พลเรือนเข้า วปอ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 1 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707634

 

ประกาศรายชื่อออกมาเรียบร้อยแล้วสำหรับการคัดเลือกข้าราชการเข้าศึกษาอบรมในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 59 ของ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

ปีนี้มีข้าราชการฝ่ายทหารเข้าเรียน 119 คน ข้าราชการฝ่ายพลเรือน และรัฐวิสาหกิจ 83 คน ข้าราชการประเภทอื่นจากส่วนราชการอิสระ 32 คน ภาคเอกชนที่เป็นตัวแทนจากองค์กรหลัก 15 คน บุคคลทั่วไป 23 คน และนักศึกษาชาวต่างประเทศอีก 9 คน รวมเป็น 281 คน

ที่นี่ให้ความสำคัญกับข้าราชการพลเรือนมากที่สุด จึงขอหยิบยกมาบอกกล่าวกันก่อนว่าใครเป็นใครที่ได้เข้า วปอ.59 ในปีนี้

มาจาก สำนักนายกรัฐมนตรี 12 ราย ประกอบด้วย นายศรายุธ ทองกูล นักการข่าวเชี่ยวชาญ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายสมโภชน์ ราชแพทยาคม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายสิทธินันท์ มานิตกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงภายในประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายอนุชา ภาระนันท์ ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ 3 สำนักงบประมาณ นายเอนก มีมงคล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางกรรณกนก ช่างกลึงเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นางนงนุช ธนเศรษฐ ผู้อำนวยการสำนักพิธีการและเลขานุการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางนันทนา ธรรมสโรช ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบราชการ 1 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นางพจมาน รัตนศรีทอง นักการข่าว สำนักการข่าว กอ.รมน. นางสุมิตรา อติศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวดวงสุดา ศรียงค์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางสาวอรนุช ศรีนนท์ ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

มาจาก กระทรวงการคลัง 5 ราย ประกอบด้วย นายชัยยุทธ คำคุณผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบอากร กรมศุลกากร นายชัยฤทธิ์ แพทย์สมาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการกองพัฒนารัฐวิสาหกิจ 1 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ นางนิโลบล แวววับศรี ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมบัญชีกลาง นางอุษามาศ ร่วมใจ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมสรรพสามิต

มาจาก กระทรวงการต่างประเทศ 4 ราย ประกอบด้วย นายทรงพล สุขจันทร์ อธิบดีกรมยุโรป นายทศพร มูลศาสตรสาทร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายเชิดชู รักตะบุตร อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ

มาจาก กระทรวงมหาดไทย 15 ราย ประกอบด้วย นายกอบชัยบุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายกมลโลจฒน์ เชียงวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายชรัส บุญณสะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายณรงค์ วุ่นซิ้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายธงชัย เจริญพานิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นายประทีป ศิลปเทศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายพัลลภ สิงหเสนี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายภิญโญ ประกอบผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายวีรัส ประเศรษโฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายสมพงษ์ ปรีเปรมผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

จากกระทรวงอื่นๆในฝ่ายพลเรือนมีต่อในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”

 

ข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 31 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706320

 

ภารกิจหลักที่คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่น (ก.ถ.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนใหม่ จากระบบซีเป็นระบบแท่ง คือการพัฒนาข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายสันติธร ยิ้มละมัย หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น แจ้งว่า สำนักงาน ก.ถ.ได้ดำเนินการโครงการการคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่น ประจำปี 2559 โดยจะทำการคัดเลือกข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์และมีความเหมาะสมเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นต้นแบบของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นสำหรับบุคคลเป้าหมายที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ดีเด่นนั้น จะคัดเลือกจากข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 7,852 แห่ง

จัดกลุ่มการคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็น 4 กลุ่มตามประเภทตำแหน่ง ได้แก่ ประเภททั่วไป ประเภทวิชาการ ประเภทอำนวยการท้องถิ่น และประเภทบริหารท้องถิ่น โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 2 ระดับ คือระดับจังหวัด จังหวัดละ 4 รางวัล ตามประเภทตำแหน่ง จำนวนทั้งสิ้น 304 รางวัลจาก 76 จังหวัด ส่วนรางวัลระดับประเทศ จะแบ่งรางวัลออกเป็นรายภาค จำนวน 5 ภาค ภาคละ 4 รางวัล ตามประเภทตำแหน่ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 20 รางวัล

ทั้งนี้ ในส่วนของการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่น สำนักงาน ก.ถ.ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการการคัดเลือกไว้ 3 ระดับ คือ

ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ให้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นประเภททั่วไป ประเภทวิชาการและประเภทอำนวยการท้องถิ่น ในสังกัดที่ประสงค์เข้ารับการคัดเลือกยื่นใบสมัครข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่น แล้วให้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่น ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการตามที่กำหนด และดำเนินการคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่นระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเภทตำแหน่งละไม่เกิน 1 คน รวมจำนวน 3 คน ตามหลักเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือก แล้วส่งผลการคัดเลือกให้คณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่นระดับจังหวัด

สำหรับตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่นให้ผู้ประสงค์เข้ารับการคัดเลือกยื่นแบบด้วยตนเองที่จังหวัดระดับจังหวัด

ทั้งนี้ องค์ประกอบของคณะกรรมการคัดเลือกในทุกระดับจะประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน/สถาบันการศึกษา/ภาคประชาสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชารัฐ ตามนโยบายรัฐบาล

ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นดีเด่นระดับประเทศ จำนวน 20 คน จะได้รับโล่รางวัล เข็มเชิดชูเกียรติ และเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติรวมทั้งได้รับการเผยแพร่ประวัติและผลงานในเว็บไซต์และเอกสารประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน ก.ถ. และข้าราชการส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด จำนวน 304 คน จะได้รับเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติและได้รับการเผยแพร่ประวัติและผลงานในเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ถ. ดูข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ถ. http://www.local.moi.go.th หรือโทร.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-225-4752

สำหรับการมอบรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรตินั้น จะมีการมอบรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติในช่วงเดือนมีนาคม 2560.

“ซี.12”

 

เหตุผลการแต่งตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 30 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705064

 

การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานนั้นบางครั้งออกมาแล้วยังเป็นที่กังขาของสังคม มีการตั้งคำถามว่าทำไมเลือกคนนั้น ทำไมไม่เลือกคนนี้

รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และ ปลัดกระทรวง ในกรณีแต่งตั้งอธิบดีหรือเทียบเท่า ย่อมมีเหตุผลในการชี้แจงได้เสมอแต่จะรับฟังได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องราวแต่ละรายไป

วันอังคารที่ผ่านมาสัปดาห์ที่แล้วมีการแต่งตั้ง นายรวี ประจวบเหมาะ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติแทน นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ ที่เกษียณอายุ เป็นการแต่งตั้งที่สวยงามตามขั้นตอนปราศจากการแทรกแซงของหน่วยอื่นใด

เพราะตามธรรมดาแล้วตำแหน่งประเภทนี้พอว่างลงทีไรมักจะเป็นที่หมายตาของบรรดานายทหารตำรวจที่เล็งเห็นแล้วว่าจะไปไม่ถึงไหนในกองทัพจึงพยายามหาทางมาเป็นใหญ่ในหน่วยงานพลเรือนแทน

จึงเห็นคนมีสีมียศเปรอะไปหมดในหน่วยงานพลเรือน เช่นสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

เพียงแต่ตอนนี้วัฒนธรรมองค์กรใน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้มแข็ง และมีอดีตผู้อำนวยการ อย่าง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะเป็นรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลนี้จึงสามารถดูแลองค์กรที่ตัวเองเติบโตมาได้เป็นอย่างดี

แต่อีกหน่วยงานหนึ่งมีภาพเปรียบเทียบที่ฉายชัดถึงความไม่ปกติธรรมดาเหมือนกัน ก็น่าเอามาเป็นกรณีศึกษาว่าถ้าหากมีคนหนุนหลังที่ไม่ธรรมดาอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการแต่งตั้ง

นั่นคือที่กรมราชทัณฑ์ซึ่งมีการแต่งตั้ง นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์

ถ้าตัดตอนการพิจารณาเพียงแค่นี้ก็จะเห็นว่าถูกต้องเป็นธรรมทุกอย่างเพราะ ว่าที่อธิบดีกอบเกียรติ นั้นเติบโตมาจากกรมราชทัณฑ์นี้เองรับราชการมาแต่เล็กแต่น้อยจนได้เป็น ผู้อำนวยการสำนักทัณฑวิทยา ตำแหน่งสำคัญที่ลูกหม้อราชทัณฑ์คนไหนเคยนั่งแล้วมักจะได้เป็นอธิบดีในภายหลัง

รองปลัดกอบเกียรติ ขึ้นสู่ตำแหน่งในระดับ รองอธิบดี ตั้งแต่ปี 2546 สิบกว่าปีมาแล้วโดยเป็นรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ต่อมาเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม แล้วได้เป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์รอบแรกโยกไปเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติแล้วกลับมาเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์อีกครั้งหนึ่ง

ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับอธิบดีคือ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรมปี 2557 เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรมปี 2559 พร้อมกับการรักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ตั้งแต่ต้นปี 2559 เพราะอธิบดีคนเดิม นายวิทยา สุริยะวงศ์ ย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

ที่จริงตอนนั้นแทนที่จะให้ รองกอบเกียรติ รักษาการก็สามารถแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีได้เลยเพราะคุณสมบัติและความเหมาะสมครบถ้วนแต่ก็ไม่ได้ตั้ง

