“ถ่อยเถื่อนแล้วจะจบไม่สวย” เมื่อสองคนจริงท้าอันธพาลการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664394

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 20:20 น."ถ่อยเถื่อนแล้วจะจบไม่สวย" เมื่อสองคนจริงท้าอันธพาลการเมือง วิวาทะและมิตรภาพที่แปลกประหลาดเหมือนกับฉากในนิยายกำลังภายในระหว่างนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของฮ่องกงผู้รักเสรีภาพ และขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคอมมิวนิสต์จีน

คงไม่ต้องสาธยายกันให้ยืดยาวว่า “กิมย้ง” คือใครและสำคัญอย่างไร เพราะนิยายของเขายังเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ เป็นงานเขียนที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลินก็ได้ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ก็ได้ และมันยังถูกใช้เป็นแบบเรียนวรรณกรรมเพื่อสอนความรักชาติก็เคยทำมาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศจีน นิยายเรื่องมังกรหยกถูกนำไปให้เยาวชนอ่านเพื่อปลูกฝังความรักบ้านเมือง

แต่ครั้งหนึ่งกิมย้งถูกปองร้ายและประณามจากคนในฮ่องกงด้วยกันเองว่าไม่รักชาติและต่อต้านจีน เพราะในยุคนั้น (ที่ต่างจากยุคนี้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ) คนฮ่องกงจำนวนหนึ่งสนับสนุนจีนภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์

คนฮ่องกงไม่น้อยไม่พอใจที่เป็นประชากรในเมืองขึ้นอังกฤษ การยืนด้วยลำแข้งตนเองอีกครั้งของจีนทำให้คนเหล่านี้ภาคภูมิใจมาก ยิ่งจีนเริ่มใช้นโนยบายเร่งรัดอุตสาหกรรมและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้คนเหล่านี้ยิ่งรู้สึกว่า “ภูมิใจที่เป็นจีน (แดง)”

แต่กิมย้งเป็นนักเขียนไม่กี่คนที่ตำหนิจีนที่นำเดินนโยบายไม่สมเหตุผล เพราะในเวลานั้นคนจีนยากจนข้นแค้น แต่กลับใช้เงินมหาศาลไปกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ตอนนั้นกิมย้งทำงานกับหนังสือพิมพ์ “ต้ากงเป้า” และคิดจะเผยแพร่บทความวิจารณ์นะโยบาย “ก้าวกระโดดใหญ่” ของเหมาเจ๋อตง ที่ผลักดันให้ประชาชนทำนารวมและพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยวิธีผิดๆ ส่งผลให้คนตายหลายล้าน แต่หนังสือพิมพ์ต้ากงเป้าอิดออดไม่อยากให้กิมย้งเผยแพร่บทความโจมตีจีน เขาจึงออกจากต้ากงเป้าแล้วมาตั้งหนังสือพิมพ์ของตัวเองชื่อ “หมิงเป้า”

สร้างอาวุธทั้งๆ ที่ประชาชนอดอยาก

ขณะที่คนตายไปหลายล้าน จีนยังดันทุรังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตอนนั้นจีนกับสหภาพโซเวียตแตกคอกันทั้งๆ ที่เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกัน โซเวียตที่คอยช่วยเหลือจีนพัฒนาโครงการนิวเคลียร์จึงถอนความช่วยเหลือ แต่จีนก็ยังมุ่งมั่นที่จะมีนิวเคลียร์ให้จงได้ ทั้งๆ ที่มีเสียงปรามาสว่าถ้าจีนทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ ประชาชนก็คงไม่มีใส่กางเกงแล้ว

เฉินอี้ ผู้บัญชาการทหารของจีน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนในขณะนั้นกล่าววาจาอันลือลั่นว่าไม่ว่าจีนยากจนแค่ไหน จีนจะต้องมีนิวเคลียร์ให้ดี “ต่อให้ต้องจำนำกางเกงก็ต้องมีนิวเคลียร์ให้ได้” เขาบอกกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นว่าหากไม่มีอาวุธนิวเคลียร์จีนก็เป็นได้แค่ประเทศชั้นสองชั้นสาม จีนจะต้องมีอาวุธที่ทันสมัยให้ได้ ต่อให้ประชาชนไม่มีกางเกงจะใส่ก็ตาม

กิมย้งคัดค้านอย่างรุนแรง เขาเขียนไว้ในบทความชื่อ “เอากางเกง ดีกว่าเอานิวเคลียร์” ว่า

“รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับแสนยานุภาพทางทหารมาก่อนส่วนชีวิตของผู้คนเป็นอันดับสอง พูดตรงๆ ก็คือหาใช่รัฐบาลที่ดีแม้แต่น้อย หวังเพียงว่านี่เป็นเพียงความโกรธชั่วครู่ของเฉินอี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายของพรรคอมมิวนิสต์ ไม่รู้ว่าเฉินอี้เข้าใจหรือไม่ว่าหากประชาชนประเทศหนึ่งไม่มีกางเกงจะใส่ ก็แทบจะไม่สามารถผลิตระเบิดปรมาณูสักลูกสองลูกออกมาได้ ประเทศจะไม่มีวันแข็งแกร่ง รัฐบาลจะไม่มีวันมีเสถียรภาพอย่างแน่นอน”

กิมย้งยกเหตุผลว่าต่อให้จีนมีอาวุธนิวเคลียร์ จีนก็ยังไล่ตามมหาอำนาจชั้นนำไม่ทันอยู่ดี เขาบอกว่า “จุดประสงค์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผลิตระเบิดปรมาณูขึ้นมาคืออะไร? สามารถไปบอมบ์สหรัฐได้หรือ สามารถเอาไปบอมบ์โซเวียตได้หรือ?”

กิมย้งยกตัวอย่างว่า “เมื่อกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสโจมตีคลองสุเอซ อังกฤษมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว แต่สหภาพโซเวียตขู่เข็ญและกล่าวว่าจะทิ้งระเบิดด้วยขีปนาวุธถล่มลอนดอน สหราชอาณาจักรจึงต้องล่าถอยอย่างว่านอนสอนง่าย พรรคอมมิวนิสต์ทำงานหนักมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังไม่เทียบเท่าความสำเร็จด้านนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักรในการโจมตีคลองสุเอซเลย ระเบิดปรมาณูอันจิ๋วของพรรคอมมิวนิสต์มีประโยชน์อย่างไร? ให้ประชาชนมีกางเกงใส่จะดีกว่า!”

คำกล่าวนี้ของกิมย้งยังเป็นจริงอยู่ทุกวันนี้ แม้จีนจะก้าวหน้าไปมากมาจากจากวันที่จีนอดยากจนคนล้มตายเป็นล้าน แต่แม้จะผลิตนิวเคลียร์ได้และมีในคลังจำนวนหนึ่ง จีนยังเทียบไม่ติดกับรัสเซียและสหรัฐที่มีหัวรบนับหมื่นลูก

คำทัดทานเท่ากับไม่รักชาติ?

