ของหวานแก้เครียดยามบ่ายฉบับคนออฟฟิศ…ห้ามคิดเรื่องอ้วน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597203

  • วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 12:30 น.

ของหวานแก้เครียดยามบ่ายฉบับคนออฟฟิศ...ห้ามคิดเรื่องอ้วน!!

บ่ายๆ เครียดๆ เจียดเวลามาหาอาหารตา แล้วเตรียมหาของหวานจริงๆ มากินลดเครียดกันดีกว่า

เชื่อเลยว่าเกินครึ่งของคนทำงาน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศต่างมีความเครียด ทั้งจากเรื่องงาน เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และแน่นอนว่า “การกินของหวานแก้เครียด” เป็นวิธีที่หลายคนต้องเคยทำ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงไดเอต แต่ในยามเครียดของหวานมักจะเป็นสิ่งแรกที่นึกถึง นั่นเป็นเพราะว่าการได้รับความหวานจากน้ำตาล มีส่วนช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ที่ทำให้อารมณ์ดีแบบที่หาอาหารอื่นมาทดแทนยาก จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้หญิงกับความหวานเป็นของคู่กันจริงๆ

สำหรับเมนูสุดฮิตที่สาวออฟฟิศมองหาเพื่อเพิ่มความหวานลดความเครียด อาทิ

** บิงซู สวย หวาน หอม เปรี้ยว เผลอแป๊บเดียวหมด กับของหวานสไตล์เกาหลีที่เป็นนมเกล็ดหิมะรสกลมกล่อม อัพความสดชื่นด้วยผลไม้ และนานาท็อปปิ้งที่เลือกได้ตามชอบ อาทิ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มิกซ์เบอร์รี่ เมล่อน ช็อกโกแลต

** น้ำแข็งไส เอาใจคนชอบรสหวานเย็นชื่นใจแบบไทยๆ ราคาเบาๆ ที่มีท็อปปิ้งให้เลือกใส่มากมาย อาทิ มันเชื่อม ข้าวโพด วุ้นมะพร้าว ถั่วแดง ลูกชิด ลอดช่อง ซาหริ่ม ราดตามด้วยน้ำหวานหรือน้ำกะทิ โรยนมข้นหวานปิดท้าย อร่อยสบายๆ เป็นของว่างยามบ่าย ลดความตึงเครียดได้ดี

** ฮันนี่โทสต์ ขนมปังอบเนยหอมชุ่ม กรอบนอกอุ่นใน เสิร์ฟพร้อมวิปครีม ไอศกรีม และท็อปปิ้ง เป็นของหวานที่แค่ได้กลิ่นหอมของขนมปังอบเนยตั้งแต่เดินผ่านหน้าร้าน ก็ทำให้สาวออฟฟิศทั้งหลายหายเครียดไปได้บางส่วนแล้ว

** ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ ของหวานอีกชนิดที่ครองใจสาวออฟฟิศได้เป็นอย่างดี เพราะความเย็นและรสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นจากเนื้อไอศกรีมแค่เพียงคำแรกก็ทำให้ลืมความเครียดได้เป็นปลิดทิ้ง แถมยังอารมณ์ดีขึ้นเพราะความหวานจากรสชาติต่างๆ ของไอศกรีมอีกด้วย ที่สำคัญยังมีตัวเลือกไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟแคลอรีต่ำให้ชุ่มฉ่ำแบบไม่รู้สึกผิด

** ขนมเค้ก ขนมยอดฮิตติดอันดับที่สาวๆ ต่างนึกถึงเมื่ออยากกินของหวาน เป็นของว่างยามบ่าย กินคู่กับชาหรือกาแฟร้อนๆ จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงานตั้งแต่เช้าได้อย่างดี

** โดนัท เนื้อโดนัทนุ่มๆ กับความหวานของน้ำตาลจากรสชาติต่างๆ อาทิ โดนัทเคลือบน้ำตาล โดนัทช็อกโกแลต โดนัทสตรอเบอร์รี่ ฯลฯ พร้อมกาแฟสักแก้ว ก็เป็นได้ทั้งมื้อเช้าแบบง่ายๆ ของสาวออฟฟิศ เพิ่มความหวาน ทำให้อารมณ์ดี รับวันใหม่ ก่อนเริ่มทำงาน และยังเป็นของว่างที่ช่วยรองท้องได้ดีตอนช่วงพักเบรกยามบ่ายได้อีกด้วย

** คุกกี้ เพิ่มดีกรีความอร่อยแบบคลาสสิกด้วยคุกกี้อบหอมกรุ่น ซื้อมากินได้ทุกเวลา แค่หาโหลมาใส่รักษาความกรอบให้คงอยู่ เหมาะกับออฟฟิศที่อยู่ไกลร้านค้า หรือคนที่ไม่มีเวลาพักเบรก แค่กินพร้อมจิบชา หรือกาแฟอุ่นๆ สักแก้วก็เพียงพอแล้วสำหรับบ่ายนี้

เรากำลังเผชิญกับ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” ใช่หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597789

  • วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เรากำลังเผชิญกับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ใช่หรือไม่?

“หมดไฟ” ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ แล้วจะแก้อย่างไร ต้องไปดู

ก่อนอื่นต้องเช็กสัญญาณไฟในตัวเองกันก่อนว่า เรามีความรู้สึกแบบนี้หรือไม่?

