สัญญาณชีพร่อแร่ เกิดอะไรขึ้นกับเงินบาทที่เคยแกร่งสุดในเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660236

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 08:01 น

สัญญาณชีพร่อแร่ เกิดอะไรขึ้นกับเงินบาทที่เคยแกร่งสุดในเอเชียวิบากกรรมเศรษฐกิจไทย จากที่เคยเป็นสกุลเงินที่แข็งที่สุดในเอเชียในเวลาไม่เท่าไรก็กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนที่สุดและแย่ที่สุด มันคือสัญญาณหายนะอะไรหรือไม่?

ในช่วง 1 ปีของการระบาด มีเรื่องที่สถานการณ์กลับตาลปัตรอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก เราคิดว่าเราเอาอยู่กับการระบาดปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ปรากฏว่าเราเป็นหนึ่งในประเทศที่สาหัสที่สุด เรื่องสอง เงินบาทที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ในปีนี้มันกลายเป็นเงินที่อ่อนค่าอย่างหนักที่สุดในภูมิภาค

เมื่อการระบาดหนักกำลังกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่ดีอันมีสัญญาณมาจากค่าเงินที่ทรุดอย่างหนัก ผลลัพธ์ก็คือเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับให้ฟื้นตัวช้าที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของสำนักข่าว Nikkei Asia

มันเกิดเรื่องแบบนี้กับประเทศไทยได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนเงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย บาทเริ่มแข็งค่าอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2562 ว่ากันตามหลักการแล้วการแข็งค่าของเงินน่าจะหมายถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ค่อนข้างจะใช้นโยบาย “สายเหยี่ยว” คือการตรึงดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำมากจนกระทั่งปี 2019

ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น สองปัจจัยแรกนั้นทำให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่วนปัจจัยหลังทำให้นักลงทุนหันมาถือเงินบาทมากขึ้นเพราะดอกเบี้ยสูงช่วยให้การถือเงินบาทมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยให้เงินบาทมีความแข็งแกร่ง

เงินบาทแข็งก็มีข้อดีในแง่ที่ทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศมีต้นทุนต่ำลง แต่มันไม่ควรจะลากยาวเกินไป เพราะเมื่อเงินบาทแข็งค่านานข้ามปี มันทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นมาในตลาดโลก ทำให้การส่งออกของไทยแย่ลง จะไปแข่งกับใครก็ลำบาก

แม้ว่าพื้นฐานบางอย่างของไทยจะดี แต่บางอย่างก็ไม่ดีสำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทยการแข็งค่าข้ามปีข้ามชาติเป็นหายนะโดยแท้รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งก็เช่นกันถ้าเงินบาทแข็งขึ้นมานักท่องเที่ยวก็จะใช้จ่ายน้อยลงด้วย

เอาแค่ผลการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ทุกๆ 1% ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะทำให้ราคาส่งออกด้วยสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น 0.3% จะเห็นว่ามันไม่ได้ดีต่อเศรษฐกิจของชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างบางคนเชื่อ

จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงของการระบาดใหญ่แท้ๆ เงินบาทก็ยังแข็งค่าเป็นประวัติการณ์ จนทำให้กูรูบางคนเชื่อว่ามันจะแข็งยาวมาจนถึงปลายปี 2021

แต่แล้วก็มีเรื่องพลิกผัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงกลางปีนี้ จนกระทั่งเงินบาทเปลี่ยนสถานะจากหน้ามือเป็นหลังมือจาก best-performing currency มาเป็น worst-performing currency

ช่วงที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น (ต้นเดือนสิงหาคม) ค่าเงินบาทกำลังแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพราะความเชื่อมั่นในค่าเงินและเศรษฐกิจไทยทรุดลงเพราะการระบาดที่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่ ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมืดมนลงด้วย ดังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องหั่นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจากเดิม 1.8% เหลือแค่ 0.7%

มันมีเหตุให้ต้องคิดหนักมากกว่าประเทศอื่นที่เจอเดลตาเหมือนกัน อันที่จริงทั่วโลกเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน แต่ทำไมมันถึงทำให้ไทยสาหัสกว่าชาวบ้าน และทำเงินบาทที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นร่วงโรยเอาง่ายๆ?

