ทำไมการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651259

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 07:45 น.ทำไมการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน?โดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

จากปัญหาไวรัสโควิด 19 ระลอก 3 ที่ติดง่าย ติดไว ไม่แสดงอาการ และรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา วัคซีนที่มีก็แค่บรรเทาความรุนแรงของโรค วัคซีนที่ป้องกันได้ผลอย่างมั่นใจ ก็ยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกระยะหนึ่ง ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างทั่วโลก บางธุรกิจตั้งตัวไม่ทัน ต้องหยุดชะงัก ขาดความยั่งยืน หลายธุรกิจต้องล่มสลาย และมันจะมีผลกระทบไปอีกหลายปี การกลับสู่ภาะปกติไม่ง่ายและไม่เหมือนเดิม ที่สำคัญ ไวรัสตัวนี้ มันไม่ได้ไปไหน มันกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน

ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ละประเทศรวมทั้งองค์กรธุรกิจต่างๆ ต่างทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาล ตลอดจนทรัพยากรบุคลากรเพื่อยื้อชีวิตมนุษย์และกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอย่างหนัก การลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรจึงมีความสำคัญ แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม บางปัญหาเกิดซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็ไม่จบ พอแก้ปัญหานี้จบ ปัญหาใหม่ก็เข้ามาอีก และบ่อยครั้ง มันเป็นปัญหาเดิมๆ หมุนวนเวียนเช่นนี้ อะไรทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ และไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เราพบว่า

1. เพราะบุคคลยังยึดติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ภาพความสำเร็จเก่าๆ ที่เน้นเพียงเพิ่มความมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่มุมมองเชิงองค์รวมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งให้คุณค่าและความหมายที่สูงกว่าในการดำเนินธุรกิจ

2. เพราะไม่เข้าใจว่าบุคลากรคือมนุษย์ องค์กรมีชีวิต และชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย การพัฒนาในปัจจุบันจึงมักให้ความสำคัญแต่ด้านทักษะการบริหารจัดการ (Hard Skills) ที่เน้นความสำเร็จด้านรูปธรรมอย่างสุดโต่ง คิดว่าทุกอย่างต้องวัดและประเมินได้ แต่ละเลยการพัฒนาด้านทักษะชีวิต (Soft Skills) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จ ที่ตั้งอยู่บนฐานของคุณค่าและความหมาย ความสุข ความสำเร็จที่แท้จริง การพัฒนาจึงขาดความสมดุล ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้

3. เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาจึงไม่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต (จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาะผู้นำ) กล่าวคือ

  • จิตใจ เพราะบุคคลยังติดอยู่กับมุมมองและทันคติเชิงลบ ขาดเป้าหมายชีวิต ขาดการนำตนเอง จึงไม่สามารถเล่นเชิงรุก อีกทั้งทีมงานก็มีภาพเป้าหมายคนละภาพหรือไม่ชัดเจน การดำเนินงานจึงไม่ไปในแนวเดียวกัน
  • ปัญญา เพราะขาดการคิดเชิงระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวมจึงไม่สามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง จึงขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ
  • อารมณ์ เพราะไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดภูมิต้านทาน ขาดความมั่นคงภายใน และไม่เห็นคุณค่าผู้อื่น ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทีมงานจึงขาดศรัทธา ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน จึงเล่นไม่เป็นทีม ทีมงานไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างมีพลังร่วม
  • ภาวะผู้นำ เพราะผู้นำไม่เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของทีมงาน ไม่เข้าใจว่ามนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย จึงขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน ทำให้ขาดภาวะผู้นำ ทีมงานจึงขาดการมีส่วนร่วม ขาดความร่วมมือ ไม่เสียสละ ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ จึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

4. เพราะบุคลากรและองค์กรต้องการเห็นผลเร็ว จึงมักเน้นแค่การปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย ชั่วคราว เพราะมิได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ฐานรากของชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด หรือ Mindset จึงขาดความตระหนักรู้ต่อความสำคัญของการเปลี่ยนที่แท้จริงจากภายใน การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน เพราะความรู้ มิใช่ความรู้สึก

5. เพราะขาดความเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ มันต้องแก้ด้วยแนวคิดเชิงระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และด้วยเหตุที่ปัญหาต่างๆ มันมีความแตกต่าง การรับมือกับความท้าทายดังกล่างจึงต้องพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ด้วยความรู้ที่เหนือกว่าเดิม ด้วยการเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย และที่สำคัญปัญหาใดๆ มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหา และปัญหาแต่ละระดับ มันเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การรับมือกับปัญหาจึงต้องเปิดมุมมองใหม่ โดยต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก แต่ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ยังรับมือกับปัญหาในลักษณะของเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน การแก้ปัญหาจึงไม่ยั่งยืน

6. ในขั้นตอนการแก้ปัญหา บุคคลโดยทั่วไปมักข้ามขั้นตอนและชอบจะจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดการวิจัย พัฒนา และการศึกษาเชิงลึกถึงรากของปัญหาเพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงไม่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

7. เพราะคนเรานั้นขาดความตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ อีกทั้งชีวิตกับการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกัน ดำเนินไปคู่กันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น การเรียนรู้จึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับประเด็นในชีวิตจริง

8. และทั้งหมดนี้ก็เพราะบุคลากรขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตได้ หากปรับตัวเอาชนะภาวะนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า สมดุล หากรักษาสมดุลนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า เข้มแข็ง หากรักษาความเข้มแข็งนั้นไว้ได้เรื่อยๆ เรียกว่า มั่นคง หากรักษาความมั่นคงนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า ยั่งยืน

ไม่ว่าหลังไวรัสโควิด 19 จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าวัคซีนจะมาเมื่อไหร่ นั่นไม่สำคัญ เพราะยังไงวิกฤติใหม่ๆ ก็จะเข้ามาอีก เพราะตัวไวรัสเองก็ไม่อยู่เฉย มันพัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน ประเด็นสำคัญคือ องค์กรธุรกิจต้องปรับตัว พัฒนา และยกระดับศักยภาพองค์กรอย่างไร จึงจะสามารถรับมือกับความท้าทายนั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน

Piaget POSSESSION สีสันความสนุกครั้งใหม่ในปี 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651108

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 15:25 น.Piaget POSSESSION สีสันความสนุกครั้งใหม่ในปี 2021Piaget POSSESSION : TURN FOR THE EXTRA ORDINARY สีสันความสนุกครั้งใหม่ ที่มาช่วยเติมเต็มไอเดียและลุคของคุณในปี 2021

THE BIRTH OF AN ICON

นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของวงการจิวเวลรี่ยุคนั้นก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่เพียเจต์ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่น Possession ไปเมื่อปี 1990 แหวนรุ่นไอคอนิกที่ซ่อนเบื้องหลังงานดีไซน์อันน่าตื่นตาตื่นใจชิ้นนี้ ก็ถูกจับตาและอยู่ในกระแสนิยมในหมู่สุภาพสตรีเรื่อยมา ก่อนเมซงจะทยอยปล่อยไลน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ กำไล ต่างหู โดยถ่ายทอดต้นฉบับความสนุกของ Possession ไว้อย่างครบครัน ก่อนปรับลุคอีกครั้งในปี 2017 ซึ่งเมซงเลือกแต่งแต้มคอลเลคชั่นให้คัลเลอร์ฟูลยิ่งขึ้น โดยหยิบเอาหินสีหายากมาใช้ในการสร้างสรรค์

MORE THAN A JEWEL

ว่ากันว่า Possession เป็นมากกว่าเครื่องประดับชิ้นสวย เพราะนอกจากความสนุกของซิกเนเจอร์วงแหวนหมุนได้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เหล่าสาว ๆ และคอมพลีททุกลุคได้อย่างเหลือเชื่อแล้ว ยังเป็นเหมือนตัวแทนที่อยู่ในทุกช่วงเวลาอันแสนพิเศษอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลอง ช่วงเวลาแห่งความโชคดี การดำเนินชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข และนี่คือสีสันความสนุกครั้งใหม่ ที่มาช่วยเติมเต็มไอเดียและลุคของคุณในปี 2021

