อินโดหวังเป็นเจ้าทัพเรือแห่งอาเซียนภายใน 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682255

วันที่ 08 พ.ค. 2565 เวลา 10:10 น.อินโดหวังเป็นเจ้าทัพเรือแห่งอาเซียนภายใน 10 ปี

อินโดนีเซียตั้งเป้ามีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในทศวรรษนี้

1. Asia Pacific Defense Journal รายงานว่าปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียมีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะทำให้กองทัพเรืออินโดนีเซียมีเรือรบพร้อมรบถึง 50 ลำ และก้าวขึ้นเป็นกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางข้อพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้

2. อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากรัฐบาลรวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมด้วย โดยในปีงบประมาณ 2022 กระทรวงได้รับงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 133.9 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 317,000 ล้านบาท

3. กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยังวางแผนที่จะจัดซื้อเรือรบเพิ่มเติมหลายลำในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งประธานาธิบดีโจโค วิโดโด และกระทรวงการคลังไฟเขียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อเดือนก.พ. ว่ากระทรวงกลาโหมยืนยันการสั่งซื้อเรือฟริเกต Arrowhead 140 จำนวน 2 ลำจากสหราชอาณาจักร, เรือฟริเกตชั้น FREMM จำนวน 6 ลำ และเรือฟริเกตชั้น Maestrale ที่ปรับปรุงใหม่จำนวน 2 ลำจากอิตาลี ขณะที่กำลังหารือเพื่อจัดหาเรือฟริเกตชั้น Mogami จำนวน 8 ลำจากญี่ปุ่น

5. นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสเปิดเผยในเดือนเดียวกันว่าอินโดนีเซียมีความต้องการที่จะสั่งซื้อเรือดำน้ำ Scorpene ของฝรั่งเศส จำนวน 2 ลำ

6. โดยเรือเหล่านี้จะมาประจำการแทนที่เรือฟริเกตชั้น Ahmad Yani จำนวน 5 ลำที่มีอยู่ นอกจากนี้กระทรวงจะเสริมการทำงานของเรือฟริเกตชั้น Martadinata จำนวน 2 ลำในปัจจุบันด้วย

7. Defence View ชี้ว่านอกจากเรือฟริเกตขีปนาวุธที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่งแล้ว อินโดนีเซียยังมีกองเรือดำน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำของตนเองโดยอาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังยกให้กองทัพเรือไทยติดโผด้วยเช่นกัน โดยระบุว่าเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นเจ้าของเรือบรรทุกเครื่องบินของตนเอง

8. Naval News ยังระบุว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียวางแผนที่จะจัดหาเรือขีปนาวุธติดอาวุธ Naval Strike Missile (NSM) และมีแผนที่จะจัดหาเรือพิฆาต เรือลาดตระเวน และเรือดำน้ำเพิ่มเติมอีกด้วย

9. อย่างไรก็ตาม Asia Maritime Transparency Initiative (AMTI) ระบุว่าขณะนี้กองทัพเรืออินโดนีเซียดำเนินการเรือมากกว่าร้อยลำ ซึ่งทำให้มีกองเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ขัดขวางการเสริมความแข็งของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ, โควิด-19, สงครามในยูเครน ซึ่งอาจขัดขวางแผนที่วางไว้ล่วงหน้า

10. ในปี 2021 GFP จัดอันดับให้กองทัพเรืออินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 16 ตามหลังเยอรมนี อิหร่าน อียิปต์ และอิตาลีเพียงไม่กี่คะแนน และนำหน้าซาอุดีอาระเบีย สเปน ออสเตรเลีย และอิสราเอล จากทั้งหมด 140 ประเทศทั่วเอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป อเมริกาเหนือ โอเชียเนีย และแอฟริกา ตามรายงานของ Young Pioneer Tours

Photo by Antara Foto/M Risyal Hidayat/via REUTERS

ไบเดนควรมีน้ำใจกับอาเซียนมากกว่านี้ เวลาพบผู้นำน้อยเกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682426

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 15:00 น.ไบเดนควรมีน้ำใจกับอาเซียนมากกว่านี้ เวลาพบผู้นำน้อยเกิน

รัฐมนตรีของกัมพูชากล่าวว่า โจ ไบเดนควรให้เวลาผู้นำอาเซียนมากกว่านี้ในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างทางกลุ่มกับสหรัฐ

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกัมพูชาบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ควรใช้เวลากับผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันในสัปดาห์หน้า หากรัฐบาลของเขาจริงจังกับการยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ กับภูมิภาคอาเซียนซึ่งจีนมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้อย่างมาก 

เกา กึม ฮวน (Kao Kim Hourn) รัฐมนตรีและที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานของกัมพูชา เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่มีการวางแผนการประชุมแบบรายบุคคลระหว่างผู้นำของภูมิภาคและไบเดน 

กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนซึ่งหมุนเวียนระหว่างสมาชิกของกลุ่ม และผู้นำชาติอาเซียน 8 คน รวมทั้งฮุนเซน คาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด ส่วนผู้นำเมียนมาถูกกีดกันจากการทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว และฟิลิปปินส์จะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งจึงไม่มีผู้นำไปร่วม

เกา กึม ฮวน บอกกับรอยเตอร์ในการให้สัมภาษณ์ว่า ผู้นำอาเซียน “ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและความเสมอภาค” และให้โอกาส “ใช้เวลาอันเป็นประโยชน์” กับไบเดน