ตอนที่เงินบาทแข็งเราเถียงกันว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่ ตอนนี้พอมาอ่อนค่าลงและมีความเคลื่อนไหวที่แย่ที่สุดในภูมิภาค เราก็ยังเถียงกันว่ามันดีหรือไม่ดี

ตอนที่มันแข็งค่าที่สุดเราเถียงกันว่ามันจะกระทบภาคส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมันก็กระทบจริงๆ และเห็นภาพชัดเพราะเป็นช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่

แต่พอมันอ่อนค่าในตอนนี้ แทนที่จะช่วยภาคส่งออกและการท่องเที่ยว มันกลับให้ผลตรงกันข้าม เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้ดีและอาจจะแย่ยาวไปอีกหลายเดือนเพราะการระบาดของเดลตา แถมการท่องเที่ยวก็ปิดตัวยาว ต่อให้เงินบาทต่ำลงอีกมันก็ไม่ได้ยั่วยวนให้คนเข้ามาเที่ยวไทยและเอาเงินมาถมช่วยเศรษฐกิจไทยเลย

ตรงกันข้าม การระบาดที่หนักหน่วงในตอนนี้เริ่มทำให้คนต่างชาติที่เข้ามาไทยอีกครั้งตอนที่เราควบคุมการระบาดคราวก่อนได้และคนที่เป็นเอ็กซ์แพตเริ่มทบทวนแล้วว่าควรจะอยู่ในไทยต่อหรือไม่ บางคนเก็บกระเป๋าออกจากไทยเรียบร้อยแล้วด้วย

ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อาจสร้างเม็ดเงินเป็นพันล้านอย่างที่รัฐบาลคุยไว้ แต่มันไม่ได้ช่วยให้ความเชื่อมันต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามการช่วยภูเก็ตได้ผลจำกัดจำเขี่ยมากหากนำเอาสถานการณ์ทั้งประเทศมาหักลบ

ตราบใดที่รัฐบาลยังล็อคดาวน์กรุงเทพและจังหวัดอีกนับสิบ ตราบนั้นต่อให้มีอีกกี่แซนด์บ็อกซ์ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะจังหวัดที่ล็อคดาวน์นั้นมีสัดส่วนความมั่งคั่งคิดเป็นกว่าครึ่งของเศรษฐกิจไทย

ไม่ใช่ว่าแนวคิดเรื่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่ดี เพียงแต่มันเอามาใช้คุยว่าประเทศไทยทั้งประเทศมีความหวังแล้วไม่ได้

ตรงกันข้าม เมืองไทยของเรามีหวังจะเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบซ้ำซ้อนหนักเท่าๆ กับช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ

นักเศรษฐศาสตร์บางคนชี้ว่าประเทศไทยกำลังจะเจอกับ Double-Dip Recession หรือภาวะถดถอยตามมาด้วยการฟื้นตัวในระยะสั้นตามด้วยภาวะถดถอยอีกครั้ง คล้ายกับกราฟของการฟื้นตัวจากการระบาดระลอกก่อนที่ดูเหมือนจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นคืนชีพแต่แล้วพอมาเจอกับเดลตาก็ทรุดลงอีก

แนวโน้มของเงินบาทที่แย่ที่สุดในภูมิภาค (จากที่เคยดีที่สุด) และความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ที่สุดในภูมิภาค มันสะท้อนประเด็นปัญหาได้ 2 เรื่อง

เรื่องแรก พื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ว่าแกร่งๆ นั่น มีเสถียรภาพจริงหรือไม่? คำตอบข้อนี้อาจจะตอบให้มากกว่าสองคำตอบขึ้นอยู่กับมุมมอง เหมือนเมื่อตอนที่เงินบาทแข็ง มันมีเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพจริงๆ (คือดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก) แต่ในแง่ของการค้าการขายและปากท้องประชาชนนั้นดูจะไม่เฟื่องฟูสักเท่าไร เราจะเห็นว่าหนี้ครัวเรือนสูงจนน่าตกใจ

หนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีหนี้สินสูงถึง 14 ล้านล้านบาท หรือ 89.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากตัวเลขเมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 78.1% ในปี 2560 ประชาชนนั้นติดบ่วงหนี้จนชำระยากขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลจะล็อคดาวน์อยู่แบบนี้

เรื่องที่สอง การที่ไทยเสี่ยงจะเจอภาวะถดถอยซ้ำซ้อนนั้น กูรูเศรษฐกิจมองว่ามันเกิดจากการที่ตลาดหวั่นใจกับการระบาดครั้งใหญ่ในไทย แน่นอนว่า ประเทศไหนๆ ก็ระบาดหนักและเริ่มจะหนักลามไปฝั่งประเทศตะวันตกแล้ว

