัวนี้ได้เลย ต่อไปนี้จะทาครีมกันแดดก่อนจะสวมใส่หน้ากากอนามัยออกจากบ้านก็มั่นใจได้ว่าผิวของเราจะสวยทนสู้แดดสู้สิวได้ในทุกๆ วัน เพราะวัตสันเขาคิดมาแล้วว่าเราต้องเจอปัญหาอะไรเมื่อต้องทากันแดดพร้อมทั้งใส่หน้ากากอนามัยไปด้วย หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่วัตสัน และวัตสันออนไลน์ https://watsonsonline.store/ydj

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งที่ทุกคนควรจะรู้ไว้อีกอย่างคือ ครีมกันแดด ไม่ต้องรอใช้เฉพาะเวลาไปทะเลเท่านั้นหรอก แต่ควรจะถูกนำมาใช้ในทุกวันเพื่อป้องกันผิวเราจากแสงแดดอย่างเป็นประจำ เพราะทุกวัน ทุกเวลาเราต้องเจอกับแสงตามตลอดทุกที่ ถ้าอยากมีผิวที่สดใสพร้อมให้ Follower ตามอย่างมั่นใจก็ต้องทาครีมกันแดด เพราะสุดท้าย Follower อย่างแสงแดดไม่เคยกด Unfollow เราเลยสักวัน

ทิชชู่เปียกรักษ์โลกเบเบ้ซุป ชวนสอนลูกสอนหลานให้รักษ์โลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651492

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:40 น.ทิชชู่เปียกรักษ์โลกเบเบ้ซุป ชวนสอนลูกสอนหลานให้รักษ์โลก เบเบ้ซุป ชวนทุกครอบครัว “สอนลูกสอนหลานให้รักษ์โลก” เรียนรู้การรักษาสิ่งแวดล้อมและใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์เบเบ้ซุปด้วยภาพชุดประกอบแคมเปญ “ย่อยได้ I แยกได้ I เล่นได้”

กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ผ่านทางโซเชียล มีเดีย สำหรับ เบเบ้ซุป (Bebesup) ผลิตภัณฑ์ทิชชู่เปียกรักษ์โลกที่การันตีจากสถาบันวิจัย Baby Skin Lab ประเทศเกาหลี ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยยิ่งกว่าน้ำสะอาด ปลอดภัยต่อผิวเด็ก และย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ครั้งนี้เชิญชวนทุกครอบครัวร่วมทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับลูกน้อย อีกทั้งยังเสริมสร้างความรักความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ผ่านแคมเปญ “สอนลูกสอนหลานให้รักษ์โลก” โดยร่วมกับ “ปอ ศตายุ แสนคำ” ศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ เจ้าของผลงานวาดภาพประกอบหนังสือ How I Love Myself , นิตยสารบ้านและสวน, เว็บไซต์ My home, เพจ Xself ฯลฯ

ร่วมถ่ายทอดผลงานให้กับเบเบ้ซุปในรูปแบบภาพวาดประกอบ เพื่อสื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ ครอบครัว และเด็กๆ ได้เข้าถึงธรรมชาติ เเละสิ่งเเวดล้อมด้วยความเข้าใจ พร้อมทำกิจกรรมร่วมกัน ตลอดจนได้เรียนรู้ถึงการรักษ์โลกผ่านผลิตภัณฑ์ทิชชู่เปียกเบเบ้ซุปด้วยเรื่องราวง่ายๆ 3 ซีรีส์ ได้แก่  “ย่อยได้ I แยกได้ I เล่นได้”

ซีรีย์ที่ 1 – เรียนรู้การ “ย่อยได้” 

ส่งเสริมการเรียนรู้และการใช้ผลิตภัณฑ์เบเบ้ซุป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ตัวทิชชู่สามารถย่อยสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ (BIODEGRADABLE) โดยเริ่มจากห้องทดลองเล็กๆ ที่บ้าน ด้วยการนำทิชชู่เปียกไปฝังดิน เมื่อเวลาผ่านไปแสงแดดและความชื้นจะทำให้ทิชชู่เปียกกลายเป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับต้นไม้ได้  

 ซีรีย์ที่ 2 – เรียนรู้การ  “แยกได้”

ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ เบเบ้ซุป โดยสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ว่าใน 1 ซองของเบเบ้ซุป ประกอบด้วยซองพลาสติก (Packaging) ,ฝาปิด (Cap) และสติกเกอร์ใบไม้ด้านใน (Leaf Label) ซึ่งทั้ง 3 ส่วนทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน ดังนั้น ต้องมีการแยกทิ้งให้ถูกต้องตามประเภทของขยะ เเละส่วนประกอบบางส่วนสามารถนำมาใช้งานใหม่ (Reuse) เเละบางส่วนสามารถนำมารีไซเคิลได้ (Recycle) 

ซีรีย์ที่ 3 – เรียนรู้การ “เล่นได้” 

ส่วนประกอบบางส่วนผลิตภัณฑ์เบเบ้ซุป สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนี้

  • ฝา (CAP) ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ในบ้าน อาทิ แปะปิดคร่อมรูปลั๊กไฟที่ผนังกำแพง เพื่อป้องกันเด็กๆ เอานิ้วไปเล่น/เเหย่รูปลั๊ก
  • นำฝา (Cap) มาประกบกัน เพื่อทำเป็นกล่องใส่ของ เช่น ที่ใส่เหรียญ ใส่ยางรัดผม ใส่พลาสเตอร์ยา ที่เก็บสะสมสติ๊กเกอร์ ฯลฯใช้เป็นฝาปิดถุงขนม คอร์นเฟลก (Cornflakes) เพื่อการถนอมอาหาร 
  • ใช้เล่นเป็นการ์ดคำศัพท์ เพื่อเสริมความรู้ เเละทบทวนความจำของลูกน้อย
  • สติกเกอร์ใบไม้ด้านใน (Leaf Label) –  สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งของน่ารักๆ เสริมพัฒนาการของลูกในชีวิตประจำวัน อาทิ สติกเกอร์โน้ตเขียนเตือนความจำ (Post It) ที่เเปะคั่นหนังสือนิทาน ที่เเปะบอกชื่อต้นไม้ที่กระถางต้นไม้