“ในฐานะประเทศใหญ่ ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐฯ ควรมีน้ำใจต่อแขกมากขึ้น ผู้นำที่เดินทางไปวอชิงตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ (ไบเดน) กำลังพูดถึงการยกระดับหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ให้เป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุม เขากล่าวถึงขั้นตอนที่เสนอในระดับการมีส่วนร่วมระหว่างวอชิงตันและอาเซียน

เกา กึม ฮวน กล่าวว่าเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับประธานอาเซียนที่จะพบกับผู้นำของประเทศเจ้าบ้าน “ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการเพื่อเจรจาบางประเภท”

อย่างไรก็ตาม เขาได้รับแจ้งจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชา แพทริก เมอร์ฟี ว่าไม่มีการประชุมทวิภาคีตามกำหนดการที่เขาทราบ เนื่องจากการประชุมสุดยอดใช้เวลานานพอสมควรแล้ว และเนื่องจากไบเดน “ยุ่ง”

ทำเนียบขาวไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพูดของเกา กึม ฮวนในทันที แต่โฆษกทำเนียบขาวเจน ซกาย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าไบเดนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำทำเนียบขาวแก่ผู้นำอาเซียนในวันพฤหัสบดีและเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับพวกเขาที่กระทรวงการต่างประเทศในวันศุกร์

เธอกล่าวว่าการประชุมสุดยอดจะ “ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของอาเซียนในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดในภูมิภาค และเป็นการรำลึกถึง 45 ปีของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน”

การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งแรกที่จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน และเป็นการเยือนทำเนียบขาวครั้งแรกของฮุน เซน ซึ่งปกครองกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2528 และต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากสหรัฐฯ บ่อยครั้งในการปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยและจำคุกฝ่ายตรงข้าม

เกา กึม ฮวน กล่าวว่ากัมพูชาซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีนจะไม่ “เลือกข้าง” ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง และการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศของเขากำลังเติบโตขึ้น

ในทำนองเดียวกัน อาเซียนทำงานร่วมกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนภายใต้หลักการของ “การเปิดกว้าง” เขากล่าว

นักวิเคราะห์และนักการทูตกล่าวว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความกระตือรือร้นที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่รู้สึกผิดหวังที่ล้มเหลวในการให้รายละเอียดแผนการรับมือทางเศรษฐกิจหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค

เกา กึม ฮวน กล่าวว่ากรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกของไบเดนยังคงเป็นแค่ “งานที่กำลังดำเนินการอยู่ และรัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศและวิกฤตในยูเครน

“ยังมีรายละเอียดอีกมากที่เรายังไม่รู้” เขากล่าวถึง IPEF “เราเข้าใจดีว่ามีลำดับความสำคัญที่แข่งขันกันมากมายในวาระระดับโลกสำหรับสหรัฐอเมริกา”

เกา กึม ฮวน กล่าวว่า ทะเลจีนใต้ที่สมาชิกอาเซียนต่างๆ อ้างสิทธิ์เช่นเดียวกับจีน จะต้องอยู่ในวาระหารือร่วมกับไบเดน เช่นเดียวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ไบเดนน่าจะกดดันอาเซียนให้ดำเนินการมากกว่านี้เพื่อสนับสนุนความพยายามของเขาในการโดดเดี่ยวรัสเซียออกทางทางการทูตและทางเศรษฐกิจหลังจากการรุกรานยูเครน

เกา กึม ฮวน กล่าวว่าสมาชิกอาเซียนแต่ละคนมีจุดยืนที่แตกต่างกันในเรื่องความขัดแย้งในยูเครน และจุดยืนของอาเซียนใดๆ ในกลุ่มอาเซียนจะต้อง “มีฉันทามติเป็นพื้นฐาน”

Photo –  REUTERS/Elizabeth Frantz

เงินเฟ้อทั่วโลกกำลังอันตราย ของแพงไม่หยุด-ประชาชนหมดความอดทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682437

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 18:11 น.เงินเฟ้อทั่วโลกกำลังอันตราย ของแพงไม่หยุด-ประชาชนหมดความอดทน

การขึ้นดอกเบี้ยขอธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีเหตุผลใหญ่ๆ คือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และยังบอกด้วยวา่จะไม่ยอมหยุดแค่นี้หากเงินเฟ้อยังเป็นภัยคุกคาม แต่เงินเฟ้อไม่ได้คุกคามแค่สหรัฐ มันกำลังเป็นหายนะในหลายๆ ประเทศอยู่ในตอนนี้

1. หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลงมาบ้างเพราะแนวโน้มความต้องการในจีนที่จะลดลงเพราะการล็อคดาวน์ แต่มันไม่ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซที่คนทั่วไปต้องหาซื้อมาใช้มีราคาลดลง ตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้ข้าวของยิ่งแพงขึ้นจนน่าตกใจ 

2. ศรีลังกา ที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ล่าสุด ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีของประเทศประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะในศรีลังกา และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ การปกป้องความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการบำรุงรักษาเสบียงและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตของชุมชน” 

3. เหตุมันเกิดจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มีความรุนแรงเป็นระยะๆ ท่ามกลางการขาดแคลนอาหารนำเข้า เชื้อเพลิง และยารักษาโรค โดยธนาคารกลางของประเทศกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาวัดจากในดัชนีราคาผู้บริโภคในกรุงโคลัมโบ เพิ่มขึ้น 29.8% ในเดือนเมษายน การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นรายเดือนของในหมวดอาหารและไม่ใช่อาหาร เทียบกับ 18.70% ในเดือนมีนาคม