กลับกลายเป็นว่าให้รักษาการจากเดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายน 2559 จึงมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่โดยเลือกมาจากคนที่เป็นผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมในปี 2557 และเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในปี 2558 พอครบ 1 ปีในเดือนมิถุนายน 2559 ก็ตั้งให้เป็นอธิบดีทั้งๆที่มีอายุราชการเหลือเพียง 3 เดือนก็เกษียณอายุ

ถ้าเทียบกับทหารก็คือการเลื่อนจากพลตรีเป็นพลโทพลเอกภายในปีเดียว แต่นี่เป็นพลเรือนชื่ออะไรขี้เกียจจำ จำได้แต่ว่านามสกุล วงษ์สุวรรณ.

“ซี.12”

 

กลับถิ่นเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 29 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704240

 

การแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวงและอธิบดีที่ผ่านเข้าอนุมัติในคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่แล้วมีแง่มุมที่น่าจะเอ่ยถึงหลายอย่างด้วยกัน

คือเป็นสิ่งที่มากกว่าการยกข้อเท็จจริงมาบอกกล่าวว่าใครได้ตำแหน่งไหนโดยก้าวมาจากไหน

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราวที่สะท้อนการตัดสินใจของผู้บริหารที่มีอำนาจแต่งตั้งและบางเรื่องบางตำแหน่งจะกลายเป็นตำนานสืบไป

อย่างเช่นตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ.ร. ที่ ครม.อนุมัติให้รับโอน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ จากตำแหน่ง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็น เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ดร.ทศพร นั้นเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.คนแรกมาตั้งแต่ปี 2545 โดยตอนเริ่มแรกตำแหน่งนี้เทียบเท่ากับ อธิบดี–ซี 10 แต่ต่อมาได้ยกระดับขึ้นมาเป็น ซี 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวง

เลขาธิการทศพร ทำงานอยู่ตรงนี้ติดต่อกันยาวนาน 10 ปีเต็มจนอาจกล่าวได้ว่า ทศพรคือ ก.พ.ร. และ ก.พ.ร.คือทศพร โดยได้วางรากฐานงาน ก.พ.ร.จากไม่มีอะไรจนเป็นมาตรฐานต้นแบบ

แล้ววันที่ 1 ตุลาคม 2556 ดร.ทศพร ถูกรัฐบาลสมัยนั้นย้ายไปเป็น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาข้ามห้วยไปอยู่กระทรวงศึกษาธิการ และโยกเอา นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง มาเป็น เลขาธิการ ก.พ.ร. ทุกอย่างเป็นไปแบบงงๆตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ

แต่ด้วยความเป็น ข้าราชการมืออาชีพ และเป็น สุภาพบุรุษข้าราชการ มือระดับ ปลัดอารีพงศ์ ก็สามารถครองใจ คน ก.พ.ร. ได้ด้วยความเป็นนักบริหารที่มีธรรมาภิบาล ในขณะที่ เลขาธิการทศพร ก็เหมือนกับกลับไปสู่อ้อมอกของวงการมหาวิทยาลัยที่เคยเป็นอาจารย์อยู่ในสมัยเริ่มรับราชการแต่เป็นการกลับไปในฐานะของผู้ดูแลมหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วราชอาณาจักร

พอถึงวันดีคืนดีมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับข้าราชการ 3 คนที่ควรจะเอ่ยถึงเช่นกัน

คือในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน คสช. มีคำสั่งให้ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ลุกจากเก้าอี้เลขาธิการ ก.พ.ร.ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ในขณะที่ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ถูกย้ายจากเลขาธิการ กกอ.ไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในเวลาไล่เลี่ยกับ นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถูกคำสั่ง คสช.ให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีและต่อมาได้ลงในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

สำหรับที่สำนักงาน ก.พ.ร.ก็ให้รองเลขาธิการรักษาการไปเรื่อยๆไม่มีการแต่งตั้งใครขึ้นเป็นเลขาธิการจนถึงเดือนพฤษภาคม 2558 ปลัดอารีพงศ์ ก็กลับมาเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.อีกครั้งแต่อยู่เพียง 2 เดือนก็ย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในเดือนกรกฎาคมและเป็นปลัดกระทรวงพลังงานอีกหนในเดือนตุลาคมปีเดียวกันจนถึงวันนี้

ในเดือนกันยายน 2558 ปีที่แล้ว ที่ปรึกษาชูเกียรติ ได้รับคืนความเป็นธรรมในระดับหนึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งให้มาเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.คนที่สามคนปัจจุบันมีเวลาทำงานไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ก็จะเกษียณอายุราชการ

ขณะที่สังคมราชการกำลังจับตาว่าใครจะมาแทนที่ในตำแหน่งนี้ ก็ปรากฏผลออกมาว่า ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ คือใครคนนั้น ซึ่งก็ต้องแสดงความยินดีในการต้อนรับกลับถิ่นเก่า

ถ้าจะให้เครดิตใครสักคนในการสะสางปัญหาทุกอย่างได้ลงตัวสวยงามก็ต้องค้อมศีรษะคารวะให้กับ ดร.วิษณุ เครืองาม ที่เคยมีประสบการณ์ทั้งหวานชื่นและขื่นขมในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย นักบริหารในราชการพลเรือน และนักการเมืองจำเป็น.