  1. รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขน้อยลง
  2. เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่อยากไปทำงาน
  3. ทำงานแบบเบื่อหน่าย ไม่มีสมาธิ
  4. รู้สึกว่าตัวเองด้อยความสามารถ
  5. เห็นอะไรก็หงุดหงิดใจไปเสียหมด

#ถ้าคำตอบบอกว่า ใช่!!!…ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

กลายเป็นประเด็นปัญหาทางสุขภาพที่เกิดกับคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดและมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจ ครอบครัว และประเทศชาติไปแล้ว สำหรับ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout)” ซึ่งเป็นผลมาจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานที่หนักเกินไปจนส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกสูญสิ้นพลังงานในการทำทุกอย่าง หงุดหงิดรำคาญใจ ท้อแท้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกาย รวมไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารและการนอนหลับ

ที่ประชุมองค์การอนามัยโลก จึงได้บรรจุให้อาการหมดไฟในการทำงานเป็นโรคประเภทหนึ่งที่ต้องรับการรักษาทางการแพทย์ พร้อมบรรจุอยู่ในบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 11 หรือ International Classification of Diseases ซึ่งมีชื่อย่อว่า ICD-11 เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคใหม่ ซึ่งจะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 1 ม.ค. 2565

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน มักเกิดจากการปัจจัยดังต่อไปนี้

  • สั่งสมความเครียดจากการทำงานมาเป็นระยะเวลานาน
  • โดนกดดันอย่างไม่หยุดหย่อน
  • งานเยอะ งานล้นมือ ทำงานไม่ทัน
  • ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไม่ทัน
  • โดนบีบบังคับให้ต้องปรับรูปแบบการทำงานที่ขัดกับบุคลิกลักษณะนิสัย
  • งานที่ทำไม่มีการกำหนดขอบเขตภาระหน้าที่ที่ชัดเจน
  • สังคมในที่ทำงานต่างคนต่างอยู่
  • เพื่อนร่วมงานไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • มีวันหยุดน้อย เวลาพักผ่อนน้อย

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ไร้เรี่ยวแรง เกิดความรู้สึกลบ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถจดจ่อสมาธิต่องานได้เหมือนเคย ต้องฝืนตัวเองให้ทำงานจึงจะทำงานเสร็จได้ หรือต่อให้ทำงานสำเร็จลุล่วงก็ไม่รู้สึกพอใจ อาจรวมไปถึงการนอนไม่หลับ และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย จนนำไปสู่การใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติดได้

ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมโรค จึงแนะวิธีการจัดการกับภาวะหมดไฟด้วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต 2 ด้านหลักๆ ได้แก่

  1. ด้านการจัดการกับตัวเอง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น นอนดูหนัง ฟังเพลง หรือช็อปปิ้ง เพื่อให้รางวัลกับตนเอง  พูดคุยขอคำปรึกษากับผู้อื่นว่ารู้สึกหมดแรงหรือเบื่อ หากมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ ต้องการความช่วยเหลือหรือสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้
  2. ด้านการจัดการกับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า การปรับสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้มีความรู้สึกทางบวกมากขึ้นต้องอาศัยวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้บริหาร เช่น สร้างเป้าหมายเส้นทางอาชีพให้พนักงานอย่างชัดเจน สร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของพนักงาน นโยบายดูแลสุขภาพกายและใจของพนักงานเพื่อช่วยเหลือและดูแลอย่างเหมาะสม

หากปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้วอาการยังทวีความรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา มิเช่นนั้นอาการหมดไฟในการทำงานก็อาจนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ชนิดที่คาดไม่ถึงได้

 

ภาพ freepik

นั่งท่าเดิมนานกว่า 90 นาที เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597756

  • วันที่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

นั่งท่าเดิมนานกว่า 90 นาที เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ไลฟ์สไตล์มนุษย์ออฟฟิศกับความเสี่ยงตายรายบุคคล เมื่อ “8 ชั่วโมงของการทำงาน” เป็นเวลากำหนดชะตากรรมของทั้งชีวิตที่เหลือ เราจะเลือกปฏิบัติตัวอย่างไรให้ห่างไกลโรค

ในขณะที่คนทำงานออฟฟิศอย่างเราใช้ชีวิตที่เคยชินไปกับกิจวัตรประจำวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นสาย รีบเร่งเคร่งเครียดกลัวรถติดจนไม่ทันกินอาหารเช้า จบที่การหิ้วกาแฟเติมน้ำตาลติดมือไปจิบที่ออฟฟิศ เติมพลังด้วยชาไข่มุกอีกแก้วในช่วงบ่าย และอดไม่ได้กับบรรดาขนมนมเนยที่เรียงรายคล้ายกวักมือเรียก ซึ่งสวนทางกับพฤติกรรมขาออก ที่แทบจะไม่ได้ลุกจากเก้าอี้ด้วยปริมาณงานที่รัดตัว พฤติกรรมเหล่านี้นำมาซึ่งโรคภัยที่ทำให้เราต้องแอดมิดใกล้ชิดหมอแบบไม่รู้ตัว

จากผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า จากการติดตามสุขภาพของอาสาสมัครชาวอเมริกันอายุ 45 ปีขึ้นไป จำนวน 8,000 คน ต่อเนื่องนานกว่า 4 ปี พบว่า คนที่นั่งท่าเดิมต่อเนื่องกันนานกว่า 90 นาที มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าผู้ที่เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ

เพราะเมื่อไม่ขยับตัว อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายก็ต่ำ ทำให้ไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปเกาะหลอดเลือดหัวใจ เมื่อสะสมนานวันเข้าก็เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

กรณีของการกินจุบจิบระหว่างวัน รวมถึงใครที่ติดการดื่มกาแฟแบบใส่นม เติมครีมเทียมเยอะๆ ให้หวานๆ มันๆ หรือห้ามใจไม่ได้กับเครื่องดื่มหวานๆ เย็นๆ เน้นเติมน้ำตาลในเลือด ระวังโรคอ้วนถามหา ตามมาด้วยเบาหวาน โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ฟังแล้วไม่อยากเป็น แต่จากตัวเลขสถิติระบุ ร้อยละ 32 ของคนไทยวัยผู้ใหญ่เป็นผู้ที่มีภาวะอ้วน และประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีประชากรอ้วนสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชียอาคเนย์อีกด้วย

ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว ก็มักจะตามมาด้วยโรคอื่นๆ เป็นแพ็คเกจ ทั้งเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ยังไม่รวมสาเหตุอันเกิดจากความเครียด การสูบบุหรี่ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงของคนวัยทำงานที่ส่งผลให้เส้นเลือดแตกจนถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย พิการ หรือหัวใจวาย

ดังนั้น ใครที่ไม่อยากเจ็บป่วยจากพฤติกรรมเดิมๆ ก็ต้องลุกมาปฏิวัติตัวเอง ด้วยการลดปริมาณการกินอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด ให้น้อยลง ดื่มน้ำให้มากขึ้น หมั่นลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันจนเป็นนิสัย และออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพียงเท่านี้โรคภัยก็ห่างไกลจากตัวคุณไปอีกหลายสเต็ปแล้ว

 

ภาพ freepik

5 พวกแวมไพร์ดูดพลังชีวิตและวิธีป้องกันตัวจากคนเหล่านี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597473

  • วันที่ 14 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 พวกแวมไพร์ดูดพลังชีวิตและวิธีป้องกันตัวจากคนเหล่านี้

เราทุกคนต่างเคยตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของพวกแวมไพร์ หรือคนประเภทที่คอยดูดพลังชีวิตของเรา คนที่ทำให้เรารู้สึกเศร้า โกรธ หรือหมดสิ้นพลังหลังจากที่เราอยู่กับพวกเขา พวกแวมไพร์นี้อยู่รอบๆ ตัวเรา และเต็มไปด้วยสิ่งอำพรางตัวตน

พวกเขาอาจจะเป็นญาติจอมเซ้าซี้ เพื่อนร่วมงานขี้แกล้ง เพื่อนบ้านจอมเจ้ากี้เจ้าการ คุณจะรู้ตัวว่าคุณกำลังอยู่กับพวกแวมไพร์ก็เมื่อตอนที่คุณติดต่อ หรือได้ใช้เวลาพูดคุยอยู่กับพวกเขา แทนที่จะรู้สึกสบายใจ หรือมีความสุข คุณกลับรู้สึกหมดแรง คนเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจเอาซะเลย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรป้องกันตัวเองและหลีกเลี่ยงคนพวกนี้ นี่คือ “5 ประเภทอารมณ์ของพวกแวมไพร์ที่คุณจะพบ” และเคล็ดลับในการป้องกันตัวเองไว้ก่อนที่ความเครียดของคุณจะปะทุและหมดสิ้นพลังงานในชีวิตไปมากกว่านี้

1.พวกชอบควบคุม

แวมไพร์ประเภทนี้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกอย่าง และคิดว่าเขารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับคุณ เพราะเขากุมอำนาจในทุกปัญหา ตัดสินใจทุกเรื่อง และเลือกไลฟ์สไตล์ ทางเลือกในชีวิต บอกให้เราทำสิ่งนี้ ทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด ฯลฯ

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: คุณต้องมีความมั่นใจที่จะเลือกทางของตัวเองบ้าง พูดเหตุผลให้เขารู้ว่า ทำไมคุณถึงไม่ยอมรับทางเลือกที่เขาเสนอ เพราะอะไร เพราะสิ่งที่คุณเลือกนั้นเหมาะสมกับคุณ หรือคุณต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร หรือหากเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากคุณอาจจะต้องพึ่งบุคคลที่ 3 พูดให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจของคุณคนเดียว คุณมีคู่ครอง หรือมีคู่คิดในเรื่องนี้อยู่แล้ว

2.พวกหลงตัวเอง

แวมไพร์ประเภทนี้จะมีความหิวโหยคำชื่นชมมาก นอกจากจะหลงตัวเอง ชื่มชมตัวเองมากจนเกินไป ลึกๆ แล้วยังมีเรื่องของความเห็นแก่ตัวอยู่ด้วย เป็นคนประเภทที่อยากเป็นที่หนึ่ง อยากเป็นจุดสนใจ และไม่ว่าจะทำอะไร จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเป็นฝ่ายผิด อารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ เวลาคุณอยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกเหนื่อยสุดๆ ลองนึกภาพเวลาต้องคอยตามเอาใจใครตลอดเวลาสิคะ

