พลิก ‘สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า’ ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598421

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

พลิก 'สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า' ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

โอกาสและทางรอดของอุตสาหกรรมฟอกหนัง กับการพลิก “สิ่งเหลือใช้ไร้ค่า” ให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กตีแผ่รายงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนังในสหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญความยากลำบาก แม้ว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ นิยมรับประทานเนื้อวัวมากขึ้น และมากที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ “หนังวัว” ซึ่งเป็น “ผลพลอยได้” หรือ By Product ของการบริโภคอย่างคลั่งไคล้นี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ

คำถามคือ … เกิดอะไรขึ้น?

คำตอบก็คือ ผู้คนที่เคยนิยมสวมแจ็กเก็ตหรือรองเท้าหนัง เลือกที่จะซื้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ซึ่งมีราคาถูกกว่า ดังนั้น ยิ่งบริโภคเนื้อวัวมากเท่าไหร่ ก็จะมีหนังวัวส่วนเกินมากขึ้นเท่านั้น และราคาหนังสัตว์ก็จะยิ่งดิ่งลงจนถึงขั้นไร้ค่า ต้องนำไปฝังกลบทิ้งไป ขณะที่ผู้ผลิตหนังสัตว์รายเล็กที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ก็ต้องทยอยออกจากธุรกิจไปเรื่อยๆ

บลูมเบิร์ก ระบุด้วยว่า เพียง 5 ปี จากที่หนังสัตว์มีราคาสูง เพราะความแห้งแล้งที่ส่งผลต่อแหล่งอาหารของวัว ทำให้จำนวนวัวลดลง ผลักดันให้หนังวัวมีราคาสูงขึ้น จนทำให้ผู้ออกแบบรองเท้าและเสื้อผ้าต้องหาวัสดุอย่างอื่นมาใช้แทนหนังสัตว์ เมื่อประกอบเข้ากับการที่ชุดกีฬาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการต่อต้านการใช้หนังสัตว์ในเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมความต้องการหนังสัตว์จึงไม่หวนกลับมา

หนังวัวกองพะเนินที่สะสมอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา คือสัญญาณแห่งภัยพิบัติต่อธุรกิจหนังสัตว์ จากที่หนังวัวเคยมีมูลค่าถึง 50% ของมูลค่าของผลพลอยได้วัวทั้งหมด กลับลดลงเหลือเพียง 5% ของมูลค่าของผลพลอยได้ทั้งหมด โดยในบทความนี้อ้างอิงกับความเห็นของ โจ บรันแนน ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของ Twin City Hide ในมลรัฐมินเนโซตา ที่ระบุว่า “เรากำลังทิ้งผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติลงในถังขยะ”

อย่างไรก็ตาม ความต้องการหนังสัตว์คุณภาพสูงยังคงมีอยู่มาก โดยเป็นหนังสัตว์ประเภทที่ใช้ผลิตกระเป๋าถือราคาแพงหรือโซฟาระดับไฮเอนด์ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม และสัตว์ส่วนใหญ่ไม่มีหนังสัตว์ที่สมบูรณ์แบบ หรือไม่มีตำหนิเลย โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุมากที่หากินตามทุ่งหญ้าเป็นเวลาหลายปีจะมีผิวคล้ำ ไม่สมบูรณ์

Twin City Hide ต้องหยุดซื้อหนังสัตว์คุณภาพต่ำจากบริษัทเนื้อขนาดเล็ก เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าจะนำมาสร้างผลตอบแทนได้ จะเห็นว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทผลิตลดลง 27% โดยมีสินค้าคงคลังจำนวน 20% ที่ยังทำอะไรไม่ได้

“ไม่มีใครเสนอราคา และไม่มีใครพยายามซื้อหนังสัตว์เหล่านี้”  บรันแนน ผู้ซึ่งทำงานในธุรกิจหนังวัวตั้งแต่ปี 1976 กล่าว

ขณะที่ Hidenet บริษัทวิจัยตลาดเครื่องหนัง ระบุว่า หนังวัวที่มีตำหนิมีราคาเพียง 4 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2019 ลดลงจาก 81 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 5 ปีก่อน โดย Vera Dordick ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดพิมพ์ของ Hidenet กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ “มันเป็นวิกฤติทั่วโลก”

“วิกฤติอุตสาหกรรมฟอกหนัง” ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมและการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้อุตสาหกรรมหนังฟอกที่เก่าแก่กว่าอายุของประเทศกำลังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

 

แล้วทางออกของอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทยซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างกันจากบทความของบลูมเบิร์กคืออะไร?

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมฟอกหนังและเครื่องหนัง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย ระบุ ประเด็นคือเราควรหันกลับมาใช้หนังสัตว์ให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าจะทิ้งไป โดยผู้ผลิตสินค้าควรคำนึงถึงการใช้วัตถุดิบทดแทน ซึ่งจะสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกแบบหนึ่งแทนการใช้หนังสัตว์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฟอกหนังต้องพยายามปรับเปลี่ยนหรือวิจัยและพัฒนาให้มีสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการย่อยสลายของโพลียูรีเทน (พียู), พีวีซี (PVC) และใยผ้าสังเคราะห์ที่ใช้มากขึ้นในสินค้าที่หลากหลาย แล้วอาจจะทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าการใช้หนังซึ่งเป็นซากสัตว์

ขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถช่วยส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้น ให้ใช้อย่างมีคุณค่าและไม่ควรมองว่าธุรกิจหนังสัตว์เป็นธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกันควรมองให้เป็นการส่งเสริมบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในการใช้วัตถุดิบในประเทศให้คุ้มค่า เพราะหนังสัตว์เริ่มต้นจากของไม่มีราคา แต่เมื่อแปรรูปแล้วจะมีคุณค่าในตัวเอง ดังนั้น รัฐจึงควรส่งเสริมให้นักออกแบบ หรือผู้ผลิตสินค้าหันกลับมาใช้หนังสัตว์เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง แทนที่จะใช้พียูหรือพีวีซีทดแทนแล้วเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

