ปลัดอำเภอ 214–216

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 22 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/643211

 

ปี 2559 กรมการปกครองได้เปิดสอบบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ โดยดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.กำหนดไปเรียบร้อยแล้ว

ปลัดอำเภอรุ่นใหม่นี้ได้เข้ามารับการศึกษาอบรมหลักสูตรปลัดอำเภอร่วมกับปลัดอำเภอรุ่นพี่ที่ยังไม่ได้ผ่านการศึกษาอบรม ที่วิทยาลัยการปกครอง อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เพื่อเพิ่มพูนความรู้ สมรรถนะ และบุคลิกภาพเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาอบรม 3 รุ่น คือรุ่นที่ 214, 215 และรุ่นที่ 216 รุ่นละ 80 คน รวมทั้งสิ้น 240 คน

แต่ละรุ่นได้ดำเนินการเลือกคณะกรรมการนักศึกษาเพื่อเป็นผู้แทนของนักศึกษาในการดำเนินกิจกรรมต่างๆอันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การศึกษาอบรมสามารถดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายดังนี้

คณะกรรมการนักศึกษาหลักสูตรปลัดอำเภอรุ่นที่ 214 นายภูมิวนัฏฐ์ ประทุมอินทร์ ประธานกรรมการนักศึกษา นายวุฒิภัทร อุบงชะนี รองประธานกรรมการนักศึกษา นางสาวอภิชญา น้ำผึ้ง หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ นางสาวกิตติมา ครองเมือง หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน นายนนทภพ เจริญขวัญ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ นางสาวณัฐธยาน์ รังสีธนานนท์ หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง นายทินกร บุญถา หัวหน้ากลุ่มกีฬา นายพงศ์เทพ วิสมล หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ นายธวัชชัย อินแก้วเครือ หัวหน้ากลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม นางสาวสุทธิดา ภูต้องใจ เลขานุการ นางสาวนันท์นภัส ทำสิมมา เหรัญญิก นายอภิรักษ์ ไชยมังกร กรรมการ นายดำรงรัตน์ สุภาพัฒน์ กรรมการ นางสาวฉวีวรรณ แก้วเหมือน กรรมการ นายคูน สุขรี กรรมการ

คณะกรรมการนักศึกษาหลักสูตรปลัดอำเภอรุ่นที่ 215 สิบเอกเกรียงไกร จินชัยณนา ประธานกรรมการนักศึกษา นางเบ็ญจมาศ เทพจันทร์ รองประธานกรรมการนักศึกษา นายกีรติ กุศลรัตน์ หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ จ่าสิบตรีเกรียงไกร กิวัฒนา หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน นางสาวอุบลวรรณ แก้วพรหม หัวหน้ากลุ่มวิชาการ นายศตวรรษ ยิ้มตะคุ หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง สิบตรีธนวันต์ โพธิ์ทอง หัวหน้ากลุ่มกีฬา นายธิติ นาควงษ์ หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ นายคุณากร กองกะมุด หัวหน้ากลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม นางสาวเพ็ญศิริ งิมขุนทด เลขานุการ นางสาวจุฬารัตน์ กำลังกล้า เหรัญญิก นายคำรณ นิติพัฒน์เดชา กรรมการ นายธีรัตน์ แทนสกุล กรรมการ นายศรุต พรหมทัต กรรมการ นางสาวธาราทิพย์ หาญลำยอง กรรมการ

คณะกรรมการนักศึกษาหลักสูตรปลัดอำเภอรุ่นที่ 216 นายศักดินันท์ ธรรมพรหม ประธานกรรมการนักศึกษา นายทวิช กงเพชร รองประธานกรรมการนักศึกษา นายธีระศักดิ์ พยุหกฤษ หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ นายพีรพล นฤมลสกุลชัย หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน นายธนกฤตย์ กอบกิจเกิดดี หัวหน้ากลุ่มวิชาการ นายพายัพ บ้านสระ หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง จ่าสิบ–เอกธนูสิน โตนันท์ หัวหน้ากลุ่มกีฬา นางสาวทิพย์กาวิล ไชยกุล หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ นายปรีชา หมื่นฤทธิ์ หัวหน้ากลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม นางสาวนภัสวรรณ ป้อมกสันต์ เลขานุการ นางสาวกัลยรัตน์ รอดทัพ เหรัญญิก นายสมบัติ หลุมทอง กรรมการ พ.อ.อ.ศตพรรษ เพ็งแจ่มศรี กรรมการ นายจักรพล เที่ยวภักดิ์ กรรมการ นายณัฐพงษ์ มณีโรจน์ กรรมการ

ทั้งสามรุ่นนี้เป็นเลือดใหม่ไฟแรงและจะเป็นกำลังสำคัญของวงการนักปกครอง.