POSSESSION SLIDING PENDANTS IN EXTRAORDINARY COLOURS

กับ 3 เฉดสีล่าสุดที่สาว ๆ เห็นแล้วต้องเลิฟ โดยแบรนด์เลือกหยิบหินสีหายาก อย่าง มาลาไคท์ (G33PE300), คาร์เนเลี่ยน (G33PE400) และ เทอร์ควอยซ์ (G33PE200) มานำเสนอ ทุกโมเดลมาพร้อมตัวเรือนโรสโกลด์ และ จี้ประดับหินสีที่ล้อมรอบอีกชั้นด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 20 เม็ด (ราว 0.35 กะรัต) มาในดีไซน์ที่ง่ายต่อการมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยออกแบบให้สามารถสไลด์ตัวจี้ขึ้นและลงเพื่อปรับระดับความยาวของสายได้ตามชอบใจ ปลายสายแต่ละด้านประดับหินสีชนิดเดียวกันและตุ้มทอง

POSSESSION LUCK PENDANTS

เผยโฉม 2 โมเดลใหม่ โดยหินสีเด่นที่นำมาใช้ในรุ่นนี้ยังคงเป็นเทอร์ควอยซ์ (G33PD200) และ คาร์เนเลี่ยน (G33PD600) เช่นเคย – สร้อยคอโรสโกลด์ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 20 เม็ด (ราว 0.28 กะรัต) มาพร้อมความยาว 39 – 42 เซนติเมตร และดีเทลสนุก ๆ ของจี้แบบหลังเบี้ยที่พลิกกลับไปมาได้อย่างอิสระ คอมพลีทลุคได้ทั้งแบบสีสันที่ชวนสนุกสนาน แบบประกายทองคลาสสิค ไปจนถึงแบบ Personalized ที่สามารถสลัก “ข้อความส่วนตัว” ลงบนด้านหลังของตัวจี้ อาทิ วันสำคัญ ชื่อย่อ

POSSESSION BANGLE AND EARRINGS

ดับเบิ้ลความสนุกกันต่อกับ กำไลข้อมือโรสโกลด์ ในดีไซน์แบบ Double Tour (G36PG800) ปลายทั้ง 2 ด้านประดับมาลาไคท์ และ เพชรบริลเลียนต์คัต 30 เม็ด (ราว 0.42 กะรัต) ต่อด้วยตุ้มหูโรสโกลด์ กับฟังก์ชั่นสุดเก๋ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันของสาว ๆ ตั้งแต่ ใส่แบบติดหูอย่างเดียว, แบบพร้อมสายโซ่และตุ้มทอง, แบบพร้อมสายโซ่ ตุ้มทองและหินสี ไปจนถึงคละสไตล์แบบสั้นข้างยาวข้าง มี 2 สีให้เลือก – คาร์เนเลี่ยน (G38PW400) และ เทอร์ควอยซ์ (G38PW500) ซึ่งทั้ง 2 เวอร์ชั่นมาพร้อมเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 28 เม็ด (ราว 0.32 กะรัต)

MALACHITE  หมู่บ้าน La Côte-aux-Fées สถานที่อันเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตนาฬิกาเพียเจต์ ซึ่งแทรกตัวอยู่ในพื้นที่เขียวขจี ณ เมือง Neuchâtel ในเขตเทือกเขา Jura ถือเป็นแรงบันดาลใจชั้นเลิศสำหรับ Valentin Piaget ในการสร้างสรรค์นาฬิกาและเครื่องประดับมาอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นสีเขียวของ มาลาไคท์ หนึ่งในหินสีที่เมซงโปรดปรานและหล่อหลอมอยู่ในชิ้นงานมาจนถึงทุกวันนี้

CARNELIAN คาร์เนเลี่ยน คือหินสีอีกตัวเลือกที่เมซงหยิบมาคอนทราสต์กับประกายทองอร่ามได้อย่างน่าค้นหา โทนสีแดงที่ให้ความรู้สึกร้อนแรง ทั้งยังสื่อถึงความมั่งคั่งในเชิงสัญลักษณ์ ทำให้หญิงสาวที่สวมใส่ดูเย้ายวน ปลดปล่อยตัวตนได้อย่างอิสระ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

TURQUOISE ถ้านิยามสีฟ้าของเพียเจต์ คือ สัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์ – สำนวน “The sky is the limit” ก็คือคำบอกเล่าตัวตนของเมซงที่โหยหาความท้ายทายที่ไม่มีสิ้นสุดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้สีฟ้าจากเทอร์ควอยซ์ ยังมีความหมายถึง การป้องกัน และ การต่อสู้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่มุ่งหวัง

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

#PiagetPossession #TurnForExtraordinary

ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ “บอม วรภพ” กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651046

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ "บอม วรภพ" กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่นย้อนรอยเส้นทาง…กว่าจะถึงวันนี้ของ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์” พระเอกหน้าใหม่ในละครระทึกขวัญเรื่อง “ผีกะ” ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 (ออกอากาศกลางเดือนมิถุนายน 2564)

เบื้องหลังของพระเอกหน้าใหม่ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์”

หลังกลับจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวด Mister International 2014 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย บอม-วรภพ คล้ายสังข์ ก็เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างจริงจัง โดยการชักนำของ เอ-มาโนช สร้อยสิงห์ ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มเปิดตัวเป็นนักปั้นหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน พร้อมประเดิมผลงานการแสดงชิ้นแรกในรายการ “ศัพท์สอนรวย” ละครสั้นสอนศัพท์ภาษาอังกฤษ ออกอากาศทางช่อง 3HD

“ตอนนั้นทางศัพท์สอนรวยกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอรายการและต้องการนักแสดงชายที่มีตำแหน่งจากเวทีประกวด บอมกับบูม (อภิวิชญ์ คุณาดิเรก) เพื่อนร่วมสังกัดเดียวกัน ซึ่งบูมเองก็เพิ่งได้รับตำแหน่งรองอันดับสอง Mister Global 2015 มาหมาดๆ เราทั้งคู่เลยถูกทาบทามให้ไปแคสติ้งและเราก็ได้เริ่มต้นการเป็นนักแสดงไปพร้อมๆ กันในรายการนี้ ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันพุธช่วงเช้าตรู่…ดูทันกันไหมครับ”

ไม่นานหลังจากแวบไปรับเชิญในซิทคอมเรื่อง “เสือ-ชะนี-เก้ง” ทางช่องวัน บอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบท “ผู้กองวิทย์” ในละครเรื่อง “สงครามเพลง” ประเดิมผลงานละครเรื่องแรกของค่ายอาหลองจูเนียร์ โดยมี กอล์ฟ-กัญจน์ ภักดีวิจิตร นั่งแท่นเป็นผู้จัดป้ายแดง (ออกอากาศทางช่อง 3 SD ในปี พ.ศ. 2560)

“กว่าจะลงตัวในบทผู้กองวิทย์…ไม่ง่ายเลย ผมทราบแว่วๆ มาว่าทางช่อง 3 เองก็แจ้งให้ทางค่ายเปลี่ยนบทบาทไปมา 2-3 ครั้งกันเลยทีเดียว เพราะว่าตัวบอมเองก็ไม่ได้เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 งานนี้ ผมต้องขอบคุณพี่กอล์ฟมากๆ ที่ยืนหยัดให้ผมได้รับบทบาทนี้ในที่สุด และกว่า 11 เดือนในการถ่ายทำละครเรื่องนี้ นับเป็นความทรงจำและมิตรภาพดีๆ ที่ผมไม่เคยลืมจวบจนวันนี้ครับ”