โดยศิลปิน “ปอ ศตายุ แสนคำ” ให้แนวคิดและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานแคมเปญนี้ให้กับเบเบ้ซุป กับชุดภาพประกอบทั้ง 3 ซีรีย์ ว่า “เพื่อสื่อถึงความเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ที่มีแนวคิดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว” 

ศิลปินเลือกใช้สีสันที่สดใส เพื่อแสดงถึงความสุขของครอบครัว โดยลงสี Earth Tone เขียว เหลือง น้ำตาล แสดงถึงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด โดยเทคนิคการเล่าเรื่องและลงสีของแต่ละซีรี่ย์มีแนวคิด ดังนี้

ซีรี่ย์ที่ 1 – เรียนรู้การ “ย่อยได้” – เน้นการใช้โทนสีภาพ Earth Tone 3 สีหลักคือ เขียว เหลือง น้ำตาล เพื่อสื่อถึงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด

ซีรี่ย์ที่ 2 – เรียนรู้การ “แยกได้” – ภาพแสดงถึงกิจกรรมแยกขยะทิ้งให้ถูกต้อง โดยให้ตัวละครคุณแม่สอนลูกให้สีสันสดใสแสดงถึงความดี ความสุขของภาพ

ซีรีย์ที่ 3 – เรียนรู้การ “เล่นได้” ภาพกิจกรรมจากการใช้ฝาจะใช้สีโทนของฝาผลิตภัณฑ์ในการเล่าเรื่องราวไปในอารมณ์เดียวกันกับสี และภาพกิจกรรมจากสติกเกอร์ใบไม้จะใช้โทนสีเขียวและคู่ตรงข้ามเป็นหลักในการเล่าเรื่องของภาพ

นอกจากนี้ ทางศิลปินยังได้ร่วมออกเเบบสติ๊กเกอร์รักษ์โลกติดหน้าห่อ     ทิชชู่เปียกเบเบ้ซุป (Bebesup Packaging) สำหรับวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยาชั้นนำ อาทิ กูร์เมต์ มาร์เก็ต (Gourmet Market) ฟู้ดแลนด์  ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Foodland Supermarket) เลมอนฟาร์ม (Lemon Farm) วิลล่า มาร์เก็ท (Villa Market) เมดเเคร์ ดีเชน (D-Chain) เซฟ แอนด์ เซฟ (Safe & Save) เเละสหภัณฑ์นมผงราชพฤกษ์  ออนไลน์ อาทิ FB/IG: Bebesup.th, Central Online, Lazada/Shopee: Bebesup_Officialshop

ติดตามภาพชุดประกอบแคมเปญ ‘ย่อยได้ แยกได้ เล่นได้’ ในแต่ละซีรี่ย์ ได้ทาง เว็บไซต์ แฟนเพจ เฟสบุ๊ค และอินสตาแกรม Bebesup.th เเละมาร่วมเเชร์วิธีการ ‘รักษ์โลกในแบบครอบครัวของคุณ’ ผ่านคอมเมนท์ใต้ภาพ พร้อมลุ้นรับของรางวัลจากทางเบเบ้ซุปได้ ตั้งเเต่ วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

.

ครอบครัวเบเบ้ซุปเริ่มเเล้ว ครอบครัวคุณเริ่มรึยัง!!!

#Bebesup #ทิชชู่เปียกรักษ์โลก #โลกไม่พัง #สงสารโลก #คืนโลกให้NextGen 

#ทุกที่ทำไทยก็ทำ #เบเบ้ซุปไทยทำ #zerowaste #ลดการสร้างขยะพลาสติก #ทำให้เด็กดู 

#มิตรรักษ์เนเจอร์ 

ส่องเทนรด์บีชแวร์มาแรงของสองนางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท และนักร้องสาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651488

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.ส่องเทนรด์บีชแวร์มาแรงของสองนางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท และนักร้องสาวขอแฟชั่นเยียวยาจิตใจให้กลับมาแฮปปี้ ชวนดูบีชแวร์เปิดไหล่ข้างเดียว แฟชั่นมาแรงฃของ 2 นางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท ‘วาเลรี คอฟแมน – มาเรีย บอร์เคส’ และนักร้องสาว ‘แคโรไลน์ วรีแลนด์’

ซัมเมอร์ปีนี้แม้จะเงียบเหงา ทริปพักผ่อนถูกเลื่อนออกไป แต่ก็เกิดปรากฏการณ์ “เที่ยวทิพย์” ขึ้น เรียกว่าแฟชั่นเยียวยาจิตใจให้กลับมาแฮปปี้ วันนี้เลยพาไปอัปเดตเทรนด์ชุดว่ายน้ำสุดเริ่ดของ 2 ซูเปอร์โมเดลชื่อดังดีกรีนางฟ้า วิคตอเรีย ซีเคร็ท อย่าง Valery Kaufman (วาเลรี คอฟแมน) หวานใจของ จาเรด เลโท (Jared Leto) นักแสดงและนักร้องหนุ่มขวัญใจสาวๆ ทั่วโลก และ Maria Borges (มาเรีย บอร์เคส) รวมถึง นักร้อง นักแสดง และนางแบบ Caroline Vreeland (แคโรไลน์ วรีแลนด์) ปรากฏกายในชุดบีชแวร์ (Beachwear) ปาดไหล่ข้างเดียว จากแบรนด์ AB. Angelys Balek (เอบี. แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์แฟชั่นฝีมือดีไซน์เนอร์ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน แองจี้-แอนเจลิส บาเลก

นางแบบสาว Valery Kaufman ได้โพสต์ภาพวันพักผ่อนริมหาด California beach โดยสวมใส่ชุดว่ายน้ำเปิดไหล่ข้างเดียวสี Tomato Red ของ AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น Fall Winter 2020 ลง IG Story ส่วนตัว @valerykaufman ลุคนี้ของนางแบบสาววาเลรี คอฟแมน สวยเพอร์เฟคในชุดว่ายน้ำสีแดงมะเขือเทศยิ่งขับผิวเนียนให้โดดเด่นขึ้น บวกกับดีไซน์ชุดที่โชว์ความงามของไหล่ เรียกว่าดึงดูดสายตาได้อยู่หมัดเลยทีเดียว