“ซี.12”

 

เสวนาปฏิรูปราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 21 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/642371

 

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แม่น้ำหนึ่งใน 5 สายที่กำลังทำหน้าที่ประคับ ประคองสถานการณ์ไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงนั้น

มีเพียง ส.ว. ไม่กี่รายที่แสดงบทบาท คนช่างพูด ออกมาปรากฏเสียงและปรากฏกายให้เป็นที่รับรู้ในสังคมข่าวสาร แล้วที่เหลือทำอะไรกันอยู่ อาจจะมีคนตั้งคำถามและเมื่อได้ไปสัมผัสความจริงแล้วก็จะได้รู้ว่านอกจากการทำหน้าที่รัฐสภาแล้วยังมีอีกมากที่ทำงานมากกว่าพูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น

อย่างเช่น การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสำคัญ ต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวมคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการกำกับดูแลการ บริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ ทบทวนกลไกการกำกับดูแลการบริหารราชการ แผ่นดินของประเทศในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล หน่วยงานที่ถูกกำกับดูแล ฐานข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะรูปแบบกลไกการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ

คณะกรรมาธิการฯเห็นว่า เพื่อให้การจัดทำรายงานผลการพิจารณา ศึกษาเรื่องดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากที่สุด จึงเห็นสมควรจัดการเสวนาเรื่อง “การกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ” ในวันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2559 เวลา 08.30-12.30 น. ณ ห้องรับรอง 1-2 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 เพื่อนำเสนอแนวคิดและสาระสำคัญที่ได้รับจากการพิจารณาศึกษา และรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำผลที่ได้รับจากการสัมมนาไปพิจารณาปรับปรุงในรายงานต่อไป

ผู้ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเสวนาประมาณ 100 คน ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน 20 คน ผู้แทนจากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ 10 คน ผู้แทนหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล 10 คน ผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจที่ถูกกำกับดูแล 10คน นักวิชาการ/อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย 10 คน ผู้บริหารบริษัทเอกชนซึ่งมีการบริหารจัดการที่ดี 10 คน ภาคประชาสังคม 10 คน สื่อมวลชน10คน

พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้เปิดการสัมมนาแล้วมีการอภิปรายเรื่อง “การกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ” โดย 3 กรรมาธิการ คือ นายสีมา สีมานันท์ พลเรือเอกชุมนุม อาจวงษ์ ศาสตราจารย์นิสดารก์ เวชยานนท์

จากนั้น เป็นการวิพากษ์ร่างข้อเสนอแนะกลไกของการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ โดย ศ.ศรีราชา วงศารยางค์กูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพันธ์ชัย วัฒนชัย อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา

แล้วเปิดรับฟังความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย ดร.ดนุวัศ สาคริก อนุกรรมาธิการศึกษาการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ

ทั้งหมดนี้ เป็นงานใหญ่ที่จะสรุปรวบยอดให้เสร็จสิ้นภายในเช้าถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ซึ่งน่าวิตกว่าน่าจะมีเวลาไม่เพียงพอ

นอกจากนั้น ผลการศึกษาและรายงานอันมีค่านี้น่าจะมีมาตรการ ผลักดันให้ผู้ที่มีอำนาจรัฐจัดการให้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังด้วย.

“ซี.12”

 

กลไกกำกับการบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 20 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641845

 

มีเอกสารที่เป็นร่างข้อเสนอกลไกของการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ ซึ่งผ่านตาแล้วน่าสนใจทีเดียว

เอกสารชุดนี้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ ของคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ศึกษาจัดทำขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานทั้งของส่วนราชการ รัฐบาล และฝ่ายบริหาร ยังพบว่ามี ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพิ่มมากขึ้น ประชาชนได้รับการบริการที่มีความเหลื่อมล้ำ การใช้งบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ สะท้อนถึงสภาพการพัฒนาประเทศยังมีความล่าช้า

หลักฐานเชิงประจักษ์ของสภาพปัญหาดังกล่าว เช่น ปัญหาโครงการจำนำข้าว ปัญหาการประมงและการค้ามนุษย์ ปัญหาการไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยของการบินพลเรือน ปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนที่ส่งผ่านถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีจำนวนมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงช่องว่างของการควบคุมและการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน

ประเด็นปัญหาสำคัญของการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งออกได้เป็น 4 มิติหลัก คือ มิติองค์กรกำกับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผล มิติหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ (หน่วยงานที่ถูกกำกับดูแล) มิติฐานข้อมูล และมิติการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ สรุปได้ดังนี้ คือ

มิติที่ 1 องค์กรกำกับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผล พบว่าปัญหาหลักได้แก่

1 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลมีหลากหลายหน่วยงาน แต่ขาดการบูรณาการ ผลการทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน สับสนในการทำงาน และขาดความเป็นอิสระในการทำงานขององค์กรที่กำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน

2 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลส่วนใหญ่ทำหน้าที่การสอบทานข้อมูลมากกว่าที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูล

3 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล ขาดอำนาจในการสั่งการ ต่อหน่วยงานที่ถูกกำกับดูแล และยังขาดทรัพยากรในการสนับสนุนการทำงาน เช่น งบประมาณ หลักการ กำลังพล และเครื่องมือ เป็นต้น

4 การกำกับดูแลของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลไปไม่ถึงผลลัพธ์และผลกระทบ การดำเนินการส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการเชิงรับมากกว่าเชิงรุก

5 ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ

มิติที่ 2 หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ (หน่วยงานที่ถูกกำกับดูแล) พบว่าปัญหาหลักได้แก่

1 หน่วยงานที่ถูกกำกับดูแลส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือกับองค์กรตรวจสอบ เช่น ให้ข้อมูลไม่ครบ หรือให้ข้อมูลที่ไม่ทันสมัย เป็นต้น ทำให้การตรวจสอบของหน่วยตรวจสอบทำได้ยากลำบาก

2 ขาดการกำกับดูแลภายในหน่วยงาน ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบหลักคือ ผู้บริหารหน่วยงาน ทำให้การตรวจสอบเกิดช่องว่าง

3 ทัศนคติของหน่วยงานที่ถูกกำกับดูแลส่วนใหญ่ มองภาพการติดตามและประเมินผลในแง่ลบ คิดว่าเป็นการจับผิดและทำให้เสียหาย ไม่ได้มองว่าการประเมินผลเป็นการพัฒนาปรับปรุงให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4 สืบเนื่องจากการให้ข้อมูลทราบว่าหลายๆหน่วยงานได้จัดทำรายงานเสนอไปแล้ว แต่ผู้มีอำนาจในการตัดสินก็ไม่ได้นำข้อมูลจากรายงานไปใช้ประโยชน์

ส่วนมิติที่ 3 เป็นเรื่องฐานข้อมูล และมิติที่ 4 การสื่อสารและการมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ พบว่าต่างมีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น เอาไว้ไปติดตามในการเสวนาเรื่องนี้ที่จะมีในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 18/06/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 18 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/640927

 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพิ่มใหม่ และให้รับโอน พลเอก วาภิรมย์ มนัสรังษี ตำแหน่งรองสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ กระทรวงกลาโหม มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักราชเลขาธิการ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2559….

ราชบัณฑิตยสภา ได้ ราชบัณฑิต ใหม่อีก 2 รายได้แก่ ศาสตราจารย์ไผทชิต เอกจริยกร เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชากฎหมายธุรกิจ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ศาสตราจารย์เกียรติคุณสมพล ประคองพันธ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป….

กระทรวงการต่างประเทศมีการแต่งตั้ง นักบริหารระดับต้น ในตำแหน่ง กงสุลใหญ่ 2 รายประกอบด้วย อุรีรัชต์ รัตนพฤกษ์ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมนครโฮจิมินห์และจังหวัดต่างๆ ได้แก่ เถื่อเทียนเว้ ดานัง กว๋างนาม กว๋างหงาย บิ่งดิ่ง ฟู้เอียน คั้งหว่า นิงถ่วน บิ่งถ่วน ด่งนาย บ่าเหรียะหวุงเต่า บิ่ญเซือง ล็องอาน เตี่ยนซาง เบ๊นแจ หวิงล็อง จ่าวิง เกิ่นเทอ เหิ่วซาง บากเลียว และก่าเมา….

อีกราย ไพฑูรย์ สงค์แก้ว อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู มาเลเซีย โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมรัฐกลันตัน และรัฐตรังกานู สัญญาบัตรตราตั้ง ลงวันที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2559 ทั้งสองราย….