โอกาสชิมลางในต่างแดน

ช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 บอมมีโอกาสได้ร่วมงานภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นครั้งแรกกับผู้กำกับชาวญี่ปุ่น “ยูอิจิ ฮิบิ” ในโปรเจ็กต์ ERICA 38 ภาพยนตร์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคดีที่อื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น (ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นปี พ.ศ.2562) ซึ่งตัวละครหลักที่นำแสดงโดยอดีตไอดอลคนดังของญี่ปุ่น “มิโยโกะ อาซาดะ” เป็นนักต้มตุ๋นสาวจากคดีฉ้อโกง แต่ถูกแฟนนอกใจเลยหนีมาอยู่เมืองไทย โดยใช้ตัวตนใหม่ว่า “เอริกะ” และมาพบรักใหม่กับหนุ่มไทย “ปอร์เช่” ซึ่งนำแสดงโดยน้องบอมนั่นเอง

“ความยากของงานนี้คือ มีสคริปต์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะผมพูด-อ่าน-เขียนแทบไม่ได้เลย ก่อนถ่ายทำผมเลยไปเรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ ในหลักสูตรเร่งรัดเตรียมตัวไว้ก่อน ตลอด 5 วันกับ 5 โลเคชั่นที่ถ่ายทำกันในประเทศไทยก็เลยผ่านพ้นไปด้วยดี แต่บอกได้เลยว่างานนี้เหนื่อยหนักมากเลยทีเดียว ทั้งเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของการเดินทางที่ต้องย้ายโลเคชั่นไปในหลายจังหวัด และฉากเลิฟซีนที่ค่อนข้างดุดันกันพอสมควรกับนักแสดงนำหญิงชาวญี่ปุ่น คุณมิโยโกะ อาซาดะ ด้วยในเรื่องนี้ผมรับบทเป็นแฟนหนุ่มคนไทยที่เธอเลี้ยงดูปูสื่อขณะหนีคดีมากบดานในเมืองไทย ทั้งนี้ ผมเองก็ได้เห็นแค่ในตัวอย่าง 2 เวอร์ชั่นที่เพื่อนจากญี่ปุ่นส่งมาให้ดู แล้วล่าสุดปีนี้เองที่พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) ฝากเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยตรวจสอบให้ ปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่สามารถดูฟรีได้ช่องทางใดๆ เลย หวังว่าสักวันคนไทยคงจะมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันกับบอมนะครับ”

เส้นทางสายบันเทิง

ตลอดการเดินทางในวงการบันเทิงของบอม-วรภพ คล้ายสังข์ ผ่านการทำงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานเดินแบบในประเทศไทย งานเดินทางแบบที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว รวมทั้งงานสัมภาษณ์และงานถ่ายแบบ ทุกย่างก้าวคละเคล้าไปด้วยความสมหวังและความผิดหวังปะปนกันไป โดยเฉพาะจากการไปแคสติ้งงานภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และงานโฆษณา

“อย่างกรณีงานซีรี่ย์ก็มีนะครับที่แคสติ้งผ่านแล้วเรียบร้อย ผู้จัดดึงเข้ากลุ่มนักแสดงเรียบร้อย แต่ต่อมาปรากฏว่าโปรเจ็กต์นั้นก็เงียบหายไปเฉยๆ งานหนังก็มีเรื่องนึงถ่ายทำไปแล้วหนึ่งฉาก…ในต่างจังหวัดด้วย แต่แล้วก็อันตรธานหายวับไปกับสายลม งานโฆษณานี่ยิ่งลุ้นหนักเลย โดยเฉพาะงานที่ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายนี่ก็มีบ่อยนะครับที่สุดท้ายทีมงานกลับมาคอนเฟิร์มว่า ปล่อยคิวนะคะ…ขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

แต่งานโฆษณาที่ได้ทั้งหมดทั้งมวลผมก็ภูมิใจทุกชิ้นนะครับ แน่นอนว่าทุกงานๆ พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) จะเป็นคนคัดเลือกให้อย่างเข้มงวดและเหมาะสมกับภาพลักษณ์ ทั้งในเรื่องของแบรนด์สินค้า บทบาทที่ได้รับ และค่าตอบแทน”

จุดพลิกผันที่มาดั่งส้มหล่น

ราวต้นปี พ.ศ. 2562 ในที่สุดจุดผลิกผันในชีวิตของบอมก็เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ทีมงานในกองละคร “ผีกะ” มอบฉายาให้เป็น “พระเอกส้มหล่น”

“ตอนแรกบอมคุยกับพี่เอ-มาโนช ว่าอยากจะหยุดงานในวงการบันเทิงแล้ว มันเหนื่อยและท้อ ผมรู้สึกว่าเราร่วมเดินทางกันมา 5 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มองเห็นฝั่งฝันที่พี่เอตั้งใจจะปั้นให้บอมเป็นพระเอก ตอนนั้นพี่เอเค้าขอให้ไปแคสติ้งงานละครของค่ายทวินเฟรมให้หน่อย แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะหยุดหรือไปต่อ จากนั้นบอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบทตำรวจในละครเรื่องผีกะ ซึ่งก็มีบทบาทแค่ 5 ตอนแล้วตาย แต่ระหว่างเวิร์คชอปทางผู้บริหารเกิดถูกใจในการแสดงแนวเล่นน้อยแต่มากของบอม ก็เลยนัดเข้าไปเจรจาเพื่อปั้นเป็นพระเอกของค่ายทวินเฟลมในเรื่องถัดไป อ่ะ…ก็น่าจะดีนะ”

“ก่อนเปิดกล้องราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าพระเอกของละครเรื่องผีกะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่สามารถมาร่วมถ่ายทำละครได้ ทางผู้บริหารของค่ายทวินเฟลมเลยสลับสับเปลี่ยนให้บอมเป็นพระเอกไปเลยในเรื่องนี้แทนพระเอกคนเดิมที่วางตัวไว้…ส้มหล่น?”

“ถึงความเป็นพระเอกในเรื่องนี้อาจดูเหมือนจะได้มาแบบฟลุ๊คๆ แต่ก็อยากให้ทุกคนเปิดใจลองติชมผลงานการแสดงของบอมในละครเรื่องผีกะ ทางช่องไทยรัฐทีวีเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้มอบความสุขให้ผู้ชมทุกๆ ท่านต่อไปในเส้นทางบันเทิงกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนะครับ”

TOMMY JEANS เปิดตัว เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650936

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.TOMMY JEANS เปิดตัว เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดTOMMY HILFIGER จับมือร่วมกับเจย์ ปาร์ค ศิลปินฮิปฮอปแนวหน้าชาวเกาหลี-อเมริกัน กับบทบาทแบรนด์แอมบาสเดอร์ใน ‘MUSIC TAKES US FURTHER’ แคมเปญล่าสุดจาก TOMMY JEANS

TOMMY HILFIGER แบรนด์แฟชั่นอเมริกัน ภายใต้บริษัท PVH Corp. เปิดตัวศิลปินหนุ่มชาวเกาหลี-อเมริกัน ผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดสำหรับ TOMMY JEANS  พร้อมปรากฏโฉมในแคมเปญคอลเลคชั่นประจำฤดูกาล Spring 2021 ‘Music Takes Us Further’ ซึ่งได้เริ่มต้นวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน Tommy Hilfiger ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์, เคาน์เตอร์ TOMMY JEANS สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว และเว็บไซต์ central.co.th/tommy-hilfiger

ไม่เพียงแต่เป็นศิลปินผู้คว้ารางวัลระดับแพลตินั่มมาแล้วเท่านั้น แต่เจย์ ปาร์ค ยังเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้ก่อตั้งค่ายเพลงฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีที่ประสบความสำเร็จอย่าง AOMG และ H1GHR MUSIC อีกด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นศิลปินชาวเกาหลี-อเมริกันคนแรกที่ได้เซ็นสัญญาร่วมกับค่ายเพลง Roc Nation ของ JAY-Z’s ซึ่งนับเป็นใบเบิกทางบุกตลาดยุโรปและอเมริกาเหนืออย่างเต็มตัว โดยเมื่อสองปีก่อน เจย์ได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลกภายใต้ชื่อที่ติดหูและบ่งบอกคาแรคเตอร์ของเขาได้อย่างชัดเจน ‘JAY PARK 2019 SEXY 4EVA’ ซึ่งจัดขึ้นถึง 31 เมืองใหญ่ใน 18 ประเทศทั่วโลก ส่งให้เขาก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาอันสั้น 

