กก.ปลัดอำเภอ 217-218

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674005

 

ผู้ที่สอบได้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอของกรมการปกครองนั้นเมื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปรับราชการในพื้นที่ต่างๆได้สักระยะหนึ่งพอรับรู้ถึงภารกิจหน้าที่พอสมควรแล้วก็จะได้เข้าฝึกอบรมในหลักสูตรปลัดอำเภอที่วิทยาลัยการปกครองเป็นรุ่นๆไป

เหตุการณ์เป็นดังนี้มาแต่ละรุ่นจนมีเป็นร้อยๆรุ่นแล้ว อย่างตอนนี้กำลังมีการอบรมปลัดอำเภอในรุ่นที่ 217 และ 218 ไปพร้อมๆกัน ในระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ณ โรงเรียนปลัดอำเภอ วิทยาลัยการปกครอง อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พรุ่งนี้ก็จะจบการศึกษากันแล้ว

นักศึกษาหลักสูตรปลัดอำเภอ รุ่นที่ 217 ได้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการนักศึกษา และ นายรณรงค์ นครจินดา อธิการวิทยาลัยการปกครอง ออกประกาศแต่งตั้งกันมานานแล้วแต่ข้อมูลหายหกตกหล่นไปเพิ่งค้นเจอในวันสุดท้ายที่จะเอามาแจ้งให้ทราบดังนี้

1.นายเรืองฤทธิ์ แบสิ่ว ประธานกรรมการ 2.ว่าที่ร้อยตรีศุภวัฒก์ จงธรรม รองประธานกรรมการ 3.นางจุฑามาศ โชติพงศ์ หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ 4.นายดิษฐพงศ์ สันวงศ์หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน 5.นางสาวปวีณา แสนอุ้ม หัวหน้ากลุ่มวิชาการ 6.นายทวีลาภ ประสิทธินาวา หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง 7.นายจักรินทร์ ตั้งพิพัฒน์ทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มกีฬา 8.นางสาววารุณี กันทะวัง หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ 9.นายนพัฐกรณ์ ชัยนพพงษ์ หัวหน้ากลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม 10. นายทินกร โสภารักษ์ เลขานุการ 11.นางสาวปัญชลีย์ พงษ์ปรีดาภัสร์ เหรัญญิก 12.นายอังคาร มุ่งเกิด กรรมการ 13.นายยูฮารี อัชมาน กรรมการ 14.นายวิภาสกร กิติคำ กรรมการ 15.นางสาวพรชนรมณ มัตราช กรรมการ

ส่วนคณะกรรมการนักศึกษารุ่น 218 ที่จะจบการศึกษาพร้อมกันมีดังนี้

1.นายชวโรจน์ วงค์ชุมพันธ์ ประธานกรรมการนักศึกษา 2.นางสาวกัณฑิตา ศรีวิไล รองประธานกรรมการนักศึกษา 3.นายอภินันท์ ลอยฟ้า หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ 4.นายเจริญศักดิ์ ขุนแก้ว หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน 5.นายสามารถ ปุลลปัญโญ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ

6.นางสาวณรัตญา พวงมาลัย หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง 7.นายประเสริฐศักดิ์ บุตรสา หัวหน้ากลุ่มกีฬา 8.นายปรีชา บุญรักษา หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ 9.นายพศิน ชูเมือง หัวหน้ากลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม 10.นายรักเกียรติ รุ่งรัตน์ เลขานุการ 11.นางศรีสุดา คำวอน เหรัญญิก 12.นายสมพล สุระสัจจะ กรรมการ 13.นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี กรรมการ 14.นายธราพงษ์ สุรวงศ์ กรรมการ 16.นายอภิสิทธิ์ ดิสรังโส กรรมการถึงจะนำเสนอช้าไปบ้างแต่คาดว่าคณะกรรมการทั้งสองชุดของสองรุ่นนี้คงจะทำหน้าที่ในการประสานงานรุ่นกันต่อไปหลังจากแยกย้ายกลับจังหวัดต้นสังกัดด้วยศักดิ์ศรีของปลัดอำเภอเต็มตัว.

