สลัดแฟคทอรี่ มีดีมากกว่าสลัด สุดจัดทั้ง Healthy และ Party ในที่เดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/639851

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 09:09 น.สลัดแฟคทอรี่ มีดีมากกว่าสลัด สุดจัดทั้ง Healthy และ Party ในที่เดียวสลัดแฟคทอรี่ สร้างแลนด์มาร์คใหม่ย่านอารีย์ ชูมีดีมากกว่าสลัด เน้นตอบโจทย์ทุกการรวมตัว พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าทั้ง Healthy และ Party ได้ในที่เดียว

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

คุ้นชื่อกันดี สำหรับแบรนด์ร้านสลัดเพื่อคนรักสุขภาพ สลัดแฟคทอรี่ (Salad Factory) ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2556 ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ตั้งใจจะให้เป็นร้านอาหารดีๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยเพื่อสุขภาพให้คนได้ทานผักจากแหล่งผลิตอาหารที่ดี ไร้สารพิษ คัดสรรจากฟาร์มออแกนิคที่เจ้าของฟาร์มเป็นผู้ปลูกและส่งขายเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ภายใต้งานบริหารงานโดย บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ ปัจจุบันมีจำนวนสาขา 10 สาขา ประกอบด้วยร้านแบบ Full Service 9 สาขา และ Cloud Kitchen 1 สาขา 

ล่าสุดได้ปักหมุดยึดทำเลศักยภาพย่านอารีย์ เปิดแฟลกชิพสโตร์สาขาใหม่ที่มาในคอนเซ็ปต์ร้านที่มีมากกว่าสลัด พร้อมตอบโจทย์ทุกการรวมตัว เพื่อ มอบประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าทั้ง Healthy และ Party ได้ในที่เดียวกัน

“จุดเด่นของแฟลกชิพสโตร์สาขาอารีย์แห่งนี้ คือเรื่องของประสบการณ์ใหม่ที่ตั้งใจส่งมอบ ด้วยความตั้งใจให้เป็นร้านอาหารที่สร้างสรรค์เมนูที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยความใส่ใจเหมือนทำให้คนในครอบครัวทานเอง โดยเน้นเรื่องของคุณภาพของทุกองค์ประกอบ ผ่านการคิดและพัฒนาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ลูกค้าได้ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้ทุกวัน เพิ่มความพิเศษด้วยการตกแต่งร้านและบรรยากาศของร้านที่เน้นตอบโจทย์ Urban lifestyle จึงใช้การผสมผสานความโมเดิร์น และความสบายตาของต้นไม้ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เพิ่มบรรยากาศในการทานอาหาร และมีหลากหลายมุมให้เลือกนั่งทาน ซึ่งแต่ละมุมก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เพราะเราอยากเป็นจุดนัดพบของความ Healthy และ Party เพื่อตอบโจทย์ทุกการรวมตัว ไม่ว่าจะมากลุ่มเล็ก แก๊งใหญ่ เราก็สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งสาขานี้เป็นสาขา Stand Alone สาขาแรกทำให้เรามีพื้นที่ เราจึงอยากให้คนที่มาทานอาหารที่ร้านรู้สึกสบายๆ เหมือนทานอาหารที่บ้าน แต่ได้ความสุขอย่างเต็มที่กับทุกมื้ออาหารของร้านเรา” คุณปิยะ ดั่นคุ้ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ (สลัดแฟคทอรี่) กล่าว

นอกจากรูปแบบและคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างโดดเด่นแล้วนั้น ในส่วนของทำเลที่ตั้งในย่านอารีย์ ก็นับเป็นทำเลศักยภาพอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยย่านนี้เป็นย่านที่มีความหลากหลายของประชากร มีทั้งผู้อยู่อาศัย พนักงานออฟฟิศ เด็กวัยรุ่นที่มาคาเฟ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีกำลังซื้อสูง และด้วยมองเห็นโอกาสว่าร้านส่วนใหญ่ในย่านนี้จะมีความเฉพาะเจาะจง เราเลยอยากจะเป็น Destination ทางด้านอาหาร ที่ถ้ามาที่ร้านเรา เราสามารถตอบโจทย์ได้ครบจริงๆ เรียกว่าถ้ามาร้านเราคือจบ ก็ไม่ต้องเดินไปหลายๆร้านได้เลย อีกทั้งยังมีเมนูพิเศษที่จัดเสิร์ฟเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น อาทิ ซี่โครงเนื้อออสเตรเลียย่างซอสบาร์บีคิว Jack Daniel, ขาหมู 24 ชั่วโมง และ สลัดตับกระเทียมแฟคทอรี่ซอสบัลซามิก อีกทั้งเรายังหมั่นคิดค้นและพัฒนาเมนูใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า

สำหรับแผนการตลาดหลังการเปิดตัว แบรนด์ได้วางแผนโดยมีการประชาสัมพันธ์บน Social Media ทั้งใน Facebook Fanpage และ Instagram ซึ่งจะมีการอัพเดทข้อมูลและกิจกรรมใหม่ๆ ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อชูจุดเด่นและความต่างที่แบรนด์ตั้งใจส่งมอบให้ พร้อมเปิดตัว Brand Icon ใหม่ “หมีแข็งแรง” ผ่านแฮชแท็ก “อิ่มหมี” ซึ่งเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่แบรนด์เราตั้งใจมอบให้ คุณจะทั้งอิ่มอร่อยกับอาหารคุณภาพในปริมาณเต็มอิ่ม และราคาที่สามารถทานได้ทุกวัน

“เราต้องขยับตัวเองให้เข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ร้านเราอาจจะดูเป็นร้านที่เหมาะกับกลุ่มครอบครัว หรือคนที่ใส่ใจสุขภาพมากๆ ซึ่งบางครั้งบางคนก็ไม่กล้าเข้ามาร้านเราเพราะคิดว่าร้านเรามีแต่สลัด แต่จริงๆแล้วเรามีมากกว่า 200 เมนู ทั้งสเต็ก ข้าวผัด สปาเก็ตตี้ อาหารทานเล่น อาหารไทย เครื่องดื่มต่างๆ และของหวาน เราสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งการมาเปิดแฟลกชิพสโตร์ที่อารีย์ เราจึงปรับรูปแบบการตกแต่งร้านให้มีความ Casual มากขึ้น และทำการสื่อสารให้กับผู้บริโภครู้ว่าร้านเราไม่ได้มีแค่สลัด รวมทั้งอยากให้ลูกค้าที่มาทานที่ร้านได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำกลับไป เพราะเราอยากให้มากกว่าอาหารที่ดี แต่เป็นประสบการณ์บนมื้ออาหารที่น่าจดจำ” คุณปิยะ กล่าวในตอนท้าย

สำหรับเมนูแนะนำ อาทิ ซี่โครงเนื้อออสเตรเลียย่างซอสบาร์บีคิว Jack Daniel (1,190 บาท) เนื้อออสเตรเลียคุณภาพพรีเมียมเต็มชิ้นน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ผ่านหลากหลายกรรมวิธี ทั้งการนำไปบรายน์ในน้ำข้ามวัน แล้วนำมาหมักต่อด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน ก่อน บาร์คเครื่องเทศหอมๆ เสิร์ฟพร้อมซอสบาร์บีคิว น้ำจิ้มแจ่ว และบรรดาผักต่างๆ นับเป็นหนึ่งในลิสต์ที่รักเนื้อไม่ควรพลาด