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: ก่อนคุณจะทำอะไรควรตัดสินใจให้ดี ว่าการอยู่กับคนประเภทนี้คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด รับมือได้มากน้อยเพียงใด หากคุณเลือกแล้วจงทำใจและเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะคนประเภทนี้ไม่มีทางยอมรับว่าตัวเองทำผิดเลย ดังนั้น หยุดการโต้เถียง เลิกคิดเรื่องนี้ไปเลยค่ะ เพราะจะทำให้คุณเหนื่อยเปล่าๆ คนประเภทนี้ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเองง่ายๆ หรือลองใช้วิธีเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย คนประเภทนี้ชอบที่จะเป็นผู้นำ หากคุณต้องการให้เขาทำอะไรแล้วล่ะก็ ลองพูดเปรยให้เขารู้สึกว่าเขาสำคัญ เช่น อยากให้สามีจอมหลงตัวเองช่วยทำความสะอาดบ้าน หรือตกแต่งบ้าน ก็ลองเปรยขึ้นมาประมาณว่าขอให้เขาใช้ความแมนช่วยทำให้ ฯลฯ

3.พวกชอบวิจารณ์

แวมไพร์ประเภทนี้มีคุณสมบัติในการตัดสิน ดูถูกคุณ อาจเป็นผู้บังคับบัญชาที่ทำงาน โดยบอกคุณว่า “คุณมีอะไรอีกมากที่จะต้องเรียนรู้” พร้อมกับการส่ายหน้าใส่คุณ

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: จริงๆ คุณควรมองหาประโยชน์จากสิ่งที่เขาวิจารณ์และแสดงความขอบคุณเขา เช่น “สิ่งที่คุณพูดช่วย ฉัน/ผม ไว้จริงๆ ขอบคุณมากๆ” คนประเภทนี้มักมองหาความเมตตาและการยอมรับ

4.พวกเหยื่อ

แวมไพร์ประเภทนี้จะทำตัวเป็นเหยื่อตลอดเวลา หมายความว่าอย่างไร พวกนี้เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ มองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา อุปสรรค ความเศร้าหมอง คนประเภทนี้จะคอยบ่นหรือเล่าแต่เรื่องที่หดหู่ ซึ่งบางเรื่องไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับตัวเขาเลยด้วยซ้ำ พวกนี้จะอ่อนแอกว่าพวกไหนๆ ซึ่งเวลาเราอยู่ด้วยแล้วทำให้เราสูญเสียพลังชีวิตไปพร้อมๆ กับเขาทุกวินาทีเลย

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: อย่าหลวมตัวไปเป็นคู่หูคนประเภทนี้เด็ดขาด เพราะหากคุณเป็น คุณอาจจะเป็นโลกใบเดียวของเขา และคุณอาจจะต้องแบกรับความรู้สึกเขาไปอีกนาน คุณสามารถให้คำปรึกษาได้ หรือแสดงให้เขาเห็นว่าปัญหานั้นมีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้เครียด และเมื่อพวกเขาเริ่มพูดอะไรในทางลบมากๆ คุณสามารถแสดงให้เขารู้หรือพูดได้ว่า นี่เป็นเรื่องยากสำหรับคุณที่จะรู้สึกแบบนั้น สำหรับคนประเภทนี้หากไม่อยากข้องเกี่ยว พยายามแสดงให้เขารู้ว่าคุณยุ่งแค่ไหนกับงาน และเรื่องที่คุณต้องรับผิดชอบ

5.พวกชอบยุยง ปลุกปั่น

แวมไพร์ประเภทนี้อาจจะเป็นเพื่อนของคุณในวันนี้ แต่หลังจากนี้เขาอาจจะนำพาศัตรูมาให้คุณ เขาจะมีเรื่องของคนอื่นมาพูดกับคุณเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ ไกล เวลาคุณอยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าคุณมีเพื่อนคนเดียวเท่านั้น ก็คือเขา เพราะนอกนั้นเขาจะพูดถึงเรื่องไม่ดีของคนอื่นเสมอ และอย่าดีใจไปค่ะ เรื่องของคุณเขาก็อาจจะนำไปพูดเหมือนกัน

เคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง: คุณจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตกับคนเหล่านี้ และอย่าพยายามเล่า หรือคุยอะไรที่เป็นเรื่องลึกลงไปกว่าคนทั่วไปคุยกัน เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าเขาเริ่มใส่ไฟ หรือนินทาคนอื่น คุณทำได้เพียงต้องเลี่ยง และทำตัวยุ่งเข้าไว้เช่นกัน

 

เรื่อง M2F จันทร์เป็นใจ / ภาพ freepik

ติวเข้มกฎหมายแรงงาน เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597472

  • วันที่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ติวเข้มกฎหมายแรงงาน เรื่องง่ายๆ ที่เฟิร์สจ็อบเบอร์ควรรู้

สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวสู่อีกหนึ่งช่วงของชีวิตที่กินเวลานาน..น…น…คือช่วงของวัยทำงาน มารู้จักกับกฎหมายแรงงานของไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด รวมถึงสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างงานก่อนเข้าสู่สนามจริง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 และสิทธิตามกฎหมายแรงงานที่กระทรวงแรงงาน ระบุไว้ดังนี้

วันลาและสิทธิการลาตามกฎหมาย ประกอบด้วย

  • ลาพักร้อน : ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานมาเกิน 1 ปี สามารถยกหรือเลื่อนไปสะสมในปีอื่นได้
  • ลาป่วย : ลาป่วยได้ตามจริง โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน และหากลาติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์
  • ลากิจ : ลาโดยมีเหตุธุระจำเป็นได้ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามปกติไม่เกิน 3 วันต่อปี
  • ลาคลอด : และลาตรวจครรภ์ก่อนคลอดได้รวม 98 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
  • ลาทำหมัน : โดยต้องมีใบรับรองให้หยุดงานจากแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถหยุดได้ตามแพทย์สั่ง และยังได้รับค่าจ้าง
  • ลารับราชการทหาร : ลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
  • ลาฝึกอบรม : ลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น

ทั้งนี้ จำนวนวันหยุดอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของบริษัท แต่ตามกฎหมายแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนด

วันหยุดประจำสัปดาห์

  • กรณีทั่วไป กำหนดให้ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน โดยยังได้รับค่าจ้างอยู่ (ไม่รวมลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง)
  • กรณีลูกจ้างในกิจการที่วันหยุดไม่แน่นอน เช่น งานโรงแรม งานในป่า งานขนส่ง งานในที่ทุรกันดาร เช่น งานประมง งานดับเพลิง สามารถตกลงวันหยุดกับเจ้านายได้ และสามารถสะสมวันหยุดและเลื่อนวันหยุดไปใช้ตอนไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

การทำงานล่วงเวลา

  • ล่วงเวลาในวันธรรมดา ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ล่วงเวลาในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
  • ทำงานเวลาปกติในวันหยุด ต้องมีการจ่ายค่าล่วงเวลาเพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ

ทั้งนี้ การทำงานล่วงเวลาต้องรวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การเลิกจ้าง

บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานในกรณีเลิกจ้าง โดยแบ่งตามอัตรา ดังนี้

  • ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
  • หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยช้ากว่ากำหนด จะต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้าง 15% ต่อปี

ชาย-หญิงเท่าเทียม

สำหรับงานที่มีค่าเท่ากัน ลูกจ้างทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนต่างๆ เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างอย่างเท่าเทียมกันด้วย

การเปลี่ยนนายจ้าง

กรณีที่นายจ้างเกิดต้องการโยกย้ายลูกจ้างให้ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายจ้างใหม่ ต้องมีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบและยินยอมก่อน

การย้ายสถานประกอบการ

นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างก่อนอย่างน้อย 30 วัน โดยหากไม่มีการแจ้งก่อนจะต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นค่าจ้าง 30 วันสุดท้ายของการทำงาน หากลูกจ้างไม่สะดวกไปทำงานในที่ตั้งใหม่ สามารถยื่นหนังสือขอยกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วัน โดยจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

 

ภาพ freepik

6 เหตุผลที่ทุกคนต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597471

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

6 เหตุผลที่ทุกคนต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน

เงินสำรองฉุกเฉิน “6 เท่า” ของรายจ่ายประจำต่อเดือน ประโยคประจำของที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล วลีบังคับแทบจะในทุกบทความ ไม่ว่าจะกำลังแนะนำให้เริ่มต้นลงทุน จัดการเงินเพื่อลดภาษี จัดการหนี้ วางแผนซื้อบ้าน ซื้อรถ วางแผนการศึกษาบุตร หรือแม้แต่วางแผนหลังเกษียณ

6 เหตุผลที่ทุกคนต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน

1.สภาวะขาดรายได้ชั่วคราว เพราะอยู่ดีๆ คุณก็ตกงานและไม่สามารถหาใหม่ได้ง่ายๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือการหยุดพักผ่อนไปเที่ยวกับครอบครัว หรือการเติมพลัง ความรู้ ประสบการณ์สำหรับฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ในระยะเวลาสั้นๆ สภาวะรายได้ขาดหายแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้นภายในไม่เกิน 6 เดือน ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เงินสำรองฉุกเฉิน น่าจะเพียงพอใช้แก้ปัญหาได้ชนิดเบ็ดเสร็จ

2.สภาวะขาดรายได้ระยะยาว คุณประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้เป็นเวลานาน เกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี หรือไม่ใช่สภาวะที่จะเกิดถาวร เหตุการณ์เช่นนี้การมีเงินสำรองฉุกเฉินตามตัวเลขที่เปิดหัวบทความไว้ที่ 6 เดือน ดูแล้วอาจไม่เพียงพอ แต่อย่างน้อยเงินสำรองก้อนนี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาทางการเงินระยะสั้นได้ ช่วยให้การใช้สินเชื่อเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินไม่สร้างภาระหนี้สินที่มากเกินไป

3.ความฉุกเฉินด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล ความเจ็บป่วยต้องการการรักษาตัวแบบที่ต้องใช้เงินก้อน หรือแบบที่ต้องเพิ่มรายจ่ายประจำประเภทยา วิตามิน หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์ ถือว่ามีความจำเป็นสูงและคาดเดามูลค่าความจำเป็นได้ยาก เงินสำรองอาจพอ หรืออาจไม่พอได้เสมอ ซึ่งหัวข้อนี้ตัวช่วยด้านความฉุกเฉินยังมีประกันสุขภาพที่ใช้ร่วมได้อีกแรงหนึ่ง