แม้จะทัดทานอย่างห้าวหาญ ปรากฎว่ากิมย้งไม่ถูกละเว้น เขาถูกสื่อฝ่ายซ้ายในฮ่องกงโจมตีหนักหน่วงไม่เว้นแม้แต่ต้ากงเป้าที่เขาเคยร่วมงานด้วย เพราะเวลานั้นการสนับสนุนจีนเท่ากับความรักชาติ และคนฮ่องกงจำนวนหนึ่งยังศรัทธาในความเป็นจีนของตน ต่างจากยุคนี้ที่บางคนไม่อยากกระทั่งบอกว่าตัวเองใช้ภาษาจีน

หนังสือพิมพ์ “เหวินฮุ่ยเป้า” ด่ากิมย้งโดยไม่ออกชื่อว่า “แสร้งทำตัวเป็นคนจีน เพื่อที่จะซ่อนความจอมปลอมไว้ในความอารี” เท่ากับด่ากิมย้งว่าเป็นคำจีนที่ไม่สมกับเป็นคนจีนนั่นเอง

แม้จะถูกสื่อเอียงจีนในฮ่องกงโจมตีไม่หยุด กิมย้งก็ยังไม่ยอมถอย กลับเขียนบทความตอบโต้ว่า “วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์เท่ากับต่อต้านจีนอย่างนั้นหรือ?” แต่สุดท้ายแล้วอาจจะเป็นเพราะความเป็นวิญญูชนที่มีจรรยามารยาท กิมย้งจึงเขียนบทความขอสมานฉันท์ และยอมรับว่า “น้ำเสียงและการแสดงออก (ของบทความ) ของเราในหลายๆ แง่มุมยังไม่สุภาพและจริงใจพอ”

ต่อมา เฉินอี้กล่าวกับผู้สื่อของของสำนักข่าวซินหัวประจำฮ่องกงโดยเอ่ยถึงกิมย้งผู้ที่วิจารณ์เขาอย่างหนักว่า “ตราบใดที่เขายังเป็นศัตรูที่ไม่หวั่นไหว หากเขาตำหนิผมด้วยความชอบธรรม ผมก็จะถือเขาเป็นสหายสนิท และมิตรแท้ที่ตรงไปตรงมา” และบอกว่า “บทบรรณาธิการของหมิงเป้าเรียกร้องให้คนจีนมีกางเกงใส่ แสดงว่าพวกเขารักคนจีน!

นี่คือความน่านับถือของคนทั้งสอง คนหนึ่งเป็นจอมยุทธ์ฝ่ายบุ๋น คนหนึ่งเป็นขุนศึกฝ่ายบู๊ แม้จะต่างอุดมการณ์แต่ก็รักชาติเหมือนกัน

หากมองที่งานขียนของกิมย้งจะทราบได้ว่าไม่มีนักเขียนคนไหนที่จะรักชาติและรักความเป็นจีนเท่ากับกิมย้งอีกแล้ว

แต่หลังจากนั้นจีนเผชิญกับพายุใหญ่ทางการเมือง นั่นคือการปฏิวัติวัฒนธรรม

ในช่วงเวลานั้นการเมืองในจีนรุนแรงมาก เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม กระแสปฏิวัติและต่อต้านจักรวรรดินิยมกำลังขึ้นสูง ความเคลื่อนไหวนี้ลุกลามเข้าไปยังมาเก๊าและได้รับการสนับสนุนจากคนที่นั่น จนเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสถึงกับซวนเซ

และมันได้ลามเข้ามาที่ฮ่องกงเช่นกัน เป็นจลาจลฝ่ายซ้ายนิยมจีนในปี 1967 กินเวลานาน 18 เดือน มีผู้เสียชีวิต 51 คน บาดเจ็บ 832 ราย ถูกจับอีก 4,979 คน เสียหายเป็นตัวเงินหลายล้านเหรียญ

กิมย้งถูกหมายหัวอีกครั้ง

ในช่วงที่เกิดจลาจล เป็นอีกครั้งที่กิมย้งที่ตำหนิจีน เพราะนโยบายของจีนส่งผลกระทบมาถึงฮ่องกงด้วย จากการที่ผู้คนอดอยากจากนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ และการล่าแม่มดทางการเมือง จนหนีเข้ามายังฮ่องกงมากมาย

คราวนี้กิมย้งไม่ได้เขียนบทความโต้เถียงกับพวกสื่อฝ่ายซ้าย/เอียงจีนในฮ่องกงอีก เขาใช้วิธีเขียนนิยายเพื่อสะท้อนทัศนะของเขา

เขาเขียนยิ้มเย้ยยุทธจักรในหนังสือพิมพ์หมิงเป้า โดยปั้นตัวละครสะท้อนนักการเมืองในแผ่นดินใหญ่ แล้วยังเขียนบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์หมิงเป้าโจมตีจีน หรือนัยหนึ่งเป็นอรรถาธิบายเหตุการณ์ทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ในนิยาย คนรุ่นหลังต่างตีความไปต่างๆ นานาว่าตัวละครในเรื่องหมายถึงใคร บ้างว่างักปุ๊กคุ้ง หมายถึงหลินเปียว ผู้เป็นวิญญูชนจอมปลอม ส่วนตงฟางปุ๊ป้าย อาจหมายถึงเหมาเจ๋อตง

ใครที่อ่านนิยายเรื่องนี้ย่อมรู้ว่าตงฟางปุ๊ป้ายนั้นชั่วช้าและน่าเกรงขามขนาดไหน คล้ายๆ กับเหมาเจ๋อตง ประเหมาาะกับที่มีบางคนกล่าวว่าเหมาเจ๋อตงนั้นลักษณะคล้ายผู้หญิงอยู่ (คำกล่าวจีนว่า คนดูคล้ายกึ่งหญิงกึ่งชายนั้นมีมีวาสนาสูง) ยิ่งทำให้เทียบได้กับตงฟางปุ๊ป้ายที่เป็นหญิงไม่ใช่ชายไม่เชิง แถมยังมีอำนาจบารมีล้นเหลือ

ท่าทีเสียดสีจีนของกิมย้งถือว่าอันตรายกว่าคราวที่เขาต่อว่าเฉินอี้ เพราะในเวลานั้นพวกฝ่ายซ้ายกำลังป่วนเมือง กิมย้งบอกว่า เขาอยู่ในบัญชีสังหารของฝ่ายซ้าย โดยอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากหลินปิน นักจัดรายการวิทยุผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านฝ่ายซ้าย ในเวลานั้น หลินปินถูกฝ่ายซ้ายด่าว่าเป็นคนทรยศขายชาติ เพราะไม่สนับสนุนจีน