เคยเขียนล่วงหน้าไว้ไม่น้อยกว่า 2 หนว่าเมื่อจู่ๆ มีคำสั่งย้าย วิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยไม่มีการตั้งใครมาแทน ว่าให้จับตาผู้มีอำนาจว่าจะเอาใครมาคุมกรมนี้พร้อมกับชี้เล่นๆ ว่าคงจะเป็น ปฏิคม วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพราะนามสกุลเข้าสเปกผู้มีอำนาจในบ้านเมืองแล้วก็มีการเหนียมไปเหนียมมาจนเวลาราชการของ รองปฏิคม เหลืออีกเพียง 3 เดือน 15 วัน ก็ตัดสินใจว่า อายเป็นอาย ขอตั้งให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลหน่อยเถอะ ว่าแล้วก็ดำเนินการไปโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ทางราชการพึงได้รับ ป่วยการที่จะเอ่ยถึงหลักธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งเพราะเรื่องตั้ง ตำรวจ หนักหนาสาหัสกว่านี้ยังรับอยู่เอาอยู่เลยสำมะหาอะไรกับ อธิบดีคุก….

ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิของหน่วยงานต่างๆ มี สัญชัย เกตุวรชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) กรมชลประทาน ศิริพร เหลืองนวล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นที่ปรึกษาการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง….

เรื่องของการทำงานในหน้าที่อย่าง จิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานในการดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับความเสียหายของโครงการจำนำข้าว แล้วถูก นักการเมือง ฟ้องแก้เกี้ยวก็ไม่เห็นจะมีอะไรที่น่ากลัวเพราะผลออกมาทันตาเห็นแล้วว่าศาลสั่ง ไม่รับฟ้อง….

ทัศนียา ลัธธนันท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้คำชี้แจงเรื่องหลักสูตร นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน ของสถาบันวิทยาการธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่เปิด หลักสูตร วธอ. มาถึงรุ่นที่ 3 แล้วว่า ผู้จัดการฝึกอบรมเป็นหน่วยงานอิสระมิใช่หน่วยงานของภาครัฐ กระทรวงอุตสาหกรรมมิได้เกี่ยวข้องกับการอบรมหลักสูตรดังกล่าวแต่อย่างใด….

“ซี.12”

 

ก.พ.ร.ชุดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 17 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/640035

 

คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือ ก.พ.ร.ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการโดยตำแหน่ง 4 รายและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ 10 ราย จาก 8 ด้าน รวมเป็น 14 รายนั้น

ในส่วนของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รายครบวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2558 คือปีกว่ามาแล้วแต่เมื่อยังไม่ได้ตั้งชุดใหม่กรรมการชุดเดิมก็ประชุมทำหน้าที่ต่อมาอีกปีเศษตามที่กฎหมายกำหนดไว้

จนกระทั่งถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2559 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จำนวน 10 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบกำหนดวาระสี่ปีแล้ว เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 ตามที่คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.พ.ร. ได้สรรหาจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 71/1 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ดังนี้

ด้านการเงินการคลัง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ (1) รองศาสตราจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (2) นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด้านรัฐศาสตร์ นายจเด็จ อินสว่าง อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้านนิติศาสตร์ (1) คุณพรทิพย์ จาละ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (2) ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ด้านบริหารรัฐกิจ นายปรีชา วัชราภัย อดีตเลขาธิการ ก.พ. ด้านบริหารธุรกิจ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ด้านจิตวิทยาองค์การ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด ด้านสังคมวิทยา นางจุรี วิจิตรวาทการ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป

เมื่อรวมกับ กรรมการโดยตำแหน่ง คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัfฐมนตรีกำหนดเป็นรองประธาน พลตำรวจเอกเอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่เข้ามาในสถานะผู้ซึ่งคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย และ นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการ ก.พ.ร.เป็นกรรมการและเลขานุการก็ครบองค์ประกอบของคณะกรรมการที่สมบูรณ์

ในจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รายนี้ มีอย่างน้อย 3 คนที่จะต้องทำงานเต็มเวลา กฎหมายเขียนไว้ยังงั้นส่วนจะเป็นใครบ้างนั้นตอนขออนุมัติแต่งตั้งคงรู้กันอยู่แล้ว แต่ตอนแถลงไม่เห็นบอกเอาไว้

ที่จริงดูตัวแล้วก็พอจะเดาออกว่าใครเป็นใคร แต่ไม่แน่ใจอย่าให้เอ่ยเลยประเดี๋ยวจะเป็นการปล่อยไก่.