4. ชีวิตของชาวศรีลังตกอยู่ในความยากลำบากแสนสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หลังจากหนึ่งเดือนของการเก็บใบชามากกว่า 18 กก. ในแต่ละวัน ครอบครัวคนเก็บใบชาซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศได้รับเงินประมาณ 30,000 รูปี หรือมูลค่าประมาณ 80 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งไม่พอแม้แต่ซื้ออาหารเป็นผักมารับประทาน

5. รอยเตอร์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอาหารใกล้จะถึง 50% ต่อปี โดยค่าขนส่งแพงขึ้นเกือบ 70% แม้ว่าในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เช่น ราคาแป้งได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีที่แล้ว ทำให้คนงานชาวไร่ใบชาหลายคนไม่สามารถซื้อโรตีเบรดผสมมะพร้าวที่พวกเขากินรองท้องขณะเก็บใบชาได้

6. อีกประเทศที่สาหัสคือตุรกี อัตราเงินเฟ้อประจำปีของตุรกีพุ่งขึ้นเป็น 69.97% ในเดือนเมษายน สูงกว่าที่คาดการณ์และสูงสุดในรอบสองทศวรรษ ตามข้อมูลของ Turkish Statistical Institute โดยได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น และค่าเงินลีราที่ตกต่ำ อันเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับศรีลังกาที่ค่าเงบินรูปีอ่อนยวบเช่นกัน

7. ในตุรกี ราคาผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นได้รับแรงหนุนจากการก้าวกระโดดถึง 105.9% ของราคาที่เพิ่งขึ้นในภาคการขนส่ง ซึ่งรวมถึงราคาพลังงาน และราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์พุ่งขึ้น 89.1% รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าด้วยโครงการเศรษฐกิจจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อเอาไว้ได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เชื่อว่ามันจะลากยาวไปตลอดปีนี้ 

8. เงินเฟ้อที่รุนแรงทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเลือกที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ และธนาคารแห่งชาติอินเดีย แต่ในกรณีของอินเดียนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเงินเฟ้อจะรุนแรงต่อไปตลอดปีนี้ หลังจากที่ของแพงขึ้นมาตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

9. แม้แต่ในกลุ่มยูโรโซน เงินเฟ้อพุ่งทุบสถิติเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันเมื่อเดือนเมษายน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในกลุ่ม 19 ประเทศที่ใช้เงินยุโรแตะระดับ 7.5% ในเดือนเมษายน ตามการประมาณการเบื้องต้นโดยสำนักงานสถิติของยุโรป เงินเฟ้อที่แรงอยู่แล้วยิ่งหนักข้นเพราะสงครามในยูเครน และผลจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย มันอาจจะทำให้ยุโรปต้องเจ็บปวดกว่านี้หากรัสเซียตัดก๊าซมายังยุโรปในทันทีทันใด

10. ในลิทัวเนีย หนึ่งในประเทศที่กังวลกับกหารรุกรานของรัสเซียที่สุดประเทศหนึ่งต้องรับเคราะห์จากเงินเฟ้อไปด้วย โดยในเดือนมีนาคม ลิทัวเนียมีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในสหภาพยุโรปที่ 15.7% ตามข้อมูลของ Eurostat จากต้นทุนด้านพลังงานที่พุ่งขึ้นเกือบ 13% ในยุโรปในเดือนมีนาคมดือนเดียว

11. Euro News รายงานชีวิตของชาวลิทัวเนียว่าตอนนี้เงิน 1 ยูโรยังซื้อถั่วอบสักถุงยังไม่ได้เลย ราคาสินค้าทั้งอาหารไปจนถึงสินค้าฮาร์ดแวร์มีราคาเพิ่มขึ้นแบบวันต่อวัน แบบที่เข้านอนคืนนี้ วันรุ่งขึ้นอาจต้องเช็คราคากันใหม่ และบางคนเชื่อว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังไม่มาถึง

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo – REUTERS/Dinuka Liyanawatte

อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ยุโรปแบนน้ำมันรัสเซียไม่สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682297

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ยุโรปแบนน้ำมันรัสเซียไม่สำเร็จ

ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายน้ำมันรัสเซียก็จะมีโอกาสได้เข้าไปในอียูอยู่ดีไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

สหภาพยุโรป (EU) เสนอให้มีการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจดำเนินการได้ยาก เนื่องจากเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ซับซ้อนของยุโรป และความท้าทายในการติดตามน้ำมันดิบเมื่อมีการผสมหรือกลั่นแล้ว

หากได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกแผนดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 6 เดือนสำหรับน้ำมันดิบ และใน 8 เดือนสำหรับน้ำมันดีเซลและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆ

มาตรการคว่ำบาตรของอียูจะเป็นอย่างไร?

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ฮังการีและสโลวะเกียจะได้รับการยืดระยะเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี 2023 เพื่อปรับตัวกับการคว่ำบาตร ซึ่งหมายความว่าประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปยังสามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียผ่านฮังการีและสโลวะเกียได้ เว้นแต่จะมีการให้สัตยาบันแผนดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองประเทศซื้อน้ำมันเกินความจำเป็น

น้ำมันของรัสเซียจะยังคงอยู่ในยุโรปหลังการแบนหรือไม่?