หลินปินจึงถูกเพ่งเล็งแถมยังถูกขึ้นบัญชีสังหารอันดับ 1 ในที่สุดเขาถูกฆ่าตายด้วยการถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็นคารถ โดยมีผู้ต้องสงสัยคือพวกฝ่ายซ้ายนั่นเอง แต่กิมย้งรอดมาได้หวุดหวิด

ขุนพลเฒ่าเผชิญหน้าผีน้อย

ความวุ่นวายของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนนั้นต่อให้เขียนสักสิบบทความก็เขียนไม่หมดสิ้น ความเสียหายนั้นไม่อาจประเมินได้ง่ายๆ ผู้คนที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติมากมายถูกลากมาประจาน ทุบตี ด่าทอ และฆ่าทิ้งก็มี หรือบางคนทนทรมาณไม่ไหวก็ฆ่าตัวตายไปไม่น้อย เพียงเพราะคนเหล่านั้นไม่ทำตามแนวทางของพวก “นักปฏิวัติ”

โดยเฉพาะพวกยุวชนแดงหรือหงเว่ยปิง ที่ไม่เรียนหนังสือหนังหา เอาแต่ยกพวกโดดโรงเรียน/มหาวิทยาลัยไปทำลายวัฒนธรรมเก่าๆ และไล่ล่าพวกที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์

พวกยุวชนเหล่านี้ไร้เดียงสาเกินไปที่จะรู้ตัวว่าถูกพวกนักการเมืองในพรรคฯ หลอกใช้เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เนื้อแท้ของการปฏิวัติวัฒนธรรมไม่ใช่การปฏิวัติเพื่อสิ่งที่ดีกว่า แต่เป็นการอ้างเพื่อกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม

อย่าว่าแต่พวกยุวชน แม้แต่สื่อฝ่ายซ้ายในฮ่องกงและพวกแรงงานในฮ่องกงที่ถูกปลุกเร้าด้วยแนวคิดสังคมนิยมสุดโต่งจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนยังพลอยคลุ้มคลั่งไปด้วย

ในจีนนั้น เฉินอี้ที่เคยถูกยกย่องและมีคุณูปการต่อประเทศชาติ กลับถูกพวกยุวชนแดงประณามด่าทอราวกับไม่มีความดีอะไร

การเหยียบย่ำเฉินอี้เกิดขึ้นวันหนึ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2510 พวกยุวชนแดงได้จัดการประชุมหลายครั้งเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เฉินอี้ แทนที่จะหงอและยอมให้พวกเด็กเมื่อวานซืนด่าทอทุบตีเหมือนผู้อาวุโสคนอื่นๆ ขุนศึกเฉินอี้กลับจึงเข้าร่วมการประชุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกล้าหาญ ไม่ยอมถูกด่าฝ่ายเดียวแต่ยังประณามแนวทางปฏิบัติ “ซ้าย” สุดโต่ง และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่สมเหตุสมผล

เขากล่าวสุนทรพจน์ตีแสกหน้าพวกยุวชนแดงว่า “ผู้ปฏิบัติงานเก่าหลายพันคนถูกย่ำยี คนหนุ่มสาวบางคนใน “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” (จงยาง เหวินเก๋อ) นั้น “ซ้าย” มาก และคนเก่งๆ เหล่านี้ไม่ตระหนักว่ามีคนไม่ดีในหมู่ผู้ปฏิวัติ” และบอกว่า “พวกคุณอยากจะสู้ก็สู้ไป ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานอยู่ในมือคุณ ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการติดป้ายผู้ปฏิบัติงานชั้นนำทั้งหมดอย่างไม่เลือกหน้าว่าเป็น ‘พวกลัทธิแก้ที่ต่อต้านการปฏิวัติ’ และปฏิเสธมันซะทุกสิ่งทุกอย่าง”

นี่นับว่าใช้ถ้อยคำโอ้โลมปฏิโลมแล้ว เมื่อใกล้จะพูดจบเฉินอี้สวมวิญญาณจอมยุทธ์ลั่นวาจาว่า “ต่อให้มีมหาวิทยาลัย 59 แห่งในปักกิ่ง ทั้งประเทศมีสองร้อยมหาวิทยาลัยมาจับตัวผม ผมก็ไม่กลัว!”

“พวกคุณบอกว่าจะใช้วิธีรุนแรงบดขยี้ (อู่โต้ว หมายถึงการจับตัวมาด่าทอทุบตีให้สารภาพว่าทำผิด) หนึ่งให้สวมหมวกยาว (สัญลักษณ์ของคนโง่) สองจับนั่งคุกเข่า (กดขี่ให้ต่ำ) สามให้สวมแผ่นป้ายดำ (ประณามความผิด) พวกคุณป่าเถื่อนไปแล้ว ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินลึก ไม่ต้องป่าเถื่อนหรอก ถ่อยเถื่อนแล้วจะจบไม่สวย”

เฉินอี้มีความสามารถสูงและยังเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคและกองทัพ แต่ถึงขนาดนี้ยังถูกต่อว่าและใส่ความ ก็เพราะพวก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่เป็นฝ่ายการเมืองที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมต้องการจะชิงอำนาจถึงขนาดท้าทายอำนาจกองทัพ “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” จึงหาเรื่องกับเฉินอี้พยายามลบหลู่และขับเขาให้พ้นจากตำแหน่งโดยอ้างหลักการจอมปลอมมาโจมตีอีกฝ่าย

เฉินอี้และพวกสมาชิกเก่าแก่ในพรรคทนไม่ไหว จึงสวนกลับพวก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” (ที่นำโดยหลินเปียวและเจียงชิง) เกิดเป็นกรณี “ต้านกระแสเดือนสอง” (เพราะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์) สมาชิกเก่าแก่ของพรรคชี้ว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมกำลังทำให้ประเทศวุ่นวายและเป้าหมายที่แท้จริงคือการกำจัดผู้นำระดับสูงของพรรคและกองกำลังทหาร

แทนที่เหมาเจ๋อตงจะรับฟังเสียงของคนเก่าแก่ในพรรค กลับเข้าข้างพวกกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมและยังต้องการให้ตำหนิคนเหล่านี้ สาเหตุก็เพราะการปฏิวัติวัฒนธรรมล้างสมองประชาชนให้บูชาเหมาเทพเจ้า และคนเก่าคนแก่ในพรรคล้วนเป็นหอกข้างแคร่ของเขาที่ต้องหาทางกำจัดหรือข่มขู่ให้คล้อยตามโดยอาศัยพลังของพวก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม”