“ซี.12”

 

ย้ายนักตรวจสอบภายใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 16 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/639260

 

ในแต่ละกระทรวง กรม และจังหวัดต่างมีกลุ่มงานตรวจสอบภายในทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการตรวจสอบดังกล่าวโดยผู้ปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้เป็นข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายใน ทั้งระดับชำนาญการและชำนาญการพิเศษ

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยซึ่งมี นักวิชาการตรวจสอบภายใน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดเพิ่งมีคำสั่งย้ายข้าราชการในตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในเมื่อตอนปลายเดือนพฤษภาคม 2559 จำนวน 8 รายคือ

1.นางสาวมะลิ ยู้บุญยงค์ นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวง เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกรม 2.นางปานจิตต์ มังคลัษเฐียร นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดปราจีนบุรี ช่วยราชการกลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวง เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวง 3.นางสาวอรุณี โปธา นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดเชียงราย เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดลำพูน 4.นางสาวอรุณี เนตตกุล นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดมุกดาหาร เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดเชียงราย

5.นางบุญญสรณ์ บุญโสม นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดอุบลราชธานี เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดมุกดาหาร 6.นางพยอม เทพา นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดมหาสารคาม เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดพะเยา 7.นางสาววงเดือน ใช้ได้สุก นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการ จังหวัดปราจีนบุรี ตำแหน่งเลขที่ 1679 เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการ จังหวัดปราจีนบุรี ตำแหน่งเลขที่ 1678 (เปลี่ยนเลขที่ตำแหน่ง) แล้วให้เข้ารับการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่ง นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษต่อไป 8.นางเพ็ญรัตน์ กองสมบัติ นักวิชาการและบัญชีชำนาญการ กลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดหนองคาย เป็น นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการ จังหวัดมหาสารคาม แล้วให้เข้ารับการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่ง นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ ต่อไป

นอกจากนั้นยังมีคำสั่งให้ นางสาวอมาวสี ทองจันทร์ นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการ จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วยราชการจังหวัดยโสธร รักษาการในตำแหน่ง นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ จังหวัดอุบลราชธานี อีกคนหนึ่ง

งานตรวจสอบภายในของกระทรวงมหาดไทยนี้มีข้อสังเกตว่าเป็นข้าราชการหญิงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับตำแหน่ง เสมียนตราจังหวัด และเสมียนตราอำเภอ ของกรมการปกครอง.

“ซี.12”

 

บริการของศาลมีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 15 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/638459

 

โดยปกติธรรมดาแล้วผู้คนทั่วไปไม่ปรารถนาจะเฉียดกรายไปที่ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลไหนและในฐานะใด

แต่ถ้าหากจำเป็นต้องไปขึ้นมาจะพบเลยว่าแต่ละศาลมีปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนกันผิดหูผิดตาทีเดียว

ตัวอย่างวันนี้มาจาก ศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งมีเขตอำนาจศาลอยู่บริเวณชานเมืองย่านตะวันออกของกรุงเทพมหานครคือเป็น ศาลชั้นต้น ในระดับ ศาลจังหวัด ที่มีที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง

นายปุณชรัสมิ์ วราพงศ์พิศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมีนบุรี ให้ข้อมูลว่า นับแต่ต้นปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมาจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม หรือเพียง 5 เดือน ศาลจังหวัดมีนบุรีได้รับคดีความฟ้องใหม่รวมทั้งสิ้น 10,161 คดี แยกเป็นคดีแพ่ง 7,109 คดี คดีอาญา 3,052 คดี ขณะที่ศาลได้พิจารณาพิพากษาคดีเสร็จสิ้นจำนวน 9,983 คดีโดยมีคดีเก่าและใหม่ค้างอยู่ทั้งสิ้น 8,204 คดีหรือสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 59.29 ของคดีความที่ค้างอยู่ทั้งหมด

สำหรับประเภทคดีแพ่งเกิดสูงสุด 3 อันดับ คือ คดีกู้ยืม/ค้ำประกัน คดีผิดสัญญาบัตรเครดิต และคดีเช่าซื้อตามลำดับ ส่วนคดีอาญาเกิดสูงสุด 3 อันดับ คือ คดีความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก คดีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) และคดีความผิด พ.ร.บ.การพนัน ฯ ตามลำดับ ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีนับว่าเป็นศาลยุติธรรมชั้นต้นที่มีคดีความเกิดใหม่สูงสุดในประเทศ โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา มีคดีความเกิดใหม่กว่า 3 หมื่นคดี