ขาหมู 24 ชั่วโมง (650 บาท) เมนูขาหมูชิ้นใหญ่สะใจแชร์กินกันได้หลายคน กรอบนอกแต่เนื้อในฉ่ำสุด หนังบางกรอบ และเข้าถึงเครื่องเทศ ใช้ขาหมูทั้งขาหมักด้วยสมุนไพร แล้วนำไปชูวีต์นานถึง 24 ชั่วโมงเพื่อรีดไขมัน ก่อนนำไปทอดซ้ำด้วยเทคนิคพิเศษ ให้ความอร่อยขั้นเทพไปเลย

สลัดตับกระเทียมแฟคทอรี่ซอสบัลซามิก (280 บาท) เมนูที่ดูง่ายๆ แต่ทำให้อร่อยยาก ร้านนี้เลือกใช้ตับหมูชิ้นโตเกรดพรีเมียมนำไปหมักสูตรพิเศษเพื่อลดความคาว แล้วนำมาผัดกระเทียม ทานคู่กับร็อคเก็ตสลัดและบัลซามิก เป็นสลัดสไตล์ Asian Twist เพิ่มความหรูหราของรสชาติด้วยลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดง จานนี้บอกได้จากประสบการณ์ตรงเลยว่า..ทุกโต๊ะกินหมดไม่เหลือซาก

ซิกเนเจอร์ประจำร้าน วินเทอร์สลัด (190 บาท) สลัดผลไม้ไซส์เบิ้ม เสิร์ฟมากับน้ำสลัดโยเกิร์ต สวย สุขภาพดี เติมความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารอื่นๆ ให้เลือกอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น เมนูข้าว พาสต้า คาโบนาร่ากุ้งและไข่กุ้ง (195 บาท) กุ้งตัวโต ไข่กุ้งก็ใส่มาแบบไม่ยั้ง เมนูซุป ยำต่างๆ ตลอดจนเครื่องดื่มและของหวานแบบเฮลท์ตี้

อยากกินของอร่อยแบบสุขภาพดีแบบนี้ มากันได้ที่ร้านสลัดแฟคทอรี่ สาขาล่าสุดที่อารีย์ ซอย 2 หรือสาขาใกล้บ้าน ได้แก่ Bee Hive เมืองทองธานี, โรบินสัน ศรีสมาน, Crystal Park เลียบทางด่วนรามอินทรา, The Crystal ราชพฤกษ์, Mega Bangna, Sena Fest เจริญนคร และThe mall งามวงศ์วาน , สัมมากรเพลส สาขา รามคำแหง และ Cloud Kitchen 1 สาขา SS Center นาคนิวาส สอบถามเพิ่มเติมโทร. 063-265-5758 หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ facebook : saladfactoryofthailand หรือ line@ : @saladfactory

ชวนเที่ยวเทศกาลงานอาร์ทยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living Art Festival 2020 & Blue Tree Reopening” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/639856

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.ชวนเที่ยวเทศกาลงานอาร์ทยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living Art Festival 2020 & Blue Tree Reopening”The Living Art และ Blue Tree Phuket ร่วมกันจัดเทศกาลยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living Art Festival 2020 & Blue Tree Reopening” ณ โครงการบลูทรี ภูเก็ต วันที่ 17-19 ธันวาคม 2563

The Living Art และ Blue Tree Phuket ร่วมกันจัดเทศกาลยิ่งใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living Art Festival 2020 & Blue Tree Reopening” ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขในการเสพงานศิลป์ ที่ได้รวบรวมงานศิลปะทุกแขนงจากทั่วประเทศไทยมาไว้ในงานเดียวกัน อีกทั้งเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งของ โครงการบลูทรี ภูเก็ต ซึ่งงานเทศกาลดังกล่าวจะถูกจัดขึ้น ณ โครงการบลูทรี ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 17-19 ธันวาคมศกนี้ โดยมี สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นผู้สนับสนุนหลัก (Strategic Partner)

วัตถุประสงค์หลักในการจัดเทศกาลนี้เพื่อยกระดับเมืองภูเก็ตให้เป็น Creative City Hub หรือศูนย์กลางของงานศิลป์สร้างสรรค์ ดังนั้นภายในงานเทศกาล 3 วันนี้ บลูทรีจะถูกเนรมิตให้เป็นแดนแห่งศิลป์สร้างสรรค์ ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสุขสนุกสนานของทุกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมภาพวาดสตรีทอาร์ตโดย Four Studio, HOC Gallery, ศิลปินภูเก็ตและเชียงใหม่, การวาดผ้าบาติกที่มาวาดกันสดสด โดยศิลปินสาวฝาแฝด ธมลวรรณ-ธันย์ชนก พัฒนา จากจังหวัดตรัง พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงสตรีทเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Street Dance, Robot Dance, Flash Mob Dance, Violine with B-Boy Dance) และชมงานศิลปะภาพวาดภาพเขียน และประติมากรรมจากศิลปินทั่วประเทศไทย รวมไปถึงศิลปินระดับต้นๆของเมืองไทยอย่าง ประทีป คชบัว, เมืองไทย บุษบามาโร, จารุพงษ์ จันทรเพชร, ปริทรรศ หุตางกูร, สัจจา สัจจากุล และอีกหลายท่านในนามของกลุ่ม LIFE GO ON ที่พร้อมใจกันยกพลขึ้นเกาะภูเก็ต เปิดใจสนทนาประสาศิลป์กันแบบไร้รูปแบบและขีดจำกัด นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือ, งานปั้นเซรามิกจากนักดำน้ำสาว ปลาการ์ตูน หรือพิชุภา โสภโณวงศ์ และหนุ่มป็อป ภาชนะจากเชียงใหม่รวมถึงเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา จากปัตตานีและภูเก็ตเซรามิก, home decoration และจิวเวลรี่ที่รังสรรค์พิเศษจากดุจจันทร์ จริตงาม ศิลปินสาวนครศรีธรรมราช  รวมทั้งอาหารอร่อยๆให้ได้ชิมช็อปกันอย่างเต็มอิ่ม อีกทั้งการทำเวิร์คช็อปต่างๆ อาทิ    การสอนยิงธนูโดย เอ็มโซเฟียน ศิลปินจากปัตตานี, เวิร์คช็อปการทำจิวเวลรี่จากเซรามิกโดยแก้ว ขนงนาฏ ยิ้มศิริ และไก่ บัญชา ชูดวง, เวิร์คช็อปการวาด characters ของคนด้วยสีน้ำโดย ปู กนิษฐา ประสิทธิชัย และ จุ๊ กัลย์ รามสูตรจาก Pop Art Studio, เวิร์คช็อปการทอผ้าแบบร่วมสมัยด้วยกี่เฟรมขนาดเล็กโดยศิลปิน อิม อวิกา สมัครสมาน, Panel Talk โดย บัญชา ชูดวง กับการสร้างเรื่องราวให้ผลิตภัณฑ์ หรือ Storytelling, ภชวณี เตชะพกาพงษ์ สาวเปรี้ยวผู้สร้างสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added และ ไมค์ จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ จากดีสวัสดิ์ เฟอร์นิเจอร์ กับหัวข้อ จากท้องถิ่นสู่เวทีโลก หรือ Glocalization

พร้อมชมคอนเสิร์ตจากนักร้องเพลงป็อปชั้นนำของไทยอย่าง ภูมิ วิภูริศ, มาเรียม-คิว-เค้กจาก B5, ต้นตระกูล, ซินท์ และ เอกา ซาวด์ และที่จะพลาดไม่ได้ กับแฟชั่นโชว์ในวันเปิดเทศกาล จากดีไซน์เนอร์และสไตล์ลิสต์แถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “เจี๊ยบ” เอกกมล อรรถกมล และ “ไก่” บัญชา ชูดวง และอีกหนึ่ง ไฮไลท์ในวันเปิดคือ การนำศิลปวัฒนธรรมของเครื่องดนตรีอย่างเปียโนของชาวตะวันตก กับโกโตะ เครื่องสายจากญี่ปุ่น มาผสมผสานเรียบเรียงใหม่กับการร่ายรำโนราระดับปรมาจารย์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนใต้อีกด้วย