คนละจุดยืนแต่นับถือในคนจริง

แต่กิมย้งที่แม้จะอยู่คนละขั้วการเมืองกับเฉินอี้และเคยมีวิวาทะกัน กลับทำในสิ่งที่น่านับถืออีกครั้ง โดยเขียนบทความยกย่องเฉินอี้ที่มีน้ำใจชี้แจงเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกันกรณีกางเกงกับนิวเคลียร์ เพื่อที่จะสนับสนุนเฉินอี้ในวันที่เขาถูกเหยียบย่ำจากคนในจีนแผ่นดินใหญ่

และเมื่อเฉินอี้เสียชีวิต กิมย้งก็ยกย่องเขาอีกครั้งว่า “เป็นคนปากไวใจตรง” และความขัดแย้งของทั้งคู่เป็นเพียงเรื่อง “วิวาทะ” ไม่ใช่การ “วิวาท”

หลังจากเฉินอี้เสียชีวิตลง เหมาเจ๋อตตงก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำพลาดไป เขาถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกำจัดคนเก่าแก่ในพรรคไปมากมาย ในงานศพของเฉินอี้เหมาไปปรากฏตัวกระทันหัน เป็นงานศพแรกและงานเดียวที่เหมาไปปรากฏตัวช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของเหมา หลังจากนั้นไม่นานเหมาก็จากโลกนี้ไป ทิ้งไว้แต่ประเทศจีนที่วุ่นวายอลหม่านเพราะน้ำมือของเขา

ไม่นานนักการปฏิวัติวัฒนธรรมก็จบสิ้นลง หัวโจก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” ถูกเช็คบิล ส่วนพวกหัวรุนแรงก็หลายคลั่ง กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ เพียงแต่หลายคนไม่อาจข่มตาหลับได้สนิทใจ ในอีกหลายสิบปีต่อมาต้องสารภาพความผิดที่ตัวเองได้กระทำไปในวัยเยาว์

ในปัจจิมลิขิตของ “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” กิมยิ้งกล่าวว่า

“สถานการณ์ทางการเมืองอาจผันแปรได้อย่างรวดเร็ว การสะท้อนสันดานของมนุษย์ต่างหากที่มีคุณค่ายืนยงมากกว่า การแย่งชิงอำนาจคือเรื่องพื้นฐานทางการเมืองในจีนยุคโบราณ ยุคใหม่ และในประเทศอื่นๆ ในช่วงพันปีที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้ ผมเกรงว่าอีกพันปีต่อไปก็จะยังเป็นเช่นนี้ ในทัศนะของผม เยิ่นหว่อสิง, ตงฟางปุ๊ป้าย, งักปุ๊กคุ้ง และจ้อแหน้เซี้ยง มิใช่ยอดฝีมือในบู๊ลิ้ม แต่เป็นตัวละครทางการเมือง”

แต่ในละครการเมืองก็ยังมีคนจริงอยู่ด้วย นั่นคือเฉินอี้และกิมย้ง

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Original photo by AFP PHOTO / SCMP / – colorized by Kornkit Disthan 

มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลก คนเขียนตายแต่ยังไม่ยอมจบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664399

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 18:23 น.มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลก คนเขียนตายแต่ยังไม่ยอมจบปิดตำนานทาคาโอะ ไซโต เจ้าของ Golgo 13 มังงะสุดยาวนาน 53 ปี แต่ทีมยืนยันยังมีตอนต่อไป

เอเอฟพีรายงานว่าทาคาโอะ ไซโต นักเขียนมังงะเจ้าของผลงาน Golgo 13 เสียชีวิตลงในวัย 84 ปีด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน แต่มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลกจะยังคงมีตอนต่อไปตามความปรารถนาของผู้เขียน

Golgo 13 เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1968 จนกระทั่งมาถึงฉบับที่ 201 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้รับการบันทึกใน Guinness World Record ในฐานะการ์ตูนที่ตีพิมพ์รวมเล่มมากที่สุดในโลก

ทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้โดยโอซามุ อากิโมโตะ กับเรื่องคุณตำรวจป้อมยาม Kochikame ที่มีการรวมเล่มไปแล้วทั้งหมด 200 ฉบับ

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว มังงะเรื่อง Golgo 13 จำเป็นต้องหยุดตีพิมพ์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากทางการญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่มังงะเรื่องนี้ประกาศยุติการตีพิมพ์

ทั้งนี้ Golgo 13 ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Big Comic ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวของ Duke Togo นักฆ่ามืออาชีพที่ต้องปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยไม่มีใครทราบชื่อและตัวตนที่แท้จริงของเขา ซึ่งเขามักรับงานลอบสังหารหัวหน้าแก๊งโจร หรือผู้นำทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเสียเอง

นอกจากนี้ Golgo 13 ยังถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดง, ภาพยนตร์อนิเมชัน, อนิเมชันซีรีส์ และวิดีโอเกมอีกด้วย

Photo by STR / JIJI PRESS / AFP

ประเทศยากจนติดหนี้จีนบานเบอะ ลาวครองแชมป์-ไทยติดโผ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664387

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 17:39 น.ประเทศยากจนติดหนี้จีนบานเบอะ ลาวครองแชมป์-ไทยติดโผโครงการเส้นทางสายไหมของจีนที่ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศยากจนรวมทั้งไทยนำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานก่อหนี้ซ่อนเร้น 3.85 แสนล้านเหรียญ

การวิจัยของ AidData ในสหรัฐพบว่า โครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ทำให้ประเทศยากจนต้องแบกรับหนี้ซ่อนเร้นสูงถึง 385,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และกว่า 1 ใน 3 ของโครงการทั้งหมด 13,427 โครงการต้องเผชิญกับการคอร์รัปชันและการประท้วง

นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ Belt and Road Initiative เมื่อปี 2013 รัฐบาลจีนเข้าไปลงทุนสร้างถนน สะพาน ท่าเรือ และโรงพยาบาลรวมมูลค่ากว่า 843,000 ล้านเหรียญสหรัฐใน 163 ประเทศรวมทั้งในแอฟริกาและเอเชีย รวมถึงไทย

แบรด พาร์ค ประธานบริหาร AidData เผยกับ AFP ว่า เกือบ 70% ของเงินก้อนดังกล่าวถูกปล่อยกู้ไปยังธนาคารของรัฐหรือกิจการร่วมค้าระหว่างธุรกิจของจีนและหุ้นส่วนในท้องถิ่นในประเทศที่เป็นหนี้จีนก้อนใหญ่อยู่แล้ว