“ซี .12”

 

มุมข้าราชการ 27/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702580

 

มุมข้าราชการ เสาร์นี้เห็นท่าจะต้องว่ากันด้วยเรื่อง ปลัดกระทรวงใหม่ เป็นหลัก ทั้งนี้ จากการที่ปีนี้มีข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง ในราชการพลเรือนเกษียณอายุราชการออกไปถึง 6 กระทรวง มีการแต่งตั้งทดแทนแล้วก่อนหน้านี้ 1 ตำแหน่งคือ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ….

มาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครม.ก็อนุมัติการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอีก 3 กระทรวงคือ วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายในได้เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเป็น ปลัดหญิง แทน ชุติมา บุณยประภัศร ผู้เกษียณอายุ ปลัดวิบูลย์ลักษณ์ เป็นข้าราชการในเส้นทางเดียวกับ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีหญิงเจ้ากระทรวงคือเป็นคนที่เติบโตมาจากกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ในอดีตเป็นลูกศิษย์อดีตปลัดกระทรวงผู้ยิ่งยงอย่าง สมพล เกียรติไพบูลย์ และต่างเคยเป็นเอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวามาแล้ว….

ปลัดใหม่คนที่สองในคราวเดียวกันนี้คือ กฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนาที่ได้เป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรมแทน อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้เกษียณอายุ แน่นอนว่าชื่อที่สะกดแปลกๆแบบนี้ต้องเป็นชื่อใหม่ที่เปลี่ยนแปลงมาจากชื่อเดิม กิตติกานต์ ศิริ ซึ่งผู้คนในแวดวงไม่ค่อยทราบชีวิตราชการของ ปลัดกฤษศญพงษ์ ที่เริ่มต้นด้วยการบรรจุเข้ารับราชการเป็น ครู 1 จนถึง ศึกษาธิการอำเภอ แล้วมาอยู่กรมการศาสนาผ่านงานมารอบด้านและมีอายุราชการเหลืออยู่อีก 4 ปีเต็มไม่น่าห่วงในการรับมือกับงานวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่….

ปลัดใหม่คนที่สามนี่น่าสนใจคือ ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการแทน นพ.กำจร ตติยกวี ผู้เกษียณในยุคที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงอย่าง พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กำลังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการศึกษาทั้งระบบโดยเริ่มต้นปฏิรูปอย่างจริงจังการปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานของกระทรวงให้ ปลัดกระทรวง สามารถสอดส่องดูแลงานของกระทรวงได้ทุกด้านทุกแท่งจึงจำเป็นต้องเลือกคน สัตย์ซื่อ-มือถึง มาทำงานและในที่สุดก็ลงเอยที่ ปลัดชัยพฤกษ์….

สำหรับพื้นฐานความเป็นมาของ ปลัดชัยพฤกษ์ เติบโตมาจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับรองเลขาธิการเมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเกิดปัญหาความไม่เรียบร้อยบางประการจนมีการสอบสวนกันใหญ่โตก็ได้รับเลือกให้มาสะสางปัญหาเหล่านั้นพร้อมกับผลักดันแนวทางอาชีวะสร้างชาติจนโด่งดังอยู่มาได้ 4 ปีเต็มแล้ว ครม.ขยายเวลาให้อีก 1 ปีจนครบปีที่ 5 ในคราวนี้จึงไปรับงานที่ท้าทายในตำแหน่งปลัดกระทรวง….

สรุปรวมแล้ว 6 ปลัดกระทรวงในราชการพลเรือนที่มีตำแหน่งว่างในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 มีตัวคนลงทดแทนแล้ว 4 กระทรวง ยังเหลืออีกเพียง 2 กระทรวงที่จะเข้ามาแทน วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่งแรกคือที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯนั้น ข่าวสะพัดหนาหูว่าอาจจะมีการโอน รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดลที่เพิ่งโอนมาเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วจะมีรายการข้ามห้วยอีกครั้งจากกระทรวงศึกษาธิการไปเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคนใหม่ เท็จจริงอย่างไรให้ลุ้นกันใน ครม.คราวหน้า….