ด้าน Maria Borges นางแบบสาวสุดฮอตที่ขึ้นรันเวย์มาแล้วแทบทุกแบรนด์แฟชั่น เลือกอวดหุ่นแสนเพอร์เฟกต์ในชุดว่ายน้ำเปิดไหล่ข้างเดียว ของ AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น Spring Summer 2020 สีฟ้าน้ำทะเล (Scuba Blue) ตัดกับผิวเนียนสีน้ำผึ้ง ในทริปพักผ่อนที่ Buck Island Reef National Monument (อนุสรณ์สถานแห่งชาติแนวปะการังบั๊กไอส์แลนด์) ในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา พร้อมกับโพสต์คลิปวิดีโอการมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าในสไตล์สาวมาเรียในอินสตาแกรมส่วนตัว @iammariaborges

ตอกย้ำเทรนด์ชุดว่ายดีไซน์เปิดไหล่มาแรงแน่นอน เมื่อนักร้อง นักแสดง และนางแบบ Caroline Vreeland โพสต์รูปลงอินสตาแกรมส่วนตัว @carolinevreeland โดยเลือกหยิบชุดว่ายน้ำ One Shoulder Ruffle Swimsuit สีดำ จาก AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น Fall Winter 2020 โชว์ไหล่ข้างเดียว เก๋ไก๋ด้วย Ruffle ช่วงบน แมทช์จิวเวลรี่และทรงผม wet look ทำให้ได้ลุคสุดโก้ไฮแฟชั่น

งานนี้สาวๆ ต้องไม่พลาดเทรนด์แฟชั่นเปิดไหล่ จะใส่เที่ยวทิพย์ก็เริ่ด หรือจะไว้ใส่สำหรับทริปพักผ่อนก็ไม่มีเอาท์ ตามไปช็อปแฟชั่นสุดเริ่ดกันได้ที่ https://www.angelysbalekshop.com/ และ Instagram: @angelysbalek, @angelysbalekth หรือ ชั้น G ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่

.

#AB #ABWorld #ABAngelysBalek

เคล็ดลับทำอาหารฉบับชาวคอนโด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651486

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:11 น.เคล็ดลับทำอาหารฉบับชาวคอนโดเบอร์ทอลลี่ จับมือ Reenp นักวาดภาพประกอบสไตล์มินิมอล ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในลายเส้นสุดน่ารักในซีรีส์ภาพประกอบชุดใหม่ พร้อมเคล็ดลับการทำอาหารที่เล่าถึงวิถีชีวิตทั่วไปของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโด

แบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของโลก เบอร์ทอลลี่ เปิดตัวซีรีส์ภาพประกอบชุดใหม่เพื่อแนะนำเคล็ดลับการทำอาหารสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด เพื่อเดินหน้าสานสัมพันธ์กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเคล็ดลับการทำอาหารพร้อมภาพประกอบชุดนี้เล่าถึงวิถีชีวิตทั่วไปของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโด ผ่านวิธีการเล่าเรื่องแบบมีอารมณ์ขัน พร้อมบอกต่อเคล็ดลับในการทำอาหารในคอนโดแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติตามได้จริง

เบอร์ทอลลี่ได้ร่วมมือกับ Reenp นักวาดภาพประกอบไทยรุ่นใหม่ ที่มาช่วยรังสรรค์เนื้อหาที่เข้าใจง่าย ผ่านภาพประกอบทั้งหมด 8 ชุด ที่เล่าถึงวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ดำเนินเรื่องโดยตัวละครหลักเป็นหญิงสาวซึ่งอาศัยอยู่ในคอนโดแห่งหนึ่ง ภาพประกอบชุดนี้ช่วยแนะนำเคล็ดลับสนุกๆ ตั้งแต่การวางแผนและเตรียมวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ตลอดถึงสนับสนุนให้ผู้คนใส่ใจกับการทำอาหารเพื่อสร้างสรรค์ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่

“จากความสำเร็จในประเทศไทยกว่า 30 ปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์เบอร์ทอลลี่และผู้บริโภคชาวไทยนั้นมีความเด่นชัดมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยคนไทยหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เลือกใช้เวลาไปกับการทำอาหารและรับประทานอาหารที่บ้าน โดยเห็นได้ชัดจากการที่กลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นเริ่มมองหาอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ก็ยังคงตั้งใจดูแลคนรอบข้าง รวมถึงคนในครอบครัว เบอร์ทอลลี่จึงได้เปิดตัวซีรีส์เคล็ดลับทำอาหารสำหรับผู้ที่อยู่ในคอนโดเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้” นาย โฮเซ่ มาเรีย เซกราโด ฮิเมเนส ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ของดีโอเลโอ กล่าว

ขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยต่างให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่เน้นเรื่องสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น เราทราบดีว่าความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของเบอร์ทอลลี่จะช่วยให้เราสามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และหวังว่าจะช่วยให้คนไทยสามารถยกระดับมื้ออาหารในทุกๆ วัน ด้วยน้ำมันมะกอกที่เปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ โดยไม่ต้องกังวลว่าครัวจะมีข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่

ภาพประกอบแนะนำเคล็ดลับในการทำอาหารชุดนี้ได้ต่อยอดมาจากคลิปวิดีโอสั้นล่าสุดจากเบอร์ทอลลี่ที่ถ่ายทำขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะ และนำแสดงโดยคนไทย โดยวิดีโอโฆษณาชิ้นนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจภายในครอบครัว และตอกย้ำถึงความอเนกประสงค์และความหลากหลายในการนำมาประกอบอาหารของน้ำมันมะกอกเบอร์ทอลลี่กับเมนูอาหารไทย พร้อมทั้งนำเสนอคุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพ

“คนไทยนั้นมีความเข้าใจและให้ความสำคัญกับความสุขในการทำอาหารและช่วงเวลาการรับประทานอาหารร่วมกันอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่แบรนด์เบอร์ทอลลี่เองก็เชื่อมั่นเช่นกัน ในช่วงเวลาที่ผู้คนต่างเลือกใช้เวลาอยู่ที่บ้านกันมากขึ้น และเลือกทำอาหารร่วมกับครอบครัวและคนที่พวกเขารักนั้น เบอร์ทอลลี่เชื่อว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแบ่งปันเรื่องราวที่น่าประทับใจ” นายโฮเซ่ กล่าวเพิ่มเติม