เพราะธุรกิจฟอกหนังเป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับหนังดิบที่เป็น “ส่วนที่เหลือ” หรือเป็น “ผลพลอยได้” จากการขายเนื้อ มาทำให้มีคุณภาพ มีความล้ำค่า มีคุณค่าและทำให้เกิดระบบ supplier chances ในการกำจัดของเสีย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมจะอยู่ได้ก็ต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากผู้บริโภคที่หันกลับมาใช้สินค้าที่มีประกอบของ “หนังสัตว์” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสมดุลของ “สิ่งเหลือใช้” และถูกทิ้งให้ไร้ค่า จากการบริโภคให้กลับมาสร้างคุณค่าและมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ

5 เรื่องสุดเพลีย เคลียร์จากใจมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598226

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 เรื่องสุดเพลีย เคลียร์จากใจมนุษย์ออฟฟิศ

ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะในยุคแห่งการแข่งขัน ทั้งกับตัวเอง คู่แข่ง หรือการทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตการทำงานในระหว่างวันก็มักมีเรื่องต่างๆ ให้ต้อง “เพลีย” ทั้งกายและใจอยู่ตลอด ส่วนจะมีเรื่องอะไรให้เพลียบ้างมาดูกัน

1. เพลียเพราะนอนดึกตื่นเช้า ไม่ว่าจะเป็นด้วยหน้าที่การงาน หรือจะติดละครหลังข่าว เล่นเฟซบุ๊คจนเพลิน เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ทำให้รู้สึกซึมเซาง่วงนอนในเช้าวันถัดมา หากเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้ ก็ต้องบำรุงร่างกายเพิ่มเติม โดยกินอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ หรืออาหารที่มีวิตามินซี ก็จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

2. เพลียจากการเดินทาง คนกรุงเทพฯ จำนวนมากต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางหลายชั่วโมงในแต่ละวัน คนที่ขับรถไปทำงานก็มักจะบ่นเรื่องการจราจรติดขัด ขณะที่บางคนใช้บริการรถสาธารณะ ก็ต้องเจอกับปัญหากวนใจ ทั้งคนเบียดเสียด รถไฟฟ้าเสีย รถเมล์ขาดระยะ ยังไม่นับรวมเวลาฝนตก ที่ทำให้สถานการณ์เหล่านี้เลวร้ายลงไปอีก ลองแก้ปัญหาด้วยการเผื่อเวลาเดินทางอีกซักนิด เพื่อไปถึงที่หมายก่อนเวลา จะได้ไม่ต้องลุ้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเข้างานหรือนัดหมาย แถมมีเวลาเหลือให้ผ่อนคลายก่อนเริ่มงานอีกด้วย

3. เพลียกับคน คนเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนุ่มสาวชาวออฟฟิศรู้สึกเพลีย ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่น่ารักนัก ผู้นำพาความหดหู่มาสู่วันทำงานของเรา หลายคนอาจจะเหนื่อยใจจนไม่อยากมาทำงาน หรืออยากลาออก ดังนั้น ถ้าไม่อยากเพลียกับคนเหล่านี้ นอกจากหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมด้วยแล้ว เราต้องปรับทัศนคติของเราให้คิดในด้านบวก ยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล โดยทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ

4. เพลียเพราะขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจประสบปัญหามีชีวิตส่วนตัว และใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง เพราะเสียเวลาในการเดินทางในแต่ละวัน ซ้ำยังต้องเจอปัญหางานด่วน ทำให้ต้องทำงานล่วงเวลาอยู่เสมอ ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากการจัดสรรเวลายังไม่ดีพอ ควรแยกเวลาชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันให้ชัดเจน หาเวลาผ่อนคลายให้กับตัวเองบ้าง เพื่อพบจุดสมดุลของตัวเอง

5. เพลียเพราะเสียน้ำ ใครจะคิดว่าการนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะในออฟฟิศ แอร์เย็นๆ ก็ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ แม้ร่างกายจะไม่ได้เสียเหงื่อเลยก็ตาม ทั้งนี้ เพราะร่างกายมีการสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา หากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อการทดแทนน้ำที่สูญเสียไประหว่างวันก็อาจทำให้รู้สึกเพลียได้เช่นกัน

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ…ทำอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/590267

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ...ทำอย่างไร?

เทคนิคจัดการงานเสริมควบคู่งานประจำที่ทำไม่ยากแบบ “เจมส์ ทิว”

เชื่อเลยว่า มีพนักงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วผันตัวไปทำงานที่ตัวเองรัก หรือเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ แต่การลาออกจากงานประจำโดยที่ยังไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสานฝันของตัวเองอย่างเพียงพอแล้ว ต้องค่อยๆ เดินคลำทางในที่มืดอาจจะดูเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หลายคนจึงเลือกทำงานประจำที่ใช่ควบคู่ไปกับงานอดิเรกที่ชอบ

จากผลการศึกษาของ Academy of Management สมาคมนักวิชาการด้านการบริหารและการจัดการจากทั่วโลก ชี้ว่า ธุรกิจที่เจ้าของเริ่มก่อตั้งขณะยังเป็นพนักงานประจำแล้วค่อยผันตัวมาดูแลแบบเต็มตัวมีโอกาสล้มเหลวน้อยกว่าธุรกิจที่เจ้าของเริ่มทำเต็มตัวตั้งแต่แรกถึง 1 ใน 3 แต่สำหรับมือใหม่บางคนอาจจะยังจัดการทำงานทั้งสองหน้าที่ไม่ค่อยลงตัว

มีคำแนะนำของ เจมส์ ทิว ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลียที่ผ่านประสบการณ์การทำงานหลักควบคู่งานเสริมมาแล้วหลายปีมาฝาก ดังนี้

1.โฟกัสกับงาน เนื่องจากเจ้าของธุรกิจประเภทนี้มีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งจากงานประจำและงานเสริมกองอยู่ตรงหน้ามากมาย โอกาสหาเวลาว่างนั่งสะสางงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แนะนำให้เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลังแต่ละสัปดาห์ จากนั้นแบ่งทำวันละ 4-5 งาน เพื่อให้เป้าหมายรายสัปดาห์สำเร็จลุล่วง วิธีนี้ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจบริหารเวลาและงานให้ลงตัว หากวันไหนมีเวลาว่างเพิ่มมาสัก 1 หรือ 2 ชม.