ประเทศในยุโรปอาจยังคงซื้อน้ำมันรัสเซียจากประเทศที่สามอื่นๆ โดยไม่ทราบที่มา

น้ำมันมักจะถูกตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมัน เช่น ปริมาณกำมะถันและความหนาแน่น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันพบว่า ผู้ซื้อบางรายเคยถูกหลอกโดยเอกสารปลอม โดยปกปิดที่มาของสินค้าจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร รวมทั้งอิหร่านและเวเนซุเอลา

เรื่องจะยากยิ่งขึ้นหากน้ำมันดิบผสมกับน้ำมันดิบอื่นๆ สำหรับโรงกลั่น และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหลังจากที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐาน เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน

ใครบ้างที่กำลังจะเลิกหรือหยุดซื้อน้ำมันของรัสเซีย?

ตามข้อมูลของ JP Morgan พบว่า โรงกลั่นและบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ของยุโรปอย่างน้อย 26 แห่งระงับการซื้อน้ำมันจากตลาดจร (spot purchase) หรือตั้งใจที่จะเลิกการนำเข้าน้ำมันรัสเซียรวมกัน 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ข้อมูลของ Platts ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ระบุว่า บริษัทในยุโรป เช่น Shell, TotalEnergies, Repsol และ BP ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์กลั่นที่มาจากรัสเซียแล้ว โดยสัญญาของ BP ระบุว่าข้อตกลงใดๆ กับผู้ขายที่ละเมิดนโยบายจะถือเป็นโมฆะ

เอกสารที่สำนักข่าว Reuters ได้อ่านระบุว่า บริษัทขนส่งหลายแห่งขอให้มีการค้ำประกันว่าสินค้าไม่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับรัสเซีย รวมทั้งไม่ได้ถ่ายโอนจากเรือที่มีความสัมพันธ์กับรัสเซีย

ทำไมการติดตามสินค้าของน้ำมันรัสเซียจึงเป็นเรื่องยาก?

แม้จะมีเอกสารข้างต้นครบถ้วนแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะกำจัดร่องรอยของสารไฮโดรคาร์บอนของรัสเซียเมื่อน้ำมันเข้าสู่ศูนย์กลางการนำเข้าหลักของสหภาพยุโรป ซึ่งก็คือศูนย์กลั่นน้ำมันอัมสเตอร์ดัม-รอตเตอร์ดัม-แอนต์เวิร์ป (ARA) ซึ่งประกอบไปด้วยท่าเรือ 8 แห่งที่กระจายอยู่ใน 2 ประเทศ คลังน้ำมัน 96 แห่ง และแท็งก์เก็บน้ำมัน 6,300 แท็งก์ของบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศหลายร้อยแห่ง

“ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่แปรรูปในโรงกลั่นในยุโรปจะยังคงมีน้ำมันของรัสเซียอยู่” Shell ระบุ “ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ดีเซล มักถูกผสม หมายความว่าสัดส่วนของของเหลวที่ผสมลงในท่อและแท็งก์ที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรมทั้งหมดจะมีต้นกำเนิดจากรัสเซีย”

จูนีต คาซาโคกู หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์อุปสงค์น้ำมันของ FGE กล่าวว่าใน ARA น้ำมันรัสเซียที่ผสมแล้วอาจปรากฏในข้อมูลศุลกากรเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงจากเนเธอร์แลนด์ “ผมคิดว่าหลายประเทศในยุโรปจะอ้างอิงว่านำเข้าจาก ‘เนเธอร์แลนด์’ เพื่อซ่อนที่มาของผลิตภัณฑ์รัสเซีย”

น้ำมันจาก ARA ไปไหนบ้าง?

ผู้ค้าน้ำมันกล่าวว่า สามารถส่งออกเชื้อเพลิงเหล่านี้อีกครั้งไปยังภูมิภาคและประเทศอื่น ซึ่งอาจขนส่งทางเรือไปยังปลายทางอื่นที่อยู่ภายในท้าเรือเดียวกัน หรือมุ่งหน้าลงแม่น้ำไรน์ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งสามารถซ่อนต้นกำเนิดของเชื้อเพลิงได้

จากศูนย์กลาง ARA ผลิตภัณฑ์น้ำมันสามารถกระจายผ่านระบบท่อส่งน้ำมันยุโรปกลาง (CEPS) ของนาโต ซึ่งเชื่อมโยงไปยังท่าเรือทางทะเล 6 แห่งและโรงกลั่น 11 แห่งทั่วทวีป รางรถไฟ 3 แห่ง สถานีบรรทุกรถบรรทุก 16 แห่ง และท่าอากาศยานนานาชาติ 6 แห่ง

“ถ้าไม่ใช่เจ้าของชาวรัสเซีย นอกจากใบรับรองแหล่งกำเนิดแล้ว (แต่แม้แต่ใบรับรองก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้) ก็ยากสำหรับคลังจัดเก็บในการระบุที่มาของผลิตภัณฑ์” เครียน ฟาน บีค นายหน้าของ ODIN-RVB Tank ในรอตเตอร์ดัมกล่าว

บริษัทต่างๆ ทำอะไรเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา?