แต่การที่เงินบาทสั่นคลอนเป็นพิเศษ แสดงว่าตลาดไม่เชื่อมั่นการจัดการการระบาดของรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงหวั่นใจกับการต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อและลุกลามขึ้นมาอีกแม้กระทั่งในช่วงระบาดหนักๆ ส่วนผสมแห่งหายนะนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเหตุปัจจัยชวนให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางที่น่าวิตกอีก

เพียงแต่ว่าเงื่อนไขเฉพาะหน้าที่จะช่วยให้ไทยพ้นจากหุบเหวได้ ก็คงมีแต่การควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมที่สุดเพื่อเปิดไฟเขียวให้การทำมาค้าขายเป็นปกติอีกครั้ง และรัฐต้องเพิ่มหนี้สาธารณะอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ว่ารัฐบาลจะกู้แล้วกู้อีกก็ตาม ปัญหาก็คือดูเหมือนว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายไม่ตรงจุด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนเรียกร้องไม่เลิกรา (เพราะไม่สมปรารถนาจากความช่วยเหลือแบบหว่านแหไร้เป้าหมายของรัฐบาล)

ดังนั้นแล้ว เราควรจะแก้ไขอะไรดีระหว่างนโยบายสู้โควิด ปรับ ครม. หรือวิงวอน (อีกครั้ง) ให้นายกรัฐมนตรีทบทวนสถานะของรัฐบาลนี้ว่าควรอยู่หรือไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by AFP PHOTO / Ye Aung THU

สหรัฐประกาศช่วยไทยอีก 5 ล้านเหรียญ-วัคซีนอีก 1 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660235

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 17:24 น.

สหรัฐประกาศช่วยไทยอีก 5 ล้านเหรียญ-วัคซีนอีก 1 ล้านโดสทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเยือนไทย ยืนยันเพิ่มความช่วยเหลือเพื่อสู้โควิด

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเปิดเผยถ้อยแถลงของลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติซึ่งเดินทางมายังประเทศไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีน โรงพยาบาลเมดพาร์ค เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

ลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ แถลงว่าตนเยือนประเทศไทยในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่มีต่อชาวไทยระหว่างวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

พร้อมประกาศว่ารัฐบาลสหรัฐจะมอบความช่วยเหลือเกี่ยวกับโรคโควิด-19 มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับไทย เพื่อสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขที่ให้บริการฉีดวัคซีนกับประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพระบบสาธารณสุขของไทยในการป้องกัน ตรวจหา และตอบสนองต่อโรคโควิด-19 ด้วย

และจะมอบความช่วยเหลือมูลค่า 50 เหรียญสหรัฐให้กับภาคีองค์การระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านอาหารกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์ช่วยชีวิต ที่พักพิง การให้บริการสาธารณสุขหลัก น้ำ การส่งเสริมสุขภาพ และบริการด้านสุขอนามัยต่าง ๆ แก่ประชากรกลุ่มเปราะบางจากเมียนมา ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 700,000 คน

ทั้งนี้ เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยให้ไทย องค์กรนอกภาครัฐ และองค์การระหว่างประเทศสามารถตอบโต้วิกฤตการณ์โควิด-19 และตอบสนองต่อความต้องการของประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย

พร้อมเสริมว่าตนรู้สึกยินดีที่มีโอกาสได้เห็นการดำเนินการของไทยในการฉีดวัคซีนและปกป้องประชาชนด้วยวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดสที่สหรัฐได้มอบให้เมื่อเร็วๆ นี้ และภูมิใจที่จะจัดส่งวัคซีนอีก 1 ล้านโดสเร็วๆ นี้ด้วย

เอกอัครราชทูตยังเผยว่าเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนได้พบกับบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีของไทย และได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีนอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนในประเทศไทยปลอดภัย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่เกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐได้มอบเครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และอุปกรณ์สำคัญอื่นๆ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อช่วยต่อสู้กับโรคโควิด-19

โดยประธานาธิบดีไบเดนได้ให้คำมั่นว่า สหรัฐจะมอบวัคซีนให้กับทั่วโลก สหรัฐจึงกำลังบริจาควัคซีนกว่า 500 ล้านโดสให้กับประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และปราศจากเงื่อนไขใดๆ

เห็นบิลแล้วแทบช็อคตาย เปิดค่ารักษาโควิดอเมริกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660222

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 16:02 น.