2.สื่อสาร บอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงาน เช่น เป้าหมายธุรกิจของเราให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดฟัง เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าคุณอาจต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน เพื่อที่สุดท้ายงานที่คุณรักจะไม่พรากชีวิตแต่งงานหรือมิตรภาพไปจากคุณ

3.ยอมรับอุปสรรค การพูดว่า “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวสุดท้ายมันจะแก้ไขได้เอง” นั้นง่าย แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ง่ายอย่างที่พูดเสมอไป ระหว่างทางที่คุณกำลังนำพาธุรกิจไปสู่จุดหมาย ย่อมต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่กับขนาดของเป้าหมาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหา ให้พยายามสนุกกับมัน ชื่นชมอุปสรรคที่ช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4.เข้าใจลิมิตตัวเอง และรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง

5.พักผ่อน ต่อให้เป็นคนที่มีพลังล้นเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายย่อมต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ ก่อนจะออกไปเผชิญโลกในวันต่อไป

6.ตั้งเป้าหมาย แนะนำว่าตัวเองจะตั้งเป้าหมายไว้ทุกๆ 12 สัปดาห์ โดยจะทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกสัปดาห์ เพื่อสำรวจว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกหนึ่งวิธีคือ ทิวจะนำเป้าหมายที่เขียนไว้มาวางไว้ใกล้ๆ กับคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้เป็นประจำ เพื่อให้มองเห็นและพยายามทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ

7.ไม่ใช่ทุกคนที่อยากรู้เรื่องงานเสริมของคุณ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานที่สำนักงาน ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลีย แนะนำว่า ให้หาคนสนิทที่ไว้วางใจได้ไว้เป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ หรือลองมองหาชุมชนออนไลน์ที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกับคุณไว้บอกเล่าเรื่องราวและขอคำปรึกษา เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ทำงานหลักและงานเสริมด้วยกันมากที่สุด

 

ภาพ : freepik / ยูทูบ

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/559184

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

พัฒนาทักษะการฟัง ให้มีประสิทธิภาพ

โดย  กั๊ตจัง ภาพ : Pixabay

การฟังเป็นทักษะการสื่อสารแรกและสำคัญที่สุดของมนุษย์ ไม่มีใครพูดได้คล่องจากการอ่านและไม่มีใครอ่านหนังสือได้คล่องหากไม่รู้จักการฟัง ดังนั้นทักษะการฟังเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกและพัฒนา เพราะจะสามารถทำความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้อง ลดความผิดพลาดในการทำงานจากการจับประเด็นที่ผิดพลาด วันนี้เรามาดูกันว่าทักษะการฟังนั้นจะฝึกฝนพัฒนาได้อย่างไรบ้าง

1.ฝึกสมาธิกับสิ่งที่ฟัง

การมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังฟังอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนและการทำงาน วิธีการฝึกเริ่มต้นจากการนั่งสมาธิให้ได้นานที่สุด โดยค่อยๆ เพิ่มเวลาจาก 5 นาที เป็น 10 นาทีและค่อยๆ เพิ่มจนถึงระดับชั่วโมงในที่สุด แต่เพียงแค่ 30 นาที ก็จัดว่าเพียงพอกับการเรียนและการทำงานทั่วไปแล้ว

ปกติคนเราจะมีสมาธิในการทำงานอยู่เพียงแค่ 15 นาที ก่อนที่จะหยุดคิดเรื่องอื่นเวลาใช้เวลาอีกประมาณ 2 – 5 นาที ในการรวบรวมสมาธิกลับมา ดังนั้นการฝึกสมาธิจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราตั้งใจฟังสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน โดยไม่คิดหยิบสมาร์ทโฟนออกมาดูข้อความหรือใจลอยออกไปนอกหน้าต่าง

2.ฝึกจับใจความ

หลายครั้งที่การประชุมหรือการเข้าฟังในงานสัมมนามักจะมีเนื้อหาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลือคือโฆษณาและพรรณนา ดังนั้นการฝึกแยกแยะเนื้อและน้ำในหัวข้อการฟังคือสิ่งสำคัญ ปัญหาก็คือเมื่อผู้พูดหรือผู้บรรยายพูดออกมานั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญไปเสียทุกอย่าง

เคล็ดลับก็คือจำเฉพาะหัวข้อเรื่องที่เขากำลังพูด ขั้นตอน ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา จดจำเป็นประโยคสั้นที่สามารถขยายความเข้าใจออกมาโดยง่ายเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

3.รู้จักการตัดบทสนทนา

ไม่มีใครที่สามารถทนฟังเรื่องเดิมๆ วนซ้ำเป็นชั่วโมง สัปดาห์ละหลายครั้ง การตั้งใจฟังเป็นสิ่งที่ดีแต่การบอกให้ผู้พูดรู้จักการกระชับเนื้อหานั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราประหยัดเวลาในการฟังโดยได้เนื้อหาครบถ้วน แต่ยังช่วยให้ผู้พูดรู้ตัวว่าไม่ควรพูดเยิ่นเย้อ ต้องรู้จักกระชับเนื้อหาก่อนพูด

เทคนิคในการตัดบทที่มักจะได้ผลเสมอก็คือการเริ่มต้นด้วยคำว่าขอโทษครับ (นะคะ) แล้วตัดเข้าคำถามสำคัญในเนื้องาน หรืออ้างว่ากำลังมีธุระช่วยกระชับเนื้อหาให้ได้หรือไม่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะตัดบทสนทนาก็ต้องดูเนื้อหาที่กำลังคุยก่อนว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไร หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับความคืบหน้าเราสามารถตัดบทได้โดยไม่เสียงาน

หากเป็นเรื่องงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต้องฟังถึงปัญหาตั้งแต่ต้นให้จบ ตัดบทเท่าที่จำเป็นและถามหาแนวทางการแก้ไข ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นความทุกข์ใจของเพื่อน คนรัก และคนในครอบครัวการตัดบทเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