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกล่าวว่า ผู้ซื้อร้องขอให้มีการแจกแจงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของน้ำมันผสมจากคลังเก็บน้ำมันมากขึ้น เพื่อตัดสินใจว่าพวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่ แต่เอกสารต้นทางที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์นั้นไม่พร้อมใช้งานในกรอบเวลาที่เหมาะสมเสมอไปก่อนที่จะทำข้อตกลง

ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าบางรายมีใบรับรองที่ระบุรายละเอียดสถานที่ผลิตหรือแปรรูปเชื้อเพลิง และแม้ว่าหน่วยงานศุลกากรของแต่ละประเทศจะสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวกับสินค้านำเข้าได้ แต่เอกสารดังกล่าวถือเป็นความลับ

ก่อนหน้านี้ Shell ได้จำแนกสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากรัสเซียว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบจากเชื้อเพลิงที่ผลิตในรัสเซียตั้งแต่ 50% ขึ้นไป แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ได้เข้มงวดข้อจำกัดในการซื้อน้ำมันของรัสเซีย โดยกล่าวว่าจะไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์กลั่นที่มีสารประกอบของรัสเซียอีกต่อไป รวมถึงเชื้อเพลิงผสมตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้เผยว่า ข้อจำกัดนี้มีผลเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่บริษัทต่างๆ ได้รับอนุญาตให้สอดแทรกข้อกำหนดของตนเองได้ และจะไม่รวมสัญญาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องดีเซลในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจากตลาดแลกเปลี่ยน (ICE) หลัก

อย่างไรก็ดี เบ็น ฟาน เบอร์เดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shell กล่าวว่า ไม่มีระบบใดในโลกที่สามารถสืบย้อนต้นกำเนิดของโมเลกุลรัสเซียในผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการกลั่นได้ “ดีเซลที่ออกมาจากโรงกลั่นของอินเดียที่ใช้น้ำมันดิบของรัสเซียถือเป็นดีเซลของอินเดีย”

แหล่งข่าวที่ค้าน้ำมัน 3 แหล่งเผยกับ Reuters ว่า ผู้ค้ารายอื่นบางคนอยู่ระหว่างพิจารณาว่าน้ำมันดีเซลผสม เช่น ที่มีดีเซลรัสเซียมากถึง 49% จะนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของรัสเซียหรือไม่

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ซื้อมาแค่ $35 กลายเป็นประติมากรรมโรมันประเมินค่าไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682408

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 10:41 น. ซื้อมาแค่ $35 กลายเป็นประติมากรรมโรมันประเมินค่าไม่ได้

ประติมากรรมโรมันสลักจากหินอ่อนชิ้นนี้เคยอยู่ที่เยอรมนี แต่มาตกอยู่ที่ร้านของของราคาถูกในเทกซัสได้อย่างไรยังไม่มีใครรู้

The Art Newspaper รายงานว่า ในปี 2018 หญิงอเมริกันชื่อ ลอร่า ยัง (Laura Young) ได้เข้าไปในร้าน Goodwill ในเมืองออสติน รับเท็กซัส ซึ่งเป็นเชนร้านค้าจำหน่ายสินค้าราคาเป็นมิตรจากการบริจาคที่ดำเนินการโดยองค์การไม่หวังผลกำไร เธอมาที่นี่เพื่อเพื่อค้นหาของที่จะนำไปขายต่อเพราะเธอทำธุรกิจร้านขายของวินเทจ 

ที่ร้านแห่งนี้เธอพบกับประตมากรรมแกะสลักจากหินอ่อนเป็นรูปบุคคลครึ่งตัว และเสียหายเล็กน้อย และซื้อมาในราคา 34.99 ดอลลาร์ ดูเผินๆ เหมือนมันจะไม่มีราคาค่างวดอะไร

ลอร่าบอกว่าประติมากรรมนี้ “อยู่บนพื้นใต้โต๊ะ มันดูค่อนข้างสกปรก ค่อนข้างเก่า” เธอซื้อมันและ “ขอให้ผู้ชายที่ทำงานที่นั่นแบกมันไปที่รถของฉัน” โดยที่เธอคาดเข็มขัดนิรภัยไว้กับเบาะ

แต่หลังจากการสืบค้นก้พบว่ามันกลายเป็นรูปปั้นครึ่งตัวที่หายากและมีค่าอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรูปเมหือนโรมันโบราณ ผู้บัญชาการชาวโรมัน ดรูซุส เกร์มานิคุส (Drusus Germanicus)

และจากการการวิจัยในภายหลังโดยผู้เชี่ยวชาญของ Sotheby บริษัทปะมูลชื่อดังพบว่าได้รับการแกะสลักในศตวรรษแรก และครั้งสุดท้ายที่ทราบที่อยู่ของมันคือเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่นพิพิธภัณฑ์ในแคว้นบาวาเรียในเยอรมนี

พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานอันโตนิโอ (San Antonio Museum of Art) ซึ่งจัดแสดงประติมากรรมนี้เปนการชั่วคราวระบุว่า รูปเหมือนของดรูซุส เกร์มานิคุส “ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ในเมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก (Aschaffenburg) ประเทศเยอรมนี ในบ้านจำลองเต็มรูปแบบจากเมืองปอมเปอีที่เรียกว่า Pompejanum (ปอมเปยานุม) สร้างโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 1 แห่งบาวาเรีย (Ludwig I of Bavaria) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรมุ่งเป้าไปที่เมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก และทำให้ Pompejanum เสียหายร้ายแรง และภาพเหมือนก็หายไป”