น้ำมันมะกอกเบอร์ทอลลี่วางจำหน่ายในประเทศไทยและมีหลายสูตรให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น สูตร Extra Light สูตรธรรมดาฝาสีส้ม สูตร Extra Virgin และสูตร Extra Virgin แบบออร์แกนิค ที่เหมาะสำหรับเมนูอาหารไทยทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีแบบทอด ผัด รับประทานกับสลัด หมัก ย่าง หรือแม้กระทั่งกับเมนูอบ โดยสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

สามารถดูเคล็ดลับการทำอาหารฉบับชาวคอนโด พร้อมภาพประกอบได้ทางเพจ Bertolli Thailand https://www.facebook.com/BertolliTH/

Work from Home ยังไงให้ได้ผลงาน(ดี) #SootinClaimon.Comย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651376

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.Work from Home ยังไงให้ได้ผลงาน(ดี)Work from Home หรือการทำงานที่บ้าน เป็นอีกหนึ่งมาตราการที่หลายบริษัทเลือกใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการติดและแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 แต่ความอิสระที่ได้มานี้ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนคือ วินัยในตัวเอง ความสะดวกสบายที่จะนั่งหรือนอนทำงานที่บ้านตอนไหนก็ได้ ทำให้หลายครั้งงานของเราไม่เสร็จตามที่วางไว้

และต่อไปนี้คือวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้การทำงานที่บ้านของคุณมีประสิทธิภาพ

ตัดสิ่งรบกวนเวลาทำงาน

การนั่งทำงานที่บ้านมักจะมีหลายสิ่งที่รบกวนสมาธิเรา ถ้าอยากทำงานให้ได้ประสิทธิภาพก็ต้องเลือกที่จะจัดการทุกอย่างรอบ ๆ ตัวให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นปิดโทรทัศน์ ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ และงดเล่น Social Media แล้วอย่าลืมคุยกับคนที่บ้านให้ดีด้วยว่าช่วงเวลาไหนบ้างที่เราจะต้องทำงาน เพื่อที่เขาจะได้ไม่เข้ามารบกวนและทำให้เราเสียสมาธิ

วางตารางและแบ่งเวลาให้ดี 

เวลาที่เรานั่งทำงานอยู่ที่บ้าน จะไม่มีทั้งเพื่อนร่วมงาน และไม่มีหัวหน้าที่จะมาคอยควบคุม อาจทำให้ความตั้งใจที่จะทำงานให้เสร็จนั้นถูกเลื่อนออกไปได้ เราจึงต้องวางแผนและจัดการตารางการทำงานให้ดี เริ่มตั้งแต่กำหนดเดตไลน์ของงาน ทำ To-do list ในแต่ละวันและพยายามทำให้เสร็จตามเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

อีกเรื่องที่ต้องมีวินัยและจัดการเวลาให้ดีก็คือ การแยกเรื่องงานออกจากชีวิตส่วนตัว แม้ว่าเราจะทำงานที่บ้านก็จริง แต่ถ้าต้องทำงานบ้าน ซักผ้า อาบน้ำให้หมาและแมว ก็ควรเก็บไว้ทำหลังจากเวลาที่เราทำงานหลักเสร็จแล้ว

แยกพื้นที่ทำงานกับพื้นที่พักผ่อนให้ชัดเจน

หลายคนชอบยกคอมพิวเตอร์มานั่งทำงานบนที่นอน บางคนก็มานั่งทำงานที่โซฟาพร้อมเปิดซีรีส์เกาหลีไปด้วย เพราะรู้สึกว่ามันผ่อนคลาย เป็นบรรยากาศการทำงานแบบสบาย ๆ แต่ที่จริงแล้วเราควรแยกพื้นที่ทำงานกับการพักผ่อนให้เป็นสัดส่วน อาจเลือกสักห้องหนึ่งในบ้านมาทำเป็นที่ทำงาน และพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่คนที่บ้านมักจะมารวมตัวกันด้วย

ไม่ต้องขนาดผูกเนคไท แต่ก็ไม่ใส่ชุดนอน

ถึงจะทำงานที่บ้านก็จริง แต่การใส่ชุดนอนมานั่งทำงานอาจจะทำให้เรารู้สึกสบายเกินไปจนไม่ได้เริ่มต้นทำงานอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดใส่สูท ผูกเนคไท หรือใส่เดรสแบบที่เป็นทางการเหมือนออกไปทำงานข้างนอก อย่างน้อยที่สุดก็ควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอื่น เพื่อร่างกายจะรู้สัญญาณว่าเราพร้อมแล้วสำหรับการทำงาน

หาเวลาพักให้ตัวเอง

ระหว่างวันให้หาเวลาลุกเดินเล่น พักสายตาจากหน้าคอมเป็นระยะ หรือหาของว่างกินตอนบ่ายบ้าง เหมือนวันที่เราไปทำงานที่ออฟฟิศแบบปกติ ที่จะต้องมีลุกไปเข้าห้องน้ำ และพักกินข้าวกลางวัน การหาเวลาพักระหว่างวันนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพของเราแล้ว ยังช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

Feedback งานกันอยู่เสมอ

การ Feedback เป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน ซึ่งเวลามาทำงานที่ออฟฟิศปกติเราเจอหน้ากัน เราจะสามารถคุยกันได้ทันทีเพราะแค่หันหน้าไปก็เจอแล้ว  แต่การทำงานกันคนละที่จะทำให้การพูดคุยกันนั้นน้อยลง ซึ่งสุดท้ายอาจทำให้งานล่าช้า หรือมีปัญหาได้ เพราะฉะนั้นต้องมีการพูดคุยหรือ Review งานกันอยู่เสมอ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีโปรแกรมให้เราได้ Video Conference มากมาย เช่น Microsoft Teams หรือ Google Hangouts

นอกเหนือจากเทคนิคทั้งหมดแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้การ Work from Home ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ เราต้องมีวินัยในตัวเอง และพยายามรักษาคุณภาพของงานให้ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเป็นผลดีกับการทำงานและอาชีพของเรานั่นเอง