4.รู้จักมารยาทในการฟัง

มารยาทในการฟังเป็นอีกสิ่งที่เราควรรู้ ผู้ฟังที่ดีต้องทำให้ผู้พูดรู้สึกว่ากำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดต้องการบอก ไม่เหม่อมองไปทางอื่นในขณะที่เขากำลังพูด ไม่รับโทรศัพท์ในทันทีหากมีสายเข้ามา หากเป็นสายไม่จำเป็นควรตัดสายทิ้งแล้วสนทนาต่อ หากเป็นสายสำคัญจากเจ้านายควรกล่าวขออภัยผู้พูดว่าเป็นสายสำคัญ แล้วจำเนื้อหาสุดท้ายก่อนรับสาย อย่ารับสายในทันทีที่มีสายเรียกเข้า

เมื่อรับสายเสร็จแล้วให้กลับมาเข้าเนื้อหาสนทนาต่อด้วยการเอ่ยถึงข้อความล่าสุดที่เพิ่งพูดกันไป บางครั้งเรารับสายนานไปก็ทำให้ผู้พูดและผู้ฟังลืมเนื้อหาสนทนาไปได้เหมือนกัน

ไม่ควรล้วงแคะแกะเกาต่อหน้าผู้พูด นิดหน่อยพอได้แต่ถ้ามากไปเราเองจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นให้ขอตัวไปทำธุระในห้องน้ำให้เสร็จแล้วกลับมา อย่าเผลอหลับในห้องประชุม หรือนั่งเอนหลังจนเกือบนอนบนเก้าอี้

รู้จักเก็บอารมณ์ระหว่างฟัง อย่าเผลอแสดงอาการโกรธ สงสัย เครียด หรือสีหน้าที่แลคล้ายดูหมิ่นความคิดผู้พูด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเอาไว้ ในโลกการทำงานแม้เราจะไม่ชอบใจในความคิดของใคร แต่วันข้างหน้าเราอาจจะมีโอกาสได้กลับมาทำงานด้วยกันอีก

ที่สำคัญในการฟังก็คือรู้จักเลือกฟังแต่เรื่องที่ดี ในโลกการทำงานมีทั้งคนที่มักพูดแต่เรื่องดีๆ และคนที่พูดแต่เรื่องร้ายๆ การให้ความสำคัญกับการฟังเรื่องดีๆ เข้าหาคนที่พูดแต่เรื่องดีๆ จะช่วยให้เรามีพลังในการทำงานมากขึ้น

2 มะเร็งยอดฮิตความเสี่ยงในชีวิตคนทำงานออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/589518

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

2 มะเร็งยอดฮิตความเสี่ยงในชีวิตคนทำงานออฟฟิศ

รู้ทัน ‘มะเร็ง’ ยอดฮิตของคนทำงานออฟฟิศ ทั้งมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม พร้อมวิธีการตรวจสอบและแนวทางการรักษา

สำหรับประเทศไทย “มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรไปเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุการตายสูงสุดอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โรคร้ายดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย แต่ยังนำความทุกข์ทรมานใจมาสู่คนรอบข้าง สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและทำการรักษาได้ทันท่วงที

โรคมะเร็งที่พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน ได้แก่ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ” ที่พบได้บ่อยในเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ และ “มะเร็งเต้านม” ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มสาววัยทำงานยุคใหม่ที่นิยมใช้ชีวิตโสดจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นมะเร็งชนิดนี้

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นมะเร็งที่มักพบในผู้ที่มีอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบในผู้ที่มีอายุน้อยลง และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ปัจจัยเสี่ยงหนึ่งเกิดจากบุหรี่ ทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันพิษจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่เคยมีประวัติสูบบุหรี่แม้จะเลิกสูบแล้วก็ตาม รวมถึงการสัมผัสสารเคมีบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยาง หนัง สี และการพิมพ์ เป็นต้น

สาเหตุโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุผนังด้านในของกระเพาะปัสสาวะแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกและมะเร็งในที่สุด ในกรณีที่มีการลุกลาม เซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายลึกเข้าไปยังผนังกระเพาะปัสสาวะชั้นอื่น และอาจลุกลามออกไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ปอด และตับ

การตรวจเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจปัสสาวะ เพื่อหาว่ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะมากผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งหาเซลล์มะเร็งที่อาจปนออกมากับปัสสาวะ (Urine Cytology) การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) โดยแพทย์จะส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อตรวจหาตำแหน่ง ขนาด จำนวนและรูปร่างของเนื้องอก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจทางรังสีวิทยา อาทิ การตรวจอัลตราซาวนด์ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ (Ultrasound KUB) การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี (Intravenous Pyelogram) และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) บริเวณช่องท้องทั้งหมด

วิธีการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ทำได้โดยการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปตัดเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ (Transurethral Resection of Bladder Tumor หรือ TURBT) เพื่อตัดหรือทำลายก้อนมะเร็งและนำเนื้อเยื่อมาตรวจว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และลุกลามลึกถึงชั้นไหนของกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาฆ่าเซลล์มะเร็งร่วมด้วยเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ในกรณีที่มะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ หรือตั้งแต่ระยะที่ 2 ขึ้นไป แพทย์อาจต้องพิจารณาผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด ร่วมกับการทำเคมีบำบัด หรือรังสีรักษาเพื่อลดการลุกลามและเกิดซํ้าของมะเร็ง

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมพบบ่อยในผู้หญิงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งคุณผู้หญิงที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ กลุ่มที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือมีบุตรแต่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง เป็นต้น ซึ่งถือว่าสาวๆ ออฟฟิศ จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการรักษามะเร็งเต้านมได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายและตรงจุดมากขึ้น ทั้งยังลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยได้ดีกว่าเดิม

การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมถือว่าเป็นการรักษาหลัก ซึ่งการผ่าตัดแบบเดิมคือตัดเต้านมออกทั้งเต้าและเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออก แต่ปัจจุบันแพทย์สามารถเก็บเต้านมไว้ได้โดยไม่ต้องตัดออกทั้งหมด ในกรณีที่สภาวะของเต้านมเหมาะสม เรียกว่าการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม ซึ่งแพทย์จะตัดเฉพาะก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อปกติบางส่วนรอบๆ ก้อนมะเร็งออกไป และทำการฉายแสงบริเวณเต้านมที่เหลือเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ จากเดิมที่ทำการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด ปัจจุบันผู้ป่วยมีทางเลือกเพิ่มขึ้นคือผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออกเท่าที่จำเป็น ช่วยลดผลข้างเคียงจากการผ่าตัด เช่น แขนบวม ยกแขนไม่ขึ้น ผู้ป่วยยังคงรักษารูปทรงของเต้านมไว้ได้ แต่ผู้ป่วยต้องมีภาวะที่เหมาะสม เช่น ก้อนมะเร็งไม่ใหญ่เกินไป เต้านมมีขนาดใหญ่พอที่จะคงรูปลักษณ์ไว้ได้หลังผ่าตัด เป็นต้น นอกจากการผ่าตัดแล้ว แพทย์ยังพิจารณาให้การรักษาอื่นๆ ประกอบกันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำโดยกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ ด้วยเคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy) การฉายรังสี (Radiation Therapy) การให้ยาต้านฮอร์โมน (Hormonal Therapy) การให้ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น

โภชนาการต้านมะเร็ง นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การดูแลภาวะโภชนาการยังช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถทนต่อผลข้างเคียงของการรักษาและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้เช่นกัน สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับคืออาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานสูง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและชดเชยน้ำหนักที่ลดลง แต่การรับประทานเฉพาะเนื้อสัตว์และแป้งก็ยังไม่เพียงพอ เพราะวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผู้ป่วยควรได้รับแต่อาหารที่มีประโยชน์และสมดุล คาร์โบไฮเดรตต้องเป็นชนิดที่ดี เช่น ธัญพืชไม่ขัดสีที่มีกากใยสูง ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรละทิ้งไขมันเสียหมด เพราะไขมันเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ให้พลังงานสูง เพียงแต่ต้องละเว้นไขมันอิ่มตัวจำพวกนมเนยทั้งหลาย และเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ซึ่งเป็นไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว หรือกรดไขมันที่เรียกว่าโอเมก้า 3 ซึ่งพบได้ในปลาทะเล เพราะนอกจากจะบำรุงสมองและหัวใจแล้ว ยังช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย

 

ภาพ : freepik

องค์กรแบบไหนตรงใจเราที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/589732

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

องค์กรแบบไหนตรงใจเราที่สุด

ก่อนสมัครงาน เราต้องมีแนวทางในการมองหางานที่ใช่สำหรับตัวเองเพื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่การเลือกลักษณะขององค์กรก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ลองมาดูกันว่าตัวเราจะเหมาะกับองค์กรแบบไหนที่สุด

องค์กรแบบ Startup

ถ้าเป็นคนที่ชอบความอิสระ กล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะเหมาะกับคนที่ต้องการเวทีแสดงความสามารถ โชว์ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างเด็กจบใหม่หรือคนยุคใหม่ ส่วนคนที่มีประสบการณ์ทำงาน องค์กรแบบ Startup จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษาเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบนี้จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ให้อิสระในการสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ แต่หากเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startup อาจต้องพร้อมรับมือกับปัญหา ต้องทำงานได้ในหลายหน้าที่ หรือทำงานไม่เป็นเวลา

องค์กรแบบ SME

องค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือ SMEs เป็นองค์กรที่อยู่ระหว่างองค์กรแบบ Startup และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรนี้เราจะเติบโตไปพร้อมๆ กับองค์กร คล้ายองค์กรแบบ Startup แต่มีเวลาการทำงานที่แน่นอนมากกว่า เพราะมีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมงาน การแบ่งงาน ทำให้จัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้ดีกว่า มีสิทธิมีเสียงในการออกความคิดเห็น การแข่งขันน้อย การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs

องค์กรขนาดใหญ่

สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง หรือต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ต้องยอมรับกับบางสิ่ง เช่น การเป็นปลาเล็กในบ่อใหญ่ คือเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน แต่กลับเป็นแค่ส่วนน้อยนิดหากเทียบกับทั้งหมดในองค์กร เนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่มีโครงสร้างเป็นแบบแผน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานทำได้จำกัด แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้สิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงและก้าวหน้าในสายอาชีพ ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงาน แต่จริงๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานเช่นกัน

องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สำหรับคนที่มีใจรักการบริการและมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นสายงานที่ใช่และเหมาะสม เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็กไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่ทำจะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานหรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปี

 

ภาพ : freepik

5 แอปนำทางสุดเวิร์ค เลือกใช้งานง่ายทั้งแบบต่อเน็ตและไม่ง้อเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598077

  • วันที่ 19 ส.ค. 2562 เวลา 17:50 น.

5 แอปนำทางสุดเวิร์ค เลือกใช้งานง่ายทั้งแบบต่อเน็ตและไม่ง้อเน็ต

แนะนำ 5 แอปพลิเคชันนำทางที่ดีที่สุด ทั้งในระบบ Android และ ios ตัวช่วยดีๆ ที่ควรมีไว้ในสมาร์ทโฟนเพื่อความสะดวกสบายทุกการเดินทาง

ด้วยเทคโนโลยีที่รุดหน้าอย่างต่อเนื่องทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกง่ายดายกว่าในอดีต ยิ่งมีตัวช่วยดีๆ อย่างแอปพลิเคชันนำทางด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางใกล้ไกลก็สบายใจหายห่วง วันนี้จึงอยากแนะนำแอปพลิเคชันนำทางที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์ที่ชอบหลงทางได้เรียนรู้ แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับแอปพลิเคชันนำทางกันก่อนว่าคืออะไร มีข้อดีอย่างไร

แอปพลิเคชันนำทาง คือแอปพลิเคชั่นที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยในการบอกเส้นทางเดินทาง หรือเนวิเกเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ร่วมกันออกแบบและปรับปรุงแอปพลิเคชันเหล่านี้ให้ใช้งานได้อย่างมีประโยชน์และสะดวกสบาย สำหรับ 5 แอปพลิเคชันนำทางที่ได้รับความนิยมมากและประมวลผลความเป็นจริงได้ใกล้เคียงมากที่สุด ได้แก่