และเมื่อรัฐบาลในประเทศยากจนหลายประเทศไม่สามารถกู้เงินเพิ่มแล้ว จีนจึงหาทางเลี่ยงการรายงานหนี้ไปยังระบบรายงานหนี้ของธนาคารโลกด้วยการปล่อยเงินกู้ยืมให้บริษัทเอกชนในประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางเหล่านี้โดยใช้นิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPVs) แทนที่จะเป็นองค์กรของรัฐ ทำให้หนี้ที่กู้ยืมมาไม่อยู่ในบัญชีงบดุลของประเทศนั้นๆ แต่รัฐบาลจะต้องค้ำประกันหนี้ดังกล่าวและต้องชำระหนี้คืนหาก SPVs ไม่ชำระหนี้

รายงานยังระบุว่า ขณะนี้ 42 ประเทศมีหนี้สาธารณะที่กู้ยืมจากจีนสูงกว่า 10% ของจีดีพีประเทศ อาทิ โครงการรถไฟจีน-ลาวมูลค่า 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 1 ใน 3 ของจีดีพีของลาว ล้วนมาจากเงินที่เป็นหนี้ซ่อนเร้น

ขณะที่ลาวมีหนี้ซ่อนเร้น (Hidden debt) กับรัฐบาลจีนเกือบ 40% ของจีดีพี และหนี้รัฐบาล (Sovereign debt) อีกเกือบ 30% และมีโครงการลงทุนร่วมกับรัฐบาลจีน 20 โครงการ ส่วนไทยมีหนี้กับจีน 0.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เกิน 10% ของจีดีพี และมีโครงการร่วมทุนกับจีน 3 โครงการ

รายงานของ AidData ยังพบอีกว่า เงินกู้ของรัฐบาลจีนมีอัตราดอกเบี้ยสูงและมีระยะเวลาชำระหนี้คืนสั้น โดยยกตัวอย่างว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่จีนคิดกับปากีสถานสูงถึง 3.76% และต้องชำระคืนภายใน 13.2 ปี และมีระยะเวลาผ่อนผันไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ 4.3 ปี

ขณะที่เงินกู้จากประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) อย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มีอัตราดอกเบี้ย 1.1% และมีระยะเวลาชำระหนี้คืนนานถึง 28 ปี

แต่ถึงอย่างนั้น พาร์คเผยว่า ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำอย่างปากีสถานก็ยังกู้เงินจากจีน เนื่องจากการกู้เงินผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจหรือกิจการร่วมค้าภายใต้เงื่อนไขว่าหนี้จะไม่อยู่ในบัญชีงบดุลของประเทศ เป็นการเปิดทางให้รัฐบาลดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยไม่มีข้อจำกัดด้านหนี้

จีนซุ่มพัฒนาโดรนรบรุ่นใหม่ FH-97 โหดไม่แพ้ของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664381

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 16:30 น.จีนซุ่มพัฒนาโดรนรบรุ่นใหม่ FH-97 โหดไม่แพ้ของสหรัฐจีนเผยถึงการพัฒนาโดรนติดอาวุธ FH-97 ใกล้เคียง XQ-58A ของสหรัฐ

Reuters รายงานว่าอู๋ เว่ย (Wu Wei) ตัวแทนจากบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีน (CASTC) ได้เปิดเผยถึงการพัฒนาโดรนติดอาวุธประเภท loyal wingman รุ่น FH-97 ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Kratos XQ-58A Valkyrie อากาศยานต่อสู้ไร้คนขับที่พัฒนาโดยสหรัฐ

รายงานระบุว่า FH-97 ของจีนมีลักษณะใกล้เคียงกับ Kratos XQ-58A ที่สหรัฐได้เปิดตัวในปี 2019 เป็นอย่างมาก ซึ่งมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 0.85 มัค และรัศมีการบินประมาณ 2,200 ไมล์ทะเล

ก่อนหน้านี้จีนได้รับรู้ถึงการพัฒนาโดรนรุ่นดังกล่าวของสหรัฐ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบแต่ทางการจีนไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจาก XQ-58A มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีศักยภาพสูงซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศจีนในอนาคต

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่า FH-97 มีความสามารถในการติดตั้งอาวุธประเภทต่างๆ และการทำสงคราม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับโดรนลำดังกล่าว และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจีนได้วางแผนสำหรับการส่งออกโดรนรุ่นนี้หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้จีนได้ส่งออกโดรนด้านการทหารให้แก่ประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปากีสถาน และเซอร์เบีย

จาง จงหยาง (Zhang Zhongyang) รองประธาน CASTC กล่าวว่าการพัฒนา FH-97 จะทำให้แบรนด์ผู้ผลิตจากจีนกลายเป็นแบรนด์ชั้นนำในระดับสากล และเป็นผู้เล่นหลักบนเวทีระดับโลก

เมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) จีนยังได้โชว์แสนยานุภาพทางทหารในงานแสดงอากาศยาน (แอร์โชว์) ซึ่งมีการเปิดตัวโดรนลาดตระเวน CH-6 และ WZ-7 รวมถึงเครื่องบินขับไล่ J-16D ที่ใช้เพื่อลาดตระเวนในพื้นที่พิพาท ท่ามกลางการจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้

ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งผลักดันนโยบายในการปรับปรุงกองทัพจีนให้มีความพร้อมสำหรับสงครามยุคใหม่ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐ ไต้หวัน และญี่ปุ่น

แม้ว่าขณะนี้จีนจะยังคงตามหลังสหรัฐในแง่ของเทคโนโลยีและการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจีนกำลังคืบหน้าเข้าใกล้สหรัฐแล้ว โดยรายงานข่าวกรองของสหรัฐในปีนี้ระบุว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

นอกจากจีนและสหรัฐแล้วยังมีประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และรัสเซีย ที่พัฒนาโดรน loyal wingman เช่นกัน

photo by REUTERS/Aly Song

การแบนคริปโตของจีนกลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664361

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 15:30 น.การแบนคริปโตของจีนกลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐสหรัฐเล็งเห็นโอกาสจากการปราบปรามคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศจีน

สืบเนื่องจากที่ทางการจีนยกระดับการปราบปรามคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเข้มข้น โดยสั่งห้ามทำธุรกรรมคริปโตและการขุดคริปโตทั้งหมด

นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้บริษัทแลกเปลี่ยนในต่างประเทศให้บริการแก่นักลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพนักงานของบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตต่างประเทศในจีนแผ่นดินใหญ่จะถูกสอบสวน

ขณะที่ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนของจีน (PBOC) กล่าวว่าการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีแผนลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้ที่กระทำการดังกล่าว ตลอดจนผู้ที่ทำงานในแพลตฟอร์มต่างประเทศจากภายในประเทศจีน

ซึ่งส่งผลให้ราคาเหรียญดิจิทัลในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีปรับตัวลดลงทันทีหลังจากนั้น แต่นี่อาจเป็นโอกาสทองของสหรัฐ