แต่สำหรับตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรพิจารณาจาก ข้าราชการพลเรือน แท้ๆ มิใช่เป็นเก้าอี้ที่จะเก็บเอาไว้รองรับข้าราชการประเภทอื่นที่โดนเบียดแทรกไล่ที่มาจากที่อื่นถึงจะเป็น ทหาร-ตำรวจ ก็เถอะมิได้เก่งกาจไปกว่าข้าราชการพลเรือนแต่อย่างใด อีกประการหนึ่งคือศักดิ์ศรีของตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คือ ข้าราชการพลเรือนหมายเลข 1 ได้รับเกียรติให้ยืนหัวแถวในทุกงานเรื่องอะไรที่จะให้ข้าราชการฝ่ายอื่นมายุ่งเหยิงในจุดนี้….

“ซี.12”

ย้ายนายอำเภอระดับสูง (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 26 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701405

 

คำสั่งกระทรวงมหาดไทยในการแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) ให้ไปรักษาการในตำแหน่งระดับผู้อำนวยการต้น มีอยู่ 3 รายคือ

1.นายสุวัฒน์ จันทร์สุข นายอำเภอเมืองปาน ลำปาง เป็นผู้อำนวยการกองการสื่อสาร กรมการปกครอง 2.ร.ท.ภัทรชัย ขันธหิรัญ นายอำเภอปากชม เลย เป็นเลขานุการกรม สำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง 3.นายพูลเดช อุเทนพันธ์ นายอำเภอยี่งอ นราธิวาส เป็นนายอำเภอกาบัง ยะลา

อีกคำสั่งเป็นการแต่งตั้ง ข้าราชการประเภทอำนวยการระดับต้น ให้รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) จำนวน 8 ราย ดังนี้

1.นายประยูร พุทธชาติ นายอำเภอกาบัง ยะลา เป็นนายอำเภอยี่งอ นราธิวาส 2.นายวิจิตร์ แก้วประดิษฐ์ นายอำเภอกะพ้อ ปัตตานี เป็นนายอำเภอมายอ ปัตตานี 3.นายทินกร ถือทอง นายอำเภอนาแห้ว เลย เป็นนายอำเภอพรเจริญ บึงกาฬ 4.นายธนกฤต ฉันทะจำรัสศิลป์ นายอำเภอกรงปินัง ยะลา เป็นนายอำเภอปาย แม่ฮ่องสอน 5.นายจรูญ สร้อยจิต นายอำเภอพนมดงรัก สุรินทร์ เป็นนายอำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน 6.นายเอกอำพร อุปละกูล นายอำเภอนาหมื่น น่าน เป็นนายอำเภอทุ่งหัวช้าง ลำพูน 7.นายสมควร พระสว่าง นายอำเภอซับใหญ่ ชัยภูมิ เป็นนายอำเภอผาขาว เลย 8.นายประภาส หิรัญไพบูลย์ นายอำเภอสนม สุรินทร์ เป็นนายอำเภอหัวตะพาน อำนาจเจริญ

ส่วน ข้าราชการประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ให้รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) จำนวน 7 ราย ดังนี้

1.นายปริญญาพล อุทยาภรณ์ ป้องกันจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นนายอำเภอปากคาด บึงกาฬ 2.นายประสิทธิ์ อมตาริยกุล หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ที่ทำการปกครองอำเภอกระบุรี ระนอง เป็นนายอำเภอกระบุรี ระนอง 3.นายสุทัศน์ อติวรรณาพัฒน์ จ่าจังหวัดจันทบุรี เป็นนายอำเภอเมืองปาน ลำปาง 4.นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร จ่าจังหวัดอุดรธานี เป็นนายอำเภอปากชม เลย 5.นายสุพร ไชยบุรณากร หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ที่ทำการปกครองอำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี เป็นนายอำเภอไพรบึง ศรีสะเกษ 6.นายดำรง ศิริสธนพันธ์ หัวหน้ากลุ่มงานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เป็นนายอำเภอลืออำนาจ อำนาจเจริญ 7.ร้อยตรีโสภณ ภู่ขันเงิน หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ที่ทำการปกครองอำเภอท่าแซะ ชุมพร เป็นนายอำเภอพนา อำนาจเจริญ

ส่วนหนึ่งของคำสั่งเหล่านี้เป็นการจัดวางกำลังในส่วนกลางของกรมการปกครองในตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการส่วน ซึ่งคนที่ได้รับการพิจารณาว่าควรทำหน้าที่ตรงนี้ต้องไปรับตำแหน่งที่สูงขึ้นก่อนคือ นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) แล้วค่อยย้อนกลับมารักษาการในตำแหน่งที่ต่ำกว่า

บางส่วนเป็นข้าราชการประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ได้ไปรักษาการในตำแหน่งนายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง)

สำหรับนายอำเภออำนวยการระดับต้นที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นนายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) มีคำสั่งออกมา 182 ราย จะได้แจ้งให้ทราบสัปดาห์หน้า.