1. Google Mapsเป็นแอปที่มีผู้คนใช้งานมากที่สุดในโลก เพราะบอกสถานที่รายละเอียดต่างๆ ไว้มาก พร้อมทั้งมีเครื่องมือ และฟีเจอร์ต่างๆ ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน อีกทั้งยังมีการอัพเดทสถานที่และข้อมูลไว้ค่อนข้างดี เราจึงสามารถกำหนดจุดหมายปลายทางที่จะไปได้ พร้อมทั้งยังมีการค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดและประหยัดเวลาที่สุดมาให้ด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยให้ข้อมูลการจราจรทำให้เราเช็กสภาพการจราจรว่าหนาแน่นมากแค่ไหน และที่โดนใจคนส่วนใหญ่นอกจากที่ใช้เดินทางไปยังจุดหมายต่างๆ แล้ว นั่นก็คือการเป็นตัวช่วยในการค้นหาสถานที่ใกล้ตัว อาทิ ร้านอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงแรม ที่พักต่างๆ ได้อย่างง่ายดายจากปลายนิ้วสัมผัส

2. Nostra Map Thailandเป็นแอปพลิเคชันภาษาไทยที่สามารถค้นหาข้อมูลแผนที่ในไทยได้อย่างเพียบพร้อม หาอะไรก็เจอได้ง่ายดาย เพียงแค่กำหนดต้นทางที่เราอยู่และปลายทางที่จะไปก็สามารถบอกเส้นทางที่เราสามารถเดินทางไปได้แล้ว พร้อมการรายงานสภาพจราจรอัพเดททุก 5 นาที แสดงสภาพถนนที่มีการซ่อมแซมอยู่ได้ด้วย ทั้งยังมีการแสดงผลได้ทั้งเป็นแบบแผนที่ภาพดาวเทียม แผนที่แบบ Hybrid ค้นหาสถานที่ต้องการซึ่งอยู่ใกล้เคียงได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ โรงแรม หรือแม้แต่ตู้ ATM ก็ตาม แม้แต่พื้นที่ที่มีน้ำท่วมก็บอกได้อีกต่างหาก

3. Sygicเป็นอีกหนึ่งแอปที่ล้ำทันสมัยที่สุดในโลก สามารถแชร์เส้นทางด้วย Glympse แชร์แผนที่ของคุณเพื่อประเมินเวลาถึงเป้าหมาย แสดงตำแหน่งบนแผนที่แบบเรียลไทม์ ข้อดีคือสามารถใช้แบบไม่มีอินเตอร์เน็ตได้ โดยมีหน้าตาแผนที่แบบ 3 มิติ แสดงถึงบ้านเรือน ตึก สถานที่ต่าง แถมยังรองรับระบบเสียงภาษาไทยที่จะแจ้งทางเลี้ยว ทางเบี่ยง บอกโค้งอันตราย จุดที่เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย บอกเส้นทางลัด เหมือนมีหน้าจอ Navigator ให้ได้ขับตามสบาย

4. Here We goแอปพลิเคชันที่มีระบบ GPS ช่วยในการนำทาง สามารถแนะนำเส้นทางที่ทำให้เราไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็วที่สุด สามารถบอกเส้นทางหลากหลายเพื่อให้เราได้เลือกใช้ตามแบบที่ต้องการได้มากที่สุด สามารถใช้ GPS ในระบบแผนที่นำทางแบบ Offline ได้ด้วย ใช้งานง่าย สะดวก และเป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งคำแนะนำเส้นทางจักรยาน รถยนต์ รถโดยสาร แท็กซี่ ได้อย่างดี

5. Path Guideแอปที่จะแนะนำพิเศษกว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ คือ เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้บริการห้างสรรพสินค้าใหญ่เป็นประจำ เพราะสามารถที่จะช่วยบอกเส้นทางในตึกหรือสถานที่ต่างๆ ที่มีสัญญาณ GPS เข้าไปไม่ถึงได้ เช่น นัดเพื่อนไว้ที่ห้างร้านแห่งไหนก็สามารถแจ้งบอกเส้นทางนี้ได้เลย รวมถึงหากว่าเราเป็นคนที่ชอบลืมว่าจอดรถไว้ไหนอยู่บ่อยๆ เราก็สามารถที่จะกำหนดให้แอปพาเรากลับไปยังที่จอดรถได้อีกด้วย

 

ภาพ freepik

เติมน้ำมันผิดไป ไม่ต้องตกใจ แก้ไขได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/598059

  • วันที่ 19 ส.ค. 2562 เวลา 11:55 น.

เติมน้ำมันผิดไป ไม่ต้องตกใจ แก้ไขได้!

ความรู้พื้นฐานที่ผู้ใช้รถทุกคนต้องรู้ คือเรื่องของการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจเกิดความผิดพลาดในการเติมผิดประเภทกันได้ วันนี้เรามีวิธีแก้ปัญหากู้สถานการณ์ยานพาหนะจากการเติมน้ำมันผิด เพื่อไม่ให้รถเสียรถพัง มาอ่านกันเลย

เป็นใครก็อาจเคือง!!…เรื่องเติมน้ำมันผิดประเภท แต่ก่อนจะปรี๊ดแตกกับพนักงานเติมน้ำมัน ลองหันมาทบทวนกับตัวเองดูสักหน่อยว่า…เราพูดเสียงค่อย หรือปล่อยให้พนักงานเติมโดยไม่ดูให้แน่ใจกันหรือเปล่า จากนั้นก็รวบรวมสติแล้วแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวไปพร้อมกัน

ปัญหาจากการเติมน้ำมันผิดประเภท มีผลกระทบอย่างไรกับรถ?