ศาลจังหวัดมีนบุรีได้ดำเนินการตามแนวนโยบายของประธานศาลฎีกาและสำนักงานศาลยุติธรรม โดยได้นำระบบ “การพิจารณาแบบต่อเนื่อง” อันเป็นแนวนโยบายสำคัญของศาลยุติธรรม ที่จะบริหารจัดการคดีความที่ล่าช้าให้เสร็จสิ้นไปด้วยความรวดเร็ว ไม่ค้างพิจารณาเป็นเวลานานหลายปี เหมือนกับการพิจารณาคดีแบบเดิมมาปรับใช้ในศาลจังหวัดมีนบุรี

พร้อมกับนำ “ระบบไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท” มาเป็นแนวทางเลือกของคู่ความให้สามารถยุติคดีความได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่คู่ความทุกฝ่ายทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย อีกทั้งลดปัญหาการอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา อันเป็นความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมลงไปได้ส่วนหนึ่ง

เป็นผลให้ในปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา มีคดีความแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลจังหวัดมีนบุรีรวม 3,441 คดี ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 3,039 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 88.3 โดยมีทุนทรัพย์ไกล่เกลี่ยสำเร็จรวม 1,699,368,226 บาท และมีคดีความอาญาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแบบสมานฉันท์จำนวน 1,654 คดี ดำเนินการไกล่เกลี่ยสมานฉันท์สำเร็จจำนวน 607 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 36.96

ในส่วนของการบริหารคดี เพื่อบริการคู่ความและประชาชน ศาลจังหวัดมีนบุรีได้อำนวยความสะดวกแก่คู่ความและประชาชนในคดีร้องขอจัดการมรดก โดยจัดองค์คณะผู้พิพากษาดำเนินการไต่สวนคำร้องคดี ร้องขอจัดการมรดกให้เสร็จสิ้นโดยเร็วในวันเดียว และคู่ความสามารถขอรับคำสั่งศาลเพื่อไปดำเนินการในเรื่องมรดกได้ทันที

นอกจากนี้ สำหรับปัญหาการขอคัดถ่ายเอกสารในคดีทั่วไปที่มักมีความล่าช้านั้น ศาลจังหวัดมีนบุรีได้ปรับรูปแบบการให้บริการ โดยได้จัดตั้งศูนย์บริการคัดถ่ายเอกสารพร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่ไว้บริการรับคำร้อง และค้นหาสำนวนความให้แก่คู่ความในทันที ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถคัดถ่ายและรับรองเอกสารได้อย่างรวดเร็วไม่เกิน 30 นาที เป็นผลให้คู่ความและประชาชนมีความพึงพอใจในรูปแบบวิธีการใหม่ดังกล่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่เสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับเอกสารอีกครั้ง

สิ่งเหล่านี้คือพัฒนาการของศาลที่คู่ควรกับการหยิบยกมาเป็นตัวอย่างจริงๆ.

“ซี.12”

 

ท้องถิ่นระดับสูง รุ่นที่ 25

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 14 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/637759

 

สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมมือทางวิชาการกับสำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ในการจัดหลักสูตรนักบริหารงานท้องถิ่นระดับสูง รุ่นที่ 25

โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 เป็นระยะเวลาเดือนเศษ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้เข้ารับการอบรมได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะ ทัศนคติ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้บริหารยุคใหม่ที่มีแนวคิดเชิงบูรณาการ พร้อมที่ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบริบทใหม่ของโลก

รายการนี้มี นายรุ่งโรจน์ รุ่งรัศมี ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร นายสมนึก ปิ่นถาวรรักษ์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น/ผู้อำนวยการส่วนบริหารงานฝึกอบรม นายกิตติพงษ์ ชูประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการ

สำหรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ความรู้ ความเข้าใจ และข้อคิดในช่วงต่างๆของการฝึกอบรม มีหลากหลาย เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รศ.สุขุม นวลสกุล รศ.วุฒิสาร ตันไชย์ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสวิวัฒน์ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ รศ.ดร.รัตนา จักกะพาก และ รศ.ดร.อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี รองคณบดี ฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นต้น

ในโอกาสนี้ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการนักศึกษา เพื่อดำเนินกิจกรรมของรุ่น ดังนี้