งานเทศกาลดังกล่าว นอกจากจะจัดงานในโครงการบลูทรีแล้ว The Living Art ยังได้เล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนอื่นๆในภูเก็ต เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีงามและให้เกิดความเพลิดเพลินทั่วเมืองภูเก็ต โดยร่วมกับ Sound Galleryในเมืองเก่า จัดแสดงดนตรีโดยนักเรียนโรงเรียนดนตรียามาฮ่าร่วมเล่นประสานเสียงกับเปียนโนโดย ปีเตอร์ เบลค ชาวนิวซีแลนด์  และโซ่โล่เดี่ยวโกโตะโดยโนริโกะ ซึโบย ชาวญี่ปุ่น  และชมโชว์สุดตระการตากับ LGBTQ โดย Aomadiva Drag Race ที่ผับชื่อดังของเมืองภูเก็ต Tantitium นอกจากนี้ยังมีร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑ จะมีการฉายหนังและพบปะพูดคุยกับอุทิศ เหมมูล นักเขียนรางวัลซีไรท์ปี 2552, องอาจ ชัยชาญชีพ นักวาดการ์ตูน นักเขียนนิยายและเรื่องสั้น, อรรถ บุนนาค นักเขียนลูกครึ่งญี่ปุ่นไทย รวมทั้งเวิร์คช็อปการวาดภาพจากศิลปิน รุ่นใหญ่ ดินหิน รักพงษ์อโศก ณ Project Artisan Layan และปิดท้ายด้วยบ้านอาจ้อ ที่เป็นทั้งมิวเซียมและที่พัก ซึ่งเป็นบ้านหลังงามสีขาว สไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่มีเรื่องราวน่าสนใจแอบซ่อนไว้ให้ทุกคนค้นหา โดยขอเชิญมาร่วมแต่งกายย้อนยุคไปในปี 1930 ถ่ายรูปประชันอวดโฉมงามแล้วโพสต์และแชร์กันให้สนุกสนานทางโซเชี่ยลมีเดีย พร้อมจิบชากับขนมพื้นเมืองของภูเก็ตที่ใครหลายคนหลงใหลและอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง อีกทั้งสอนเวิร์คช็อปการสเก็ตภาพโดยชมรมภูเก็ต สเก็ตเชอร์ อีกด้วย

สำหรับโครงการบลูทรี ภูเก็ต เป็นศูนย์รวมของความบันเทิง และการพักผ่อนครบวงจรของทุกครอบครัว บนพื้นที่กว่า 140ไร่ สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความตั้งใจในการสืบสานการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตให้เกิดความยั่งยืน และมอบความสุขให้กับผู้มาเยือนได้สนุกไปกับกิจกรรมมากมาย โดยเฉพาะ “บลูทรี ลากูน” สวนน้ำ และทะเลจําลองขนาดใหญ่กว่า 17,000 ตารางเมตร ที่ใช้เทคโนโลยีระดับโลกจากประเทศชิลี ทำให้น้ำสะท้อนเป็นสีฟ้าสดใสที่มาพร้อมความสะอาดปลอดภัย และรายล้อมไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสไลเดอร์ ซูเปอร์ฟลาย (Super Fly) หน้าผาจำลอง ซิปไลน์ โซนเล่นน้ำสำหรับครอบครัวธีม Tarzan & Jane และนินจา วอริเออร์ (Ninja Warrior)

มาร่วมเสพงานศิลป์กันอย่างมีความสุขกับงานใหญ่แห่งปีของภูเก็ต “The Living Art Festival 2020 & Blue Tree Reopening” ระหว่างวันที่ 17-19 ธันวาคม 2563 ณ โครงการบลูทรี ภูเก็ต

Live the COSI Life อิสระของการพักผ่อน @โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/639747

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 10:45 น.Live the COSI Life อิสระของการพักผ่อน @โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช เช็กอินโรงแรมน้องใหม่ในเครือเซ็นทารา “โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช” Live the COSI Life สนุกกับชีวิตที่ใช่ ชิลได้ทุกที่ COSI ได้ทุกเวลา กับราคาเบาๆ เอาใจนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

เพิ่มตัวเลือกและสีสันให้วันพักผ่อนมากขึ้นอีกแล้ว สำหรับ “เซ็นทารา” เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ที่ครั้งนี้เดินหน้าบุก จ.กระบี่ เปิดตัว “โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช” โรงแรมน้องใหม่ล่าสุดในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นโรงแรมสุดทันสมัย รองรับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวผู้รักความเป็นอิสระ เดินตามรอยแบรนด์โคซี่สองแห่งที่ได้เปิดให้บริการและประสบความสำเร็จไปก่อนหน้าในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนรู้จักกันดีอย่างที่สมุย และพัทยา

อิสระและสีสันของวันพักผ่อน

โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช มาในคอนเซ็ปต์ Freedom มีนกเหยี่ยวสีแดงเป็นพรีเซ็นเตอร์ สื่อความเป็นอิสระ และการมีความสุขสนุกในแบบของตัวเอง ออกแบบและสร้างสรรค์โดย รักกิจ ควรหาเวช ศิลปินแนวสตรีทอาร์ตชื่อดัง บรรยากาศด้านในให้อารมณ์แบบหน้าผาจำลอง สอดรับกับกิจกรรมปีนเขา ซึ่งเป็นกิจกรรมขึ้นชื่อของจังหวัดกระบี่ ที่นักเดินทางต่างยกให้เป็นหนึ่งในดวงใจ

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

เที่ยวสนุก พักผ่อนสบาย คือไลฟ์สไตล์ที่นักเดินทางในยุคดิจิทัลมองหา โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช พร้อมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ให้เที่ยวสนุกได้ไม่มีสะดุด ฟังก์ชั่นครบทุกความต้องการ บริการสุดประทับใจในแบบเป็นกันเอง ต้อนรับด้วยเคาน์เตอร์เช็กอินที่ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในร้านคาเฟ่ สบายๆ กับ คาเฟ่ 247 ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชม. เรียกว่าจะกินตอนไหน จะมานั่งทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องอยู่ในกรอบเป๊ะๆ

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับโรงแรมโคซี่ นั่นคือ เดอะ ฮับ ที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญหนึ่งของโรงแรม ด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่จัดให้แขกผู้เข้าพักทุกคนสามารถนั่งเล่น ชมภาพยนต์ เล่นเกมส์ หรือใช้เป็นพื้นที่โคเวิร์คกิ้งสเปซเพื่อนั่งทำงานชิลๆ เมื่อไหร่ก็ได้ตามความสะดวกเพราะเปิดให้บริการตลอดทั้งวัน

นอกจาก เดอะ ฮับ ที่จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว โรงแรมโคซี่ยังมีส่วนของ Cosi Fit ฟิตเนส เซ็นเตอร์ และ Laundromat ห้องซักผ้าที่จะเปิดให้ลูกค้าเข้าไปใช้บริการได้ทุกเมื่อ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากที่สุด

และหากไม่อยากออกไปท่องเที่ยวผจญภัยนอกโรงแรม ก็สามารถเลือกที่จะใช้เวลาพักผ่อนที่ สระน้ำ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมได้อย่างสบายใจ พร้อมเพลิดเพลินกับเสียงเพลงจากลำโพงใต้น้ำ หรือนั่งรับลมชิลๆ ชมวิวเทือกเขาอันสวยงาม

ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก

โรงแรมสุดสมาร์ทแห่งนี้พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทางยุคใหม่ผู้ต้องการใช้ชีวิตดิจิทัลที่เชื่อมต่ออย่างไม่สะดุด มีห้องพักทั้งสิ้น 142 ห้อง ภายในห้องพักก็ได้รับแรงบันดาลใจในการตกแต่งบริเวณหัวเตียง จากภาพของเรือหางยาวที่โลดแล่นในท้องทะเลภาคใต้อันงดงามของประเทศไทย รองรับทุกคนด้วยอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ฝักบัวอาบน้ำแรงดันสูง ฟรีสัญญาณไวไฟ สมาร์ททีวี พอร์ทยูเอสบีข้างเตียง ตู้เซฟนิรภัย และตู้เย็นสไตล์เรโทร

โดยห้องพักจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ห้องพักประเภทเตียงเดี่ยว ห้องพักประเภทเตียงคู่ และห้องพักประเภทโคซี่ พลัส ที่เพิ่มความพิเศษนอกเหนือจากเตียงขนาดคิงไซส์เป็นเตียงสองชั้นภายในห้อง เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวทันสมัยที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักใหม่ๆ สไตล์โคซี่

“จังหวัดกระบี่นั้นเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งของประเทศไทยที่มีความสวยสดงดงาม การเปิดให้บริการโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช ในครั้งนี้ เราต้องการให้โรงแรมนี้เป็นที่พักที่มีความทันสมัย เหมาะสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ผู้รักอิสระเพื่อออกไปเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ที่น่าสนใจต่างๆ ของภาคใต้ โดยหลังจากที่ทีมงานได้เตรียมความพร้อมกันมานานหลายเดือน เราทุกคนก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่ได้เปิดให้บริการโรงแรมและต้อนรับแขกผู้เข้าพักทุกคน” รุจจิเรศ อนัญพงศ์ ผู้จัดการโรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช กล่าว

สำหรับแขกผู้เข้าพักที่อยากออกไปเที่ยวยังสถานที่อื่นๆ ใกล้โรงแรมก็สามารถเดินไปได้อย่างง่ายดาย เพราะตัวโรงแรมตั้งอยู่ไม่ไกลจากอ่าวนาง แหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืน และร้านอาหารที่มีให้เลือกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่รักในกิจกรรมผาดโผนหรือการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ก็สามารถเลือกไปเยี่ยมชมถ้ำสำคัญอย่างถ้ำลอด (อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี) ไปปีนหน้าผาที่ไร่เลย์ หรือออกไปสำรวจเกาะแก่งอันสวยงามต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในจังหวัดกระบี่ได้

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในครั้งนี้ โคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช ยังมอบข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้า ผ่านแคมเปญ Even Stronger Together กับราคาห้องพักเริ่มต้นเพียง 720 บาท รวมเครดิตสำหรับแลกอาหารและเครื่องดื่มภายในโรงแรมมูลค่า 100 บาทต่อคนต่อการเข้าพัก คูปองส่วนลดแทนเงินสดจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลมูลค่า 700 บาท และยังสามารถเช็คอินได้ก่อนเวลา ตั้งแต่ 09.00 น.เป็นต้นไป รวมทั้งเช็คเอ้าท์ล่วงเวลาได้จนถึง 21.00 น. สำหรับการเข้าพักในวันอาทิตย์ – พฤหัสบดี (ขึ้นกับจำนวนห้องพักในที่ว่างขณะนั้น)

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/th/even-stronger-together/

อรรถรสแห่งแดนมังกร มื้อพิเศษจากการรวมตัวของ 3 สุดยอดเชฟจีนจากห้องอาหารชื่อดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/639697

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 13:04 น.อรรถรสแห่งแดนมังกร มื้อพิเศษจากการรวมตัวของ 3 สุดยอดเชฟจีนจากห้องอาหารชื่อดังสัมผัส “อรรถรสแห่งแดนมังกร” มื้อพิเศษจากการโคจรมารวมกันของ 3 สุดยอดเชฟจีน โดย 3 โรงแรมดังในเครือแมริออท โอกาสดีแบบนี้เพียง 3 วันเท่านั้น

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

โอกาสพิเศษครั้งนี้คออาหารจีนพลาดไม่ได้ เมื่อ 3 หัวหน้าพ่อครัวชาวจีนมากประสบการณ์ จาก 3 โรงแรมดังในเครือแมริออทรวมตัวกันรังสรรค์ สุดยอดเมนู  “อรรถรสแห่งแดนมังกร” อาหารจีนเลิศรสในเซตเมนูอาหารจีน 6 คอร์ส หรือเลือกลองในแบบอะลาคาร์ตได้ ณ โรงแรมในเครือแมริออท 3 แห่งกลางกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เสิร์ฟเฉพาะมื้อค่ำระหว่างวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2563 นี้

สำหรับในโอกาสพิเศษครั้งนี้ เชฟนำเสนอเซตเมนูอาหารจีน 6 คอร์ส คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงด้วยประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาของทั้ง 3 หัวหน้าพ่อครัว เพื่อให้แขกคนพิเศษได้ลิ้มรสอันน่าประทับใจ ในราคาท่านละ 2,888++ บาท หรือจะเลือกลิ้มรสแบบอะลาคาร์ตได้เช่นกัน

เมนูหอยเป๋าฮื้อในซอสสีทอง และบัวลอยงา โดย เชฟ : บรูซ ฮุย โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์

เมนูกระเพาะปลาสดตุ๋นในน้ำซุปกวางตุ้ง โดย เชฟ : เชง กัม ซิง โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล

เมนูกุ้งลายเสือสมุทรสาครผัดซอสปักกิ่ง โดย เชฟ : เชง กัม ซิง โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล

เมนูปลาเก๋าแดงนึ่งไข่ขาวและเหล้าจีน โดย เชฟ : ออสการ์ ปัน โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

เมนูปูทะเลจันทบุรี และทรัฟเฟิลดำ อบข้าวใบบัว โดย : เชฟ บรูซ ฮุย โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์

เมนูพุดดิ้งมะม่วงปลามงคล โดย : เชฟ ออสการ์ ปัน โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

3 สุดยอดเชฟจีนที่จะมารังสรรค์มื้ออาหารพิเศษนี้ ได้แก่

เชฟ บรูซ ฮุย หัวหน้าพ่อครัวชาวจีน ห้องอาหารจีน เย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ โดดเด่นด้านอาหารจีนกวางตุ้ง เชฟบรูซชอบที่จะเลือกสรรค์วัตถุดิบชั้นเลิศ 1 ชนิดต่อ 1 เมนู และเลือกที่จะปรุงและจัดแต่งอย่างปราณีตเพื่อชูรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบ พร้อมทั้งสอดแทรกรางเหง้าของวัฒนธรรมจีนลงในเมนูแต่ละจาน

เชฟ ออสการ์ ปัน หัวหน้าพ่อครัวชาวฮ่องกง ห้องอาหาร พาโกด้า ไชนีส เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กับประสบการณ์กว่า 20 ปีในครัวห้องอาหารและโรงแรมชั้นนำ รวมไปถึงประสบการณ์ในร้านอาหารมิชลินสตาร์ ถึง 2 แห่ง จากปักกิ่งและสิงค์โปร์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมนูของเชฟปันจะเป็นที่ถูกปากของใครหลายๆคน

เชฟ เชง กัม ซิง หรือเชฟกั๊ม แห่งห้องอาหารจีนซิลค์ โรด โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ทำให้ซิลค์ โรด ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมายตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านจนถึงทุกวันนี้ เชฟกั๊ม ซึ่งเป็นชาวฮ่องกง เชี่ยวชาญเรื่องอาหารกวางตุ้งชั้นสูง ด้วยกลวิธีการปรุงอาหารอันหลากหลาย แต่ยังคงไว้ซึ่งความสดใหม่และรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบหลัก ทุกเมนูของเชฟกั๊ม จึงมีรสชาติและรูปลักษณ์อันโดดเด่น 

“อรรถรสแห่งแดนมังกร” ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งอาหารจีนและซึมซับความประทับใจ กับอาหารจากสุดยอด 3 เชฟจีน ของโรงแรมในเครือแมริออท 3 แห่งในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้ แมริออท บอนวอย และสมาชิกคลับแมริออทรับสิทธิพิเศษมากมาย ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง หรือสามารถติดต่อได้ตามรายละเอียดดังนี้

วันที่ 15 ธันวาคม  2563 ห้องอาหารจีน เย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์

โทร +662 088 5666

อีเมล Wimolthip.L@marriotthotels.com

เว็บไซต์ www.yaobangkok.com

วันที่ 16 ธันวาคม  2563 ห้องอาหาร พาโกด้า ไชนีส เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค 

โทร +662 059 5999

อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com

วันที่ 17 ธันวาคม  2563 ห้องอาหารจีน ซิลค์ โรด โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล

โทร +662 650 8700

อีเมล gec.theathenee@luxurycollection.com

ไปตลาดให้ปลอดภัย รู้จุดเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641637

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 09:20 น.ไปตลาดให้ปลอดภัย รู้จุดเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงตลาดไปได้!! แต่ไปให้ปลอดภัย ต้องมีสติในการดูแลป้องกันตนเอง ระมัดระวังอยู่เสมอเมื่อต้องสัมผัสกับจุดเสี่ยงเหล่านี้

สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) บอกต่อข้อมูล ตลาดไปได้!! แต่ไปให้ปลอดภัย ต้องมีสติในการดูแลป้องกันตนเอง ระมัดระวังอยู่เสมอเมื่อต้องสัมผัสกับจุดเสี่ยงเหล่านี้…ที่สำคัญต้องอย่าลืม! เช็คข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ว่าตรงไหนเป็นจุดเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงบ้าง และปลอดภัยไม่พลาด : สวมหน้ากาก – ล้างมือ – เว้นระยะห่าง

ธนบัตรและเศษเหรียญเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค การโอนเงินผ่านโทรศัพท์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ

ล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัส รวมทั้งนำเนื้อสัตว์ที่ซื้อกลับมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปจัดเก็บหรือทำอาหาร รวมทั้งปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน

ล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัส รวมทั้งนำผักและผลไม้ที่ซื้อกลับมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปจัดเก็บหรือทำอาหาร รวมทั้งปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน

เพราะบางครั้งเราก็แกะถุงพลาสติก และใช้มือหยิบอาหารเข้าปากทันที ทำให้เสี่ยงรับเชื้อโรคที่ปะปนอยู่บนถุงเข้าสู่ร่างกาย ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสถุงหูหิ้ว

ตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทางไป สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง และ กลับถึงบ้าน ควรล้างมือให้สะอาดทันทีทุกครั้ง

ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ สวมหน้ากาก และ เว้นระยะห่างทางสังคม ช่วยลดโอกาสรับและส่งต่อเชื้อโรคไปสู่คนรอบข้างได้

ที่มา https://www.facebook.com/socialmarketingth/posts/2703337959916545

“เนื้อแดง-เนื้อแปรรูป” ไม่ว่าเมนูไหน ก็เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641563

วันที่ 30 ธ.ค. 2563 เวลา 11:38 น.“เนื้อแดง-เนื้อแปรรูป” ไม่ว่าเมนูไหน ก็เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดได้ลด “ไนโตรซามีน” สารก่อมะเร็ง ตัวการมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มักอยู่ในเมนูปิ้งย่างและชาบู อาหารยอดฮิตติดลมบน

ใครจะรู้ว่าอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน จะแฝงไปด้วยปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปที่ผ่านการหมัก รมควัน หรือกระบวนการต่างๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหาร เช่น เบคอน ไส้กรอก แหนม ลูกชิ้น หมูยอ และกุนเชียง เป็นต้น โดยอาหารเหล่านี้มีสารเคมี ไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อมีการสะสมในร่างกายจะทำปฏิกิริยากับปัจจัยอื่นในร่างกาย เช่น การอักเสบของระบบทางเดินอาหาร หรือสารอื่นที่ร่างกายได้รับผ่านทางอาหาร ส่งผลให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

ในปัจจุบันร้านอาหารแนวบุฟเฟ่ต์กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะแนวปิ้งย่างและชาบู แต่รู้หรือไม่ การรับประทานเนื้อแดงไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อแพะ ที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง หรือถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงแบบต้ม ก็มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เนื่องจากการนำเนื้อแดงไปประกอบอาหารในความร้อนสูง จะทำให้เกิดสารสารโพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAH) และสารเฮเทอโรไซคลิกอโรมาติกเอมีน (HAA) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

เป็นที่น่าสนใจว่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น เพิ่มขึ้นตามปริมาณเนื้อแดงที่รับประทาน โดยพบว่าการรับประทานเนื้อแดงปริมาณ 100 กรัมต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น 17% และการรับประทานเนื้อแปรรูปปริมาณ 50 กรัมต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากถึง 18 %

เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าอาหารปิ้งย่างจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้เพียงอย่างเดียว แต่การรับประทานเนื้อแดง หรือเนื้อแปรรูป ในวิธีประกอบอาหารอื่นๆ ก็สามารถเป็นปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำว่า การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 50-100 กรัมต่อวัน พยายามรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น ไข่ เต้าหู้ และถั่ว ทดแทนเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป และให้เพิ่มการรับประทานผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เป็นพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนกันค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตประจำวันที่เคยชิน เพราะฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยง หรือคนที่มาอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับการตรวจส่องกล้องทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อหาความผิดปกติในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในปัจจุบัน สามารถตรวจพบติ่งเนื้อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าติ่งเนื้อนั้นจะมีขนาดเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว และเมื่อมีการตรวจพบติ่งเนื้อจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์สามารถทำการตัดติ่งเนื้อออกได้ทันทีอย่างปลอดภัยด้วยเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ทั้งนี้ ในผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไปแล้วในระยะต้นบางคน ยังสามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องในการรักษาได้ ซึ่งจะไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัดใหญ่ และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อย ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการผ่าตัดส่องกล้องรักษานี้ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

การผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีที่คนไทยต้องรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641467

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:40 น.การผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีที่คนไทยต้องรู้แพทย์ไทยใช้เทคโนโลยีพัฒนาการเรียนการสอนการผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางผ่าตัดข้อสะโพกของเอเชีย

ภาวะข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากผิวข้อสะโพกสึกหรอตามวัย กระดูกบริเวณข้อสะโพก และรอบข้างบางลง หรือเกิดจากการทรุดตัวของหัวสะโพก ทำให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวได้น้อยลงคนไข้อาจมีอาการ เจ็บข้อสะโพก ปวดบริเวณขาหนีบ หากหัวสะโพกยุบตัว อาจทำให้ขายาวไม่เท่ากัน เดินลำบาก จากสถิติในปี 2559 ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีโอกาสป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมถึง 37.4% และจะมีโอกาสพบมากขึ้นเนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

ขณะเดียวกันเราจะพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยเพิ่มขึ้นอีกด้วย วัยกลางคนมีภาวะของกระดูกสะโพกตายมากขึ้น มีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน, การสูบบุหรี่ และการได้รับยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง โรค SLE ข้ออักเสบรูมาตอยด์ รักษาด้วยการทานยาลดการอักเสบ แก้ปวด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก ทำกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดข้อติดแข็ง แต่ถ้าหากทำการรักษาแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีการผิดรูปของข้อสะโพก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมศัลยแพทย์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิม เป็นการผ่าตัดเปิดแผลเข้าทางด้านหลัง (Posterior approach) หรือเข้าทางด้านข้าง (Lateral approach) ที่ต้องทำการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพกออก ทำให้ฟื้นตัวช้าหลังผ่าตัด และเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อสะโพกเทียมหลุดหลังผ่าตัดเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกตัดออกไป ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่การผ่าตัดสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct Anterior Approach หรือ DAA) แพทย์จะผ่าตัดเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (direct anterior approach) เข้าระหว่างกล้ามเนื้อ Tensor fascia lata และ Sartorius โดยผู้ป่วยจะนอนหงายขณะผ่าตัด ช่วยให้ใส่ข้อสะโพกเทียมได้ตรงจุดและประเมินความยาวของขาได้แม่นยำขึ้น แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้า (Anterior) ขนาดแผลผ่าตัดเล็กลงจากเดิม และสูญเสียเลือดน้อยกว่า คนไข้ฟื้นตัวเร็วกว่าปกติ ลดอาการเจ็บหลังผ่าตัด สามารถเดินได้โดยไม่มีการกระเผลกเอียงของลำตัว (Limping) คนไข้สามารถเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด และกลับบ้านได้ภายใน 1-3 วัน ใช้เวลาพักพื้น 5-7วัน และใช้เวลา 4 สัปดาห์ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปรกติ

ผศ.ดร.นพ.สักกาเดช ลิ้มมหาคุณ หรือหมอปั๋ง ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ กระดูกและข้อ กล่าวว่า “การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เป็นการผ่าตัดรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ส่วนในเมืองไทยเพิ่งได้รับความนิยมได้เพียง 5 ปี จึงไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร ทำให้ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผ่าตัดวิธีนี้ในโรงเรียนแพทย์ ปัจจุบันมีแพทย์ที่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้มีจำนวนน้อย ในขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละ 25,000 ราย แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนาการเรียนการสอนแต่ยังมีข้อจำกัดสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ๆในการจะมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ในเคสผ่าตัดจริง เนื่องด้วยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก ทำให้ในแต่ละครั้งมีแค่หมอผ่าตัดและผู้ช่วยเบอร์ 1 เท่านั้นที่จะสามารถเห็นการผ่าตัดได้ และกว่าที่แพทย์จะมั่นใจในเทคนิคการผ่าตัดดังกล่าวต้องผ่านเคสมากกว่า 100 ราย ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรและใช้เวลานานเกินไป”

หมอปั๋ง จบปริญญาเอกด้านข้อสะโพกเทียมที่ประเทศออสเตรเลีย และศึกษาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมที่ Massachusetts General Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการเรียนการผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในรูปแบบออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีเวอร์ชวล เรียลลิตี้ หรือ VR จัดเวิร์กช้อปกับแพทย์ฝึกอบรมมามากกว่า 2 ปี กล่าวถึงแรงบันดาลใจในครั้งนี้ว่า “ขณะเรียนอยู่ผมประทับใจในผลการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทางด้านหน้าโดยไม่ตัดกล้ามเนื้อมาก มันไม่ปวดเหมือนการผ่าตัดวิธีเดิมๆ และสามารถช่วยให้คนไข้กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” เมื่อกลับมาที่เมืองไทยจึงพยายามผลักดันวิทยาการนี้ ได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยพัฒนาการสอนเพื่อเผยแพร่วิทยากรให้ได้รวดเร็วและมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผู้เรียนสามารถเข้าร่วมเรียนได้โดยไม่ว่าจะมาจากสถาบันไหน หมดปัญหาการเข้าถึง ซึ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเราก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปรกติ

การสอนผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในรูปแบบออนไลน์ จะช่วยยกระดับ การเพิ่มประสบการณ์ในการเรียนรู้ ให้กับแพทย์ผ่าตัด ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎี และเทคนิคการผ่าตัดแบบแอนิเมชั่น และทำเวิร์กช้อป หลังเรียนจบจะมีการทดสอบประเมินผล และมอบประกาศนียบัตรเพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต”

หมอปั๋งกล่าวเสริมว่า “ความท้าทายของการผ่าข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อเป็นเหมือนเรื่องไก่กับไข่ ประชาชนยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกการรักษา ส่งผลให้ความนิยมการเลือกเรียนของแพทย์ไม่เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่เทคโนโลยีการรักษาไปไกลและพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

ปัจจุบันหมอปั๋งยังคงเดินหน้าผลักดันการเรียนการสอนออนไลน์และเวิร์กช้อปให้กับนักเรียนแพทย์เพื่อช่วยให้คนไข้มีทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม และหวังว่าจะมีศัลยแพทย์เฉพาะทางเก่งๆ มากขึ้นเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลางเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกของเอเชีย

5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641465

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:10 น.5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่เซเลบริตี้ ฟิตเนส ชวนฟิตกล้ามเนื้อ 5 ท่าปั้นเรียวขาและบั้นท้ายสวยรับปีใหม่

ทิ้งท้ายก่อนสิ้นปีด้วยการบอกลาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย ลด ละ เลิก นิสัยกินจุบจิบ และหันมาฟิตหุ่นให้กระชับเป๊ะปัง ด้วยท่าออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ปั้นเรียวขาและบั้นท้ายคุณให้สวยก่อนปีใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสวมใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งไปกับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ในฟิตเนส

สำหรับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ เซเลบริตี้ ฟิตเนส คัดเลือกมาให้คุณได้ลองทำเพื่อฟิตหุ่นให้กระชับรับปีใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นท่าที่ช่วยให้คุณฟิตหุ่นได้ทุกนาทีแบบเน้นๆ โดนๆ พร้อมการสร้างกล้ามเนื้อแบบตรงจุด ที่สำคัญไม่ต้องกังวลว่าท่ายากจะเยอะ เพราะเราคัดเลือกท่าที่เหมาะสมกับผู้ออกกำลังกายในทุกๆ เลเวล

เริ่มต้นด้วยท่าที่ 1 Barbell Squat: เน้นกระชับต้นขาและสะโพก กับท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้กระชับ โดยเฉพาะต้นขาด้านหน้า รวมไปถึงต้นขาด้านหลังและกล้ามเนื้อช่วงสะโพกให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการยกบาร์เบลไว้ด้านหลัง พร้อมกับหย่อนสะโพกลงทำท่า Squat ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการลงนั่งเก้าอี้ แล้วยืดตัวกลับขึ้นมา ทางเลือกสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจใช้เพียงน้ำหนักตัวของเราก่อนได้ โดยไม่ต้องใช้บาร์เบล 

ท่าที่ 2 Barbell Deadlift: เน้นสำหรับสะโพกและต้นขาด้านหลัง ท่านี้เวลาก้มและยกบาร์เบล ต้องออกแรงจากสะโพกและดันขึ้น ไล่บาร์เบลจากระดับเหนือหัวเข่าขึ้นไปตามหน้าขา จะฟีลที่กล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาด้านหลังเต็มๆ แถมกล้ามเนื้อช่วงต้นแขนยังได้ออกแรงไปในตัวอีกด้วย ใครอยากปั้นก้นให้กลมเด้งรับรองเห็นผล มีทริกเล็กน้อยคือยืนโดยให้เท้ามีระยะห่างกว้างเท่าช่วงสะโพก และงอเข่าได้เล็กน้อย

ท่าที่ 3 Cable Kick Back: ท่านี้เป็นการออกแรงไปพร้อมกับการเกร็งหน้าท้องและก้น ด้วยการใช้อุปกรณ์ Cable Crossover Machine โดยดึงสายเคเบิ้ลมาล็อคกับข้อเท้า งอเข่าเล็กน้อยและเตะขาไปด้านหลัง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายท่านี้แนะนำให้เลือกน้ำหนักพอประมาณที่รู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้ และอย่าลืมเกร็งกล้ามเนื้อท้องและก้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น

ท่าที่ 4 Dumbbell Sumo Squat: ท่านี้บริหารก้นและต้นขาด้านในโดยใช้ดัมเบล 1 ลูกมาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย โดยถือดัมเบลพร้อมกางขาให้กว้างกว่าช่วงสะโพก และให้ปลายเท้าชี้ไปด้านข้างประมาณ 45 องศา หลังจากนั้นหย่อนก้นลงเหมือนท่า Squat โดยมีทริกง่ายๆ คือ ช่วงย่อตัวลงอย่าลืมเกร็งก้น เพื่อให้กล้ามเนื้อก้นทำงานมากขึ้น บั้นท้ายจะได้กระชับ

ปิดท้ายกับท่าที่ 5 Abduction/Adduction: สำหรับเน้นสะโพกด้านข้าง (Abduction) และต้นขาด้านใน (Adduction) ที่จะช่วยให้สะโพกกระชับ ขาไม่เบียดกัน และกล้ามเนื้อขามีความสมดุลมากขึ้น

· ท่า Abduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้แคบเข้ามาและวางขาไว้ด้านใน จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงขาดันที่วางขาให้เปิดออก

· ท่า Adduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้กว้างออกและวางขาไว้ด้านนอก จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงหุบขาดันที่วางขาเข้ามา

จะสังเกตได้ว่าท่าออกกำลังกายทั้ง 5 ท่า จะเน้นไปที่กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายในแต่ละท่า แนะนำว่าควรทำอย่างน้อย 15-20 ครั้งต่อเซ็ต รวม 3-4 เซ็ต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ที่สำคัญควรทำในคลับฟิตเนส และมีผู้เชี่ยวชาญหรือเทรนเนอร์ คอยให้คำแนะนำ

‘อะโครเมกาลี’ โรคหายากที่สิทธิบัตรทองใช้รักษาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641380

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 09:36 น.'อะโครเมกาลี' โรคหายากที่สิทธิบัตรทองใช้รักษาได้รู้จักกับโรคหายาก ‘อะโครเมกาลี’ โรคที่สามารถใช้สิทธิรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แล้ว

หากเอ่ยถึงโรคไจแกนติสซึม (Gigantism) และอะโครเมกาลี (Acromegaly) เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จัก โรค “ไจแกนติสซึมและอะโครเมกาลี” จัดเป็นหนึ่งในโรคหายาก (Rare Disease) เนื่องจากมีความชุกของโรคต่ำมากในกลุ่มประชากร เนื่องจากการมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมากทำให้การพัฒนายาเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัย บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหายากนี้เกิดขึ้นช้ากว่าการพัฒนายาสำหรับโรคที่มีความชุกสูงๆ ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคหายากนี้จึงจัดเป็น “ยากำพร้า” ซึ่งมักจะมีราคาสูงหรือยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ พรพัฒน์กุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลระบุว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีความชุกของโรคอะโครเมกาลีประมาณ 50 ราย ต่อประชากร 1 ล้านคน ถือว่าเป็นหนึ่งในโรคหายาก สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีข้อมูลศึกษาที่ชัดเจนแต่มีการคาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลีจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ

โรคไจแกนติสซึม

และอะโครเมกาลีเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth hormone) ในเลือดสูงกว่าปกติ ฮอร์โมนเจริญเติบโตนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกาย หากพบฮอร์โมนนี้สูงเกินกว่าปกติในวัยเด็กจะทำให้ร่างกายมีการสูงใหญ่กว่าปกติจะเรียกว่าโรคไจแกนติสซึมหรือโรคยักษ์ แต่ถ้าหากมีฮอร์โมนสูงกว่าปกติหลังพ้นวัยเจริญเติบโตก็จะเกิดโรคอะโครเมกาลี ซึ่งผู้ป่วยจะมีกระดูกบางส่วนของร่างกายแผ่ขยายขนาดเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ อาทิเช่นกระดูกใบหน้า มือและเท้า ทำให้มีรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป มีสันคิ้วหนา กรามใหญ่ คางยื่น การสบฟันผิดปกติ และมีมือเท้าใหญ่ขึ้น

การที่มีระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตสูงผิดปกตินอกจากจะทำให้ร่างกายสูงใหญ่ รูปหน้าเปลี่ยนแปลง มือเท้าใหญ่ขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย อาทิเช่น ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ลิ้นโตคับปาก หัวใจโต ข้อเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำให้มีโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงตามมาได้ ผู้ป่วยที่มีโรคไจแกนติสซึมอะโครเมกาลี จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 2-3 เท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ กล่าวว่า สาเหตุของโรคนี้มักเกิดจากเนื้องอกของต่อมใต้สมองเป็นหลักส่วนอาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นอาการของโรคซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นอาการที่เกิดจากการที่เนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง โดยสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน สังเกตได้จากมือและเท้าที่ใหญ่กว่าปกติจนผู้ป่วยต้องเปลี่ยนขนาดแหวน ขนาดรองเท้า การมีใบหน้าที่

เปลี่ยนแปลงไป เช่น กรามใหญ่ คางยื่น จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา ผิวหนังหน้าหยาบขึ้น หรือร่างกายที่สูงผิดปกติเป็นต้น ขณะเดียวกันอาจจะมีหัวใจโต ความดันโลหิตสูง มีโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก เและอาการอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมองไปเบียดอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น เช่น เส้นประสาทตา เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา เส้นประสาทที่เลี้ยงความรู้สึกบริเวณใบหน้า ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมีอาการชาบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม

“โรคนี้มีอาการที่หลากหลาย ผู้ป่วยบางคนอาจจะมาด้วยอาการปวดศีรษะหรือมองเห็นผิดปกติ บางคนถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หัวใจโตเหนื่อยง่าย บางคนอาจมาเพราะเกิดจากมีคนทักรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้แพทย์จะประเมินอาการแสดงที่เข้าได้กับโรคนี้ (ซึ่งสามารถดูได้จากภาพ) และการตรวจยืนยันว่ามีฮอร์โมนเจริญเติบโตสูงเกินระดับปกติหรือไม่ ร่วมกับการตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพื่อประเมินก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง”

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรคอะโครเมกาลี ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคหายากที่สามารถใช้สิทธิรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ได้แล้วฉะนั้น หากมีอาการสงสัยและคิดว่าจะเป็นโรคนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ตามสิทธิการรักษาได้ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้นและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร มีโอกาสที่จะมีโรครุนแรงและโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มาก แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถตรวจพบได้เร็วและทำการรักษาเพื่อที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนของผู้ป่วยใกล้เคียงกับคนปกติก็จะช่วยลดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ลงได้

การรักษาจะมีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุดและการลดขนาดของก้อนเนื้องอก แนวทางการรักษาแพทย์จะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกเป็นลำดับแรกถ้าหากไม่มีข้อห้ามของการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือลุกลามมากซึ่งไม่สามารถผ่าตัดออกให้หมดได้ หรือในผู้ป่วยที่ไม่หายขาดหลังการผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการฉายแสง หรือการใช้ยาเพื่อลดและควบคุมระดับฮอร์โมน หรืออาจใช้ทั้งการฉายแสงควบคู่ไปกับการให้ยา

Covid-19 : สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640886

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 10:40 น. Covid-19 : สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทบทวนกันไว้ ปลอดภัยจาก Covid-19

เมื่อสถานการณ์โรคติดต่อกลับมาให้เราต้องเฝ้าระวังตัวกันอีกครั้ง หลายคนเลือกไม่ออกจากบ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำก็คือการเลือกสั่งของเดลิเวอรี่ ทั้งอาหารพร้อมทาน ของสด ของแห้ง วิธีการดังกล่าวก็ต้องอาศัยความมั่นใจเชื่อใจว่าอาหารที่เราได้มานั้นวางใจได้ ไม่ส่งผลเสียกับร่างกายและไม่นำเชื้อโรคใดๆ มาสู่ตัวเรา

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เน้นใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการที่จัดบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี

  1. คัดเลือกร้านอาหารได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
  2. ติดตามสถานการณ์และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์คนขนส่งอาหาร เช่น การสวมหน้ากากที่ถูกวิธี และขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง เป็นต้น ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
  3. จัดบริการหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือให้แก่คนขนส่งอาหาร
  4. จัดบริการตรวจสุขภาพให้แก่คนขนส่งอาหาร หากพบคนขนส่งอาหารมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที

กลุ่มที่ 2 ร้านอาหารให้บริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี

  1. อาหารปรุงสำเร็จต้องปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปรุงให้สุกด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการจำหน่ายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
  2. หากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
  3. จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่สำหรับล้างมือ หรือจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ
  4. จัดสถานที่ให้เพียงพอกับจำนวนคนขนส่งอาหารที่เข้ามาใช้บริการโดยจัดระยะห่าง 1 เมตร และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม
  5. จัดหาภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท แข็งแรง ปกปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนในระหว่างการขนส่ง ไม่ใช้โฟมในการบรรจุอาหาร
  6. อาหารปรุงสำเร็จ มีการติดฉลากที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ชื่อร้านอาหาร วัน/เดือน/ปี เวลาที่ผลิต ระยะเวลา และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาอาหาร เป็นต้น

กรณีจัดส่งอาหารเสี่ยง เช่น อาหารที่ใช้มือสัมผัสมาก เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบและอื่นๆ อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ นม ควรแนะนำให้ผู้บริโภคนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน ผู้ประกอบอาหาร ร้านอาหาร ผู้จำหน่ายอาหาร เพื่อนำสู่กระบวนการส่งอาหาร โดยมีทั้งร้านอาหารที่ทำการส่งแบบเดลิเวอรีอยู่แล้ว และร้านอาหารที่เพิ่งเปิดให้บริการส่งแบบ เดลิเวอรี ทางกรมอนามัยมีคำแนะนำว่า ร้านอาหารมีการจดแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุขอยู่แล้ว แต่จะมีมาตรการเพิ่มเติมขึ้นในเรื่องของสถานที่ อุปกรณ์ ผู้สัมผัสอาหาร เนื่องจากอาหารบางชนิดไม่เหมาะแก่การนำมาส่ง เดลิเวอรี เช่น อาหารที่บูดเสียง่าย อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หากมีผู้ที่ป่วยอยู่ในร้านอาหารจะต้องหยุดปฏิบัติงาน รวมไปถึงจะต้องใส่ภาชนะที่เหมาะสมในการใส่อาหาร

กลุ่มที่ 3 คนขนส่งอาหารเดลิเวอรี ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาหารตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้ออาหาร การรับอาหารจากร้านอาหาร และขนส่งอาหารไปสู่ผู้บริโภค จะต้องปฏิบัติดังนี้

  1. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ไอ จาม ปนเปื้อนอาหาร และลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการ
  2. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานขนส่งอาหาร ก่อนเข้าร้านอาหาร หลังการส่งอาหารให้ผู้บริโภค หลังเข้าส้วม หลังจับสิ่งสกปรก และจับเงิน
  3. หากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
  4. จัดหากล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะสำหรับขนส่งอาหารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ปกปิดมิดชิดในลักษณะที่ช่วยป้องกันการปนเปื้อน และใช้กล่องบุฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและน้ำยาทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคด้วย Alcohol 70% โดยสเปรย์หรือหยด Alcohol 70% ลงบนผ้าสะอาดพอหมาดๆ เช็ดไปในทิศทางเดียวกันเป็นประจำทุกวัน
  5. ตรวจสอบคุณภาพอาหารทันทีหลังได้รับจากร้านอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีสภาพดี ไม่ชำรุด การปกปิดอาหาร ฉลากอาหาร เป็นต้น
  6. การส่งอาหารต้องแยกเก็บอาหารเป็นสัดส่วน ระหว่างอาหารปรุงสำเร็จและเครื่องดื่ม และจัดส่งถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด
  7. ไม่ควรเปิดกล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะจนกว่าจะพบผู้สั่งซื้ออาหาร โดยก่อนเปิดกล่องใส่อาหารทุกครั้งควรทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ จัดส่งอาหารให้ผู้สั่งซื้อโดยตรงหรือจุดที่ผู้สั่งซื้อกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการผู้สั่งซื้อ ในการส่งอาหาร คนขนส่งอาหารควรอยู่ห่างผู้รับอาหารอย่างน้อย 1 เมตร หรือในกรณีที่ไม่ได้ส่งอาหารให้กับผู้สั่งอาหารได้โดยตรง สถานที่หรือบริเวณที่จะส่งอาหารต้องไม่ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อน เช่น ไม่ส่งอาหารบริเวณใกล้ถังขยะ เป็นต้น และภายหลังส่งอาหารและหลังการจับเงินให้ทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
  8. ถอดถุงมือผ้าในระหว่างการหยิบจับอาหาร เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่สะสมในถุงมือผ้า กรณีใส่ถุงมือผ้าในระหว่างการใช้ยานพาหนะขนส่งให้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนการสวมใส่ทุกครั้ง และเปลี่ยนถุงมือทุก 4 ชั่วโมง ทำความสะอาดถุงมือด้วยน้ำยาทำความสะอาดทุกวัน

กลุ่มที่ 4 ผู้สั่งซื้ออาหาร/ผู้บริโภค เมื่อได้รับอาหารแล้วควรปฏิบัติดังนี้

  1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ หลังการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร
  2. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย ในระหว่างการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร
  3. หลีกเลี่ยงการสั่งซื้ออาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ที่ปรุงไม่สุก อาหารที่เน่าเสียง่าย อาหารที่ปรุงด้วยนม กะทิ เป็นต้น ควรนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน
  4. ตรวจสอบคุณภาพอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย ความเหมาะสมของภาชนะบรรจุ การปกปิดอาหาร เป็นต้น