อาการหลังจากเติมน้ำมันรถผิดที่สังเกตได้เอง หากเติมน้ำมันสลับกันทั้งเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล ลักษณะอาการจะคล้ายกันคือ เครื่องยนต์ติดได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะเกิดการสะดุดและดับไปในที่สุด ซึ่งเมื่อเครื่องยนต์ดับลงจะไม่สามารถสตาร์ทติดได้อีก ซึ่งหัวเทียน ไส้กรอง ลูกสูบ และระบบเครื่องยนต์รถอาจเสียหายได้

เมื่อเติมน้ำมันผิดประเภทลงถังไปแล้วต้องแก้ปัญหาอย่างไร?

– กรณีเติมน้ำมันผิดแต่ยังไม่ได้สตาร์ทเครื่อง

  1. ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด เพราะเมื่อสตาร์ทรถหรือเริ่มขับรถออกไป รถจะทำการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เติมมาผิดเข้าสู่ลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายเพิ่มไปอีกจึงไม่ควรสตาร์ทรถ
  2. ถ่ายน้ำมันที่อยู่ในถังออกให้หมด ในการที่จะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องต้องอาศัยความช่วยเหลือของช่างที่มีประสบการณ์ เพราะต้องใช้แม่แรงยกรถขึ้น จากนั้นทำการคลายนอตบริเวณถังน้ำมันออกก่อนจะใช้ที่รองน้ำมัน รองน้ำมันเครื่องที่จะค่อยๆ ไหลออกมาจนหมด จากนั้นจึงขันนอตถังน้ำมันกลับเข้าดังเดิม หลังจากถ่ายน้ำมันเสร็จให้ตรวจว่านอตถังน้ำมันถูกขันกลับไปแน่นสนิทดี ไม่มีน้ำมันรั่วซึม
  3. เติมน้ำมันที่ถูกประเภทเข้าไปในถังน้ำมันรถ
  4. สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้และสังเกต การสตาร์ทเครื่องค้างไว้ก็เพื่อให้น้ำมันใหม่ไล่น้ำมันเก่าออกไปให้หมด
  5. ทดสอบการขับ ลองขับรถช้าๆ ก่อน พร้อมกับเปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ต้องใช้ขณะขับ หากไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นแปลว่าการแก้ปัญหาเติมน้ำมันผิดเสร็จสิ้น ไม่มีปัญหาแล้ว

– กรณีเติมน้ำมันผิดแล้วรถดับกลางทางขณะใช้งาน

  1. ถ่ายน้ำมันออกจากถังให้หมด จากนั้นให้ทำการไล่ระบบน้ำมันใหม่
  2. เติมน้ำมันที่ถูกต้องใหม่ จากนั้นลองทำการไล่ระบบน้ำมันอีกครั้ง
  3. ทำความสะอาดหัวเทียนและไส้กรอง รถยนต์เครื่องเบนซินให้ทำการถอดหัวเทียนออกมาทำความสะอาดใหม่ ส่วนรถยนต์เครื่องดีเซลให้ถอดเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงมาทำความสะอาดใหม่
  4. สตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง ในขณะที่ลองสตาร์ทรถใหม่แม้ติดยากหรือติดแล้วดับไป ให้พยายามสตาร์ทต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ารถยนต์จะติดเสถียร ไม่ดับ แล้วปล่อยให้รถเดินเครื่องเองสักพัก
  5. ทดสอบเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เดินเรียบดีแล้วให้ลองเร่งเครื่อง พร้อมกับเปิดฟังก์ชั่นที่ต้องใช้ขณะขับใช้งานปกติ หากไม่มีสิ่งผิดปกติ แปลว่าการถ่ายน้ำมันเสร็จสิ้น ไม่มีปัญหา สามารถใช้รถยนต์ได้ตามปกติ

วิธีป้องกันการเติมน้ำมันผิดประเภทเข้าเครื่องยนต์

  • วิธีแรกคือการแจ้งให้พนักงานเติมน้ำมันได้ยินชัดเจน
  • สังเกตพฤติกรรมพนักงานเพื่อเช็กความแน่ใจ โดยอาจสังเกตจากท่าทางการพยักหน้า พูดทวนสิ่งได้ยิน หรือสังเกตป้ายที่ตั้งหน้ากระโปรงรถว่าเปิดหน้าของน้ำมันตรงตามประเภทมี่เราบอกหรือไม่
  • ควรดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถมาปรับเปลี่ยนอิริยาบทแล้วสังเกตการเติมน้ำมัน ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน

“มาเรียม” ปลุกจิตสำนึกสร้าง 3 ไอเดียเที่ยวสนุกเชิงอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/596470

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

"มาเรียม" ปลุกจิตสำนึกสร้าง 3 ไอเดียเที่ยวสนุกเชิงอนุรักษ์

ถอดบทเรียนพะยูน “มาเรียม” ปลุกกระแสวัยรุ่นไทยกับไอเดียท่องเที่ยวสนุกอนุรักษ์ท้องทะเล ช่วยเซฟชีวิตพันธุ์สัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

เป็นกระแสโด่งดังไม่น้อยกับ “มาเรียมฟีเว่อร์” จากกรณีลูกพะยูนน้อยพลัดหลงแม่บริเวณเกาะลิบง จ.ตรัง ที่นอกจากความน่ารักและพฤติกรรมสุดขี้อ้อน จนกลายเป็นที่ชื่นชมและครองใจชาวโซเชียลแล้ว ยังช่วยปลุกกระแสการอนุรักษ์ท้องทะเลและกรรณรงค์ลดการใช้พลาสติก หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มาเรียมจากเราไปแบบไม่มีวันกลับ

จากผลสำรวจปริมาณขยะทะเลทั่วโลกล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย พบว่า ทะเลไทยกำลังประสบภาวะวิกฤตมลพิษทางทะเล หรือขยะทะเลอย่างรุนแรง หรือจัดอยู่ในประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งปัญหาขยะในทะเลนั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความเสียหายกับเรือ เครื่องมือประมง ทำลายทัศนียภาพอันสวยงามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ พันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์น้ำทั้งบริเวณชายหาด และใต้ท้องทะเลอีกด้วย

ปัจจุบันมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถใช้เวลาพักผ่อนไปพร้อมกับช่วยอนุรักษ์ท้องทะเลได้ไปพร้อมๆ กัน ผ่าน 3 เทรนด์กิจกรรมเชิงอนุรักษ์ยอดฮิต ได้แก่