“ซี.12”

 

ย้ายนายอำเภอระดับสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 25 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700094

 

เมื่อตอนต้นเดือนสิงหาคม นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งนายอำเภออำนวยการระดับสูงหลายคำสั่งด้วยกัน

ในคำสั่งแรกๆเป็นการย้ายอำเภอของนายอำเภออำนวยการระดับสูงอยู่แล้ว 16 ราย คือ

1.นายวิชัย ตั้งคำเจริญ นายอำเภอวิเศษชัยชาญ อ่างทอง เป็นนายอำเภอเทพสถิต ชัยภูมิ 2.นายปริญญา เขมะชิต นายอำเภอป่าโมก อ่างทอง เป็นนายอำเภอวิเศษชัยชาญ อ่างทอง 3.นายอภิชาติ ธนะมัย นายอำเภอกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ เป็นนายอำเภอน้ำเกลี้ยง ศรีสะเกษ 4.นายเกริกชัย ผ่องแผ้ว นายอำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี เป็นนายอำเภอกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ 5.นายวีนัส สีสุข นายอำเภอจะแนะ นราธิวาส เป็นนายอำเภอราษีไศล ศรีสะเกษ

6.นายอำนาจ แย้มศิริ นายอำเภอเมืองราชบุรี เป็นนายอำเภอเมืองสระบุรี 7.นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอจอมบึง ราชบุรี เป็นนายอำเภอเมืองราชบุรี 8.นายสนั่น สนธิเมือง นายอำเภอบังนังสตา ยะลา เป็นนายอำเภอพนา อำนาจเจริญ (ต่อมามีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต.) 9.นายคำรบ เครือณรงค์ นายอำเภอทุ่งตะโก ชุมพร เป็นนายอำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี 10.นายวิโรจน์ เทพพิทักษ์ นายอำเภอกะเปอร์ ระนอง เป็นนายอำเภอทุ่งตะโก ชุมพร

11.นายพรเทพ วัชกีกุล นายอำเภอหว้านใหญ่ มุกดาหาร เป็นนายอำเภอละหานทราย บุรีรัมย์ 12.นายชัยวัฒน์ ชัยเวชพิสิฐ นายอำเภอละหายทราย บุรีรัมย์ เป็นนายอำเภอหว้านใหญ่ มุกดาหาร 13.นายประยงค์ จันทเต็ง นายอำเภอปากท่อ ราชบุรี เป็นนายอำเภอบางแพ ราชบุรี 14.นายประทีป นทีทวีวัฒน์ นายอำเภอบางแพ ราชบุรี เป็นนายอำเภอปากท่อ ราชบุรี 15.นายสมบูรณ์ ด่านรัชตกุล นายอำเภอดงเจริญ พิจิตร เป็นนายอำเภอท่าปลา อุตรดิตถ์ 16.นายปรีชา ดิลกพรเมธี นายอำเภอแหลมสิงห์ จันทบุรี เป็นนายอำเภอดงเจริญ พิจิตร

อีกคำสั่งหนึ่ง มี 5 ราย ประกอบด้วย1.นายธานี หะยีมะสาและ นายอำเภอมายอ ปัตตานี เป็นนายอำเภอกะเปอร์ ระนอง 2.นายเพชร สุพพัตกุล นายอำเภอปะคำ บุรีรัมย์ เป็นนายอำเภอนางรอง บุรีรัมย์ 3.นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอนางรอง บุรีรัมย์ เป็นนายอำเภอปะคำ บุรีรัมย์ 4.นางวันดี ราชชมภู นายอำเภอเวียงชัย เชียงราย เป็นนายอำเภอป่าแดด เชียงราย 5.นายสกล แก้วปวงคำ นายอำเภอป่าแดด เชียงราย เป็นนายอำเภอเวียงชัย เชียงราย

นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) เข้ามารักษาการในตำแหน่งระดับชำนาญการ พิเศษ เป็น ผอ.ส่วนในกรมการปกครอง 11 ราย คือ