1.นายภัทรวาสน์ วงศ์กิตติโสภณ ปลัด ทต.บ่อพลับ นครปฐม ประธานรุ่น 2.นายกัญจน์พงศ์ ศรีปรางค์ ปลัด ทต.ถ้ำใหญ่ นครศรีธรรมราช รองประธาน 3.นางสาวปทุมมาศ กมลเวช รองปลัด อบจ.นครปฐม เลขานุการ 4.นางสาวชนิดาภา นิลภูศรี ปลัด อบต.กะเปา สุราษฎร์ธานี ผู้ช่วยเลขานุการ 5.นางสุภาวดี ทองวิลาศ ปลัด อบต.วัดละมุด นครปฐม เหรัญญิก 6.นางสาวสำราญ อยู่ปาน ปลัด อบต.วังแขม กำแพงเพชร ผู้ช่วยเหรัญญิก

7.นายสิทธิศักดิ์ สาระอาภรณ์ ปลัด อบต.คลองเฉลิม พัทลุง หัวหน้ากลุ่มสวัสดิภาพ 8.นายวัฒนา สินธุเจริญ ปลัด อบต.ห้วยน้ำขาว กระบี่ หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน 9.นางสุภรณ์ วิชัย รองปลัด ทต.ดอนหัวฬ่อชลบุรี ผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน 10.นายสมบัติ บินตะคุ ปลัด ทต.ซาง บึงกาฬ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ 11.จ่าเอกดำรงค์ชัย อุ่นใจ ปลัด ทต.วังน้ำซับ สุพรรณบุรี หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง 12.สิบเอกสุพจน์ คุณาวงศ์ ปลัด ทต.วังผา ลำพูน หัวหน้ากลุ่มกีฬา

13.นายนพพร เอี่ยมจันทร์ ปลัด อบต.โคกตูมโพนทอง สระบุรี หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ 14.นายชนะพล สุโพเมือง ปลัด ทต.บางมะเฟือง หนองบัวลำภู กรรมการตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15.นายมงคล โชคพิทักษ์สมบัติ ปลัด อบต.เทพารักษ์ สมุทรปราการ กรรมการตัวแทนภาคกลาง 16.นายวีระชัย จุฬาวงศ์สวัสดิ์ ปลัด ทต.แสงตุ้ง ตราด กรรมการตัวแทนภาคตะวันออก 17.นายพัฒนชัย ธรรมสวยดี ปลัด ทต.พรานกระต่าย กำแพงเพชร กรรมการตัวแทนภาคเหนือ 18.นางพิไลพร คงเกิด ปลัด อบต.ลานสกา นครศรีธรรมราช กรรมการตัวแทนภาคใต้

นี่เป็นหลักสูตรสูงสุดของสถาบันฯที่ได้สนองนโยบายรัฐบาลในการปรับหลักสูตรให้มีการศึกษาดูงานเฉพาะในประเทศเท่านั้น โดยได้จัดให้ไปศึกษาดูงานเรื่องการสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคมของท้องถิ่น การพัฒนาชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การยกระดับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การบริหารจัดการน้ำเสีย

ถ้านักบริหารท้องถิ่นทุกคนที่มาเข้าหลักสูตรสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ความเข้าใจไปบริหารงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนในท้องถิ่นอย่างจริงจังก็คุ้มแล้ว.

“ซี.12”

 

ทุน ศก.พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 13 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/637204

 

เคยเขียนถึงกิจกรรมที่หลากหลายของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่นำเสนอเผยแพร่ในรายงานกิจการประจำปีได้อย่างดีเยี่ยมมาแล้ว

มีความสนใจในโครงการหนึ่งคือ โครงการทุนเศรษฐกิจพอเพียง จึงสอบถามขอรายละเอียดเพื่อนำมาขยายความรับรู้กันต่อเลยได้รับข้อมูลจาก นางจีราภา ริ้วเหลือง หัวหน้ากองส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของหน่วยงานนี้บอกกล่าวมาว่า

โครงการทุนเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในการดูแลของ ศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม และมีจิตอาสาได้รับการพัฒนาศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีจิตสำนึกในหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี เป็นแบบอย่างในการยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต พร้อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

จึงมุ่งสนับสนุนและให้โอกาสแก่นักเรียนในสถานศึกษาเป้าหมายที่มีคุณธรรม และมีศักยภาพ ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีผลงานประจักษ์ในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา ตลอดจนบำเพ็ญประโยชน์ต่อสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ด้วยจิตอาสามาอย่างต่อเนื่อง ให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และได้รับการปลูกฝังคุณธรรม และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์ของโครงการทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เป็นแกนนำและมีจิตอาสาในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาเป้าหมาย ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จนสำเร็จการศึกษา