“หลังสงคราม กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดตั้งสถานที่ปฏิบัติงานทางทหารหลายแห่งในเมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก ซึ่งหลายแห่งยังคงอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็น เป็นไปได้มากว่าทหารที่กลับมานำรูปปั้นนี้ไปที่เท็กซัส ซึ่งยังคงไม่มีใครทราบจนถึงปี 2018”

ตามข้อตกลงกับฝ่ายบริหารของพระราชวัง สวน และทะเลสาบของรัฐบาวาเรีย (Bayerische Verwaltung der staatlichen Schlösser, Gärten und Seen) ประติมากรรมนี้จะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานอันโตนิโอจนกว่าจะถึงปี 2023 และจะคืนให้กับทางเยอรมนี แล้วจะจัดแสดงที่นั่นโดยป้ายระบุรายละเอียดจะเอ่ยชื่อลอร่า ยังเอาไว้ด้วย

Photo – Laura Young and San Antonio Museum of Art

รัสเซียลั่นโปแลนด์ไม่เป็นมิตร อาจเป็นที่มาของภัยคุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682406

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 10:05 น.รัสเซียลั่นโปแลนด์ไม่เป็นมิตร อาจเป็นที่มาของภัยคุกคาม

รัฐบาลเครมลินกล่าวว่าโปแลนด์อาจเป็นแหล่งที่มาของภัยคุกคาม ส่วนโปแลนด์ไม่หวั่น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน โฆษกของรัฐบาลรัสเซียที่เครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า โปแลนด์แสดงวาจาที่ไม่เป็นมิตร และโปแลนด์อาจเป็น “แหล่งของภัยคุกคาม”

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี มาเตอูซ โมราวิซกี ของโปแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Euronews ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเป็น “อาชญากรสงคราม” ซึ่งกำลัง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในยูเครน และสหภาพยุโรปจะต้องไม่กลับมา “ทำธุรกิจตามปกติ” กับรัสเซียตราบเท่าที่เขายังคงอยู่ในอำนาจ 

โปแลนด์ได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและให้พันธมิตรนาโตตะวันตกติดอาวุธยูเครนในขณะที่พยายามต่อต้านกองกำลังรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาทางตะวันออก

นอกจากนี้ ในช่วงนี้ Euronews ยังรายงานว่ามีข้อมูลเท็จเกี่ยวกับกองทัพของโปแลนด์และฟินแลนด์ได้เผยแพร่ทางออนไลน์ท่ามกลางการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้กระพือข้อมูลอย่างผิด ๆ ว่าทั้งสองประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังเตรียมเข้าสู่สงครามหรือมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางทหาร

แต่ สตานิสลอว์ ซาริน โฆษกฝ่ายความมั่นคงของโปแลนด์ กล่าวว่า รัสเซียได้ดำเนินการรณรงค์บิดเบือนข้อมูลร่วมกับโปแลนด์มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว รวมถึงข้อเสนอแนะว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน

“เป้าหมายของการกระทำของรัสเซียคือการสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างโปแลนด์และยูเครน รวมถึงการใส่ร้ายโปแลนด์และนำเสนอโปแลนด์ในฐานะประเทศอันตรายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก” เขาเขียนในความคิดเห็นทางอีเมล

แอนนา มอสโกวา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศของโปแลนด์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “โปแลนด์ภูมิใจที่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตรของปูติน”

Photo – REUTERS/Leonhard Foeger

จีนออกคำเตือนถึงคนที่ตั้งคำถาม ‘นโยบายปลอดโควิด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682375

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 16:45 น.จีนออกคำเตือนถึงคนที่ตั้งคำถาม 'นโยบายปลอดโควิด'

จีนยึดมั่น Zero-Covid เตือนจะไม่นิ่งเฉยต่อคำพูดหรือการกระทำที่บิดเบือน ตั้งคำถาม หรือต่อต้านนโยบายของประเทศ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. CNN รายงานว่าประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่าจีนยังคงยึดมั่นในนโยบายปลอดโควิด (Zero-Covid) อย่างแน่วแน่ และออกคำเตือนหนักแน่นต่อทุกคนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว

คณะกรรมการ 7 คนของโปลิตบูโรให้คำมั่นว่า “จะยึดมั่นในนโยบายปลอดโควิดอย่างแน่วแน่ และดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อคำพูดหรือการกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ตั้งคำถาม หรือต่อต้านนโยบายควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศของเรา”

รายงานระบุว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการกับโควิด-19 นับตั้งแต่ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนหลังบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในเซี่ยงไฮ้

หลังจากที่ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่พอใจนโยบายดังกล่าวเนื่องจากการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด และบ่อยครั้ง ตลอดจนส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของจีน ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว

โดยที่ประชุมระบุว่ากลยุทธ์การป้องกันและควบคุมโรคเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจีนเคยเอาชนะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอู่ฮั่นมาได้แล้ว และจะสามารถเอาชนะการแพร่ระบาดในเซี่ยงไฮ้ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทำให้จีนต้องล็อกดาวน์เมืองต่างๆ กว่าสิบแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ใหญ่และมั่งคั่งที่สุดของประเทศ และเป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง ส่งผลให้ประชาชนราว 25 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน สร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

โดยในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวเซี่ยงไฮ้จำนวนมากระบายความไม่พอใจกับการจัดการกับโควิด-19 ของรัฐบาลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่านโยบายของรัฐทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนอาหารและการรักษาพยาบาล ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีการแจกจ่ายอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับประชาชน แต่ชาวจีนส่วนหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจีนเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข่าวลือและข้อเท็จจริง และมีการลบวิดีโอและโพสต์ของผู้ที่แสดงความไม่พอใจต่อการล็อกดาวน์บนโลกออนไลน์