WFH หน้าร้อน..โอกาสทองกู้คืนผิวหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651316

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 09:03 น.WFH หน้าร้อน..โอกาสทองกู้คืนผิวหน้าWork From Home หน้าร้อนโอกาสทองในการกู้คืนผิวหน้า กับ 5 เคล็ดลับสู่ผิวสวยฉ่ำน้ำในช่วงหน้าร้อนที่แสนง่ายตามสไตล์แต่ละคน

โควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้แพลนท่องเที่ยวซัมเมอร์ของสาวๆ หลายคนต้องพักไว้ก่อน ได้แต่นอนเที่ยวทิพย์อยู่ที่บ้าน เพราะต้องกักตัวช่วยลดการแพร่เชื้อ หากมองในแง่ดีนี่แหละโอกาสทองที่สาวๆ จะได้ดูแลผิวหน้า กู้คืนความสวยของใบหน้า วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับสู่ผิวสวยฉ่ำน้ำในช่วงหน้าร้อนที่แสนง่ายตามสไตล์แต่ละคน มาดูกันเลยว่าง่ายแค่ไหน

1. เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะผลไม้ที่ฉ่ำน้ำอย่าง แตงโม ส้ม แคนตาลูป ที่เมื่อได้รับประทานแล้วจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และอย่าลืมว่าหน้าร้อน แม้จะอยู่บ้านก็อาจทำให้เราเสียเหงื่อมาก ดังนั้นการดื่มน้ำเปล่าก็สามารถทดแทนน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกมาได้ โดยควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 8 แก้ว เพื่อให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก และน้ำเป็นตัวช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว และสร้างสมดุลให้กับร่างกายได้อีกวิธีหนึ่ง

2. การพักผ่อนให้เพียงพอ ธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น ดังนั้นเมื่อคุณต้องกักตัวอยู่บ้าน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องทำงาน นี่อาจจะเป็นโอกาสทองที่จะทำให้คุณแบ่งเวลาช่วงกลางวันสักนิดในการพักผ่อนสายตา แต่อย่าลืมว่าไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ดังนั้นการใช้พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศไม่ควรให้กระทบโดยตรงกับร่างกายนานๆ ที่สำคัญรีบจัดการงานให้เสร็จและเข้านอนแต่หัวค่ำ

3. ทากันแดดทุกวัน แม้ว่าสาวๆ จะไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ครีมกันแดดยังจัดว่าเป็นไอเท็มสำคัญที่ห้ามขาดในทุกเช้า เพราะแม้คุณจะทำงานอยู่แต่ในบ้าน ผิวไม่สัมผัสแสงแดด แต่คุณยังต้องพบเจอแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นครีมกันแดด จึงเป็นตัวช่วยในการช่วยป้องกันผิวหน้าของคุณ

4. ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น แม้จะกักตัวอยู่บ้าน แต่ถ้าคุณเกิดจำเป็นต้องเปิดประตูออกไปนอกบ้าน ซึ่งหลังจากที่เราเผชิญกับแสงแดดและผู้คนมากมาย ช่วงโควิด-19 แบบนี้ กลับบ้านต้องรีบอาบน้ำ แต่อย่าลืมคำนึงว่าหน้าร้อนแบบนี้ การหลีกเลี่ยงอาบน้ำร้อนเป็นผลดีที่สุด ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำและล้างหน้าด้วยน้ำเย็น หลังจากที่สูญเสียเหงื่อไปมาก

5. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลผิวหน้าช่วงหน้าร้อน ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ตรงกับสภาพผิวและสภาพอากาศ ซึ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ผิวหน้าจะมันง่ายโดยเฉพาะสาว ๆ ที่มีผิวมันและผิวผสมซึ่งเสี่ยงต่อการอุดตันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ง่าย กิฟฟารีน HYA Series มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และตรงกับผิวแต่ละประเภทในช่วงหน้าร้อนแบบนี้

โดยเริ่มต้นของผิวสวยจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลอบประโลมและเตรียมผิวเพื่อให้พร้อมรับครีมบำรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวได้อย่างดีเยี่ยม สาว ๆ สามารถเลือกใช้ กิฟฟารีน ไฮยา อินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่ม ในการดูแลผิวเป็นขั้นตอนแรกก่อนการบำรุง ใช้เพียงหนึ่งหลอด ทั้งเช้า-เย็น ด้วยส่วนผสมของไฮยาลูรอนธรรมชาติ 100% จากประเทศเยอรมนี ตัวช่วยหลักในการเติมน้ำในเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และเตรียมผิวพร้อมรับครีมบำรุงอย่างล้ำลึกในขั้นตอนต่อไป

ส่วนสาว ๆ ที่มีผิวมันหรือผิวผสมควรเลือกใช้ กิฟฟารีน ไฮยา ทรีดี คอมเพล็กซ์ โลชั่น เพื่อให้ผิวเบาสบายระหว่างวันไม่มันและไม่เกิดการอุดตัน

สำหรับสาว ๆ ผิวแห้งควรเลือกใช้ กิฟฟารีน ไฮยา ทรีดี คอมเพล็กซ์ ครีม ซึ่งจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านขาดน้ำในระหว่างวัน แต่งหน้าติดทน

แค่นี้ก็ทำให้ทุกเช้าวันใหม่เป็นวันที่ผิวสวยสามารถอวดผิวหน้าได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ก่อนนอนควรเติมอาหารให้ผิวหน้าให้ได้ผ่อนคลายด้วย กิฟฟารีน ไฮยา บูสเตอร์ สลีปปิ้ง มาสก์ เพื่อให้ผิวหน้ากระชับฉ่ำน้ำตื่นขึ้นมาพร้อมผิวหน้าที่สดใส แค่นี้สาว ๆ ก็สามารถมีผิวหน้าที่สวยสดใสรับซัมเมอร์นี้ได้อย่างมั่นใจกันแล้ว

‘ลีวายส์’ ผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651261

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 10:19 น.'ลีวายส์' ผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืนลีวายส์ (Levi’s) เปิดตัวแคมเปญระดับโลก “BUY BETTER. WEAR LONGER.” ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน พร้อมทั้งกิจกรรม Jeans Go Green รีไซเคิลยีนส์ยั่งยืน ต้อนรับวันคุ้มครองโลก