เห็นบิลแล้วแทบช็อคตาย เปิดค่ารักษาโควิดอเมริกันชาวเน็ตอเมริกันแห่แชร์ค่ารักษาพยาบาลสุดโหด ตั้งแต่บิลค่ารักษาโควิด-19 จนถึงโรคต่างๆ เห็นแล้วแทบช็อค

เว็บไซต์ BuzzFeed รวบรวมโพสต์จากชาวอเมริกันที่ออกมาแชร์ประสบการณ์จ่ายค่ารักษาพยาบาลสุดโหด ไม่เพียงแค่รักษาโควิด-19 เท่านั้นแต่ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ก็ราคาสูงไม่น้อย มาดูกันว่าพวกเขาจ่ายไปเท่าไรกันบ้าง

บัญชีผู้ใช้ letstalkaboutbusiness โพสต์คลิปวิดีโอผ่านแอปพลิเคชัน TikTok เผยค่ารักษาพยาบาลจากการรักษาอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐนาน 4 เดือน ยอดรวมทั้งหมดอยู่ที่ 2,850,776.10 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 95 ล้านบาท

@letstalkaboutbusiness

So this is crazy.. #AsSceneOnTubi #PrimeDayDealsDance #BombPopAwards #WidenTheScreen #SipIntoSummer #? Nobody – Mitski

Danni Askini ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไม่มีประกันเจอค่ารักษาพยาบาลไป 34,927.43 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.17 ล้านบาทสำหรับการตรวจโควิด-19 และการรักษาพยาบาลตลอด 7 วันของเธอ

Askini เผยว่าเธอช็อคมากและตัวเธอเองก็ไม่รู้จักใครที่จะมีเงินมากขนาดนั้น

พยาบาลรายหนึ่งโพสต์ผ่านเว็บไซต์ Reddit เผยว่าเธอติดโควิด-19 เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และค่ารักษาพยาบาลของเธออยู่ที่ 7,154.40 เหรียญสหรัฐหรือเกือบ 240,000 บาท

นอกจากค่ารักษาโรคโควิด-19 แล้วผู้ใช้รายหนึ่งเผยว่าพ่อของเขาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ด้วยภาวะหัวใจวายก่อนที่จะพบกับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 131,047.75 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,386,561 บาท)

ขณะที่มีความคิดเห็นรายการหนึ่งเล่าปนติดตลกว่าพ่อของเขาก็มีภาวะหัวใจวายเหมือนกัน แต่เขาคิดว่าพ่อฉลาดเพราะแทนที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล พ่อกลับเสียชีวิตไปก่อน และค่าจัดงานศพก็ใช้เงินเพียง 6,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200,000 บาท) เท่านั้น

ผู้ใช้ชื่อว่า partimecollegeboy ก็ได้โพสต์ผ่านทาง Reddit เช่นกันโดยเผยประสบการณ์ว่าแม่ของเขาเข้าห้องฉุกเฉินและต้องได้รับการผ่าตัดด่วนโดยมีการนอนพักฝื้นที่โรงพยาบาล 1 วัน พร้อมโชว์ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดอยู่ที่ 46,902.55 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.57 ล้านบาท)

ชวอเมริกันอีกรายหนึ่งแชร์ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อยู่ที่ 229,033.76 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.66 ล้านบาท)

ไม่เพียงแต่ค่ารักษาในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ชาวอเมริกันหลายคนบ่นว่าแพงแสนแพง แต่ยังรวมถึงการรักษาทันตกรรมด้วย ผู้ใช้ชื่อว่า ratlenin เผยเมื่อ 2 ปีก่อนว่าเขาทำประกันทันตกรรมเพื่อจะได้มีเงินไปผ่าฟันคุด และค่าผ่าฟันคุดของเขาอยู่ที่ 1,386 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 46,400 บาท)

เว็บไซต์ Investopedia เผยว่าค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐมีราคาแพงเนื่องจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน เนื่องจากสหรัฐในเงินประมาณ 8% ของค่ารักาาพยาบาลไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร

อีกสาเหตุสำคัญคือค่ายาที่มีราคาแพง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันจ่ายเงินค่ายาเกือบ 4 เท่าของค่าใช้จ่ายในอุตสาหกรรมอื่นๆ นับเป็นประเทศที่มีราคายาสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป นอกจากนี้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในสหรัฐเป็นอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนสูง

เงินเดือนเฉลี่ยสำหรับพยาบาลในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 74,250 เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 58,041เหรียญสหรัฐในสวิตเซอร์แลนด์ และ 60,253 เหรียญสหรัฐในเนเธอร์แลนด์