แพท ทูมีย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ พรรครีพับลิกัน จากเพนซิลเวเนียกล่าวว่า “การที่จีนปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถือเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของเราที่เหนือกว่าจีน”

ทูมีย์เสริมว่าเสรีภาพทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเติบโตที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับพลเมืองทุกคนในที่สุด และการที่จีนไล่ปราบปรามเสรีภาพทางการเงินครั้งนี้เป็นเหมือนการ “ปิดประตูสู่นวัตกรรมทางการเงินที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

เขาจึงเชื่อว่าสหรัฐจะได้ประโยชน์จากสงครามคริปโตเคอร์เรนซีของจีน พร้อมเน้นย้ำว่าการบังคับใช้กฎระเบียบที่ทางการจีนกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และจะเป็นการทำลายนวัตกรรมในประเทศ

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับนวัตกรรมทางการเงินอย่างสกุลเงินดิจิทัล แต่ต้องการขจัดคู่แข่งของ “หยวนดิจิทัล” เพื่อให้เป็นสกุลเงินดิจิทัลหนึ่งเดียวในประเทศ และเพื่อให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการจีน

ที่มา: techstory

ภาพ: REUTERS/Florence Lo/Illustration

Goldman Sachs หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตไฟฟ้าดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664359

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 15:00 น.Goldman Sachs หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตไฟฟ้าดับGoldman Sachs เป็นธนาคารล่าสุดที่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตขาดแคลนพลังงานลามทั่วประเทศ

Goldman Sachs กลายเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลกรายล่าสุดที่ตัดลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยปรับลดเหลือ 7.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 8.2% ในปีนี้ หลังเกิดวิกฤติขาดแคลนพลังงาน

Goldman Sachs เผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ลดลงเนื่องจากไฟฟ้าดับสร้างแรงกดดันในเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ และยังคาดว่ากิจกรรมภาคอุตสาหกรรมของจีนได้รับผลกระทบถึง 44%

ปัญหาขาดแคลนพลังงานซึ่งเกิดจากมาตรการควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ข้อจำกัดด้านอุปทาน และราคาที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้

เริ่มแรกปัญหาขาดแคลนพลังงานส่งผลกับผู้ผลิตทั่วประเทศ โดยหลายแห่งต้องลดหรือหยุดการผลิตชั่วคราวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เอกสารที่สำนักข่าว BBC ได้เห็นแสดงให้เห็นว่าท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของจีนในเมืองเทียนจินได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนไฟฟ้า และคาดว่าการปันส่วนพลังงานไฟฟ้าให้กับเครนที่ยกตู้สินค้าระหว่างเรือและบนฝั่งจะดำเนินต่อไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้

ขณะนี้การขาดแคลนไฟฟ้าเริ่มลามไปยังบ้านเรือนประชาชนแล้ว โดยชาวบ้านในแถบตะวันออกเฉียงเหนือถูกตัดไฟฟ้าโดยไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าเมื่อช่วง 2-3 วันก่อน

ด้านประชาชนจากมณฑลเหลียวหนิง จี้หลิน และเฮยหลงเจียง พากันร้องเรียนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่าขาดแคลนพลังงานสำหรับเครื่องทำความร้อน และลิฟต์และสัญญาณไฟจราจรก็ไม่ทำงาน

ก่อนหน้านี้ Nomura บริษัทด้านการเงินรายใหญ่ของญี่ปุ่น ธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley และ China International Capital Corporation ของจีนก็ตัดลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน หรือเตือนว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวน้อยลง เนื่องจากวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

Photo by STR / AFP

นายกฯ ใหม่ญี่ปุ่น “ฟูมิโอะ คิชิดะ” เป็นกลางภายใน ภายนอกต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664357

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 14:02 น.นายกฯ ใหม่ญี่ปุ่น "ฟูมิโอะ คิชิดะ" เป็นกลางภายใน ภายนอกต้านจีนฟูมิโอะ คิชิดะ ผู้นำการเมืองสายกลาง ผู้มีท่าทีสุขุม ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของญี่ปุ่น

ฟูมิโอะ คิชิดะ ผู้นำคนต่อไปของญี่ปุ่นเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่พูดจานุ่มนวลมาจากจากตระกูลนักการเมืองฮิโรชิมา เขามีชื่อเสียงเรื่องจุดยืนเป็นกลางทางการเมืองและความชื่นชอบในกีฬาเบสบอล

ชายวัย 64 ปีคนนี้ชนะการโหวตผู้นำของพรรครัฐบาลเมื่อวันพุธ โดยเอาชนะทาโร โคโนะ หัวหน้าฝ่ายโครงการวัคซีนของรัฐบาลและมีชื่อคุ้นหูประชาชนมากกว่า

เป็นครั้งที่สองที่คิชิดะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คราวที่แล้วเขาพ่ายแพ้ให้กับโยชิฮิเดะ สุงะในปี 2020 แต่สุงะกำลังจะลาออกจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว

คิชิดะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นเป็นคนมือสะอาด แต่มักไม่ชอบทำตัวให้เป็นที่สนใจ และบางครั้งก็ถูกมองว่าขาดเสน่ห์

ท่าทีของคิชิดะเป็นอย่างไร

เขาให้คำมั่นว่าจะใช้เงินก้อนใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ซบเซาจากโรคระบาด พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ และปรับแนวทางเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ซึ่งครอบงำการเมืองญี่ปุ่นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ คิชิดะเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้านโยบายของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศระหว่างปี 2012-2017 ในระหว่างนั้นเขาได้เจรจาข้อตกลงกับรัสเซียและเกาหลีใต้ ซึ่งมักมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับญี่ปุ่น

เขาเป็นตัวตั้วตัวตีในการยุติอาวุธนิวเคลียร์โดยเรียกว่าเป็น “งานชั่วชีวิตของผม” (เพราะเขามาจากฮิโรชิมา) และในปี 2016 เขาได้ช่วยนำประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ในขณะนั้นมาเยือนฮิโรชิมาซึ่งเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์

แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงในเชิงเสรีนิยม แต่เขาก็ได้เป็นเสรีนิยมเต็มตัวเหมือนโคโนะ เช่น ในเรื่องประเด็นร้อนทางสังคมเช่นการแต่งงานของเกย์ ขณะที่โคโนะกล่าวว่าเขาสนับสนุนการแต่งงานเพศเดียวกันและเรียกร้องให้มีการหารือในรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม คิชิดะกล่าวว่าเขา “ยังไม่ถึงจุดที่จะยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน” และแสดงจุดยืนที่นุ่มนวลกว่าโคโนะที่ยอมให้คู่สมรสแยกนามสกุลกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอีกประเด็นหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น