ลีวายส์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน เปิดตัวแคมเปญระดับโลก “Buy Better. Wear Longer.” นำเสนอแรงบันดาลใจ ชวนริเริ่มและสานต่อด้วยการ สนับสนุนการเลือกซื้อเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของเสื้อผ้าที่ยาวนานยิ่งกว่า ซึ่งจะช่วยลดการซื้อ ลดปริมาณขยะ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นกับโลกใบนี้ ลีวายส์ ได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจของความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อมของการผลิตและการบริโภคเครื่องแต่งกายจากกลุ่มผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง (Changemakers) ได้แก่ Jaden Smith, Xiye Bastida, Melati Wijsen, Xiuhtezcatl, Emma Chamberlain และ Marcus Rashford ซึ่งแคมเปญนี้ได้ร่วมส่งเสริมโดยเผยแพร่พร้อมกกันทั่วโลก เพื่อหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนและชักชวนให้คนรุ่นใหม่ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการส่งต่อข้อความสำคัญสู่รุ่นถัดไป

โดยลีวายส์ ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวกิจกรรม Jeans Go Green รีไซเคิล ยีนส์ยั่งยืน ภายใต้แคมเปญดังกล่าวเพื่อชวนเหล่าแฟนๆ มาต่อชีวิตกางเกงยีนส์ตัวเก่า สร้างคุณค่าให้กับยีนส์ตัวโปรดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสามารถร่วมกิจกรรมที่ ร้านลีวายส์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ลีวายส์ ผู้ริเริ่มแคมเปญเพื่อสังคมมานานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเท่าเทียมกันในสังคม การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม รวมถึงแคมเปญที่ทำขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยแคมเปญล่าสุด “Buy Better. Wear Longer.” นั้น ลีวายส์ ต้องการสื่อสารไปยังเหล่าเจเนอเรชั่นใหม่ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อมพร้อมส่งต่อหัวใจสำคัญไปสู่รุ่นถัดไป เพื่อรณรงค์การสวมใส่แฟชั่นยั่งยืนอย่างแท้จริง เลือกสิ่งที่ดีกว่า เพื่อการสวมใส่เสื้อผ้าตัวโปรดได้นานยิ่งขึ้น และนำไปสู่การลดขยะ ลดภาวะโลกร้อนในที่สุด

แคมเปญ “Buy Better. Wear Longer.” ถือเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ในปี 2021 ที่ต่อยอดจากความตั้งใจ และทำอย่างต่อเนื่องของลีวายส์ ในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ แฟชั่นที่ยั่งยืนมากขึ้น กระบวนการผลิต การฟอก การทำสี รวมถึงขยะจากฟาสแฟชั่นที่มาไวไปไว ก่อให้เกิดเป็นขยะในอนาคตจำนวนมหาศาล ฉะนั้นลีวายส์ จึงได้รังสรรค์นวัตกรรมแฟชั่นรักษ์โลก โดยครอบคลุมทั้งสายการผลิต ตั้งแต่การเฟ้นหาวัตถุดิบ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น Cottonized Hemp (ผ้าใยกัญชงผสมฝ้าย), Organic Cotton รวมไปถึงได้ริเริ่มชวนยืดอายุให้กับยีนส์ตัวโปรด เพื่อให้ได้มาซึ่งแฟชั่นที่ยั่งยืน ทั้งนี้ลีวายส์ ยังกำหนดเป้าหมายในการลดการสร้างมลพิษและลดภาวะโลกร้อน ในปี 2025 อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเฟ้นหาวัตถุดิบจวบจนพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ Water>LessTM ซึ่งเป็นนวัตกรรมผลิตยีนส์น้ำน้อยที่ลีวายส์ คิดค้นและทำขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2011 จนปัจจุบัน เพื่อให้ประหยัดน้ำจาก 3.5 เป็น 4.2 พันล้านลิตร และการนำน้ำที่เสียจากการผลิตยีนส์ผ่านกระบวนการบำบัดกลับมารีไซเคิลจาก 5 เป็น 9.6 พันล้านลิตร อีกทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบเพื่อความยั่งยืนกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ มาเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิต และ 65 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ต้องถูกผลิตขึ้นจากคนงานที่อยู่ในระบบ Worker Well-being ซึ่งได้รับการคุ้มครองที่ดี มีสิทธิขั้นพื้นฐานและความเท่าเทียมในการทำงาน รวมถึงโครงการนี้ยังดูแลครอบคลุมถึงการดูแลสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมนวัตกรรมอีกด้วย

“เราตระหนักดีว่าการผลิตและการบริโภคแฟชั่นอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน โดยจะเห็นจากสถิติระหว่างปี 2548 ถึง 2563 การบริโภคเสื้อผ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เสื้อผ้าล้นตู้ สวมใส่แต่ละชิ้นไม่กี่ครั้ง และทิ้งมันไปในที่สุด ทำอย่างไรให้เราสามารถเก็บเสื้อผ้าเกินครึ่งของตู้เสื้อผ้าได้นานเหมือนที่เราเคยทำได้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เรารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ “Buy Better. Wear Longer.” เริ่มต้นจากตัวคุณ”

“เสื้อผ้าของลีวายส์ คุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ที่มอบทั้งความทนทานสวมใส่ได้หลายชั่วอายุคนและมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะมันคือยีนส์ตัวโปรดที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับคุณ มันเก็บเรื่องราวและความทรงจำดีๆไว้มากมาย เราจึงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแฟชั่น ที่เน้นเรื่องคุณภาพและการออกแบบเพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” – Paul Dillinger รองประธานฝ่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 

ทั้งนี้ เนื้อหาของแคมเปญ “Buy Better. Wear Longer.” ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสั้นที่ได้รวบรวมผลงานของ 6 นักเคลื่อนไหว (Changemakers) ผู้มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับโลกใบนี้ ซึ่งสามารถสะท้อนความมุ่งมั่นของลีวายส์ที่ต้องการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของวงการแฟชั่นได้อย่างตรงจุด อาทิ