1.นางอาภรณ์ ใหม่มงคล นายอำเภอพรเจริญ บึงกาฬ เป็น ผอ.ส่วนกิจการชายแดนและผู้อพยพ สำนักกิจการความมั่นคงภายใน 2.นายสุพจน์ เมฆประดับ นายอำเภอปากคาด บึงกาฬ เป็น ผอ.ส่วนส่งเสริมการทะเบียนและบัตร สำนักบริหารการทะเบียน 3.น.ส.สลารีวรรณ ทัพทวี นายอำเภอปาย แม่ฮ่องสอน เป็น ผอ.ส่วนระบบการปกครองท้องที่ สำนักบริหารการปกครองท้องที่ 4.นายสมชาย เกียรติก้องแก้ว นายอำเภอกระบุรี ระนอง เป็น ผอ.ส่วนยุทธการและการข่าว สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน 5.นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ นายอำเภอทุ่งหัวช้าง ลำพูน เป็น ผอ.ส่วนประสานราชการ สำนักกิจการความมั่นคงภายใน 6.นายณัฐภัทร์ เอมอ่อน นายอำเภอผาขาว เลย เป็น ผอ.ส่วนปฏิบัติการพิเศษ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน 7.นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ นายอำเภอไพรบึง ศรีสะเกษ เป็นผอ.ส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักการสอบสวนและนิติการ 8.นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอศรีรัตนะ ศรีสะเกา เป็น ผอ.ส่วนการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักบริหารการปกครองท้องที่ 9.นายดุรงค์ฤทธิ์ ศิริวัฒนพันธ์ นายอำเภอหัวตะพาน อำนาจเจริญ เป็น ผอ.ส่วนกิจการมวลชน สำนักกิจการความมั่นคงภายใน 10.นายศิริรักษ์ เชาวนปรีชา นายอำเภอลืออำนาจ อำนาจเจริญ เป็น ผอ.ส่วนกำลังพล สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน 11.นายอนุชา อินทรศร นายอำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี เป็น ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักการสอบสวนและนิติการ

นี่เป็นการวางตัวคนเข้ามาทำงานสำคัญในส่วนกลางแต่ไม่ปิดกั้นความก้าวหน้า.

“ซี.12”

 

อธิบดีเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 24 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698794

 

จากปลัดกระทรวงก็มาถึงตำแหน่งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงอีกตำแหน่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานนั่นคือผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี

ปีนี้ก็มีอธิบดีถึงเวลาเกษียณอายุราชการออกไปไม่น้อยรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งที่เทียบเท่าหรือเรียกชื่ออย่างอื่นด้วย อย่างเช่น เลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเอกอัครราชทูต

มาว่ากันถึงอธิบดีโดยตรงก่อน ใน สำนักนายกรัฐมนตรี มีอธิบดีเกษียณคนเดียวคือ นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่มีผลงานน่าชื่นชมไม่น้อยและโด่งดังมาตั้งแต่ครั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวอย่างของคนทำงานราชการในหน้าที่อย่างจริงจัง

อีกรายก็คือ นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

กระทรวงการคลัง มีอธิบดีเกษียณไปคนหนึ่งคือ นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ตอนนี้มีการแต่งตั้งคนทดแทนแล้วคือ นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลังมาแทน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอธิบดีเกษียณหลายคนคือ นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน นายอยุทธ์
หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี นายสุพจน์ เจิมสวัสดิ์พงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

กระทรวงมหาดไทย มี นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน ส่วนกระทรวงยุติธรรมมี นายวีระยุทธ สุขเจริญ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

กระทรวงสาธารณสุข มี นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้
นพ.สุเทพ วัชรปิยานันท์ มาแทน นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข มาแทน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา อธิบดีกรมการแพทย์ ได้ นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ มาแทน นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ได้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย มาแทน นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ มาแทน

การแต่งตั้งทดแทนเมื่อวานนี้คงมีออกมาบ้างบางกระทรวงแล้ว.

“ซี.12”

 

ปลัดเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 23 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697709

 

การประชุม ครม.วันนี้คงมีอีกหลายกระทรวงเสนอเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่างลงเพราะการเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ปลัดกระทรวง นั้น ของ กระทรวงการต่างประเทศ นำร่องไปแล้ว จึงขอทบทวนถึงตำแหน่งที่เหลืออยู่โดยปลัดกระทรวงที่เกษียณปีนี้มี 6 กระทรวงในฝ่ายพลเรือนรวมทั้ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และถ้านับ ปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วยก็เป็น 7

ใน 5-6 กระทรวงที่ว่านั้นได้แก่ 1.นายอภิชาต ชินวรรโณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มีการแต่งตั้ง นางบุษยา มาทแล็ง ทดแทนแล้ว 2.นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ 3.นายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 4.นายวีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 6.พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากปลัดกระทรวงแล้วยังมีตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีและมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงเกษียณออกไปอีก 6 ราย ได้แก่ 1.นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2.นายวิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 3.นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 4.ม.ล.จิรพันธุ์ ทวีวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 5.นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 6.นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

แล้วก็อย่าลืมว่ายังมีข้าราชการอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับบริหารมาก่อนแต่ต่อมาถูกย้ายเข้าประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งที่เรียกชื่อต่างๆกันก็ถึงเวลาเกษียณอายุราชการปีนี้เช่นกันคือ

1.นายสุวัตร สิทธิหล่อ อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี 2.นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 3.นายวัชระชัยย์ นาควัชระชัยท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4.นางกนกทิพย์ รชตะนันทน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 5.พลโทพงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ในสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นยังมีข้าราชการในตำแหน่งสำคัญระดับอธิบดี เกษียณอายุด้วยอีก 2 รายคือ นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กับ นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จึงนำมาบันทึกไว้พร้อมกันไปเลย

สำหรับคนที่มีโอกาสก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ ถ้าหากว่ายังไม่มีการนำเข้า ครม.เสียก่อนในวันนี้ก็จะหาโอกาสคาดหมายและนำเสนอถึงความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง.