4.ความฉุกเฉินด้านซ่อมบำรุงที่รอไม่ได้ คุณทำงานเป็นหัวหน้าทีมขาย หรือเป็นเจ้าของ Food Truck ขายอาหาร ตื่นเช้ามาสตาร์ทรถแล้วต้องตามช่างมาพาไปซ่อมที่อู่ แบบนี้เรียกว่าฉุกเฉินที่มีความเร่งด่วน และมีผลต่อรายได้ มูลค่าอาจสูงจนเกินกว่าเงินสำรองที่มีได้ ในทางปฏิบัติเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ต่างๆ เราสามารถแยกสำรองเงินซ่อมบำรุงไว้ต่างหากจากเงินสำรองฉุกเฉินทั่วไปได้อีก

5.ความฉุกเฉินด้านซ่อมบำรุงที่รอได้ หลอดไฟหมดอายุ มุ้งลวดขาด ก๊อกน้ำเสีย โรงรถหลังคารั่ว ไปจนถึงน้ำท่วมบ้านจนพื้นชั้นล่างเสียหาย ไฟเลี้ยวรถแตก และอีกจิปาถะ ที่ความเร่งด่วนต่ำกว่าในข้อ 4 แต่ถ้าปล่อยระยะเวลาให้ผ่านไปความเสียหายที่เกิดอาจลุกลาม ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ประวิงเวลาได้ แต่การไม่จ่ายอาจทำให้คุณภาพชีวิตด้อยลง หรือทำให้สร้างปัญหาด้านอื่นที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายตามมาอยู่ดี

6.ความฉุกเฉินของคนที่รัก เกิดภาวะฉุกเฉินตั้งแต่ข้อ 1-5 ข้างต้น แต่ไม่ได้เกิดกับตัวเราหรือครอบครัวเรา แต่คนที่รัก ญาติพี่น้อง มีความลำบากมาขอความช่วยเหลือ เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงชนิดที่ความฉุกเฉินในข้อนี้สร้างปัญหาให้กับชีวิตบางคนมากกว่าความฉุกเฉินของตัวเองด้วยซ้ำ

หลักสำรองเงินฉุกเฉินสูง-ต่ำ

คนทั่วไปจะสำรองที่อัตราสัก “6 เท่า” ก็คงไม่แปลกอะไร แต่ถ้าเราไม่ใช่คนทั่วไปหรือเข้าข่าย 1 ใน 4 กลุ่มต่อไปนี้ อาจต้องเตรียมเงินสำรองสูงถึง “12 เท่า”

1.คนที่มีความมั่นคงด้านรายได้ต่ำ เงินสำรองต้องสูง โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนรายได้เข้าสม่ำเสมอ ย่อมสำรองเงินน้อยกว่าฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบกิจการส่วนตัวได้

2.ครอบครัวที่มีผู้หารายได้คนเดียว เงินสำรองต้องสูง ทั้งนี้ อาจรวมไปถึงการมีรายได้จากแหล่งเงินได้เดียวด้วย เพราะความเสี่ยงที่ตัวผู้หาเงินได้คนเดียว และความเสี่ยงที่แหล่งเงินได้ที่ใช้เป็นที่พึ่งหลักนั้นจะไม่มั่นคงหรือหายไปนั้นก็ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้

3.คนที่มีแผนการเงินสำคัญหลายแผน เงินสำรองต้องสูง คุณเพิ่งเริ่มผ่อนบ้าน และเตรียมเกษียณเพราะอายุใกล้ 40 แถมกำลังเริ่มสร้างครอบครัวเก็บเงินให้ลูกเรียนหนังสือ ถ้ามีแผนการเงินสำคัญรอบตัวมากมาย การมีเงินสำรองให้มากพอ จะช่วยให้เป้าหมายการเงินสำคัญที่กล่าวมาได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเกิดเหตุ

4.คนที่มีความเสี่ยงสูง เงินสำรองต้องสูง คนป่วยหรือมีครอบครัวป่วย หรือสูงอายุ มีคนที่เข้าข่ายภาระพึ่งพิงจำนวนมากอยู่รอบตัว ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุเพราะมีแนวโน้มที่เหตุต่างๆ จะวิ่งเข้าหาตัวได้บ่อยอยู่แล้ว ดังนั้นการสำรองเงินฉุกเฉินจึงต้องมากกว่าคนปกติ

 

 

ภาพ freepik

บ้าน vs ฟิตเนส ออกกำลังที่ไหนดีต่อใจมากกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/597324

  • วันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

บ้าน vs ฟิตเนส ออกกำลังที่ไหนดีต่อใจมากกว่า

ตั้งเป้าเอาไว้ “ฉันต้องผอมภายใน 3 เดือน” แต่ปัญหาก็คือ ระหว่างการออกกำลังกายที่บ้านกับที่ฟิตเนสจะเล่นที่ไหนดี

เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นคำถามแรกๆ สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะออกกำลังกายแต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ส่วนใหญ่คนเราจะมีความคิดว่าจะซื้อเครื่องออกกำลังกายไปไว้ที่บ้าน เพราะมันทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าระยะยาวได้มากกว่า แต่เชื่อเถอะว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถออกกำลังกายที่บ้านจนประสบความสำเร็จ เพราะอะไรที่ทำให้การออกกำลังกายที่บ้านไม่ประสบความสำเร็จ อย่างแรกคือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย เช่น