Jaden Smith นักคิดผู้มีวิสัยทัศน์เดียวกันกับลีวายส์ ซึ่งแบรนด์ได้เคยร่วมงานมาอย่างยาวนาน เขาต้องการกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักรู้เกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกใบนี้โดยเฉพาะน้ำ เป้าหมายหลักของเขา คือ ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Emma Chamberlain หญิงสาว Youtuber ชื่อดัง ผู้ชื่นชอบแฟชั่นและการ DIY เธอชอบนำเสื้อผ้าเก่าๆ มา DIY ให้เป็นของใหม่ ดัดแปลงโดยยึดหลักความยั่งยืน ใช้ในสิ่งที่มีอยู่ ประหยัดและสร้างสรรค์

Marcus Rashford นักฟุตบอลชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ใจบุญ เขารณรงค์เกี่ยวกับปัญหาการเร่ร่อนและความอดอยากของเด็กๆ เขาเชื่อว่าเด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาส

Melati Wijsen สาวน้อยลูกครึ่งเนเธอร์แลนด์-อินโดนีเซีย วัย 20 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง Bye Bye Plastic Bags องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนที่ไม่ใช้พลาสติก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในบาหลี ในปี 2018 นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Youthtopia ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวดำเนินการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากผลงานของเธอเองแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ถึงแม้ว่าจะผ่านทางการกระทำเล็กๆน้อยๆ เช่น การซักกางเกงยีนส์ของคุณให้น้อยลง หรือซื้อเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็น

Xiye Bastida เป็นนักเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เธอเกิดและโตที่ San Pedro Tultepec เมืองที่เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมเธอเข้าใจถึงอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธออธิบายเกี่ยวกับสังคมอย่างลึกซึ้ง “วัฒนธรรมที่ถูกทิ้งร้าง” ที่ซึ่งเราชอบซื้อของและโยนทิ้งมันไป แต่ในความเป็นจริง คุณไม่เคยทิ้งอะไรไปอย่างแท้จริง เพียงแค่ย้ายมันออกไปให้พ้นจากสายตาคุณซึ่งจะกลายเป็นขยะ และจะส่งผลกระทบต่อคุณในที่สุด

Xiuhtezcatl นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม นักเขียน และศิลปินฮิปฮอปที่ใช้ดนตรีเล่าเรื่องเพื่อเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทั้งในด้านสภาพภูมิอากาศและอธิปไตยของประชาชน โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมพูดในการประชุมสหประชาชาติและใน TED มุ่งเน้นไปที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต่อประชาชนและสภาวะเศรษฐกิจอื่นๆ

“ท้ายที่สุดแล้วยีนส์ Levi’s ถูกออกแบบมาให้สวมใส่ได้หลายชั่วอายุคนไม่ใช่ฤดูกาล ดังนั้นเราจึงใช้แคมเปญนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความตั้งใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเลือกเครื่องแต่งกายของพวกเขาเช่นสวมใส่สินค้าแต่ละชิ้นให้นานขึ้น”

“ในฐานะ บริษัทฯ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกและปรารถนาที่จะนำเสนอทางออกด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ นำเมสเสจของเราผ่านเสียงจากผู้นำรุ่นเยาว์เหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหากเราทุกคนร่วมมือกัน” Jennifer Sey ประธานแบรนด์กล่าว

และเพื่อสานต่อแนวคิดความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง มาตลอดหลายสิบปี ลีวายส์ ประเทศไทย ยังจัดกิจกรรม Jeans Go Green “รีไซเคิล ยีนส์ยั่งยืน” ต้อนรับวัน คุ้มครองโลก (Earth Day) ชวนเหล่าแฟนๆ ร่วมต่อชีวิตกางเกงยีนส์ตัวเก่า สร้างคุณค่าให้กับยีนส์ตัวโปรดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสามารถนำยีนส์เก่ามาสร้างคุณค่าพร้อมรับส่วนลด 30 เปอร์เซ็นต์ และอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ จากโครงการ Jeans Go Green นี้ ลีวายส์ ร่วมส่งต่อแนวคิด ที่สุดแห่งแฟชั่นยั่งยืนด้วยการมอบ Levi’s Upcycling Tote Bag เมื่อซื้อลีวายส์ ครบ 3,500 บาท (สุทธิ)ได้ที่ร้านลีวายส์ ทุกสาขา หรือ เมื่อช้อปออนไลน์ ซื้อกางเกงยีนส์ 2 ตัว รับฟรีกระเป๋า Upcycling สุดลิมิเต็ด มูลค่า 990 บาท จำนวน 1 ใบ ซึ่งกระเป๋า Upcycling นี้ มีความ Limited และคุณค่าทุกประการที่ควรมี ด้วยทั้งการผลิตผ่านกรรมวิธี upcycling ที่ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะใบ และแน่นอนคุณค่าที่แต่ละคนจะได้รับผ่านการร่วมกิจกรรม Jeans Go Green ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึง 19 พฤษภาคม 2564

5 เคล็ดลับการสื่อสารในภาวะวิกฤต รับมือโควิดรอบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651260

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 09:01 น.5 เคล็ดลับการสื่อสารในภาวะวิกฤต รับมือโควิดรอบใหม่ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย เผยหัวใจสำคัญของประเมินการสื่อสารในภาวะวิกฤตรับมือโควิดรอบใหม่ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร

เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กับการกลับมาอีกระลอกกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ครั้งนี้มีแนวโน้มที่รุนแรงและระบาดอย่างรวดเร็วมากกว่ารอบ 1-2 ที่ผ่านมา ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตกันทั่วโลก ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด ได้ให้ 5 เคล็ดลับของการสื่อสารในภาวะวิกฤต สำหรับรับมือโควิดรอบใหม่ ไว้ดังนี้