“ซี.12”

 

ย้ายผู้ว่าฯยกแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 22 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696999

 

การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดชุดแรกของกระทรวงมหาดไทยนั้นออกมาได้รวดเร็วและมีความหมายยาวไกลไปถึงอนาคต เพราะมีการตกลงกันได้ลงตัวสมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

เป็นเรื่องที่เอ่ยไว้แล้วเมื่อวันเสาร์ว่า เมื่อถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2559 รองปลัดกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด 4 คนเป็นสิงห์ดำหมด อธิบดี 4 คนใน 6 กรมก็ล้วนแต่สิงห์ดำ อีก 2 กรมเป็นวิศวะกับสิงห์ทอง ส่วนสิงห์แดงนั้นอย่างเก่งก็ได้เพียงผู้ว่าฯชานกรุงหรือหัวเมืองใหญ่ฝ่ายตะวันออก

เป็นที่เข้าใจได้ว่าเมื่อหมดเวลาของ ปลัดกฤษฎา บุญราช ตำนานชาวสิงห์ฉากใหม่จะเปิดศักราชกันอย่างครึกโครม

มีคำถามจากผู้ใหญ่ที่ใจเป็นธรรมที่เคยถามน้องๆว่า เราจะทำเหมือนกับที่เขาเคยทำกับเราอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ไม่ผิดอะไรไปจากพวกเขา จะเอากันอย่างนั้นหรือ

เอาล่ะเรื่องราวเหล่านี้ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่มีไม่จริง

มาดูกันถึงการสับเปลี่ยนวางตัวผู้ว่าฯที่ออกมา 10 กว่าคนคราวนี้เสียหน่อย มีหลายคนที่เพิ่งขึ้นจากรองเป็นผู้ว่าฯปีที่แล้วยังไม่ทันครบปีดีเลยมีคำสั่งในปีนี้ให้ย้ายเมืองเสียแล้ว แถมยังเป็นหัวเมืองใหญ่เสียด้วย

หลังมีคำสั่งแรกนี้แล้วทำให้จังหวัดที่มีเก้าอี้ว่างสำหรับผู้ว่าฯใหม่น่าสนใจเพิ่มขึ้น อย่างเช่นทางเหนือก็มีที่แพร่และลำปาง เป็นต้น ส่วนอีสานก็มีร้อยเอ็ดกับเลยเมืองท่องเที่ยว ภาคกลางก็นั่นแหละพระนครศรีอยุธยา

มาถึงภาคใต้มีหลายเมืองที่ยังไม่ตั้งผู้ว่าฯไล่รวดมาตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต ตรังและปัตตานี

รายที่เคยเอ่ยถึงด้วยความเกรงใจว่าการเอา นายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเมื่อเดือนมกราคม 2559 นั้น เปรียบเสมือน ปลาผิดน้ำ เป็นที่ลำบากใจสำหรับทุกฝ่าย

ตอนนี้ก็มีการย้าย ผู้ว่าฯสุริยะ กลับคืนสู่พื้นที่ปกติแล้วคือจากผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี

ดูไปแล้วเหมือนว่าจะถูกต้องเหมาะสมเป็นธรรมดีอยู่หรอก

แต่ถ้าหากมองจากอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อบรรดารองผู้ว่าฯในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รอขึ้นอยู่แล้วเลยได้ขึ้นช้าไปร่วม 10 เดือน

เมื่อวันเสาร์ก่อนโน้นเอ่ยชื่อรองผู้ว่าฯอาวุโสที่ทำงานชายแดนใต้มานานเช่น นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ รอง ผวจ.ปัตตานี นายเถกิงศักดิ์ ยกศิริ รอง ผวจ.นราธิวาส นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ รอง ผวจ.ยะลา รวมทั้ง นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รอง ผวจ.ยะลา เมื่อปี 2555 ปัจจุบันเป็นรอง ผวจ.ตรัง และ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ รองเลขาธิการ ศอ.บต.นั้น

รองสายัณห์ ขึ้นมาปี 2555 รองวีรนันท์ ปี 2556 อีก 3 รองขึ้นมาปี 2557 ส่วนรองศุภณัฐ นั้นก็ขึ้นมาปี 2556 แต่ตอนนี้มีอาวุโสที่สุดในฐานะนักบริหารระดับสูงหรือซี 10 เดิม

ใครสมควรได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีนั้น นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาและสงขลาน่าจะมองได้ทะลุปรุโปร่ง.

“ซี.12”