สำหรับ TOMMY JEANS ‘Music Takes Us Further’ คอลเลคชั่น Spring 2021 นี้ ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยแรงบันดาลใจที่ฝังแน่นอยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์นั่นคือดนตรี โดยในแคมเปญนี้ ทางแบรนด์ได้คัดสรรและร่วมงานกับศิลปินมากความสามารถระดับหัวกะทิในหลากหลายแขนง ทั้งนักดนตรีเช่นเดียวกับเจย์ ปาร์ค

ไปจนถึงนักกวีและนักกิจกรรมต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โดยต่างได้ถ่ายทอดมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับดนตรีอันทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อชีวิตและสังคมจนเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลให้แฟนๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Wastes Nothing and Welcomes All ของทางแบรนด์ด้วย

คอลเลคชั่น Spring 2021 ของ TOMMY JEANS ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นเมืองใหญ่พร้อมกับสไตล์ที่ดูคล่องตัวแบบนักกีฬา เติมความทันสมัยด้วยการหยิบเอาไอเท็มสุดคลาสสิคมาแต่งแต้มด้วยดีเทลสดใหม่และยังเพิ่มจำนวนไซส์ให้เลือกสวมใส่ได้มากขึ้น และเพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของ Tommy Hilfiger ในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมล้ำสมัยต่างๆ ได้ช่วยให้เราเลือกใช้เนื้อผ้าที่ดีกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น รวมถึงเดนิมรีไซเคิล 100% ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานผ้าปูที่นอนเข้ากับเศษผ้าฝ้ายเหลือทิ้ง ทั้งยังลดการใช้น้ำที่ในการผลิตลงมากถึง 50 ลิตรต่อการผลิตหนึ่งชิ้นเมื่อเทียบกับการผลิตเดนิมทั่วไป

สามารถติดตามข่าวสารของ TOMMY JEANS เพื่อพบกับหลากหลายเรื่องราวทั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมถึงคอลเลคชั่นใหม่ๆ ของได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทางอินสตาแกรม @tommyjeans และ Line Official : @tommyhilfiger_th และร่วมเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวแห่งโลกแฟชั่นไปกับเราได้ด้วยการติด #TommyJeans และ #TommyHilfiger

Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650922

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 14:55 น.Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์!!เปิดรูปแบบงานในฝัน 3 องค์กรในไทย “THiNKNET–Builk–SCB” ปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ประกาศให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ไปตลอด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ถูกพูดถึงว่าเป็นอนาคตของโลกการทำงาน (Future of Work) ซึ่งพนักงานออฟฟิศหลายคนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ทำงานรูปแบบนี้ ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ในไทยทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น และ หลายองค์กรก็มีผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น จึงได้เริ่มปรับนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด ซึ่งรูปแบบการทำงานนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงาน และจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรด้วย

ด้วยเหตุนี้จ๊อบไทย (JobThai) ในฐานะผู้นำบริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ของประเทศไทย จึงพาไปเจาะลึก 3 บริษัทในไทยที่ให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด

THiNKNET – บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด

ทิงค์เน็ต เป็นบริษัทไอทีด้านการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้มีการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยปรับรูปแบบการทำงาน (Workflow) ให้พร้อมกับวิธีการทำงานแบบใหม่ และจัดสรรเครื่องมือและเทคโนโลยีให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม 

พัฒนาแอปฯ จัดการงานทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีครบครันเพื่อความสะดวกในการทำงาน

การทำงานแบบเดิมที่ต้องทำงานออฟฟิศ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นไม่มีอีกต่อไป เพราะทิงค์เน็ตให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่า พนักงานสามารถจัดเวลาการทำงานของตัวเองได้ โดยทิงค์เน็ตได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ในการบริหารจัดการพนักงานสำหรับการทำงานจากระยะไกล (Remote Working) โดยแอปพลิเคชันนี้มีหน้าที่ในการจัดการเรื่องเข้า-ออกงาน และการแจ้งลา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังยืดหยุ่นเวลาทำงานมากขึ้นจากเดิมที่ให้พนักงานเข้างาน 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ปรับเป็นการเก็บชั่วโมงทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรเครื่องมือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสาร โปรแกรมจัดการเอกสารออนไลน์ และโปรแกรมเฉพาะสำหรับงานของแต่ละทีม รวมถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สำนักงานอย่างโต๊ะทำงาน เก้าอี้ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกด้วย

ปรับออฟฟิศรับวิถีการทำงานแบบ New Normal

ออฟฟิศของทิงค์เน็ตได้มีการปรับสถานที่ทำงานให้รองรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยจากเดิมที่มีโต๊ะประจำถูกเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานแบบ Open-plan Office และจัดตู้ล็อกเกอร์เพื่อให้พนักงานสามารถเก็บของส่วนตัว และยังมีการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์การประชุมที่ทันสมัยสามารถเชื่อมต่อกับการทำงานออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พนักงานมีความสุขในการทำงานจากที่ไหนก็ได้

การทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มีผลตอบรับที่ดีจากพนักงานทิงค์เน็ต ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้พวกเขามีเวลาไปทำกิจกรรมที่ต้องการมากขึ้น พนักงานที่มีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถไปทำงานที่บ้านต่างจังหวัดและมีเวลาดูแลครอบครัว ส่วนพนักงานที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานได้ตามต้องการ และพนักงานหลายคนก็มีเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือทำงานอดิเรกได้

Builk – บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป 

บิลค์ วัน กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จากความเชื่อเดิมที่ว่าการนำคนมารวมกันอยู่ในสถานที่เดียวกันเป็นสิ่งที่ดี จึงมองหาพื้นที่สำหรับขยายออฟฟิศให้ใหญ่ขึ้นอยู่เสมอ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บิลค์ได้ทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งพบว่าองค์กรและพนักงานต่างได้ประโยชน์จากการทำงานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ ค่าเดินทาง และยังสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้มากขึ้น

นโยบาย Work from Anywhere มาจากการรับฟังพนักงาน และออกแบบโมเดลการทำงานของตัวเอง

บิลค์ ให้พนักงานเลือกทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากที่บ้าน หรือออฟฟิศสำนักงานใหญ่ และบิลค์ยังได้หาพื้นที่ Co-working Office กระจายในย่านต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานที่พักอยู่ในย่านนั้นไปทำงานร่วมกันได้ โดยบิลค์มีไอเดียที่จะต่อยอดโมเดลนี้ไปใช้ในต่างจังหวัดด้วย เพราะมองว่าโมเดลนี้จะช่วยหาคนเก่งมาร่วมงานได้ และคนเก่งเหล่านั้นก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่พวกเขาต้องการได้

การสื่อสารและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบ Work from Anywhere

การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) นั้นคนไม่จำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกันในที่เดียวกัน การสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบนี้ โดยผู้บริหารมีการสื่อสารกับพนักงานมากขึ้นเพื่อให้มองเป้าหมายเดียวกันชัดเจน และในการทำงานต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องมีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือในการบริหารจัดการงานด้านต่าง ๆ ซึ่งบิลค์เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีระบบซอฟต์แวร์รองรับการทำงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์สำหรับจัดการอนุมัติเอกสาร การจองสถานที่ที่ออฟฟิศ รวมถึงงานด้านบัญชี ดังนั้นการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จึงทำได้อย่างรวดเร็ว

เลือกคนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร

คนที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ต้องเป็นคนที่สร้างแรงจูงใจในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-Motivated) เนื่องจากการทำงานจากที่ไหนก็ได้จะผสานเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน (Work-Life Harmony) มากขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซี่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกคนมาร่วมงานกับบิลค์

เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป การสร้างวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการสร้างประสบการณ์การทำงานของพนักงานให้เกิดความประทับใจ (Employee Experience) เป็นสิ่งที่บิลค์ให้ความสำคัญ โดยบิลค์มีทีม People Communication ที่รวมคนจากหลายแผนกมาสร้างกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ

SCB – ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หลังจากที่ SCB มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แล้วพบว่าพนักงานสามารถทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) มากขึ้น SCB จึงได้นำคอนเซปต์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์วิถีการทำงานใหม่

การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น

การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่มักมีกระบวนการพิจารณา และอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการทำงาน การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) ทำให้ SCB ทลายกรอบการทำงานแบบเดิม ๆ เช่น กระบวนการรับพนักงานใหม่ ซึ่งต้องมีการอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ยิ่งในองค์กรใหญ่แล้ว การจัดเก็บและแสดงข้อมูลอย่างทั่วถึงทำได้ยาก แต่เมื่อปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นออนไลน์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูล และจัดการแสดงผลข้อมูลได้ตรงกันทั้งหมด รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการได้สะดวกยิ่งขึ้น

มองที่เป้าหมายมากกว่าเวลาเข้า-ออกงาน การสื่อสารและ Collaboration คือสิ่งสำคัญ

เวลาเข้า-ออกงาน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะปัจจัยสำคัญของการทำงานแบบนี้อยู่ที่เป้าหมายและผลลัพธ์ของงาน โดยในแต่ละแผนกสามารถวางแผนงานและบริหารจัดการวิธีการทำงานของตัวเองได้โดยยึดถือวัฒนธรรมการทำงานเดียวกัน และอาศัยสิ่งที่สำคัญในการทำงานคือการสื่อสารมากขึ้น

การเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ของ SCB สามารถบริหารจัดการให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีในการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์อยู่เสมอ

ความสุขของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ

พนักงาน SCB ต่างมีความสุขกับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะทำให้จัดการบริหารเวลาได้มากขึ้น ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด ซึ่ง SCB ก็มองถึงความสุขของพนักงานในหลายมิติ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดย SCB ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพให้กับพนักงานแบบออนไลน์ สามารถพบหมอเพื่อปรึกษาอาการเจ็บป่วยจากที่ไหนก็ได้ พร้อมทั้งส่งยาไปให้ที่บ้าน และยังมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาเรื่องการจัดการความเครียดให้กับพนักงานด้วย 

ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยยังคงเจอกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โลกของการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำงานต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยองค์กรต่างๆ มีการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) ด้วยการทำงานระยะไกล (Remote Working) ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ผสมกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้านการจ้างงานเองความยืดหยุ่นนี้ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถสรรหาคนเก่งได้จากทั่วประเทศหรือจากที่ไหนก็ได้ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลจะต้องมีการปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่กระบวนการสรรหา (Recruitment) การดูแลพนักงานใหม่ (Onboarding) เพื่อให้พนักงานปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบใหม่ รวมทั้งวิธีการที่จะรักษาความสัมพันธ์ของพนักงานให้ดียิ่งขึ้นแม้ต้องเจอหน้ากันน้อยลง เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรักษาวัฒนธรรมองค์กรด้วย ด้านคนทำงานต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อยู่เสมอและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilience & Adaptability) และต้องไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตอยู่เสมอ

สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน ทั้งสามบริษัทยังมีตำแหน่งที่เปิดรับ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.jobthai.com หรือดาวน์โหลด JobThai Application ทั้งในระบบ iOS, Android และ HUAWEI AppGallery

How to ใส่ชั้นในอย่างไร ให้หมดปัญหาที่เคยเจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650893

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 12:33 น.How to ใส่ชั้นในอย่างไร ให้หมดปัญหาที่เคยเจอ7 ปัญหากวนใครที่ผู้หญิงคนไหนก็ต้องเคยเจอ ไม่ว่าจะ “สายหล่น สายกด บราลอย คัพเหลือ เนื้อปลิ้น นม 4 เต้า หลังลอย” SYP Intimates เผยข้อข้องใจพร้อมช่วยให้เราค้นพบชุดชั้นในที่ใช่ของสาวๆ แต่ละคน

เราคงไม่มีใครอยากให้โอกาสสำคัญ วันสำคัญ หรือแม้แต่การแต่งตัวสวยในทุกวัน ต้องมีเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความพลาดแบบไม่ใช่เรื่อง จนเสียความมั่นใจกันใช่ไหม ทั้งที่บางทีเราคิดว่าเตรียมพร้อมแล้วทั้งการแต่งหน้า ทำผม เลือกชุด รองเท้า กระเป๋า ให้ถูกกาลเทศะ เข้าชุด แต่ความตั้งใจทั้งหมดดันมาโดนขัดใจอย่างไม่น่าให้อภัย เพียงเพราะเรามองข้ามส่วนสำคัญอีกส่วนไป นั่นคือ ชุดชั้นในที่ใช่ นั่นเอง

วันนี้ SYP Intimates (สิป อินติเมท) แบรดน์ชุดชั้นในน้องใหม่สัญชาติไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ซีทรู ที่มีทั้งความเซ็กซี่ และคงไว้ซึ่งความสบายขณะสวมใส่จากผ้าไหมไทย อาสามาเป็นผู้ช่วยไขข้อข้องใจและช่วยให้เราค้นพบชุดชั้นในที่ใช่ของสาวๆ แต่ละคนกัน

เดีย วรกิตติกุล ดีไซเนอร์สาวชาวไทยที่จบการศึกษาการดีไซน์ชุดชั้นในโดยตรงจากอังกฤษ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SYP Intimates ได้ทำการศึกษาปัญหาจากชุดชั้นในของสาวๆ ในปัจจุบัน เพื่อนำมาแนะนำให้สาวๆ ได้มีเคล็ดลับในการสังเกต และเลือกใส่ชุดชั้นในกันอย่างถูกต้อง โดยคัดเลือกมา 7 ปัญหายอดนิยม ดังนี้

ปัญหายอดนิยมอันดับ 1: สายหล่น

ทุกครั้งที่ใส่เสื้อชั้นใน แรกๆ เราต้องปรับความยาวสายให้พอดีขนาดช่วงลำตัว แต่ใส่ไปใส่มาระยะหนึ่ง วันดีคืนดี ดันหล่นตอนนาทีสำคัญซะงั้น ใส่ชุดสวยๆ โมเม้นต์ดีๆ ดันมีสายเสื้อชั้นในหล่นมาทำให้รำคาญ เสียบุคลิก ต้องคอยดึงสายขึ้น ทำให้ดูไม่งาม เรามีวิธีง่ายๆ มาบอก

วิธีแก้: ปรับสายเสื้อชั้นในเป็นประจำทุกเดือน แม้จะเป็นการขยับนิดหน่อย ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ทุกๆ ครั้งที่เราใส่ สายเสื้อชั้นในก็จะยืด ทำให้หลวมขึ้นได้ แต่ถ้าลองปรับแล้ว ยังเจอปัญหาเดิมกวนใจอีก แนะนำให้ลองเปลี่ยนสไตล์ชุดชั้นใน เพราะบางทีสไตล์ที่คุณใส่อยู่นั้น อาจจะไม่เหมาะกับสรีระของคุณเท่าไหร่ ลองเลือกรุ่นที่ทรงของสายแคบลงมานิดนึง จะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นคนที่มีไหล่ลู่ ลองเลือก เสื้อชั้นในแบบที่ถอดสายไขว้ได้จะดีกว่า เพราะจะช่วยให้สาวๆ มั่นใจ รับรองปัญหาสายหล่นหมดไปอย่างแน่นอน