ในขณะที่การ CT scan มีค่าใช้จ่ายเพียง 97 เหรียญสหรัฐในแคนาดาและ 500 เหรียญสหรัฐในออสเตรเลีย แต่ในสหรัฐมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 896 เหรียญสหรัฐ หรือ MRI scan ในสหราชอาณาจักรราคาประมาณ 450 เหรียญสหรัฐแต่ในสหรัฐนั้นสูงถึง 1,420 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่บอกว่าทำไมค่ารักษาโดยรวมในสหรัฐถึงแพงกว่าที่อืน

นอกจากนี้ระบบสาธารณสุขและการรักษาในโรงพยาบาลของสหรัฐมีความซับซ้อนและไม่มีกรอบราคาที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ ประกัน พื้นที่ เป็นต้น อย่างเช่นค่าตรวจและรักษาพยาบาลสำหรับโรคโควิด-19 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,696 เหรียญสหรัฐ แต่โดยทั่วไปแล้วราคาอาจเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเหรียญสหรัฐไปจนถึงหลายพันหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

Spencer Platt/Getty Images/AFP

บอส Twtitter ลั่น Bitcoin จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660215

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 15:07 น.

บอส Twtitter ลั่น Bitcoin จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน เขาโพสต์ทวิตเตอร์สั้นๆ แต่ไม่ได้บอกว่ามันจะทำให้โลกของเราเป็นหนึ่งเดียวกันแบบไหน อย่างไร และเมื่อใด?

แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอของ Twitter และ Square เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนคริปโตตัวยงรวมถึง Bitcoin ด้วย ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า “#Bitcoin will unite a deeply divided country. (and eventually: world)” ซึ่งแปลว่า Bitcoin จะรวมประเทศที่แตกแยกอยางหนักให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และในที่สุดจะรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ดอร์ซีย์ไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่ามันจะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร แต่หนึ่งวันก่อนหน้านั้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการคริปโตในสหรัฐ เมื่อวุฒิสมาชิกสหรัฐคนหนึ่งไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานของวุฒิสภามูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อสางรากฐานโครงสร้างสำคัญๆ ของประเทศ หนึ่งในนั้นคือการเสนอว่านักพัฒนาคริปโตไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลภาษี แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกไป

ในส่วนของร่างกฎหมายนี้ได้รับการนำเสนอพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วุฒิสภาได้ออกแพ็คเกจโครงสร้างพื้นฐานสองพรรคมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายใหม่กว่า 550,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอื่นๆ เช่น บรอดแบนด์ความเร็วสูง ร่างกฎหมายดังกล่าวยังพยายามกำหนดข้อกำหนดการรายงานภาษีใหม่สำหรับธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งจะช่วยระดมเงินได้ประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน

แจ็ค ดอร์ซีย์ พยายามเสนอทางออกเกี่ยวกับการเก็บภาษีคริปโต โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม เขาทวีตว่า “การบังคับใช้กฎการรายงานเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่พัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ผู้ทำเหมืองและรักษาความปลอดภัยเครือข่าย หรือผู้ที่เรียกใช้โนด (Node) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและประสิทธิภา เป็นการเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้ และจะรังแต่ขับไล่ให้พัฒนาและการทำงานของเทคโนโลยีที่สำคัญนี้ออกไปนอกสหรัฐอเมริกาเท่านั้น”

Photo by Marco BELLO / AFP

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจมหามิตร อิสราเอลยังเอาเดลตาไม่อยู่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660192

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 13:14 น.

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจมหามิตร อิสราเอลยังเอาเดลตาไม่อยู่?สหรัฐและอิสราเอลต่างกังวลกันและกันเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เพิ่มอิสราเอลเข้าในรายชื่อประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังอิสราเอลหรือหากมีความจำเป็นควรฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทาง

CDC ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอิสราเอลทุกวันนี้ที่แม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้

ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังอิสราเอล รวมถึงเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา ควรปฎิบัติตามคำแนะนำหรือข้อกำหนดของ CDC ซึ่งรวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคม 6 ฟุต

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าอิสราเอลกำลังพิจารณาเพิ่มสหรัฐเข้าในรายชื่อประเทศที่ห้ามเดินทางเช่นกันเนื่องจากกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางการเมือง

ทั้งนี้ Times of Israel รายงานว่าอิสราเอลกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่กว่า 3,000 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 9 แสนคนและผู้เสียชีวิต 6,555 คน

หลังจากช่วงเดือนพ.ค. ถึงมิ.ย. ที่ผ่านมาอิสราเอลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้เกือบทั้งหมดโดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงวันละหลักสิบคนเท่านั้น แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาก็ส่งผลให้อิสราเอลมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุหลักพันคนอีกครั้ง

โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

อิสราเอลจึงเป็นอีกประเทศที่เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา โดยเริ่มจากผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง และบุคลากรทางการแพทย์

แต่เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าวอิสราเอลเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่าชาวอิสราเอล 14 คนติดโควิด-19 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3

โดยผู้ป่วย 11 คนอายุเกิน 60 ปี ขณะที่อีก 3 คนได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

อย่างไรก็ตามข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งเผยแพร่ออกมาในวันเดียวกันชี้ให้เห็นว่าในบรรดาชาวอิสราเอลราว 600,000 คนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 มีไม่ถึง 50 คนที่เกิดอาการข้างเคียง และเป็นอาการข้างเคียงเล็กน้อยที่สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ชาวอิสราเอลกว่า 5.8 ล้านคนจากทั้งหมด 9.3 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว และประมาณ 5.4 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

ขณะที่วานนี้ (9 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเผยว่าพบผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ป่วยอาการหนักรายใหม่ 84 คนในวันที่ 8 ส.ค. และ 66 คนในวันที่ 9 ส.ค. ส่งผลให้มีผู้ป่วยอาการหนักรวมทั้งสิ้น 373 คน

Photo by MENAHEM KAHANA / AFP

ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660188

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดากรณีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่แคนาดาควบคุมตัวเมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของเจ้าของบริษัทหัวเหวยเอาไว้ และกลายเป็นความขัดแย้งและการข่มขู่ระหว่างสองประเทศนับแต่นั้น

ศาลจีนยืนคำพิพาษาเดิมที่ให้ประหารชีวิตและปฏิเสธคำอุทธรณ์ของรอเบิร์ท เชลเลนเบิร์ก (Robert Schellenberg) ชาวแคนาดาที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งก่อนหน้านี้รับโทษแค่จำคุก 15 ปี แต่กลับถูกเพิ่มโทษเป็นประหารชีวิตในภายหลัง

คำตัดสินยืนยันประหารชีวิตเชลเลนเบิร์กเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังเประบางอย่างยิ่งหลังจากการจับกุมผู้บริหารของ Huawei แบะบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทคือ เมิ่งหว่านโจวโดยทางการแคนาดาในปลายปี 2018 และเป็นเหตุความขัดแย้งสามเส้าระหวางแคนาดา สหรัฐ และจีน

เชลเลนเบิร์กถูกทางการจีนควบคุมตัวในเดือนธันวาคม 2014 โดยตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดในเดือนมกราคม 2015 และถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2018

ไม่กี่วันต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม แคนาดาจับกุมเมิ่งหว่ารนโจวประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีนในแวนคูเวอร์ตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐ

จีน จีนเตือนว่าเว้นแต่เมิ่งจะได้รับการปล่อยตัวเท่านั้น หาไม่แล้วแคนาดาว่าจะได้รับผลจากการกระทำดังกล่าวแต่ในเวลานั้นไม่ระบุรายละเอียด

ก่อนสิ้นเดือน เชลเลนเบิร์กยื่นอุทธรณ์คำตัดสินจำคุก 15 ปี ศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการพิจารณาคดีของเชลเลนเบิร์กเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม

ในเดือนมกราคม 2019 ศาลอุทธรณ์ประชาชนต้าเหลียนในมณฑลเหลียวหนิงของจีนได้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งกับเชลเลนเบิร์กและพิพากษาให้เขารับโทษประหารชีวิต

ศาลได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์ให้ทบทวนโทษประหารชีวิตในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยืนยันคำตัดสินเดิมให้ประหารในวันที่ 10 สิงหาคม 2021

ทนายในกรุงปักกิ่งกล่าวกับสำนักรอยเตอร์ว่า การบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรงขึ้นหลังจากการอุทธรณ์นั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความของจีน (หมายเหตุข้อสังเกต – ซึ่งคำกล่าวนี้อาจสะท้อนวาการพิจารณาคดีมีวาระซ่อนเรนทางการเมืองเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-แคนาดาที่เลวร้ายลง)

โดมินิก บาร์ตัน (Dominic Barton) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศจีนกล่าวถึงกรณีที่ในศาลจีนยืนโทษประหารชีวิตเชลเลนเบิร์ก โดยกล่าวว่ามีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการใช้โทษประหารโดยพลการของจีน