รายงานระบุว่าประชาชนจำนวนหนึ่งส่งเสียงประท้วงจากทางหน้าต่าง มีการทุบหม้อและกระทะ ตะโกนโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ ขณะที่บางคนปะทะกับตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามท้องถนน

นอกจากนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้ประกอบการเกิดความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ และศูนย์กลางการผลิตและการขนส่งที่สำคัญ

The Times of India ระบุว่าความคิดเห็นของคณะกรรมการมีขึ้นหลังจากที่แอนโธนี เฟาซี ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐให้ความเห็นว่าการล็อกดาวน์ของจีนไม่น่าจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เช่นเดียวกับชาวจีนจำนวนหนึ่งที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความสมเหตุสมผลของมาตรการดังกล่าว ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน หลังจากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศหดตัวลงอย่างรวดเร็วในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Florence Lo

ยูเครนเตรียมรับ PzH 2000 ปืนใหญ่ยิงเร็วส่งตรงจากเยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682381

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ยูเครนเตรียมรับ PzH 2000 ปืนใหญ่ยิงเร็วส่งตรงจากเยอรมนี

ปืนใหญ่ที่เคยร่วมสงครามอัฟกานิสถานกำลังจะถูกส่งตรงจากเยอรมนีไปยังยูเครน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. กระทรวงกลาโหมเยอรมนีเปิดเผยว่าได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรแพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 (PzH 2000) แบบหุ้มเกราะจำนวน 7 กระบอกให้แก่ยูเครน เพื่อสนับสนุนความพยายามของยูเครนในการป้องกันประเทศจากกองกำลังรัสเซีย

โดยรัฐบาลเยอรมนีจะส่ง PzH 2000 รวมถึงจัดให้มีการฝึกทหารยูเครนในการใช้ปืนใหญ่อัตตาจรดังกล่าวด้วย

รายงานของบลูมเบิร์กและซีเอ็นเอ็นระบุว่าปืนใหญ่ PzH 2000 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรถถัง สามารถยิงได้ต่อเนื่องราว 10 นัดต่อนาที ไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปถึง 40 กิโลเมตร โดยปืนทั้ง 7 กระบอกจะมาจากกองทัพบุนเดิสแวร์ (Bundeswehr) ของเยอรมนี

ทั้งนี้ เยอรมนีเปลี่ยนท่าทียอมส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นยืนยันว่าจะไม่ส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเด็ดขาด

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การทหารบุนเดิสแวร์ (Photo by Stephencdickson/Wikipedia)

เป็นปืนใหญ่อัตตาจรที่มีอัตราการยิงสูงมาก และสูงสุดถึง 3 นัด ใน 9 วินาที, 10 นัด ใน 56 วินาที และสามารถยิงต่อเนื่องได้ระหว่าง 10 ถึง 13 นัด ต่อนาที ขึ้นอยู่กับความร้อนที่ปากกระบอกปืน

ปืนดังกล่าวพัฒนาโดยบริษัท Krauss-Maffei Wegmann (KMW) และ Rheinmetall มีความยาวประมาณ 12 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร และสูงประมาณ 3 เมตร มีการหุ้มเกราะเพื่อป้องกันลูกระเบิด และถูกติดตั้งบนล้อสายพาน ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 เข้าร่วมสนามรบครั้งแรกในปี 2006 โดยกองทัพเนเธอร์แลนด์ในสงครามอัฟกานิสถาน ซึ่งเข้าโจมตีฝ่ายตอลิบาน ในเมืองกันดะฮาร์ ของอัฟกานิสถาน

ปัจจุบันแพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 ประจำการอยู่ในกองทัพเยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และกรีซ รวมแล้วมากกว่า 330 กระบอก

Photo by Dutch Ministry of Defence/Wikipedia

ภาวะสมองไหล เมื่อดูไบกลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเศรษฐีรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682361

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 15:30 น.ภาวะสมองไหล เมื่อดูไบกลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเศรษฐีรัสเซีย

พิษคว่ำบาตร! บรรดาเศรษฐี-ผู้ประกอบการชาวรัสเซียย้ายไปดูไบมากเป็นประวัติการณ์

BBC รายงานว่าดูไบได้กลายเป็นสวรรค์สำหรับเศรษฐีรัสเซียที่หนีผลกระทบจากการคว่ำบาตรของตะวันตก หลังเกิดสงครามในยูเครน โดยบรรดามหาเศรษฐีและผู้ประกอบการชาวรัสเซียเดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยจำนวนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าการซื้อสังหาริมทรัพย์ในดูไบของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็น 67% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022

ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ได้คว่ำบาตรรัสเซียหรือวิพากษ์วิจารณ์การเปิดปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน นอกจากนี้ยังให้วีซ่าแก่ชาวรัสเซียที่ไม่ได้ถูกคว่ำบาตร ขณะที่บรรดาชาติตะวันตกระงับการเดินทางของพวกเขา

รายงานของ BBC ระบุว่ายังไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอน แต่คาดว่ามีชาวรัสเซียหลายแสนคนเดินทางออกนอกประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกยูเครน โดยรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียรายหนึ่งซึ่งกล่าวว่ามีพลเมืองออกไปมากถึง 200,000 คนในช่วง 10 วันแรกหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น