ปัญหายอดนิยมอันดับ 2: สายกด

เคยไหม ใส่เสื้อชั้นในแล้วสายกดทับไหล่จนเห็นเป็นรอยแดง สาเหตุเกิดจากเสื้อชั้นในของคุณรอบตัวใหญ่เกินไป ทำให้รอบตัวหลวม เพราะขนาดของรอบตัว เป็นตัวรองรับน้ำหนักของหน้าอก หรือสายเสื้อชั้นในอาจจะมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้รับน้ำหนักหน้าอกไม่ไหว จึงเกิดรอยแดงได้ หากทนใส่ต่อไปนานๆ บางทีถึงขั้นปวดไหล่กันเลยทีเดียว

วิธีแก้: แนะนำสาวๆ ลองเลือกเสื้อชั้นในใหม่ที่รอบตัวพอดี ไม่หลวมเกินไป โดยการลดไซส์คือ ถ้าปกติใส่ไซส์ 36B รอบตัวที่กระชับขึ้นจะเป็น 34C คัพจะเท่าเดิม แต่รอบตัวจะเล็กลง หรือบางทีการที่เราปรับสายแน่นจนเกินไป คิดว่าจะทำให้กระชับ แต่กลับทำให้สายรับน้ำหนักมากจนปวดไหล่ก็ได้

ปัญหายอดนิยมอันดับ 3: บราลอย

ใส่แล้วเสื้อชั้นในเริ่มลอยขึ้น ไม่ว่าจะปรับสายขึ้น-ลงแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอดีตัวและเริ่มไม่กระชับ ไม่ช่วยเก็บทรง จนสาวๆ ไม่มั่นใจ ไม่สบายตัว นั่นคือสัญญาณของการเปลี่ยนเสื้อชั้นในใหม่กันแล้ว

วิธีแก้: แนะนำซื้อเสื้อชั้นในใหม่ที่ไซส์เล็กลง โดยวิธีการลดไซส์ก็ใช้วิธีเดียวกับกรณีด้านบน และเพื่อความชัวร์ว่าเราเลือกชุดชั้นในทีพอดีกับสรีระเราแล้วหรือยัง สาวๆ สามารถสังเกตด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการลองสอดนิ้วมือ 2 นิ้วไปที่รอบตัว บริเวณด้านหลัง ตรงตะขอ ถ้าสอดนิ้วได้พอดี ไม่รู้สึกแน่นเกินไป ก็แปลว่า คุณเลือกชุดชั้นในได้พอดีกับคุณแล้วล่ะ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 4: คัพเหลือ

ส่วนมากปัญหานี้มักจะเกิดกับ สาวๆ ที่มีหน้าอกรูปทรงระฆังคว่ำ หรือผอมมาก จนทำให้ไม่มีเนื้อหน้าอกเลย

วิธีแก้: ลองปรับเสื้อชั้นในดูก่อน ถ้าปรับสายให้แน่นขึ้น แล้วยังไม่เข้าที่เข้าทาง ลองลดคัพไซส์ แต่คงขนาดรอบตัวเท่าเดิมไว้ก่อน เช่น ถ้า 34B ก็ลดลงเหลือ 34A หรือ ถ้าคัพพอดีแล้ว แต่ยังเหลือช่องว่างอีกนิดหน่อยด้านบน แนะนำให้ลองเปลี่ยนสไตล์ เป็นแบบที่ทรงเต้าต่ำลงมาหน่อยก็สวยไปอีกแบบ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 5: เนื้อปลิ้น

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกของสาวๆ อ้วนรึป่าวก็ไม่ แต่ทำไมใส่เสื้อชั้นในแล้วเนื้อด้านข้างปลิ้นออกไป เพราะคุณกำลังใส่เสื้อชั้นในผิดไซส์อยู่ เป็นไปได้ทั้งจากกรณีรอบตัวเล็กเกินไป หรือคัพเล็กเกินไป ไม่มีเนื้อที่เก็บทรงอย่างเหมาะสม ทำให้เนื้อปลิ้นออกมาด้านข้าง

วิธีแก้: ลองวัดไซส์ใหม่ สาวๆ สามารถดูวิธีการวัดดูไซส์จากชาร์ตไซส์ได้เองเลยง่ายๆ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 6: นม 4 เต้า

แค่ชื่อก็เห็นภาพกันไปไกลละ แต่อธิบายให้ชัดขึ้นไปอีก ก็คือการ ที่เสื้อชั้นในของคุณ มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้เกิดการกดเนื้อหน้าอก กดเนื้อส่วนที่เกินทะลักออกมาจากคัพ จนมองแล้วดูนูนเหมือนมีนม 4 เต้า 

วิธีแก้: ลองใช้การเพิ่มคัพ เช่น เดิมไซส์ 34B ให้เพิ่มเป็น 34C รับรองคุณจะหายใจสะดวกขึ้น หน้าอกผ่อนคลายมากขึ้น หมดปัญหานม 4 เต้าได้อย่างแน่นอน

ปัญหายอดนิยมอันดับ 7: หลังลอย

อาการตะขอลอยขึ้นไป ไม่อยู่ในแนวระนาบเดียวกัน ถึงเวลาปรับสายเสื้อชั้นในหรือเปลี่ยนไซส์กันแล้วล่ะ นอกจากจะแก้ปัญหาหลังลอย ยังช่วยเซฟปัญหาการปวดหลัง ปวดไหล่จากการใส่ชุดชั้นในที่ไม่พอดีได้อีกด้วย 

วิธีแก้: ปัญหานี้เกิดจากการที่คุณอาจจะปรับสายเสื้อชั้นในสั้นเกินไป หรือปรับไซส์รอบตัวให้เล็กลง เพิ่มคัพไซส์ใหญ่ขึ้น

สาวๆ ที่มีข้อสงสัย หรือเจอปัญหาชุดชั้นในกวนใจ ทาง SYP Intimates พร้อมให้คำแนะนำ ไม่ว่าจะทางไลน์ Line ID: @sypintimates หรือดูข้อมูลเพิ่มเติม และความรู้เกี่ยวกับการเลือกชุดชั้นในที่ใช่กันได้ที่ Instagram @sypintimates หรือทาง https://www.sypintimates.com/h

‘บิวตี้ คอลส์’ บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650806

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.'บิวตี้ คอลส์' บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในไทยเซ็นทารา เปิดตัว ‘บิวตี้ คอลส์’ บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานระดับคุณภาพโดยทีมสปาชื่อดังของโรงแรม

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ตอกย้ำการนำเสนอนิยามใหม่ของการเดินทางและการใช้ชีวิตในรูปแบบนิว นอร์มอล ด้วยการเปิดตัวบริการใหม่ล่าสุดในชื่อ “บิวตี้ คอลส์” ซึ่งเป็นบริการทางด้านความงามส่งตรงไปให้บริการลูกค้าถึงที่บ้าน โดยจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของแบรนด์สปาชื่อดังของโรงแรม

บริการ บิวตี้ คอลส์ นั้นริเริ่มขึ้นจากแบรนด์ สปา เซ็นวารี ที่ตั้งใจจะมอบความสะดวกให้กับลูกค้าด้วยบริการเสริมความงามส่วนบุคคลที่สามารถเลือกใช้ได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่สำนักงาน หรือภายในห้องพักของโรงแรม

ทาร่า ฮันราฮาน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสปา โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “เราเชื่อว่าบิวตี้ คอลส์ นั้นจะช่วยอำนวยความสะดวกกับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้ามาที่สปา ให้สามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ของเราได้ในช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือเพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะออกไปอีเวนท์ข้างนอก ซึ่งบริการทางด้านความงามต่างๆ ของเรานั้นสามารถทำการจองผ่านเว็บไซด์ได้ง่ายๆ ทันที โดยมั่นใจได้ในเรื่องของคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงความสะอาดปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆ เพราะเราอยากช่วยให้การเตรียมความพร้อมสำหรับวันพิเศษของทุกคนเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนจากทีมงานของสปา เซ็นวารี จะให้บริการโดยคำนึงถึงหลักอนามัยและความปลอดภัยสูงสุด โดยจะให้บริการทรีทเมนท์แบบครบวงจร ตั้งแต่บริการแต่งหน้า แว็กซ์ ทำผม รวมถึงการทำเล็บมือและเล็บเท้า

ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังมีแผนที่จะเพิ่มบริการในส่วนของการนวดเพื่อสุขภาพ การทำเวิร์คช็อป และบริการเสริมความงามเต็มรูปแบบสำหรับวันสำคัญหรือวันพิเศษ อาทิ งานแต่งงานและงานปาร์ตี้ต่างๆ โดยลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสปาและความงามมือระดับอาชีพ ที่มีมาตรฐานและผ่านการฝึกฝนในเรื่องของการให้บริการมาอย่างดีเยี่ยม

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้เล็งเห็นถึงความต้องการของตลาดด้านสุขภาพและความงามที่ทำได้จากที่บ้าน ซึ่งก็ตรงกับบริการแบบเดียวกับที่เรามีอยู่แล้วที่สปา เซ็นวารี ดังนั้นสำหรับเรา บิวตี้ คอลส์ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้และยังช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับบริการสปาแบบเดิม บริการเสริมความงามออนไลน์รูปใหม่เช่นนี้ถือว่าสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยทุกบริการที่เซ็นทารามุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้านั้น เราจะทำด้วยความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด”

สำหรับอัตราค่าบริการบิวตี้ คอลส์ เริ่มต้นที่ 750 บาท สำหรับบริการแว็กซ์, ราคา 1,500 บาท สำหรับบริการแต่งหน้า และ 1,600 บาท สำหรับบริการทำเล็บมือและเล็บเท้า ซึ่งจะพร้อมให้บริการทุกวัน ในช่วงเวลาระหว่าง 06.00 – 21.00 น. สำหรับการให้ทีมงานไปให้บริการที่บ้าน โรงแรม หรือสำนักงานภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพียงจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://beautycalls.spacenvaree.com/

เชฟชุมพล-เชฟลัท ร่วมสอนทำอาหารและขนม สร้างโอกาสทางอาชีพฝ่าวิกฤตโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650735

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 12:14 น.เชฟชุมพล-เชฟลัท ร่วมสอนทำอาหารและขนม สร้างโอกาสทางอาชีพฝ่าวิกฤตโควิด-19สร้างโอกาสทางอาชีพกับโครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น โดยไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยทีเอ็มบีและธนชาต ชวนสองเชฟดังสอนทำอาหารและขนม ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19

โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยทีเอ็มบีและธนชาต อย่าง “ไฟ-ฟ้า” (FAI-FAH) ร่วมสร้างโอกาสทางอาชีพกับโครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น เปิดคลาสสอนทำอาหารและเบเกอรี่ฟรี ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ติดอาวุธเสริมความรู้ให้ผู้ร่วมกิจกรรม ทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น เพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคมต่อไป

โดยงานนนี้มีสองเชฟชื่อดัง เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟ 2 Michelin Star Chef, Founder & CEO Thai Cuisine Academy และทูตอาหารยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ FeedUp@UN และ เชฟลัท รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบี เล่าถึงจุดประสงค์ของโครงการ จุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น ว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจ ไฟ-ฟ้า โดยทีเอ็มบีและธนชาต พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือกลุ่มคนว่างงานหรือขาดรายได้ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเสริมทักษะความรู้ด้านการทำอาหารและเบเกอรี่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น สามารถนำไปต่อยอดสร้างโอกาสทางอาชีพ ซึ่งนอกจากการเป็น ‘ผู้รับ’ ความรู้ในโครงการนี้แล้ว ไฟ-ฟ้า ยังสนับสนุนการเป็น ‘ผู้ให้’ ได้อีกด้วย โดยเปิดกว้างให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการได้มีโอกาสเป็นอาสาสมัครเพื่อส่งต่อความรู้และสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมต่อไป

“เชฟชุมพล แจ้งไพร” เชฟคนดัง หนึ่งในผู้ร่วม “ให้” ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ทำเมนูอาหารคาว กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่มีโอกาสมาแบ่งปันความรู้ เทคนิคการทำอาหาร และประสบการณ์ต่าง ๆ มุ่งหวังว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำไปประกอบอาชีพ หรือนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนเกิดความชำนาญ เพราะการเป็นเชฟ หรือการทำอาหารก็เหมือนนักกีฬา หรือนักร้องที่ต้องขยันซ้อม ดังนั้น นอกจากมีสูตรอาหาร เรียนรู้วิธีการและเทคนิคไปแล้ว ยังจะต้องฝึกทำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับตัวเอง”

“ผมเคยร่วมกิจกรรมกับไฟ-ฟ้ามาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน และการได้กลับมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีความสุขมาก ซึ่งสิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้กับผู้เข้าร่วมและทุกคนในสังคมคือ ‘การส่งต่อการให้‘ ขอขอบคุณทีเอ็มบีและธนชาตที่สานต่อโครงการดีๆ มาอย่างต่อเนื่อง ผมอยากเห็นกิจกรรมเพื่อสังคมแบบนี้อยู่กับสังคมไทยตลอดไป เพราะสามารถจับต้องได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมได้ข่าวว่าศิษย์รุ่นแรกที่ผมเข้ามาสอน จากที่เป็นเด็กอยู่ใกล้ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า วันนี้มีงานทำเป็นหลักฐาน มีความมั่นคง โดยเฉพาะเด็กคลาสอาหารที่ไม่เคยเรียนรู้จากที่ไหนมาก่อน มาเริ่มเรียนรู้จากที่นี่ สะท้อนให้เห็นถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบยั่งยืน ซึ่งผมยินดีให้การสนับสนุนในทุกเรื่อง” เชฟชุมพล กล่าว

ด้าน เชฟลัท-รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย กล่าวว่า “การมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะได้นำความรู้และประสบการณ์มาแบ่งปันในฐานะผู้ให้แล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าได้รับความรู้กลับไปด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมจะแลกเปลี่ยนความรู้กัน และรู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการทำ เบเกอรี่ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ต่อไป ขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนพูดคุยก็เป็นการจุดประกายให้เราลุกขึ้นสู้ด้วยเหมือนกัน ขอบคุณทีเอ็มบีและธนชาตที่สานต่อโครงการดีมีประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทำให้ทุกคนได้ส่งต่อการให้ที่ยั่งยืนจริง ๆ”

ด้าน คุณเจมส์ “ประสงค์ คงสงค์” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมห้องเรียนเบเกอรี่ ที่เดินทางไกลมาจาก จ.กาญจนบุรี เจ้าของร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เล่าว่า สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพราะประกอบอาชีพเปิดร้านขายอาหารอยู่แล้ว จึงอยากมาเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารและขนมเพิ่มเติม ซึ่งการเรียนการสอนได้ลงมือปฏิบัติจริงทำให้ได้เมนูและเทคนิคใหม่ ๆ นำไปใช้กับที่ร้านได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องกลับไปฝึกฝนและเรียนรู้เพิ่มเติมให้เกิดความชำนาญ

“ผมเปิดร้านอาหารมาเกือบ 10 ปี มองว่าการทำตลาดแบบเดิม ๆ ไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้เหมือนเดิม เพราะทุกวันนี้โลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล การตลาดออนไลน์จึงสำคัญมากขึ้น และยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ ลูกค้าก็ไม่อยากออกนอกบ้าน ทำให้ร้านอาหารได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดนี้ด้วย จึงตัดสินใจสมัครที่จะมาเรียน โดยได้ความรู้ด้านทำการตลาดที่ปัจจุบันมีทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ถือเป็นการเสริมความรู้และนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้สู่การประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้และประทับใจมากคือ การได้มารู้จักกับโครงการเพื่อสังคมดี ๆ อย่าง ไฟ-ฟ้า ทำให้เราเข้าใจคำว่า “ให้” มากขึ้น โดยมีการเรียนรู้พร้อมทั้งสอดแทรกกิจกรรมเพื่อให้เราใส่ใจเรื่องการส่งต่อ ยิ่งได้รู้จุดประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อส่งเสริมให้เด็กในชุมชนที่ไม่มีศักยภาพด้านการเงินเข้ามาเรียน ตรงนี้เป็นเหมือนจุดหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กเข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ หรือ ค้นหาตัวเอง เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ ทำให้ผมคิดว่าหากมีกิจกรรมที่มีประโยชน์สามารถช่วยเหลือได้ เราก็จะแบ่งปันเวลาไปร่วม” คุณเจมส์ กล่าว