บาร์ตัน ยังกล่าวอีกว่า “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ที่จีนประกาศผลการอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์กในขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร Huawei คือเมิ่งหว่านโจวยังคงดำเนินอยู่ในแคนาดา

นอกจาก เชลเลนเบิร์กแล้วยังมีชาวแคนาดาอีกสองคนถูกตั้งข้อหาและพยายามจะจารกรรม

หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจ ไมเคิล สเปเวอร์ (Michael Spavor) ที่คาดวาจะมีการตัดสินคดีของเราอย่างเร็วที่สุดในวันพุธตามแหล่งข่าวชาวแคนาดาที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้โดยตรง

แหล่งข่าวคนที่สองที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ยืนยันว่าคำตัดสินของสเปเวอร์ครบกำหนดในสัปดาห์นี้

Photo by HANDOUT / Intermediate Peoples’ Court of Dalian / AFP

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660182

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไปศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐจัดไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับสูงสุด ขอประชาชนเลี่ยงเดินทาง

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยกระดับให้ประเทศไทย อิสราเอล ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ และอีกหลายประเทศเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไทยอยู่ในประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3

พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเดินทางเข้าประเทศดังกล่าวข้างต้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ออสเตรเลีย โครเอเชีย เอลซัลวาดอร์ อาเซอร์ไบจาน กวม เคนยา และจาเมกา ถูกยกระดับเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3 หรือพื้นที่เสี่ยงสูง

ทั้งนี้ CDC ได้จัดระดับตามความเสี่ยงของการแพร่ระบาด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 4 ประเทศสีแดงเข้ม (ความเสี่ยงสูงมาก) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ หรือฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ครบก่อนหากต้องการเดินทาง

ระดับที่ 3 ประเทศสีแดง (ความเสี่ยงสูง) ให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

ระดับที่ 2 ประเทศสีส้ม (ความเสี่ยงปานกลาง) ประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อนเดินทาง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อควรเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น

ระดับที่ 1 ประเทศสีเหลือง (ความเสี่ยงต่ำ) สามารถเดินทางได้แต่ควรฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง และระดับสุดท้ายประเทศที่ไม่ทราบแน่ชัด ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ แต่หากต้องการเดินทางควรฉีดวัคซีนให้ครบ

Alex Wong/Getty Images/AFP

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660180

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:24 น.

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูตกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการทำร้ายเพื่อเอาชีวิตทูตยูเอ็น

สำนักข่าวรอยเตอร์กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลเมียนมา (รัฐบาลเผด็จการทหาร) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหาร จ่อ โม ทุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตเมียนมาของรัฐบาลลพเรือนที่ถูกโค่นล้ม ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในนิวยอร์ก โดยชี้ว่าเมียนมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและถือเป็นคดีในประเทศของสหรัฐ

นี่เป็นคำแถลงครั้งแรกของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่การจับกุมชาวเมียนมาร์ 2 คนที่เกี่ยวข้องกับแผนการการลอบสังหารและทำร้ายจ่อ โม ทุน และทางการเมียนมายังปฏิเสธความคิดในลักษณะการประณามโดยเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เกี่ยวกับแผนการทำร้ายทูตด้วย

“เหตุการณ์นี้เป็นคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา คำพิพากษาต้องทำในสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายของสหรัฐ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมียนมา” คำแถลงระบุบนสถานีโทรทัศน์ MRTV ของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อโฆษกรัฐบาลทหารเพื่อตอบโต้เพิ่มเติมต่อแผนการลอบสังหาร/ลอบทำร้ายดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าพลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนกับผู้ค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โธมัส-กรีนฟิลด์กล่าวว่า แผนดังกล่าวสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก เธอกล่าวว่าสหรัฐยืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับ จ่อ โม ทุนและชมเชยเขาที่มี “ความกล้าหาญและความองอาจที่โดดเด่น”

แต่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมากล่าวว่า “เมียนมาปฏิเสธคำกล่าวของผู้แทนถาวรของสหรัฐ ณ สหประชาชาติลินดา โธมัส กรีนฟิลด์อย่างแข็งขัน”

กระทรวงการต่างประเทศเมียนเสริมว่า จ่อ โม ทุนถูกปลดออกจากตำแหน่งในฐานะเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมา และขณะนี้ถูกหมายจับในข้อหากบฏ เพราะเขาแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่เคลื่อนไหวใต้ดินต่อต้านเผด็จการทหาร

แม้จะมีการประท้วงของรัฐบาลเผด็จการ แต่ จ่อ โม ทุน ยังคงทำหน้าที่ที่สหประชาชาติ ในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660151