ขณะที่ Virtuzone บริษัทที่ปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจในดูไบเผยว่ามีลูกค้าชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมาก และได้รับความสนใจจากชาวรัสเซียมากขึ้นถึง 5 เท่า เนื่องจากพวกเขากังวลเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจของรัสเซีย จึงต้องการย้ายมาประกอบธุรกิจในดูไบ

ด้านตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ระบุว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในดูไบพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นของชาวรัสเซีย

โดย Betterhomes หน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในดูไบพบว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้น 2 ใน 3 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022 และ Modern Living กล่าวว่าได้ว่าจ้างตัวแทนที่พูดภาษารัสเซียจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่วน Thiago Caldas กล่าวว่าได้รับโทรศัพท์จากชาวรัสเซียหลายสายที่ต้องการย้ายไปดูไบทันที

ภาวะสมองไหล

BBC รายงานว่าบริษัทข้ามชาติและสตาร์ทอัพของรัสเซียหลายแห่งกำลังย้ายพนักงานไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงบริษัท WeWay บริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีสำนักงานในรัสเซียและยูเครนซึ่งเปิดเผยว่าภายหลังสงครามปะทุขึ้น บริษัทได้ย้ายพนักงานหลายร้อยคนออกจากยูเครนและรัสเซียเพื่อไปยังดูไบ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับการดำเนินธุรกิจ

ขณะที่ระดับโลกอย่าง Goldman Sachs, JP Morgan และ Google ที่ปิดสำนักงานในรัสเซีย ก็กำลังย้ายพนักงานบางส่วนไปยังดูไบเช่นกัน

Photo by REUTERS/Karim Sahib/File Photo

เผยยูเครนยิงเรือธงรัสเซียอับปางกลางทะเลดำ ได้สหรัฐช่วยชี้เป้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682354

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 13:45 น.เผยยูเครนยิงเรือธงรัสเซียอับปางกลางทะเลดำ ได้สหรัฐช่วยชี้เป้า

สือต่างประเทศอ้างสหรัฐให้ข้อมูลช่วยยูเครนทราบพิกัดและโจมตีเรือธงรัสเซียจมลงทะเลดำเมื่อเดือนก่อน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยข้อมูลใหม่ระบุว่าสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ซึ่งช่วยให้กองกำลังยูเครนสามารถค้นหาและโจมตีเรือมอสควา เรือธงของกองทัพเรือรัสเซียได้จนอับปางกลางทะเลดำเมื่อเดือนที่แล้ว

โดยในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมรัสเซียออกมาเปิดเผยว่าเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีมอสควา ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และจมลงสู่ทะเลดำ ซึ่งเป็นเหตุให้มีทหารรัสเซียเสียชีวิต 1 นาย และสูญหายอีก 27 นาย ขณะที่ทหารบนเรืออีกเกือบ 400 นายต้องรีบอพยพขึ้นจากเรือ

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยในขณะนั้นว่าเรือมอสควาถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของยูเครน 2 ลูก

ทั้งนี้ เรือมอสควาเป็นเรือธงที่มีบทบาทสำคัญมากต่อกองทัพรัสเซียในการปฏิบัติการรุกเมืองมาริอูโปล ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางตอนใต้ของยูเครน

The US provided intelligence that helped Ukraine target Russia’s prized Moskva warship with anti-ship cruise missiles, sources say. https://t.co/lmIvCewO1a

— CNN (@CNN) May 5, 2022

โดยรายงานจาก The New York Times และ CNN ล่าสุดระบุว่าสหรัฐมีส่วนช่วยเหลือยูเครนในการโจมตีเรือมอสควา โดยให้ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของเรือลำดังกล่าวแก่ยูเครน

รายงานของ The New York Times ก่อนหน้านี้ยังชี้ว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาสหรัฐได้ให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ช่วยให้ยูเครนสามารถกำหมดเป้าหมายและสังหารนายพลรัสเซียได้หลายคน

โดยรายงานระบุว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้ให้ข้อมูลลับแก่ยูเครนในหลากหลายพื้นที่ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกองทัพรัสเซียไปจนถึงข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งการแบ่งปันข่าวกรองนี้เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือที่สหรัฐมอบให้แก่ยูเครน นอกเหนือไปจากอาวุธหนักและความช่วยเหลืออื่นๆ รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ความช่วยเหลือดังกล่าวช่วยให้ยูเครนได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับสนามรบแบบเรียลไทม์ ทราบถึงความเคลื่อนไหวของกองกำลังรัสเซีย และช่วยยูเครนยืนยันตำแหน่งของเป้าหมายที่สำคัญ ซึ่งนอกจากสหรัฐแล้วยังมีพันธมิตรนาโตประเทศอื่นๆ ที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์แก่กองทัพยูเครนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐยอมรับว่าสหรัฐให้ข้อมูลบางอย่างแก่ยูเครนเพื่อช่วยเหลือในการป้องกันประเทศ แต่ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลการกำหนดเป้าหมายโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อโจมตีเรือดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของยูเครนที่จะโจมตีเรือหรือปฏิบัติการใดๆ สหรัฐไม่ทราบว่ายูเครนมีแผนที่จะโจมตีเรือ ตลอดจนไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของนายพลรัสเซีย

Photo by REUTERS/Alexey Pavlishak/File Photo