เพื่อส่งเสริมการปลูกฝังและพัฒนาผู้รับทุนให้เป็นผู้มีคุณธรรม และมีจิตอาสาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถาบันอุดมศึกษาที่ตนเองกำลังศึกษาอยู่อย่างต่อเนื่อง และเพื่อส่งเสริมให้ผู้รับทุนกลับไปทำงานในพื้นที่ภูมิลำเนาของตนเอง หรือทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติหลังสำเร็จการศึกษา

โครงการทุนเศรษฐกิจพอเพียงได้จัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาเป้าหมาย ได้แก่ สถานศึกษาพอเพียงที่ผ่านการประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นและคงสภาพการเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการจัดการเรียนการสอนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6

ปัจจุบันโครงการทุนเศรษฐกิจพอเพียงจัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักเรียนแล้ว 5 รุ่น รวมมีจำนวนผู้รับทุนทั้งสิ้น 106 คน และอยู่ระหว่างการดำเนินการคัดเลือกนักเรียนทุนเศรษฐกิจพอเพียงรุ่นที่ 6 ใน พ.ศ.2559

ถึงตอนนี้มีนักเรียนทุนเศรษฐกิจพอเพียงที่สำเร็จการศึกษาแล้ว 1 รุ่น ซึ่งโครงการทุนคาดหวังว่าผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาแล้วจะประกอบสัมมาชีพโดยใช้ความรู้ ความสามารถ อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติงาน รวมทั้งสามารถเผยแพร่แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่บุคคลต่างๆ ตามสถานภาพของผู้ได้รับทุน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม และประเทศชาติต่อไป

สำหรับกรรมวิธีการสมัครเข้ารับทุน การจัดสรรทุน ตลอดจนสถานศึกษาเป้าหมายว่ามีที่ไหนบ้างนั้นยังไม่มีรายละเอียดซึ่งจะได้ติดตามมานำเสนออีกครั้ง.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 11/06/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 11 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636095

 

สองวันที่ผ่านมานำเสนอเรื่องราวการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2551 กรณี นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ที่ถูกนักการเมืองสั่งย้ายจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เข้ากรุเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ถึงแม้จะต่อสู้ตามกระบวนการในศาลปกครองจนชนะคดีให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเหตุเกิดปี 2551 กว่าจะรู้ผลสุดท้ายแห่งคดีในปี 2559 หลังจากเจ้าตัวเกษียณอายุราชการมาแล้ว 5 ปี นี่เป็นอีกตัวอย่างในความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

จาก ครม.อังคารที่ผ่านมามีการแต่งตั้ง 3 รองอธิบดี ในสังกัดกระทรวงการคลัง ขึ้นดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิคือ วีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีกรมธนารักษ์เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า กรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2558 เอกวัฒน์ มานะแก้ว รองอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 และ จำเริญ โพธิยอด รองอธิบดีกรมศุลกากร เป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนา และบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 ใครที่ยังมีอายุราชการเหลืออยู่พอสมควรก็คาดหวังได้ถึงเก้าอี้อธิบดีในอนาคต

ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต วิศวกรที่มีความเก่งกาจรอบตัวมารับงานท้าทาย เป็นผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป รายนี้เคยให้คำเตือนเรื่องน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างเป็นเหตุเป็นผลมาแล้วมาคราวนี้ถึงเวลาที่จะลงโรงแสดงเอง

ส่วน รังสรรค์ มณีเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดนโอนย้ายข้ามกระทรวงมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกระบวนการย้ายตามปกติที่เอาเรื่องเข้า ครม.มิได้เป็นคำสั่งของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 เหมือนรายอื่นก่อนหน้านี้

ของกระทรวงมหาดไทยมีรายการย้าย รองผู้ว่าราชการจังหวัด ชุดเล็ก 5 ราย ประกอบด้วย ธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กานต์-เปรมปรีดิ์ ชิตานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ยงยุทธ สิงห์ธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ธงชัย เจริญพาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  จตุพจน์ ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง

พร้อมกันนี้มีการขยับผู้ตรวจราชการกรมและผู้อำนวยการสำนักซึ่งเป็นตำแหน่งอำนวยการระดับสูงมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารระดับต้นอีก 3 รายได้แก่ ชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ปาณี นาคะนาท ผู้ตรวจราชการกรมการปกครองเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และ ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นี่เท่ากับเติมเต็ม รองผู้ว่าฯหญิง ขึ้นมาอีกคน ส่วนตำแหน่งที่ว่างแต่ละกรมก็เริ่มกระบวนการคัดสรรกันแล้ว

“ซี.12”