1.อาสาเก็บขยะพลาสติก

ปริมาณขยะพลาสติกจำนวนมากเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งปลายทางของปริมาณขยะมหาศาลท้ายที่สุดจะไปกระจุกตัวอยู่ในท้องทะเล กิจกรรมเก็บขยะริมทะเล คัดแยกประเภทขยะเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ จึงมักเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังสร้างเสริมความสมัครสมานสามัคคี นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดสู่การเสริมสร้างพฤติกรรมการลดใช้พลาสติก หันมาใช้วัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อาทิ การพกถุงผ้าไปซื้อของริมชายหาก พกแก้วน้ำส่วนตัวเวลาไปซื้อน้ำ หรือเตรียมภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะพลาสติกอีกด้วย

2.อาสาอนุบาลสัตว์น้ำ

การจับสัตว์น้ำ หรือการให้อาหารสัตว์ทะเล เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งเมื่อเราเดินทางล่องเรือออกไปในทะเล เนื่องจากจะทำให้พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนแปลงไป เช่น สัตว์บางชนิดมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เป็นมิตร เกิดการแย่งอาหาร หรือพฤติกรรมการหาอาหารเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้ระบบนิเวศไม่สมดุล จากปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของเทรนด์อนุบาลสัตว์ทะเลที่มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ่ออนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ การให้อาหาร และใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับเหล่าสัตว์ทะเล ฯลฯ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสามารถแนะแนวทางและวิธีที่เหมาะสม ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล

3.อาสาดำน้ำเก็บซากอวนประมง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนพบว่า อัตราการตายของสัตว์ทะเลสูงถึงร้อยละ 20-40 มีสาเหตุมาจากการพันรัดของขยะทะเลภายนอก เช่น เศษอวน เนื่องจากไปติดพัน และทำให้สัตว์ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติจนล้มตายลงในที่สุด อีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตสำหรับคนรักทะเลจึงหนีไม่พ้นอาสาสมัครเก็บซากอวนประมง บริเวณแนวปะการัง ที่เป็นเสมือนศูนย์กลางการดำเนินชีวิตสำหรับสัตว์ทะเลในระยะยาว

นับว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถนำไปประยุกต์กับแผนการท่องเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าพฤติกรรมการท่องเที่ยวเหล่านี้จะได้รับการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ก่อนที่สัตว์น้ำเพื่อนร่วมโลกแสนน่ารัก จะถึงคราวสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ธนาคารซิตี้แบงก์ หรือ www.citibank.co.th

How to วางแผนใช้วันหยุดลาพักร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/515861

  • วันที่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 07:20 น.

How to วางแผนใช้วันหยุดลาพักร้อน

ชาร์จไฟวันหยุดแล้วอยากหยุดต่อ ต้องดูวิธีการวางแผนลาหยุดและวางแผนการท่องเที่ยวใช้วันหยุดพักร้อน

เบรินเจอร์ วินยาร์ดส์ ผู้ผลิตไวน์ชั้นนำแห่งหุบเขานาปา วัลเลย์ เผยผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุดของคนในภูมิภาคเอเชีย พบว่า คนไทยกว่า 76% อ้างเหตุงานรัดตัวจนไม่กล้าลาหยุด และกว่า 31% ยอมรับว่ายังกลัวการวางแผนเดินทางด้วยตนเองอยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วการวางแผนสำหรับวันหยุดไม่ใช่เรื่องยากเลย สามารถทำได้ง่ายๆ ตาม 5 ข้อต่อไปนี้

1. ยื่นลาก่อนได้เปรียบ

ถ้าการขออนุมัติวันลาพักร้อนของของคุณไม่ง่ายนัก ให้ยื่นลาหยุดล่วงหน้า 5-6 เดือน โดยที่คุณยังไม่ต้องกำหนดแผนการเดินทางแน่นอนก็ได้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่การลาหยุดของคุณจะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่ตรงกับวันลาหยุดของคนอื่น และยังคาดการณ์ได้ยากว่าวันลาหยุดของคุณจะตรงกับงานสำคัญอะไรในอนาคตหรือเปล่า

2. รวมหัวช่วยกันคิด

คุณจะสามารถวางแผนการท่องเที่ยวในวันหยุดพักร้อนได้ดีที่สุด หากคุณนัดรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยกับเพื่อนเดินทางของคุณได้ ลองแกล้งนัดเพื่อนของคุณเหมือนการมาดื่มไวน์สังสรรค์กันตามปกติ เพื่อให้เพื่อนที่ยังไม่ได้วางแผนในกลุ่มของคุณไม่เกิดอาการเกร็งมากนัก

3. มั่นคงเข้าไว้

พยายามอย่ากำหนดทั้งวันที่ จุดหมายปลายทาง หรือเส้นทางการเดินทางในทีเดียว เพราะมักจะทำให้กลุ่มเพื่อนของคุณล้มเลิกตั้งแต่การวางแผนขั้นแรก และยังต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า ถ้าคุณกำหนดสถานที่ปลายทางแน่นอนเพียงแห่งเดียว

4. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

เมื่อคุณกำหนดวันที่และจุดหมายปลายทางได้แล้ว ให้ผ่อนคลายและใช้เวลาวางแผนเส้นทางการเดินทางร่วมกัน การสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแบ่งหน้าที่กันวางแผนวันหยุดจะสร้างความสนุกสนานมากกว่าการทำคนเดียวทั้งหมด

5. อย่าตื่นตูมกับวันหยุดนักขัตฤกษ์

นับเป็นเรื่องจริงที่เรามักรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้เต็มที่ แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะไหวตัวทันแค่ไหน บรรดาสายการบินและโรงแรมต่างก็รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นคุณก็ยังต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมอยู่นั่นเอง สำหรับประเทศไทยแล้ว การได้ใช้วันหยุดถือเป็นปัญหามากกว่าการมีวันหยุดไม่พอเสียอีก ฉะนั้นลองใช้เวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์นัดรวมกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวดีๆ สักครั้งน่าจะดีกว่า