1.เวลากลับมาถึงบ้านเราจะรู้สึกอยากพักผ่อนมากกว่าออกกำลังกาย

2.เครื่องออกกำลังกายมีน้อยจนเกิดความซ้ำซาก เบื่อหน่าย เพราะส่วนใหญ่มักจะมีแค่ ลู่วิ่ง หรือเครื่องปั่นจักรยาน และชุดดัมเบลแบบถอดเปลี่ยนน้ำหนักได้ ซึ่งทำให้การออกกำลังกายค่อนข้างน่าเบื่อไปสักนิด

3.ไร้คนจูงใจ เช่น พอถึงเวลาออกกำลังกายภรรยาก็วานให้ออกไปซื้อกับข้าว หรือลูกเข้ามาป่วนเวลาออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้การออกกำลังกายในบ้านไม่ประสบความสำเร็จ

หากคุณต้องการออกกำลังกายในบ้านให้ประสบความสำเร็จ จะต้องมีสมาชิกในบ้านเป็นแนวร่วมในการออกกำลังกาย เพื่อดึงให้มาออกกำลังกายด้วยกัน เมื่อมั่นใจว่าคุณสามารถควบคุมตัวเองในการออกกำลังกายที่บ้านได้แล้วค่อยลงทุนซื้อเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ เพื่อให้เกิดความท้าทายในการออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่บ้านยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถออกเวลาไหนก็ได้ที่เราต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับคนในครอบครัวมากขึ้น

แม้จะมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าออกกำลังกายที่ฟิตเนสดีกว่า แต่ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย เหตุผลที่ทำให้การเล่นฟิตเนสประสบความสำเร็จมากกว่าการออกกำลังกายที่บ้าน ส่วนหนึ่งมาจาก

1.มีแรงจูงใจในการออกกำลังกายที่ดีกว่าด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่นในการออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้คุณกลับมาเล่นซ้ำมากขึ้น

2.เครื่องออกกำลังกายครบครันกว่าทั้งลู่วิ่งและเครื่องยกเวตแบบบริหารเฉพาะส่วน ช่วยให้เราสร้างกล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนในจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและเห็นผลมากกว่า

3.มีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำและโปรแกรมออกกำลังกายพิเศษ เช่น คอร์สโยคะ หรือบอดี้คอมแบต ซึ่งช่วยทำให้การออกกำลังกายเต็มไปด้วยความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี บางส่วนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายที่ฟิตเนส มีสาเหตุมาจากไม่สามารถบริหารเวลาในการออกกำลังกายได้ อาจจะด้วยจำนวนงานที่มาก ฟิตเนสอยู่ไกลจากบ้านหรือที่ทำงาน และสุดท้ายมีความจำเป็นต้องใช้เงินในด้านอื่นๆ จึงเลิกเป็นสมาชิกฟิตเนส

ดังนั้น การเลือกฟิตเนสสำหรับออกกำลังกายที่ดี ควรเลือกที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดูเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง และคำนวณต้นทุนค่าเดินทางไว้กับค่าสมาชิกรายเดือนด้วย เพราะช่วยทำให้คุณเห็นภาพต้นทุนที่แท้จริงในการออกกำลังกายกับฟิตเนสนั้นๆ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกที่ไหนเป็นสถานที่ออกกำลังกายประจำ สิ่งสำคัญก็คือเสียเงินแล้วต้องหาเวลาไปเล่นให้คุ้มค่าเงินและได้สุขภาพที่ดีกลับมา

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597186

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน

ความต้องการสารไอโอดีนของแต่ละบุคคล

  • ร่างกายผู้ใหญ่ ต้องการไอโอดีน 150 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปลาทูนึ่ง 21 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนเพิ่มขึ้นอีก 25 ไมโครกรัม
  • หญิงให้นมบุตร ต้องเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัม เพราะหากขาดไอโอดีนจะมีผลต่อไอคิวลูกในท้อง โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองในช่วงที่เป็นตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จะมีสติปัญญาด้อยและมีไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด

ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน หากผู้ประกอบการร้านอาหารเลือกใช้เกลือเสริมไอโอดีน ผู้บริโภคจะได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ไอโอดีนจะควบคุมการเจริญเติบโต และเมตาบอลิซึม ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน มีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย หากขาดไอโอดีนจะมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในชนบทหรือเขตเมือง หากเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่สูงห่างไกลทะเล ยิ่งเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนที่เพียงพอได้น้อย

สำหรับข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ขับเคลื่อนมาตรการด้านอาหาร แนะนำให้บริโภคไอโอดีนให้เพียงพอ และควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

 

ภาพ freepik /สสส.

กินยาพร้อมนม จะได้ผลหรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597193

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กินยาพร้อมนม จะได้ผลหรือเปล่า?