โทเบียส แฮร์ริส เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำเอเชียที่ศูนย์เพื่อความก้าวหน้าของอเมริกา กล่าวว่า คิชิดะ “มีความยืดหยุ่นมากกว่า” มากกว่าโคโนะ “โดยเฉพาะเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง”

“มีหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตของเขาที่ชี้ให้เห็นว่าแนวอนุรักษ์นิยม (ของคิชิดะ) แข็งแกร่งกว่าที่เขาแสดงออกมา” แฮร์ริส กล่าวเสริม

เปิดนโยบายนายกฯ คนใหม่

เศรษฐกิจ

คิชิดะเคยกล่าวไว้ว่าหากเขาจะเป็นผู้นำ การควบรวมทางการคลังจะเป็นเสาหลักของนโยบาย นอกจากนี้ เขายังแสดงความสงสัยเกี่ยวกับนโยบายที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยกล่าวว่าในปี 2018 มาตรการกระตุ้นไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป

แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ คิชิดะจึงกลับคำโดยกล่าวว่า BOJ ต้องคงมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ไว้

เขาเสนอแพ็คเกจการใช้จ่ายมากกว่า 30 ล้านล้านเยน และเสริมว่าญี่ปุ่นไม่น่าจะขึ้นอัตราภาษีการขายจาก 10% “เป็นเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษ”

“การปฏิรูปการคลังเป็นแนวทางที่เราต้องดำเนินการในท้ายที่สุด แม้ว่าเราจะไม่พยายามเติมเต็มการขาดดุลของญี่ปุ่นด้วยการขึ้นภาษีทันที” เขากล่าวเมื่อวันเสาร์

เขาเน้นถึงความจำเป็นในการกระจายความมั่งคั่งให้กับครอบครัวมากขึ้น ตรงกันข้ามกับการมุ่งเน้นนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ในการเพิ่มผลกำไรของบริษัทโดยหวังว่าผลประโยชน์จะตกไปถึงประชาชนทั่วไป

การทูต/ความมั่นคง

คิชิดะเชื่อว่าญี่ปุ่น โดยความร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ควรจะยืนหยัดต่อต้านการผงาดของจีน

“เพื่อปกป้องค่านิยมสากล เช่น เสรีภาพ ประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน เราต้องพูดให้แน่ชัดว่าต้องพูดอะไรเมื่อเผชิญกับการขยายตัวของระบอบเผด็จการอย่างจีน ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับประเทศที่ยึดถือค่านิยมดังกล่าว ” เขากล่าวในเดือนนี้

คิชิดะวางแผนที่จะเสริมศักยภาพของหน่วยยามฝั่ง เนื่องจากญี่ปุ่นยังคงมีกรณีพิพาทกับจีนในเรื่องอำนาจอธิปไตยของกลุ่มเกาะเล็กๆ ในทะเลจีนตะวันออก

คิชิดะสนับสนุนให้มีการลงมติของรัฐสภาประณามการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ของจีน และต้องการแต่งตั้งผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์

เขายินดีที่ไต้หวันเสนอให้เข้าร่วมสนธิสัญญาการค้าเสรี “ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก” หรือ CPTPP ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์

การตอบสนองต่อ COVID-19

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีหน่วยงาระดับกระทรวงมากเกินไปที่รับผิดชอบต่อมาตรการการระบาด คิชิดะวางแผนที่จะมอบบทบาทผู้บังคับบัญชาให้กับหน่วยงานรัฐบาลใหม่รับหน้าที่เดียวไป

เขาเห็นว่าการพัฒนายาและการฉีดวัคซีนในวงกว้างเป็นกุญแจสำคัญในการกลับสู่ชีวิตปกติ

“ตอนนี้มีความพยายามพัฒนายารับประทานและจำหน่ายให้แพร่หลายภายในสิ้นปีนี้ และรัฐบาลจำเป็นต้องทุ่มน้ำหนักให้กับความพยายามเหล่านั้น” คิชิดะกล่าวกับผู้สื่อข่าวในเดือนนี้

“ผมต้องการให้เราก้าวไปข้างหน้าและบรรลุเป้าหมายในการนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของเรากลับสู่สภาวะปกติในช่วงต้นปีหน้า”

ตระกูลนักการเมืองเก่าแก่

ตามรอยเท้าของพ่อและปู่ของเขา คิชิดะเข้าสู่การเมืองในปี 1993 โดยเคยทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่งในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟู

เมื่อเป็นเด็ก ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีในนิวยอร์กซึ่งเขาประสบกับการถูกเหยียดเชื้อชาติที่โรงเรียน มันเป็นประสบการณ์ที่เขากล่าวว่าทำให้เขารู้สึกถึงความยุติธรรมอย่างแรงกล้า

เขาเป็นแฟนตัวยงของทีมเบสบอล Hiroshima Carp และว่ากันว่าชอบดื่มซึ่งต่างจากสุงะที่งดดื่มเหล้า ในขณะที่ภรรยาของ คิชิดะมาจากครอบครัวผู้กลั่นเหล้าสาเกที่ร่ำรวย

คิชิดะเป็นนักเบสบอลตัวยงที่โรงเรียน เขาสอบไม่ผ่านถึงสามครั้งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งทำให้พ่อแม่ผิดหวังมาก

เขาเรียนที่วาเซดะซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงซึ่งเขาเลือกเรียนที่นี่เพราะบรรยากาศที่จริงจังและไม่โอ้อวด

คิชิดะพยายามชี้ชวนให้ประชาชนเห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่รับฟังประชาชนและกล่าวว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นต้องการ “การเมืองแห่งความเอื้ออาทร”

เขาได้เชิญผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ฝากข้อความไว้ในกล่องข้อเสนอแนะและนำสมุดจดบันทึกไปยังเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อบันทึกความคิดเห็นจากสาธารณชน

แต่เขาไม่เคยต่อได้ติดกับประชาชนเลย และมักถูกล้อเลียนในโลกโซเชียลด้วยซ้ำ

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

ผลวิจัยชี้ชายสูงวัยมักผวาเทขายหุ้นเมื่อตลาดล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664347

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.ผลวิจัยชี้ชายสูงวัยมักผวาเทขายหุ้นเมื่อตลาดล่มนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหุ้น

Bloomberg รายงานว่านักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ได้ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหุ้น จากการวิเคราะห์บัญชีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่า 600,000 บัญชี

แดเนียล เอลไคนด์, แคทรีน คามินสกี, แอนดรูว์ โล และทีมวิจัยระบุว่า ที่ปรึกษาทางการเงินมักแนะนำว่าให้นักลงทุนอยู่ในความสงบและไม่ตื่นตระหนกเมื่อพอร์ตของพวกเขาอยู่ในช่วงขาลง ถึงกระนั้นนักลงทุนจำนวนหนึ่งมักสติแตกและเทขายหุ้นที่มีความเสี่ยงเหล่านั้นออกไป

โดยจากการศึกษาของทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ พบว่า นักลงทุนเพศชายอายุมากกว่า 45 ปี สมรสแล้ว หรือมีความมั่นใจในประสบการณ์การลงทุนของตนเอง มีแนวโน้มที่จะตื่นตระหนกและเทขายหุ้นในช่วงที่ตลาดอยู่ในช่วงขาลงมากที่สุด

นอกจากนี้ยังพบว่านักลงทุนบางประเภท อาทิ ผู้ที่มีพอร์ตการลงทุนน้อยกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ ก็มีแนวโน้มที่จะเทขายหุ้นบ่อยกว่าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวว่าเหตุใดจึงมักเกิดขึ้นในคนกลุ่มนี้

ทั้งนี้ ทีมวิจัยกล่าวว่า การเทขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนกไม่ใช่เหตุการณ์สุ่ม กล่าวคือสามารถระบุแนวโน้มที่ชัดเจนได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในคนกลุ่มใด

พร้อมทิ้งท้ายว่า “ข้อมูลประชากรนักลงทุนและการเคลื่อนไหวของตลาดที่ผ่านมาสามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่านักลงทุนจะตื่นตระหนกและเทขายหุ้นในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่”

AFP PHOTO / GREG BAKER

Evergrande จ่อขายหุ้นธนาคารระดมเงินจ่ายหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664346

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 12:10 น.Evergrande จ่อขายหุ้นธนาคารระดมเงินจ่ายหนี้Evergrande เตรียมขายหุ้นในธนาคารท้องถิ่นมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐหาเงินจ่ายหนี้ 

Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนส่งหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า บริษัทเตรียมขายหุ้นของธนาคาร Shengjing Bank มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ Shenyang Shengjing Finance Investment Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ของจีน เพื่อระดมทุนมาชำระหนี้  

Evergrande จะขายหุ้น 1,750 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 19.93% ของหุ้นที่ออกแล้วของธนาคาร Shengjing Bank ในราคาหุ้นละ 5.70 หยวน

โดย Shengjing Bank ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้กู้ยืมรายใหญ่ของ Evergrande มีเงื่อนไขว่า Evergrande จะต้องนำเงินที่ขายหุ้นได้ทั้งหมดมาชำระหนี้ที่ค้างไว้กับธนาคารก่อน 

เงื่อนไขนี้หมายความว่า Evergrande ที่ยังไม่ได้ชำระดอกเบี้ยพันธบัตรที่ครบกำหนดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะไม่สามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นครั้งนี้มาใช้เพื่อจุดปรสงค์อื่นก่อน อาทิ จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรต่างประเทศมูลค่า 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่ถึงกำหนดชำระในวันนี้ (29 ก.ย.)

การขายหุ้นดังกล่าวส่งผลให้หุ้นในธนาคาร Shengjing Bank ของ Shenyang Shengjing เพิ่มขึ้นเป็น 20.79% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ส่วนหุ้นของ Evergrande จะลดลงจาก 34.5% เหลือ 14.75%

ทั้งนี้ Evergrande สามารถระดมเงินราว 1,000 ล้านหยวนจากการขายหุ้นของธนาคาร Shengjing Bank เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา  

ด้านผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลจีนกำลังกระตุ้นให้บริษัทของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าชื้อสินทรัพย์ของ Evergrande

REUTERS/Aly Song

หายนะแน่ๆ ภาคธุรกิจเตรียมรับมือสหรัฐส่อแววผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664339

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 11:20 น.หายนะแน่ๆ ภาคธุรกิจเตรียมรับมือสหรัฐส่อแววผิดนัดชำระหนี้กระทรวงการคลังห่วงสหรัฐไม่มีเงินจ่ายหนี้ ด้าน JPMorgan เตือนการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐอาจเป็นหายนะ

เจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase & Co เผยว่า JPMorgan กำลังเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่ระดับหนี้ของสหรัฐจะชนเพดาน และหวังว่าสภาจะหาทางแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้น

ไดมอนเผยอีกว่า ขณะนี้เจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐเริ่มวางแผนรับมือว่าการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐจะกระทบกับตราสารหนี้ของรัฐบาลและตลาดการเงิน สัดส่วนเงินทุน และปฏิกิริยาของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างไร

“นี่เป็นเหมือนครั้งที่สามที่เราต้องทำสิ่งนี้ มันเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดภัยพิบัติได้” ไดมอนกล่าว

“ทุกครั้งที่สิ่งนี้เกิดขึ้น มันจะได้รับการแก้ไข แต่เราไม่ควรเฉียดฉิวขนาดนี้ ผมแค่คิดว่าสิ่งทั้งหมดนี้ผิดพลาดและวันหนึ่งเราควรจะมีร่างกฎหมายสองพรรคและกำจัดเพดานหนี้ มันเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด” 

ขณะนี้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกำลังพยายามอย่างหนักในการผ่าทางตันที่อาจทำให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐลงเหว

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐเตือนว่า หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ เงินสดในคลังของรัฐบาลจะหมดภายในวันที่ 18 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นก็ยังไม่แน่ว่าสหรัฐจะมีเงินชำระหนี้หรือไม่

เยลเลนยังเตือนอีกว่า หากไม่เพิ่มเพดานหนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือชำระหนี้ของชาติ ทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศลดลง

ในจดหมายล่าสุดของเยลเลนที่ส่งไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเตือนอีกว่า สภาต้องอนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้อย่างเร่งด่วน เพราะหากรอจนถึงนาทีสุดท้ายอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมทั้งทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการกู้เงิน และเป็นผลร้ายต่ออันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐในอนาคตข้างหน้า

ทว่า ฝ่ายพรรครีพับลิกันในสภาพากันคัดค้านการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาล แม้ว่าจะเคยอนุมัติมาแล้วในสมัยอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยอ้างว่าไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับนโยบายการใช้จ่ายของพรรครัฐบาลเดโมแครต รวมทั้งงบประมาณปฏิรูปสังคมก้อนใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาของพรรคเดโมแครตพยายามหาทางเพิ่มเพดานหนี้ไปจนถึงสิ้นปีหน้าโดยไม่ต้องพึ่งพาคะแนนจากฝั่งพรรครีพับลิกัน

ไดมอนแห่ง JPMorgan Chase & Co  กล่าวว่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ทั้งสองพรรคถกเถียงประเด็นเรื่องเพดานหนี้อย่างดุเดือดจนถึงวินาทีสุดท้ายต่อจากปี 2011 และ 2017

REUTERS/Jose Luis Gonzalez/Illustration/File Photo