ปิดท้ายกันที่คุณสุภา เลิศวัฒนกิตติ อดีตพนักงานประจำที่เกษียณแล้ว ปัจจุบันเป็นแม่บ้าน “ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 เริ่มมีสัญญาณส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมกับทางไฟ-ฟ้า เพราะมองว่าเป็นหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการทำอาหารและโอกาสที่จะต่อยอดยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ช่วยทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นในการทำอาหารให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ รับประทาน นอกจากนี้ การได้เข้าร่วมกิจกรรมยังทำให้เรามีเพื่อนกลุ่มใหม่ และที่สำคัญสอนให้เรียนรู้ถึงการ “ให้” เมื่อเราได้รับแล้วต้องรู้จักแบ่งปันส่งต่อให้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งความรู้ที่ได้รับมาครั้งนี้หากมีโอกาสแบ่งปันความรู้ก็ตั้งใจที่จะส่งต่อไปให้คนอื่นด้วย” คุณสุภา กล่าว

ไฟ-ฟ้า โดยทีเอ็มบีและธนชาต มุ่งมั่นและตั้งใจเดินหน้าจุดประกายเยาวชนและชุมชน ภายใต้ปรัชญา Make REAL Change เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ที่ www.tmbfoundation.or.th

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650739

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:07 น.องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change)แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3

เพราะโลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ โลกเอไอ ยุคดิจิทัลพัฒนาอย่างไปไกลอย่างก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัว แต่ด้วยกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบันมีความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น นำมาสร้างข้อจำกัดที่ปิดกั้นตัวมันเอง ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ องค์กรยุคใหม่จึงต้องปรับกระบวนการทำงาน สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนและสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้นที่ผลลัพธ์เป้าหมายความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่า สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย แต่การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างทุนมนุษย์ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดย

1. ทุกความท้าทายเป็นปัญหาเชิงซ้อนไม่มีปัญหาใดที่เข้ามาเดี่ยวๆ ทุกปัญหาคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ทุกปัญหาจึงมีความเป็นระบบเชิงซ้อน มันเป็นปัญหาทับซ้อนปัญหา และส่งผลซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การจะเข้าใจปัญหา เราจึงต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของมันว่า ทุกปัญหามีความเป็นระบบที่ทับซ้อนกันทั้งแนวราบและแนวลึกอย่างลึกซึ้ง การจัดการกับปัญหาจึงต้องก้าวข้ามจากมุมมองในลักษณะเส้นตรง เชิงเดี่ยว แยกส่วน มาเป็นการแก้ปัญหาด้วยมุมมองของการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

2. องค์กรที่ยั่งยืนต้องมี “นวัตกรรม”องค์กรที่เข้มแข็งต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างสรรค์ความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ได้ด้วยตนเอง บนฐานของแนวคิดเชิงระบบที่ว่า ปัญญา องค์ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ รวมทั้งนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

3. ทีมงานต้องเข้มแข็งองค์กรจะยั่งยืนได้ ทีมงานต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งจะเป็นจริงได้ ทีมงานต้องอยู่บนฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความมีศรัทธาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเปิดใจกว้าง รับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยเห็นคุณค่าในความแตกต่าง การเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้เองเป็นต้นทางสำคัญของการสร้างพลังร่วม เพื่อการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน และการที่บุคคลจะเห็นคณค่าในความต่างได้นั้น บุคคลคนนั้นต้องเห็นคุณค่าตนเองก่อนเสมอ การเห็นคุณค่าตนเองนี้เองเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอารมณ์ ความเข้มแข็งภายใน มีภูมิต้านทาน ดังนั้น องค์กรที่ยั่งยืน บุคคลจึงต้องเห็นคุณค่าตนเอง และเห็นคุณค่าในความแตกต่าง 

4. ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องเห็น “คุณค่ามนุษย์”ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำได้การยอมรับจากคนรอบข้าง และการยอมรับจากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นได้ เขาเหล่านั้นต้องได้รับการยอมรับจากผู้นำเสียก่อน การยอมรับที่ว่านี้คือ การยอมรับในคุณค่าของตัวตน มันคือ การมองคนให้เป็นมนุษย์ ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะมีตำแหน่งแล้ว ยังต้องเห็นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วย จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานและเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

ดังนั้น ในยุคของความผันผวน เพื่อความอยู่รอด แนวทางการพัฒนาองค์กรจึงจำเป็นต้องปฏิรูปเสียใหม่ว่า การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต้องสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อน สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ มีทีมงานที่เข้มแข็ง โดยมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เห็นคนเป็นมนุษย์

Z ZEGNA ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ธรรมชาติที่ผสานกับเทคโนโลยี เผยโลกแห่งแอคทีฟแวร์ปะทะกับความสง่างามในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650694

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:05 น.Z ZEGNA ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ธรรมชาติที่ผสานกับเทคโนโลยี เผยโลกแห่งแอคทีฟแวร์ปะทะกับความสง่างามในเมืองZ Zegna เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเสมอมา ตอกย้ำบทบาทในฐานะโรงงานอันสร้างสรรค์ สถานที่ทดลองอันท้าทาย เพื่อเป็นการสำรวจโลกเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอันน่าตื่นเต้นของ Alessandro Sartori อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ของแบรนด์

สำหรับ Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 ยังคงสานต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ โดยการนำแนวคิด #UseTheExisting การสร้างสรรค์โดยการใช้วัสดุผ้าจากแหล่งที่มีอยู่ วัสดุไนลอนรีไซเคิลได้รับการพัฒนาเพื่อให้ได้เส้นด้ายราวกับขนสัตว์ ด้วยรูปทรงและเนื้อผ้าที่ผ่านเทคนิคการสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์ที่จะมอบสัมผัสที่นุ่มและคงความหรูหรา

วัสดุผ้าขนสัตว์ TECHMERINO ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และยังคงการสร้างสรรค์เพื่อการสวมใส่อย่างมีสไตล์ ในขณะที่ผ้าเจอร์ซีย์มีการผสมผสานระหว่างเส้นใยธรรมชาติและเส้นใย โดยเทคนิคพิเศษนี้จะมอบความเบาและโครงสร้างแบบ 3 มิติ

Z ZEGNA คอลเลกชั่นนี้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างในลักษณะที่ดูอิสระและเบาสบาย เสื้อแจ็คเก็ตกีฬานำเสนอโครงสร้าง อันนุ่มนวล เสื้อแจ็คเก็ตไหล่ตกที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและเสื้อกันหนาวผ้าขนสัตว์จับคู่กับกางเกง ชุดออกกำลังกาย ได้ถูกพัฒนาให้เบาสบายอีกทั้งผสมผสานสไตล์ Outwear ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการตัดเย็บปะติดปะต่อของผ้า ที่หลากหลายนับเป็นผลงานตัดเย็บที่สนุกสนาน ด้วยการใช้วัสดุผ้าที่หลากหลาย ในขณะที่เสื้อกันหนาวถักมีดีเทลระบายอากาศเพื่อให้ลุคดูโดดเด่นและยังมีน้ำหนักเบา

การเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของ Ermenegildo Zegna สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันน่าทึ่งของ Oasi Zegna กลายเป็นจุดกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจสำหรับโทนสีที่ซับซ้อน โดยการนำเสนอเฉดสีที่แตกต่างกัน อาทิ สีฟ้า สีเขียว สีม่วง และสีเทา นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพพิมพ์ที่สร้างสรรค์ลวดลายในรูปแบบ Toile De Jouy