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤตนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงและย้อนกลับไม่ได้แล้ว

วันนี้ (9 ส.ค.) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เปิดเผยรายงานวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศเฉพาะกิจเพื่อเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะโลกร้อนที่อันตรายอย่างยิ่งโดยเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติชี้ว่านี่คือ “รหัสแดง” หรือภาวะฉุกเฉินของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิกฤตที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

• รายงานคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนรุนแรงที่จะเกิดขึ้นทุก 50 ปีนั้น ได้เกิดถี่ขึ้นเป็นทุก 10 ปี อันเนื่องจากภาวะโลกร้อน ในขณะที่พายุฝนและภัยแล้งก็เพิ่มความถี่และความรุนแรงขึ้นเช่นกัน ตลอดจนฤดูไฟป่าก็จะยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม

• ธารน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกอาจละลายหายไปทั้งหมดภายในปี 2050 เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศมากที่สุด

• ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศขณะนี้สูงพอที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกไปอีกหลายสิบปีหรืออาจถึงหลายร้อยปี

• IPCC กล่าวว่าก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ได้ปล่อยออกมาแล้วนั้นส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากความร้อนและน้ำแข็งละลาย ซึ่งจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาหลายพันปี

• นอกจากนี้ IPCC ยังเชื่อมั่นว่าพื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งทั่วโลกจะประสบภัยแล้งหรือพายุฝนมากขึ้น รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอาร์เจนตินา ปารากวัย โบลิเวีย และบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รายใหญ่ระดับโลก

• ผลกระทบบางอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว อย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แม้ว่ามนุษย์จะพยายามควบคุมคาร์บอนไปนับร้อยหรือพันปีก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

มันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

• นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น การเกิดคลื่นความร้อนในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนในเดือนมิ.ย. และบราซิลกำลังประสบภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 91 ปี

• เปาโล อาร์ทาโซ นักสิ่งแวดล้อมผู้นำในการเขียนรายงานกล่าวว่าคลื่นความร้อนในแคนาดา ไฟไหม้ในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมในเยอรมนี น้ำท่วมในจีน ภัยแล้งในภาคกลางของบราซิล ล้วนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก

• คารอลินา เวร่า นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและผู้ร่วมเขียนรายงานกล่าวว่าโอกาสที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันยิ่งมีมากขึ้น อย่างเช่นการเกิดความร้อนจัด ภัยแล้ง และลมแรงพร้อมกันซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่า

• นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการคาดการณ์ในรายงานฉบับนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงปฏิบัติตามข้อตกงปารีสอย่างจริงจัง

Photo by ANGELOS TZORTZINIS / AFP

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660149

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:16 น.

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่มณฑลเหอหนาน ถือเป็น ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

เจิ้งโจว, 9 ส.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ยืนยันผลการตรวจสอบอายุของซากโบราณสถานกวนจวงที่เมืองสิงหยางของเหอหนานด้วยวิธีคาร์บอน-14 บ่งชี้ว่ามีการหล่อเหรียญทองแดงในช่วง 640-550 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ผลการตรวจสอบข้างต้นถือเป็นการกำหนดกรอบเวลาของการผลิตเหรียญกษาปณ์ในจีนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก และส่งผลให้ซากโบราณสถานกวนจวงเป็นที่ตั้งของโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบในโลก

โบราณสถานกวนจวงเป็นซากเมืองเก่าแก่อันสมบูรณ์พร้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) ถึงช่วงกลางยุควสันตสารทหรือยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทิ้งร้างเมื่อราว 450 ปีก่อนคริสตกาล

ปฏิบัติการขุดสำรวจซากโบราณสถานกวนจวงเริ่มต้นเมื่อปี 2010 นำไปสู่การค้นพบพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงผลิตงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท อาทิ การหล่อเหรียญกษาปณ์ การทำเครื่องปั้นดินเผา และการแกะสลักกระดูก

ศาสตราจารย์หานกั๋วเหอ หัวหน้าภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ทางเหนือตอนกลางของซากเมืองเก่าแก่แห่งนี้ และมีการค้นพบซากเหรียญปู้ปี้ (Spade money) รูปทรงคล้ายใบจอบ 4 แบบ ได้แก่ เหรียญคงโส่วปู้ปี้สภาพสมบูรณ์ เหรียญซินฟ่านที่ยังไม่ถูกใช้งานและใช้งานแล้ว และเหรียญไว่ฟ่าน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว