ไข้หวัดใหญ่-โควิด หากติดร่วมกันเพิ่มโอกาสตายได้ร้อยละ 29–55 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640880

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 09:40 น.ไข้หวัดใหญ่-โควิด หากติดร่วมกันเพิ่มโอกาสตายได้ร้อยละ 29–55แพทย์ไทยเตือนประชาชนให้ความสำคัญในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในช่วงการระบาดของ โควิด-19 เพราะหากติดเชื้อร่วมกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 29–55

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความวิตกกังวลต่อคนทั่วโลก รวมถึงประชาชนยังขาดการรับรู้และขาดความเข้าใจในเชิงป้องกันในโรคทั้งสองที่มีอาการที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีโรคระบาดทั้งสองโรคพร้อมกัน นอกจากความเสี่ยงที่จะติดโรคใดโรคหนึ่งแล้ว ประชาชนยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อร่วมกัน (co-infection) จากทั้งไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการรุนแรง เกิดอาการแทรกซ้อน และยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงได้จัดระดมแนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสวนาเรื่อง “ความสำคัญของการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดของโควิด-19” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ประโยชน์การดูแลรักษาป้องกันโรค รวมถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับภาคประชาชน

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย กรมควบคุมโรค ปี 2563 ท่ามกลางการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 พฤศจิกายน 2563 มีรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 119,300 ราย คิดเป็นอัตราป่วยไข้หวัดใหญ่ 179.44 ต่อประชากรแสนคน โดยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคยังคงพบในเด็กเล็กกลุ่มอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5–14 ปี ขณะที่ข้อมูลสำคัญคือ ในจำนวนดังกล่าวนี้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ทั้ง 4 ราย มีอายุระหว่าง 36–77 ปี โดยร้อยละ 75 มีประวัติโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ร้อยละ 50 มีภาวะอ้วน มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 และพบว่าร้อยละ 50 ไม่มีประวัติการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มาก่อน

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ระบาดในทุกๆ ปี และตลอดปีจะระบาดมากในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว สำหรับในปีพ.ศ. 2563 นี้ มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในช่วงนี้ จึงมีความน่ากังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะอาการของทั้งสองโรคนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีอาการที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะมีน้ำมูกไม่เยอะ และยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นจากการสัมผัสน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยเมื่อมีการไอและจามเหมือนกันอีกด้วย จากการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-80 และการติดเชื้อร่วมกันกับโควิด-19 พบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีโอกาสทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการติดเชื้อร่วมกันนั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 29-55

ล่าสุดเดือนธันวาคม 2563 ในประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่าโควิด-19 ถึง 28 เท่า พบผู้เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ ถึงร้อยละ 2 ทั่วโลก โดยในปี 2561-2562 พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่มากที่สุดในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน แต่ในปี 2563 พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดมากในช่วงมกราคม และมีแนวโน้มลดลงในเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ประชาชนหันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ใส่หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลายอาจจะทำให้คนไทยละเลยการดูแลสุขภาพ จึงแนะให้ประชาชนควรใส่ใจป้องกันตนเองและคนใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ หมั่นล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด รวมถึงควรรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมกับการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังระบาดนี้

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ มี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ โดยชนิด 4 สายพันธุ์สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 สายพันธุ์ กล่าวคือครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ทั้ง H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B ทั้งตระกูล Victoria และ Yamagata จึงเพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ดีขึ้น จึงควรได้รับการฉีดเป็นประจำทุกปี เนื่องจากวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี เป็นเชื้อต่างชนิดกันและบางสายพันธุ์คาดการณ์การระบาดได้ยาก ดังนั้นควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้มีภูมิคุ้มกันสูงตลอดเวลาและครอบคลุมสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ ให้มากที่สุดโดยฉีดปีละครั้ง ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตลอดปี โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ก่อนฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม) และก่อนฤดูหนาว (เดือนตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ถือเป็นอีกวิธีที่คุ้มค่ามากที่สุดที่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ อีกทั้งมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ทำมาจากเชื้อที่ตายแล้ว ทำให้หมดความสามารถในการก่อโรค และยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณร้อยละ 50-90 แต่ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายไม่แข็งแรง การตอบสนองต่อวัคซีนอาจลดลง อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังมีประโยชน์ในการลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน โอกาสที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตลงได้

ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของคนไทยในช่วงการระบาดโควิด-19 ว่าตอนที่อยู่ในช่วงที่มีการ lockdown พบว่าการให้วัคซีนในเวชปฏิบัติลดลงคล้ายกับในประเทศอื่น อย่างไรก็ตามภายหลังการปลด lockdown ดูเหมือนความสนใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือปอดบวมมากขึ้นและทำให้การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็มากขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งสังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ยิ่งต้องเกิดภาวะพึ่งพาด้านสาธารณสุขมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการเจ็บป่วย ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย

ปัจจุบันการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังได้รับการสนับสนุนในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยก็มีการสนับสนุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีการเจ็บป่วยรุนแรง แต่ก็ยังพบว่าอัตราการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคเรื้อรังยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจำเป็นต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจในวงกว้างถึงความสำคัญของการป้องกันโรคที่มีความรุนแรง และควรเริ่มจากคนในครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยปัจจัยพื้นฐานด้วยการรับวัคซีนเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น ในกรณีไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อทั่วไปอาการมักไม่รุนแรง แต่หากเกิดในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังควรฉีดวัคซีนแก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วยเช่นกัน

นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานครสูง หัวหน้าเขตตรวจราชการ 3 กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมีมาตรการดูแลป้องกันอย่างเข้มข้น โดยมีการเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงมีแนวทางตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา และได้จัดตั้งคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจในทุกศูนย์บริการสาธารณสุข (ARI Clinic) คัดกรองผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทั้งหมด ไม่ให้เข้าไปในตัวอาคารของสถานพยาบาล เพื่อลดการแพร่เชื้อทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ อีกทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคที่มากับฤดูฝน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน จำแนกได้ 7 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) และโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัม/ตารางเมตร) ซึ่งได้รับการจัดสรรวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อขอรับการฉีดวัคซีนผ่าน Line : @ucbkk สร้างสุข ซึ่งได้กำหนดเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา สามารถไปรับบริการได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ทั้ง 68 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กล่าวปิดท้ายว่า “องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โลกมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ (Pandemic Influenza) แต่ความน่ากังวลของการเกิดไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ก็คือ ไม่มีทางรู้ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่จะระบาดที่ประเทศไหนและจะมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน WHO ได้ติดตามและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งกำลังดำเนินงานอยู่ใน 153 สถาบันจาก 114 ประเทศ โดยทุกๆ ปี WHO จะออกคำแนะนำว่าเชื้อที่กลายพันธุ์สายพันธุ์ใดควรถูกบรรจุอยู่ในรายการวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี ในฐานะมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงขอแนะนำประชาชนทุกท่านที่มีโอกาสรับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 7 กลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีจากรัฐบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสการสูญเสียชีวิต

นอนเสริมภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640827

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 15:10 น.นอนเสริมภูมิคุ้มกันรศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ส่งต่อความรู้ “การนอนเสริมภูมิคุ้มกัน”

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ความรู้เรื่อง “นอนเสริมภูมิคุ้มกัน” ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ความว่า

โควิด-19 รอบสองในบ้านเราคาดการณ์กันไว้แล้วในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือยับยั้งหรือชะลอการระบาดลง อย่าเพิ่งตื่นตระหนก หรือโยนความผิดให้คนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างชาติ ว่ากันตามตรงเราเองคนไทยควรดูแลสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีกว่านี้ สร้างสุขอนามัยให้กับพวกเขามากกว่านี้ ลองมาดูวิธีป้องกันตนเองทั้งคนไทยทั้งแรงงานต่างชาติกันดีกว่าว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

เตือนกันเวลานี้คือป้องกันตัวโดยสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการเข้าสู่พื้นที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันมากๆ ล้างมือให้บ่อยด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ วางระยะห่างจากคนอื่นให้มากพอ อย่าใช้มือสัมผัสสิ่งแวดล้อมให้บ่อยนัก ดีที่สุดเวลานี้คือพักอยู่กับบ้าน ทำร่างกายให้มีภูมิต้านทานโรคให้มากโดยกินอาหารที่ดี ออกกำลังกายพอเหมาะ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

การนอนไม่เพียงพอนำไปสู่การมีสุขภาพเลว ภูมิต้านทานลด การนอนเพียงพอช่วยสุขภาพอย่างมาก ทั้งช่วยให้รับรสชาติอาหารได้ดีขึ้นแถมยังทำให้น้ำหนักไม่มากขึ้นอีกต่างหากนอกจากนี้ยังป้องกันโรคอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ การนอนไม่พอบ่อยครั้งเข้าจะกลายเป็นคนด้อยประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว อาจเกิดปัญหาด้านสมองได้ด้วยซ้ำ

ผู้ใหญ่ควรนอน 6-8 ชั่วโมง ส่วนเด็กนอนมากกว่าผู้ใหญ่สักหนึ่งชั่วโมง ต้องกำหนดวินัยในการนอน เข้านอนให้เป็นเวลาและตื่นให้เป็นเวลา จะทำให้ร่างกายสามารถกำหนดวงจรของการนอนได้กระทั่งเป็นปกติ การกำหนดที่ว่านี้ให้รวมถึงวันหยุดด้วย จัดทำห้องนอนให้เหมาะกับการนอน ปรับแสงให้มืดสนิทและเงียบ อย่าให้ห้องรกด้วยหนังสือ อย่าทำให้ห้องนอนมีบรรยากาศของห้องทำงานหรือห้องเรียน

ระหว่างวันต้องทำงานใช้แรงกายบ้าง ออกกำลังกายให้บ่อย จะได้หลับง่าย หลับเร็ว หลับลึก อย่าเผลอออกกำลังกายก่อนนอนสองชั่วโมง อีกเรื่องหนึ่งคือพยายามรับแสงอาทิตย์ตอนเช้า คอยเลี่ยงแดดจัดหน่อย เพื่อช่วยให้วงจรสารเมลาโทนินในสมองเป็นปกติ สมองจะได้รับรู้ว่าช่วงไหนเป็นกลางวันหรือกลางคืน ก่อนนอนสองสามชั่วโมงอย่าพยายามเจอแสงจ้าให้มากนักเพราะจะทำให้เมลาโทนินทำงานไม่ปกติ สารฮอร์โมนตัวนี้เกี่ยวข้องกับการปรับเวลากลางวันกลางคืนจึงเกี่ยวข้องกับการนอนของคนเรา

คอยระวังเรื่องการดื่มกาเฟอีนกับแอลกอฮอล์ให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เวลานอน พยายามดื่มน้ำระหว่างวันให้มาก แต่อย่าดื่มน้ำให้มากเกินไปเวลาก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นเข้าห้องน้ำตอนดึก ต้องทำใจให้สงบอย่าคิดเตลิดเปิดเปิงให้มากนัก ทำสมาธิก่อนนอนได้ก็ดี สุดท้ายเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของพวกเรา ช่วยกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ไทยเพิ่มการดูแลแรงงานต่างชาติ ใส่ใจดูแลสุขภาพของพวกเขาให้มากขึ้น ดูแลพวกเขาให้ได้ดีเท่ากับที่ดูแลพวกเรานั่นแหละ พยายามทำให้ได้อย่างนั้น

นอนกรน vs ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640160

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 06:30 น.นอนกรน vs ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอย่าคิดว่า “นอนกรน” เป็นเรื่องปกติ อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายถึงชีวิต

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คนเราควรนอนหลับให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง นอกจากการตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น สามารถปฏิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอีกด้วย แต่ในระหว่างที่เรานอนหลับนั้น อาจเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น โดยที่เจ้าตัวเองอาจจะไม่รู้ตัว เช่น การนอนกรน หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่น่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีอันตรายถึงชีวิตได้

มีข้อมูลที่น่าสนใจโดย นายแพทย์ ณัฎฐพงศ์ อื้อเศรษฐศักดิ์ อายุรแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เปิดเผยเกี่ยวกับอาการเหล่านี้มาให้ได้ลองสังเกตกัน

นอนกรน อันตรายจริงไหม?

เป็นความจริง เพราะอาการนอนกรน บ่งบอกถึงการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นเป็นช่วง ๆ ง่วงนอนในเวลากลางวัน มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุจราจรหรือจากการทำงานมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่า มีความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

เด็กนอนกรนสังเกตอย่างไร?

ในเด็กอาจมีอาการนอนกรนได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเด็กที่มีท่าทางการนอนที่ผิดปกติ เช่น ชอบนอนคว่ำ นอนตะแคง หรือเด็กที่ไม่มีสมาธิที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน หรืออาการสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder : ADD) เด็กที่หงุดหงิดง่าย และปัสสาวะราดในเวลากลางคืน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตบุตรหลานว่ามีอาการข้างต้นหรือไม่

ลดอาการกรนด้วยวิธีแปะปาก แปะคาง (ไม่ให้อ้า) ช่วยได้จริงไหม?

วิธีดังกล่าวข้างต้น ไม่สามารถช่วยแก้อาการนอนกรนได้ ในทางการแพทย์วิธีที่สามารถรักษาอาการนอนกรนได้ คือ การใช้เครื่องมือทางทันตกรรมช่วยเลื่อนขากรรไกรลงมาทางด้านหน้า เพื่อทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หรือ การใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (Continuous Positive Airway Pressure : CPAP)

ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยเป็นการนำหน้ากากครอบจมูก ขณะนอนหลับ หน้ากากจะต่อเข้ากับเครื่องที่สามารถขับลมแรงดันบวกออกมาขยายทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น

รับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนกรน?

หลีกเลี่ยงยา หรือ เครื่องดื่ม ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาลดน้ำมูกชนิดที่ทำให้ง่วง

รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน หากปล่อยไว้ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตตนเองหรือให้คนใกล้ชิดช่วยสังเกต ว่ามีภาวะนี้เกิดขึ้นกับเราหรือไม่ โดยอาการที่บ่งบอกว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ มีอาการหายใจขัด หายใจไม่สะดวก คล้ายสำลักน้ำลาย มีอาการสะดุ้งผวา หรือหายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ นอนกรน นอนกระสับกระส่ายมาก

การตรวจ Sleep Test

สำหรับผู้ที่มีภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์ โดยทางการแพทย์จะใช้เครื่องมือ Sleep Test ในการตรวจ เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีอาการนอนกรน และ ผู้ที่มีอาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้แก่ ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้า ไม่สดชื่น นอนไม่เต็มอิ่ม ทั้ง ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ง่วงนอนตอนกลางวัน เผลอหลับกลางวัน นอนหลับไม่ราบรื่น เช่น ฝันร้าย ละเมอ กระสับกระส่าย หายใจขัด หายใจไม่สะดวก ขณะนอนหลับ มีอาการสะดุ้งผวา หายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ ประสิทธิภาพในการทำงาน หรือผลการเรียนแย่ลง เพราะอาการง่วง ขาดสมาธิ

ชั่วโมงทองของ “หัวใจวาย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640156

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 08:40 น.ชั่วโมงทองของ “หัวใจวาย”อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เผยเจ็บแน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกรและแขนซ้าย เหงื่อออก หน้ามืด ใจสั่น อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจวาย รีบพบแพทย์ “โดยเร็วที่สุด” เพื่อลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย คือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันจนกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือดไปเลี้ยง สาเหตุเกิดจากการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป หรือปัจจัยอื่นที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วกว่าปกติ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง หรือการมีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจ จึงทำให้ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีอายุน้อยกว่าสถิติมากขึ้นเรื่อยๆ

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการเจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอกเหมือนมีอะไรกดทับ จนปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกร ไหล่หรือแขนซ้ายเป็นอาการนำที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยหัวใจวาย มักแสดงอาการนานต่อเนื่อง 15 – 30 นาที นั่งพักแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการนำดังกล่าว นอกจากนี้อาจมีอาการเหงื่อออก ใจสั่น ปวดจุกลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน ในบางรายอาจหายใจหอบเหนื่อย หน้ามืด หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย โดยผู้ป่วยควรต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

“การรักษาผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันในปัจจุบันมีทั้งการให้ยาละลายลิ่มเลือดและการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) สำหรับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนนั้น ผู้ป่วยจะไม่มีแผลผ่าตัด พักฟื้นในโรงพยาบาลไม่นาน ฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันหลายเส้นหรือแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ” นายแพทย์ศุภสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การรักษาภาวะหัวใจวายทุกขั้นตอนควรทำให้แล้วเสร็จภายใน 60 – 90 นาที เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของผู้ป่วยหรือการเกิดภาวะหัวใจ

ล้มเหลวในอนาคต อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุดของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น หากมีอาการที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยควรรีบบอกคนรอบข้างและมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศ ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640155

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 07:40 น.แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศ ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาทศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง ชี้จุดสังเกตอาการปวดหลังบ่อยๆ จนร้าวลงขาและชา อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท โรคที่มนุษย์ออฟฟิศควรระวัง!!

พฤติกรรมนั่งทำงานนานๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงมีโอกาสที่จะเกิดหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม แตกและปลิ้นมากกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังในระดับอื่น

นายแพทย์เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยส่วนทีอยู่บริเวณศูนย์กลาง มีลักษณะอ่อนนุ่มคล้ายเจลลี่ ,ส่วนที่อยู่โดยรอบ มีลักษณะยืดหยุ่นเป็นพังผืด และส่วนที่ยึดติดกับข้อกระดูกสันหลัง มีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและรับแรงกระแทกของกระดูกสันหลัง หากกระดูกสันหลังถูกใช้งานหนัก ใช้งานผิดท่า รับน้ำหนักมากเกินไป เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง หรือแม้แต่ความเสื่อมตามอายุ ก็อาจทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังแตกและปลิ้นออกมาจนไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ร้าวลงขาหรือเท้า รวมทั้งมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นควบคุมการขับถ่ายลำบาก

“โดยมากจะพบผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาทจากความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น แต่ในปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคนี้ในช่วงอายุที่น้อยลง เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรืออาจนั่งผิดท่าร่วมด้วย รวมถึงการยกของหนักผิดท่า นอกจากนี้การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอและการสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายเช่นกัน” นายแพทย์เอกพลกล่าว

สำหรับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท ในรายที่อาการไม่รุนแรงหรืออยู่ในระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการใช้ยาแก้ปวด กายภาพบำบัด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 4 – 6 สัปดาห์ อาจต้องใช้วิธีผ่าตัด โดยปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดด้วยกล้อง Endoscope ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 เซนติเมตร ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลสั้น ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วขึ้น

แม้ว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาทที่เกิดจากความเสื่อมตามวัยได้ แต่เราสามารถชะลอการเกิดและลดความรุนแรงของอาการได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ทั้งการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นั่ง ยืน ก้ม เงยและยกของหนักในท่าที่ถูกต้อง เปลี่ยนอิริยาบถขณะนั่งทำงานบ่อย ๆ รวมทั้งระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อกระดูกสันหลัง

ครบเครื่องเรื่องไทรอยด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/639728

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 10:17 น.ครบเครื่องเรื่องไทรอยด์โดย อ.นพ.บุญสาม รุ่งภูวภัทร และ อ.นพ.พนัส บิณศิรวานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ต่อมไทรอยด์ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยจะอยู่บริเวณกลางลำคอใต้ลูกกระเดือก ทางด้านหน้าของลำคอ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นต่อมที่อยู่ข้างขวาและข้างซ้ายและจะมีแนวเชื่อมกันตรงกลางบริเวณหน้าหลอดลม ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยในการควบคุมระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยร่างกายจะสามารถผลิตฮอร์โมนได้จากการสั่งงานจากสมอง ซึ่งสมองจะหลั่งฮอร์โมนมาควบคุมต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงร่างกายต้องมีสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ คือ สารไอโอดีน ในปริมาณที่เพียงพอจึงจะทำงานได้ปกติ

ความผิดปกติที่สามารถเกิดได้ที่ต่อมไทรอยด์แบ่งเป็น 2 อย่างหลักๆ คือ ความผิดปกติที่ฮอร์โมน และความผิดปกติที่บริเวณโครงสร้าง เช่นการเกิดเนื้องอกขึ้นในต่อมไทรอยด์ ซึ่งความผิดปกติที่ฮอร์โมนอาจพบร่วมกับการเกิดเนื้องอกขึ้นในต่อมไทรอยด์ได้ โดยความผิดปกติที่ฮอร์โมนอาจจะเกิดจากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไปหรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และการผลิตฮอร์โมนที่น้อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากตัวต่อมไทรอยด์เองหรือส่วนของสมองที่ควบคุม การรักษาในกลุ่มนี้จะมีเป้าหมายเพื่อทำให้ฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาปกติ โดยทั่วไปจะรักษาด้วยการให้ยา อาจจะมีผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการกลืนแร่ และการผ่าตัด

ส่วนความผิดปกติที่บริเวณโครงสร้างและการมีเนื้องอกขึ้นมาในต่อมไทรอยด์ ในอดีตนั้นเกิดจากประชาชนประสบปัญหาการขาดสารไอโอดีน จึงมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์โตที่นิยมเรียกโดยทั่วไปว่า “โรคคอพอก” ซึ่งในกลุ่มนี้พอได้รับยารักษา ก้อนก็จะยุบลง แต่ในปัจจุบันการขาดสารไอโอดีนพบได้น้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมาด้วยก้อนเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ที่ไม่ค่อยตอบสนองกับการได้รับยา เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์จะได้รับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ และการเจาะตรวจเซลล์บริเวณเนื้องอกไปตรวจ เมื่อได้ผล แพทย์จะประเมินจากผลตรวจ และแจ้งแนวทางการรักษา ซึ่งการรักษาเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ จะแบ่งเป็นการติดตามอาการที่ผิดปกติ ขนาดก้อน การเจาะตรวจเซลล์บริเวณเนื้องอก และการผ่าตัด

การผ่าตัดในต่อมไทรอยด์จะทำต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ คือ ก้อนที่มีขนาดโตจนมีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียงเช่น หลอดอาหารและหลอดลม ทำให้เกิดอาการกลืนลำบากหรือหายใจเหนื่อย, ก้อนที่มีลักษณะที่สงสัยว่าจะเป็นกลุ่มมะเร็ง และก้อนที่ผู้ป่วยต้องการที่จะผ่าตัดเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ความสวยงาม เป็นต้น โดยการผ่าตัดจะมีความเสี่ยงที่สำคัญ แม้โอกาสเกิดขึ้นได้น้อย คือเสียงแหบจากการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงเส้นเสียง ซึ่งอยู่บริเวณใต้ต่อต่อมไทรอยด์ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรสอบถามรายละเอียดความเสี่ยงต่าง ๆ จากการผ่าตัดกับแพทย์ที่เป็นผู้ผ่าตัดเป็นรายบุคคล

การผ่าตัดโดยทั่วไปสามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดแบบเปิด โดยผู้ป่วยจะมีแผลบริเวณตรงกลางคอประมาณ 2 ถึง 4 นิ้ว และการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีทางเข้าบริเวณอื่นทำให้ไม่เกิดแผลเป็นที่คอ ทั้งนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องสอบถามรายละเอียดเป็นรายบุคคลกับแพทย์ที่ทำการผ่าตัด

ในปัจจุบัน จะพบผู้ป่วยที่ตรวจพบเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดโต ประเภทที่ตรวจพิสูจน์แล้วว่าไม่พบลักษณะมะเร็ง ทั้งจากการตรวจอัลตราซาวด์และการเจาะตรวจเซลล์บริเวณเนื้องอก ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีทางเลือกในการรักษาทางใหม่ นอกจากการผ่าตัด คือการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง (High Intensity Focus Ultrasound: HIFU) ส่งคลื่นความร้อนผ่านบริเวณผิวหนังเข้าไปทำให้ก้อนบริเวณเนื้องอกเกิดการยุบตัว ลดขนาดของเนื้องอกลงได้ ประมาณ 20 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม อาจมีรายละเอียดอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น ผู้ป่วยจึงควรสอบถามข้อมูลอีกครั้งกับแพทย์ผู้ทำการรักษา ทั้งนี้ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 -12.00 น. ณ ชั้น 1 แกรนด์ฮอล์ โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี จะมีการจัดงานเสวนาเรื่อง “ครบเครื่องเรื่องรอบรู้เกี่ยวกับไทรอยด์” พร้อมเปิดตัวทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแนะนำบริการใหม่ของศูนย์รักษาไทรอยด์สมัยใหม่ ประกอบด้วย อ.นพ.บุญสาม รุ่งภูวภัทร และ อ.นพ.พนัส บิณศิรวานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ นพ.ชาญสิริ เสกสรรค์วิริยะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน ในด้านพัฒนาและส่งเสริมความรู้ความร่วมมือทางการแพทย์ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน พร้อมกับการตรวจคัดกรองไทรอยด์พร้อมรับของที่ระลึก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สนใจเข้าร่วมงาน ลงทะเบียนได้ที่ โทรศัพท์ 02-438-9000 หรือ กรอกข้อมูลเข้าร่วมงาน ที่ https://forms.gle/Jc3d4XnfGxigtXgz8 (รับจำนวนจำกัด) หรือหากไม่สะดวกมาร่วมงาน รับชมการถ่ายทอดสดผ่าน เฟซบุ๊กที่ www.facebook.com/SamitivejThonburiHospital

เปิดเกมรุก! อินโดลุยฉีดวัคซีนประชาชน 180 ล้านคนใน มี.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641852

วันที่ 03 ม.ค. 2564 เวลา 16:16 น.เปิดเกมรุก! อินโดลุยฉีดวัคซีนประชาชน180ล้านคนในมี.ค.เพื่อนบ้านเปิดเกมรุก อินโดนีเซียจะฉีดวัคซีน 181.5 ล้านคนภายในเดือนมีนาคม 2565

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อินโดนีเซียกำลังวางแผนที่จะเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19 ให้กับประชากรในเดือนนี้และกำลังพยายามส่งมอบวัคซีนให้กับประชาชนจำนวน 181.5 ล้านคนภายในเดือนมีนาคม 2021 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขระบุ

ซิติ นาเดีย ตาร์มิซี โฆษกหญิงผู้แถลงข่าวการฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุจกล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อในอาทิตย์ว่า ระยะแรกของการฉีดวัคซีนจะกำหนดเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 1.3 ล้านคนและเจ้าหน้าที่สาธารณะ 17.4 ล้านคนทั่วประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปี 2021

กระทรวงสาธารณสุขกำลังพยายามเริ่มการฉีดวัคซีนไม่ให้เกินสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคมหลังจากได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานควบคุมอาหารและยา

ตาร์มิซี กล่าว่าด้วยจำนวนศูนย์สุขภาพชุมชนประมาณ 13,000 แห่งและโรงพยาบาล 9,000 แห่งทั่วประเทศ รัฐบาลจะสามารถฉีดวัคซีนให้ครบตามเป้าหมายเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

อินโดนีเซียได้รับวัคซีนโควิด -19 ชุดแรกจาก บริษัท Sinovac Biotech Ltd. ของจีนเมื่อเดือนที่แล้วและหนังสือพิมพ์ Kompas รายงานว่ามีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์

PT Bio Farma ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัคซีนของรัฐกล่าวว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในภูมิภาคได้เตรียมพร้อมสำหรับการแจกจ่ายวัคซีนดังกล่าวแล้ว

“ทุกอย่างถูกเตรียมไว้แล้ว ตู้เก็บความเย็นทั้งหมดพร้อมแล้วเพื่อรับประกันคุณภาพของวัคซีนที่แจกจ่ายให้ทั้งหมด”โฆษกของ PT Bio Farma กล่าว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีประชากรทั้งสิ้น 267 ล้านคน

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

เวียดนาม-สิงคโปร์จะสกัดไวรัสได้และเศรษฐกิจจะรุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641838

วันที่ 03 ม.ค. 2564 เวลา 14:09 น.เวียดนาม-สิงคโปร์จะสกัดไวรัสได้และเศรษฐกิจจะรุ่งเพื่อนบ้านอาเซียนของไทยทั้งสองประเทศจะสามารถผงาดจากวิกฤตโควิดได้ในปีนี้

สำนักข่าว CNBC ได้สัมภาษณ์โจเซฟ อินคัลคาเทอร์รา จากบริษัทวิจัย HSBC Global Research เกี่ยวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศไหนที่จะสามารถควบคุมโควิดได้และทำการแจกจ่ายวัคซีนได้อย่างราบรื่น ซึ่งอินอัลคาเทอร์ราตอบว่า สิงคโปร์และเวียดนามน่าจะมีแนวโน้มที่ดีมากที่สุด

อินคัลคาเทอร์รากล่าวว่าทั้งสิงคโปร์และเวียดนามประสบความสำเร็จในการควบคุมโคโรนาไวรัสในปี 2020 และมีแนวโน้มที่จะรักษาสถานการณ์ไว้ได้ในปี 2021

ในส่วนของสิงคโปร์สามารถควบคุมการแพร่ระบาดก่อนหน้านี้เอาไว้ได้และในช่วงเวลาที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังเข้มงวดกวดขันเพื่อป้องกันการระบาด สิงคโปร์กำลังเดินหน้าไไปในทางตรงกันข้าม

อินคัลคาเทอร์รายังกล่าวว่าสิงคโปร์ยังมีกลยุทธ์ด้านวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และด้วยจำนวนประชากรที่ค่อนข้างน้อย แนวโน้มของสิงคโปร์จึงสดใสมากสำหรับปี 2021 ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech ในวันที่ 21 ธันวาคม 2020

อินคัลคาเทอร์รายังกล่าวชื่นชมการจัดการไวรัสของเวียดนามและกล่าวว่าการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดทำให้ประเทศเวียดนามสามารถรักษาชื่อเสียงในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่ดีมาก” สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ในเวลานี้เวียดนามนี้ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตทางเลือกสำหรับบริษัทที่ต้องการย้ายออกจากจีน และอินคัลคาเทอร์ราบอกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าเวียดนามในปีนี้ยังคงอยู่ในระดับที่ดี สะท้อนถึงความยืนหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตของเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม อินคัลคาเทอร์ราคาดว่าโดยรวมแล้วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รับประโยชน์จากวัคซีนในอนาคตอันใกล้เนื่องจากปัญหาด้านลอจิสติกส์เพื่อจัดส่งไปถึงพื้นที่ชนบทของภูมิภาค และในปี 2021 นไม่น่าจะมีประชากรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับวัคซีนในวงกว้าง

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

ศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดชี้เอเลี่ยนมาเยือนโลกแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641829

วันที่ 03 ม.ค. 2564 เวลา 12:14 น.ศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดชี้เอเลี่ยนมาเยือนโลกแล้วเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อวัตถุปริศนาเคลื่อนตัวเข้ามาในระบบสุริยะและสร้างความงุนงงให้กับมนุษยชาติ

เอไว เลิบ (Avi Loeb) หัวหน้าภาควิชาดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Harvard เชื่อว่าเขาพบขยะบางส่วนแล้ว อ้างว่ามุนษย์ต่างดาวได้มาเยือนโลกของเราแล้วตั้งแต่ปี 2017 และยังจะมีมาอีกเรื่อยๆ

ศาสตราจารย์เลิบกำลังจะเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่มีชื่อว่า “สิ่งมีต่างดาว: สัญญาณแรกของชีวิตที่ชาญฉลาดจากนอกโลก” (Extraterrestrial: The First Sign of Intelligent Life Beyond Earth) ซึ่งจะวางจำหน่ายในวันที่ 26 มกราคม โดยศาสตราจารย์เลิบได้กล่าวถึงกรณีที่น่าสนใจว่วัตถุแปลกปลอมที่เพิ่งหลงเข้ามาในระบบสุริยะของเราไม่ใช่แค่ดาวหางหรืออุกกาบาต แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว

New York Post รายงานว่าวัตถุดังกล่าวเดินทางจากทิศทางของเวก้าซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะของเราซึ่งอยู่ห่างออกไป 25 ปีแสงและต่อมาเข้าสู่วงโคจรของระบบสุริยะของเราเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2017

วัตถุดังกล่าวถูกค้นพบครั้งแรกโดยหอดูดาวในฮาวายซึ่งมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีความละเอียดสูงที่สุดในโลก มันจึงได้รับการขนานนามว่า Oumuamua (โอมูอามูอา) ซึ่งเป็นภาษาฮาวายแปลว่า “ยานลาดตระเวน”

ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันเป็นดาวหางธรรมดา แต่ศาสตราจารย์เลิบกล่าวว่าการสันนิษฐานแบบนั้อาจทำให้เราพลาดที่จะพบอะไรที่สำคัญไปก็ได้

เขาบอกว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ เหมือนกับที่มนุษย์ถ้ำเห็นโทรศัพท์มือถือครั้งแรก คนเหล่านี้เห็นหินมาตลอดชีวิตและคงคิดว่าโทรศัพท์มือเป็นแค่หินเงาๆ ดังนั้นศาสตราจารย์เลิบจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่ามันไม่ใช่ดาวหาง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ถูกทิ้งจากอารยธรรมต่างดาวอื่นๆ

ศาสตราจารย์เลิบระบุถึงคุณสมบัติที่ผิดปกติหลายประการเกี่ยวกับ Oumuamua เช่น มันมีความสว่างผิดธรรมดา อย่างน้อยมันมีอัตราการสะท้อนแสงมากกว่าดาวหางหรืออุกกาบาตในระบบสุริยะถึง 10 เท่า ทำให้ศาสตราจารย์เลิบชี้ว่าพื้นผิวของมันอาจเป็นโลหะที่มันวาว

นักดาราศาสตร์คนอื่นๆ ยังพบว่าเมื่อวัตถุนี้สะท้อนแสงอาทิตย์ ความสว่างของมันจะแปรผันเป็นสิบเท่าทุกๆ แปดชั่วโมงซึ่งบ่งบอกว่านั่นคือระยะเวลาที่ใช้ในการหมุนเต็มวงโคจร

นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่าวัตถุดังกล่าวมีความยาวมากกว่าความกว้างอย่างน้อยห้าถึงสิบเท่าซึ่งทำให้มันมีลักษณะคล้ายซิการ์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีวัตถุในอวกาศชิ่้นไหนที่มีลักษณะคล้ายซิการ์หรือแม้แจะจะมีรูปร่างใกล้เคียง

แต่คุณสมบัติของมันที่ทำให้ศาสตราจารย์เลิบคิดว่ามันเป็นวัตถุจากต่างดาวก็คือลักษณะการโคจรของมัน ตามปกติแล้วเมื่อวัตถุโคจรใกล้ดวงอาทิตย์มในจะโคจรเร็วขึ้นเพราะแรงดึงจากดวงอาทิตย์ จากนันจะเกิดแรงเหวี่ยงผลักออกไปให้ไกลจากดวงอาทิตย์แล้ววัตถึนั้นจะเคลื่อนที่ช้าลงมากเมื่อห่างจากดวงอาทิตย์

แต่ Oumuamua ไม่ได้เคลื่อนที่ตามหลักการดังกล่าว มันเคลื่อนที่ไวขึ้นเล็กน้อยเมื่อออกจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ และยังเคลื่อนที่อย่างเสถียรอย่างมาก โดยสรุปก็คือ มันไม่ได้เคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังมีแรงอื่นผลักดันมันด้วย

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของศาสตราจารย์เลิบก็ยังมีจุดที่ให้โต้เถียงได้ เช่นการเคลื่อนที่ที่ผิดปกติของ Oumuamua เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ อาจเกิดจากแรงดันจากไฮโดรเจนแข็งที่ละลายกล่ายเป็นแก๊สขับเคลื่อนมัน

ภาพ ESO/M

ส.ว. พรรคทรัมป์ก่อหวอดไม่รับรองผลเลือกตั้งไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641822

วันที่ 03 ม.ค. 2564 เวลา 10:00 น.ส.ว. พรรคทรัมป์ก่อหวอดไม่รับรองผลเลือกตั้งไบเดนการต่อต้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐยังไม่จบไม่สิ้น ล่าสุดเกิดวิกฤตครั้งใหม่อีกแล้ว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ากลุ่มวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 11 คนประกาศที่จะคัดค้านการรับรองว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และจะไม่รับรองผลการเลือกตั้งที่ระบุว่าโจ ไบเดน เป็นผู้ชนะซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ทั้งในพรรครีพับลิกันและอาจลามไปถึงประชาชนที่สนับสนุนคนทั้งสอง

ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ในวันที่ 6 มกราคม 2021 สภาคองเกรสจะจัดการประชุมและยอมรับผลการเลือกตั้งของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ซึ่งได้ยืนยันว่าโจ ไบเดนจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งและเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งการประชุมนี้เป็นเพียงการทำเป็นพิธีตามรัฐธรรมนูญ เพราะผลเลือกตั้งชัดเจนแล้ว

แต่วุฒิสมาชิก เท็ด ครูซ แห่งรัฐเท็กซัสประกาศตั้งตัวเป็นผู้นำกลุ่มนักการเมืองเพื่อเรียกร้องให้ชะลอการรับรองผลเลือกตั้งเต็มรูปแบบและตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นเวลา 10 วันเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดในระหว่างการเลือกตั้ง ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้ทรัมป์พยายามทำให้เป็นประเด็น แต่ศาลในรัฐต่างๆ ไม่รับคำร้อง

กลุ่มนี้ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกครูซ, รอน จอห์นสัน, เจมส์ แลงก์ฟอร์ด, สตีฟ เดนส์, จอห์น เคนเนดี้, มาร์แชล แบล็กเบิร์น และไมค์ เบราน์ รวมถึงซินเทีย ลุมมิส, บิล แฮเกอร์ตี, ทอมมี่ ทูเบอร์วิลล์ และโรเจอร์ มาร์แชล

“ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งหรือนักข่าวของเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการประชาธิปไตยของเราจะไม่หายไปอย่างเหลือเชื่อ เราทุกคนควรกังวลในเรื่องนี้ และมันก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อความชอบธรรมของรัฐบาลใดๆ ในภายหลัง” ทางกลุ่มกล่าวในแถลงการณ์ร่วม

จนถึงบัดนี้ทรัมป์ก็ยังไม่ได้แสดงหลักฐานการฉ้อโกงการเลือกตั้งในวงกว้าง และวิลเลียม บาร์อัยการสูงสุดซึ่งก้าวลงจากตำแหน่งก่อนวันคริสต์มาสกล่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคมว่ากระทรวงยุติธรรมของสหรัฐไม่ได้พบหลักฐานการฉ้อโกงในระดับที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ หากทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนคัดค้านผลการเลือกตั้งของรัฐหนึ่งๆ ทั้งสองสภาจะระงับจากการประชุมร่วมเพื่ออภิปรายถึงสาเหตุที่คัดค้านโดยใช้เวลาถึงสองชั่วโมงแล้วจึงลงคะแนน สมาชิกสามารถคัดค้านผลการเลือกตั้งจากรัฐต่างๆ ได้มากเท่าที่ต้องการ แต่การอภิปรายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติจากทั้งสองสภาค้านตรงกัน

กับการกระทำของเท็ด ครูซแลพรรคพวกนั้น จอห์น ธูน ซึ่งสมาชิกที่อาวุโสอันดับที่ 2 ของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภากล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความพยายามที่จะคัดค้านการนับผลการเลือกตั้งจะไม่ประสบความสำเร็จ และวิงวอนให้สมาชิกร่วมพรรคที่คิดแบบนั้นให้คิดใหม่เสีย

Photo by SAUL LOEB / AFP