เราอาจพบคำเตือนบนฉลากของยาหลายชนิดว่า “ไม่ควรรับประทานยานี้พร้อมนม” นั่นเป็นเพราะอะไร มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย อาจารย์ ดร.ภก. ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง อธิบายไว้ว่า ที่ไม่ควรรับประทานยาบางชนิดพร้อมนม เนื่องจากนม (milk) และรวมไปถึงผลิตภัณฑ์นม (dairy product) เช่น เนย ชีส โยเกิร์ต มีปริมาณของแคลเซียมสูงจนมีโอกาสที่แคลเซียมเหล่านั้นจะเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานเข้าไป โดยการเกิดปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมและยามักส่งผลให้ยาหมดฤทธิ์และทำให้ประสิทธิผลของยาหมดไป จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาเหล่านี้พร้อมกับดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์นมนั่นเอง

ตัวอย่างยาสำคัญที่ใช้บ่อยและไม่ควรรับประทานพร้อมนม ได้แก่

สำหรับแนวทางการรับประทานยาเหล่านี้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลของยาสูงที่สุด มีรายละเอียดดังนี้

  1. ควรรับประทานยาพร้อมน้ำเปล่าเสมอ น้ำเปล่าทำให้ตัวยาแตกตัว ละลายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด เนื่องจากน้ำเปล่าไม่มีปริมาณของแร่ธาตุหรือสารอาหารใดสูงจนเกิดปฏิกิริยากับยาและลดประสิทธิผลของยาได้ ดังนั้นแม้ในกรณีที่ไม่ทราบว่ายาสามารถรับประทานพร้อมนมหรือไม่ การรับประทานยานั้นพร้อมน้ำเปล่าก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาใดๆ
  2. นมแม่ นมจากสัตว์ นมจากพืช เกิดปฏิกิริยากับยาได้เหมือนกัน นมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงนมวัวเท่านั้น นมแม่ รวมไปถึงนมที่ได้จากสัตว์และพืช เช่น นมแกะ นมแพะ นมควาย นมถั่วเหลือง นมข้าวโพด นมอัลมอนด์ เป็นต้น ทั้งในรูปของผลิตภัณฑ์นมผง UHT, sterilized หรือ pasteurized ล้วนแต่มีแคลเซียมและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาเหล่านี้ จึงควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน
  3. หากจะดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์นม ควรรับประทานห่างจากยา 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ยาและแคลเซียมในนมเกิดปฏิกิริยากันในกระเพาะอาหารหรือที่ลำไส้เล็ก เวลา 2 ชั่วโมงก่อนและหลังรับประทานยา จึงมากเพียงพอที่จะทำให้นมและยาไม่เคลื่อนที่ไปพบกันในระบบทางเดินอาหาร
  4. หากต้องผสมยา ควรผสมกับน้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำผลไม้ เด็กหรือผู้ที่มีปัญหาในการกลืนอาจจำเป็นต้องผสมยาเพื่อช่วยให้กลืนยาได้ง่ายขึ้น โดยแนะนำให้ผสมยากับน้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำผลไม้แล้วรับประทานยาที่ผสมนั้นให้หมดเพื่อให้ได้ปริมาณยาครบถ้วน และไม่ลืมที่จะรับประทานยาที่ผสมนั้นให้ห่างจากนมประมาณ 2 ชั่วโมง
  5. ปรึกษาเภสัชกรหากมีข้อสงสัย แน่นอนว่าการรับประทานยาพร้อมน้ำเปล่าเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด แต่หากมีความจำเป็นต้องรับประทานยาบางชนิดพร้อมนมด้วยเหตุจำเป็นใดๆ เภสัชกรอาจให้คำแนะนำและการแก้ปัญหาสำหรับการรับประทานยานั้นให้เหมาะกับสถานการณ์ได้มากที่สุด

 

ภาพ freepik

ตามรอยอร่อยแบบโลคอล @เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/597322

  • วันที่ 09 ส.ค. 2562 เวลา 21:40 น.

ตามรอยอร่อยแบบโลคอล @เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019

วันหยุดนี้ตามไปชิมของอร่อย ที่งาน เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019 งานที่รวมร้านดังมาให้ชิมอย่างจุใจในศูนย์การค้าเมกา บางนา

วันหยุดยาวช่วงวาระดีๆ แบบนี้พาครอบครัวไปชิมของอร่อยของบรรดาร้านดังที่มารวมตัวกันที่ศูนย์การค้าเมกา บางนา สุดยอดแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่พบปะสังสรรค์แห่งย่านกรุงเทพตะวันออก กับงาน “เมกา ฟู้ด เทสติวัล 2019” ตั้งแต่วันนี้-12 สิงหาคม ที่ลานฟู้ดวอล์ค พลาซ่า

ซึ่งงานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Eat Like A Local” รวบรวม 30 ร้านอร่อยระดับตำนานมาให้สายชิม สายช้อป ได้มารวมตัวกันอิ่มอร่อยและฟินสุดๆ กับเมนูอร่อยหารับประทานยาก อาทิ ร้านเฮียจกโต๊ะเดียว, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวนายหมี วัดหนามแดง, ขนมไทยป้าเยาว์ เจ้าเก่าติวานนท์ เป็นต้น

พร้อมสนุกสนานกับเวิร์คช้อปพิเศษต้อนรับเทศกาลวันแม่ อาทิ เวิร์คช้อปการชงชา (Tea Blending) ที่แนะนำการชงชาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ทั้งชาเขียว ชาขาว ชาดำ และชาอูหลง, การถ่ายทอดความรักความผูกพันของคุณแม่คุณลูก ผ่านการประดิษฐ์โปสการ์ด, เวิร์คช้อปการเจลลี่ดอกไม้ และการทำซุ้มดอกมะลิที่สวยงาม เป็นสัญลักษณ์ในวันแม่ เป็นต้น