หัวใจสำคัญของประเมินการสื่อสารในภาวะวิกฤต

1. จัดตั้งทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ทบทวนเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และสร้างจังหวะการสื่อสารเชิงรุก สำหรับองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะ SME เมื่อต้องเผชิญกับภาวะนี้อีกครั้ง องค์กรต้องมีการประเมินตัวเอง ว่าแต่ละองค์กรมีทีมในการสื่อสารในภาวะวิกฤตแล้วหรือยัง หากองค์กรใดมีอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ Communication Review เพื่อประเมินกระบวนการกันใหม่ สิ่งสำคัญคือครั้งนี้ควรมีการตั้งวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายของการสื่อสารในภาวะวิกฤตคือ การทำให้ธุรกิจที่บริหารอยู่กลับมา Back to Normal หรือ Back to Basic คือเวลาที่มีวิกฤตเกิดขึ้นมันจะส่งผลกระทบกับการทำธุรกิจปกติขององค์กร แต่ครั้งนี้ทุกองค์กรกำลังเจอกับภาพใหญ่ของวิกฤตซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และยังคาดคะเนไม่ได้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงเมื่อไหร่ แต่เดิมประเทศไทยมี 4 สี มีสีเขียว เหลือง แดง ส้ม แต่ตอนนี้มีแค่สีแดง กับสีส้ม แล้วต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ เป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก จึงเป็นโจทย์ของการทำธุรกิจ ว่าเดือนต่อ ๆ ไปจะเป็นอย่างไร จะไปทางไหนต่อ

2. ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย มากกว่าการขายสินค้าและการสร้างแบรนด์ ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาในการให้ความสำคัญของการสร้างภาพลักษณ์หรือยอดขาย ในขณะที่โลกกำลังได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า หัวใจของการสื่อสารในภาวะวิกฤตก็คือ ต้องแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ การแสดงถึงความเข้าใจในธรรมชาติ ในชะตากรรมของเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเป้าหมายหรือไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงพนักงานในบริษัท โดยคำนึงความปลอดภัยในสุขภาพในชีวิตของคนในองค์กรและลูกค้า และการให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ยกตัวอย่าง บางบริษัทอาจมีการตั้งขายสินค้าออนไลน์อัตโนมัติโดยนำเสนอไปถึงลูกค้าในช่วงนี้ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งบางทีอาจไม่เข้ากับสถานการณ์ ก็จำเป็นต้องถอนออก เพราะนอกจากไม่สร้างรายได้ ยังอาจเป็นการทำให้ลูกค้าเกิดความรำคาญด้วย แต่หากสินค้าและบริการของเราอยู่ในหมวดหมู่ที่เข้ากับสถานการณ์เช่น ประกันชีวิต ประกันโควิด หรืออื่น ๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่จำเป็นกับทุกคนในสถานการณ์แบบนี้สามารถทำได้ และช่วงนี้องค์กรควรงดการพูดเรื่องผลประกอบการต่างๆ ควรโฟกัสกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าว่าเราจะดูแลตัวเองอย่างไร จะดูแลลูกน้องอย่างไร จะดูแลลูกค้าอย่างไร คือสิ่งสำคัญที่สุด

3. สื่อสารอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน เปิดช่องทางการสื่อสาร 2 ทาง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อเราสื่อสารไปยังคนภายนอกแล้ว คนภายนอกหรือลูกค้ามักจะมีคำถามกลับมา องค์กรต้องมีการตั้งหน่วยงานที่ตั้งรับกับคำถาม Q&A Unit ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่สวัสดิภาพของประชาชน ยิ่งต้องมีทีมที่รองรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ กรณีหากมีสายด่วน Hotline หมายเลขโทรศัพท์ก็ต้องจำได้ง่ายแค่ 4 ตัว และต้องเปิดช่องทางการติดต่อให้หลากหลายช่องทาง ทั้งเบอร์โทรศัพท์ที่จำง่าย เว็บไซต์ที่ต้องอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันตลอด หรือเว็บไซต์ควรมีช่องทางที่อ่านแล้วคนทั่วไปสามารถพบกับคำถาม-คำตอบที่คนถามบ่อย ๆ หรือมีคำถาม-คำตอบอยู่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นต้น

4. สร้างความสอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยสร้างความเข้าใจอย่างชัดเจนในองค์กรก่อน เพื่อให้คนในองค์กรสามารถเป็นกระบอกเสียงที่ดีในการสื่อสารกับลูกค้า บางครั้งบางองค์กรอาจพุ่งเป้าการสื่อสารไปยังคนภายนอกซึ่งองค์กรสามารถสื่อสารได้ดี แต่มิได้มีการสื่อสารกันเองภายในองค์กร ซึ่งที่ถูกต้องแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องสื่อสารกับคนในองค์กรให้ทราบข้อมูลก่อน ให้เข้าใจก่อน เพราะพนักงานถือเป็น spokesperson ขององค์กรในการช่วยตอบคำถามให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เราเรียกว่า การทำให้ข้อความการสื่อสารสอดคล้องกันทั้งในองค์กรและนอกองค์กร

5. สร้างความเป็น Thailand Team ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวไม่แตกแยก เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในภาวะวิกฤต โดยการเลือกใช้ถ้อยคำในการสื่อสารที่สร้างสรรค์ และพลังบวกในการฝ่ายวิกฤต ชั่วโมงนี้คนไทยต้องดูแลกันเอง ทุกภาคส่วน ทุกครั้งที่ออกมาสื่อสารต้องสร้างความเป็น Unity ต้องสร้างความเป็นไทยแลนด์ทีม ต้องสร้างความฮึกโหมในทีม ต้องไม่พูดต่อว่ากัน ไม่พูดในแง่ลบ หรือพูดเรื่องของตัวเอง แต่ทุกคนต้องตระหนักว่า ตอนนี้ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะขับเคลื่อนอย่างไร แม้แต่คนที่เห็นต่างก็สามารถใช้โอกาสนี้ดึงเข้ามาร่วมมือกัน เพราะเป็นโอกาสที่ทุกคนจะการแสดงถึงวิสัยทัศน์ แสดงถึงวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล ผู้นำองค์กรภาครัฐภาคเอกชน ช่วยกันอย่างมีขั้นมีตอนมีจังหวะ เห็นภาพเดียวกัน ขับเคลื่อนไปด้วยกัน อันนี้คือหัวใจสำคัญ ซึ่งท้ายที่สุดความเป็น Thailand Team จะทำให้ทุกคนสามารถฝ่าวิกฤตไปได้ด้วยกัน