“ซี.12”

 

กรมที่ดินปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672950

 

ในบางครั้งบางคราวที่ได้มีโอกาสเสวนากับนายอภินันท์ ซื่อ-ธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน จะสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการกระทำที่มิชอบเข้าข่ายการทุจริตในกรมที่ดิน

กรมที่ดินสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภาระหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดิน และ น.ส.3 รวมทั้งการจดทะเบียนและนิติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดิน การจำนอง การเช่า การจำยอม และอื่นๆ ตลอดจนการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3 หรือการรังวัดที่ดินเพื่อตรวจสอบแนวเขตและจำนวนเนื้อที่

ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามภาระ หน้าที่ดังกล่าวนั้น เจ้าของที่ดินหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจะมายื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินซึ่งต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ผู้ขอนำมาแสดงว่าถูกต้องเรียบร้อยหรือไม่ ถ้าครบถ้วน ถูกต้องแล้วเจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้ตามความประสงค์ของผู้ขอ

แต่โดยที่ในการให้บริการดังกล่าว บางโอกาสมีบุคคลผู้ไม่สุจริตได้มาติดต่อราชการและกระทำความผิดอาญาต่อกรมที่ดิน หรือร่วมกับเจ้าหน้าที่ หรือสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการกระทำความผิดอาญาต่อกรมที่ดิน

ตัวอย่างเช่น การปลอมแปลงเอกสาร การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำให้เสียทรัพย์หรือการบุกรุกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีการออกเอกสารสิทธิไปโดยมิชอบ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากต้องเข้มงวดกวดขันปราบปรามพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินที่กระทำการทุจริตแล้ว จำเป็นต้องเอาผิดกับ บุคคลภายนอก ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย

ดังนั้น เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 กรมที่ดินจึงได้วางระเบียบว่าด้วยการดำเนินคดีอาญากับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาญา พ.ศ.2559 ให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติเพื่อปราบโกงจากบุคคลภายนอก โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจท้องที่อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

1.ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รู้การกระทำความผิดนั้น และให้สอบสวนรวบรวมหลักฐานให้เสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันตั้งกรรมการ ในส่วนของสำนักงานที่ดินอำเภอ ให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานแล้วเสนอนายอำเภอพิจารณาสั่งการภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าวเช่นกัน

2. เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วให้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุภายในสามวัน นับแต่วันที่ได้สรุปผลการพิจารณา เพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดอาญามาลงโทษ

3. แต่ถ้าการกระทำความผิดอาญานั้น มีความชัดแจ้งว่าเป็นความผิดฐานใดพร้อมทั้งมีหลักฐาน ก็ให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่รู้การกระทำความผิด โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ

4. เมื่อได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ให้รายงานกรมที่ดินเพื่อติดตามการดำเนินคดีจนถึงที่สุด

การมีระเบียบเช่นนี้ ถือว่ากรมที่ดินมีนโยบายป้องปรามบุคคลภายนอกไม่ให้ไปชักชวนเจ้าหน้าที่ทำกิจการใดๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อประเทศชาติ และสิทธิของผู้อื่นอย่างมากมาย และหากกรมที่ดินสามารถดูแลกวดขันให้เจ้าหน้าที่ของตนเองประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว เชื่อได้ว่าประชาชนก็จะได้รับการบริการที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ระเบียบปราบโกงของกรมที่ดินฉบับนี้จึงมีประโยชน์สำหรับคนสุจริตโดยแท้.

“ซี.12”

 

กก.จริยธรรมจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671926

 

การจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการในระดับกรมและจังหวัดนั้นเมื่อครบวาระแล้วก็มีการแต่งตั้งชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนโดยอาจจะเป็นชุดเดิมก็ได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติในประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน

เมื่อไม่นานมานี้เคยเขียนถึงการเลือกสรรเสนอคณะกรรมการจริยธรรมประจำกรมแห่งหนึ่งด้วยความชื่นชมว่ามีความตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนผลักดันการดำเนินงานด้านจริยธรรมอย่างจริงจังด้วยการเชื้อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามามีส่วนร่วมด้วยความกล้าหาญ

นั่นคือคณะกรรมการจริยธรรมของ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง โดยประธานได้แก่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ตงฉินเป็นที่ยอมรับทั้งแผ่นดิน

กรรมการที่เป็นข้าราชการประจำในกรมนั้น นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร และ นายชุติวัฒน์ วรรธนผล รองอธิบดี เข้ามาเป็นด้วยตนเอง พร้อมกับ นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และ นายบุญเทียม โชควิวัฒน ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกคือ พันเอกนิมิตต์ สุวรรณรัฐ ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ กับ ศาสตราจารย์ ดร.สกนธ์ วรัญญวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นับเป็นคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการที่ครบเครื่องสมบูรณ์ที่สุด

ในขณะที่ส่วนราชการอื่นๆก็เอาแต่เสนอ อดีตปลัดกระทรวง อดีตอธิบดี หรือรองมาเป็นประธาน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก็เอาข้าราชการบำนาญของกรมนั่นแหละมาใส่ไว้ให้เต็มโควตา ล้วนแต่เป็นคนในวังวนเดียวกัน

ในส่วนของ คณะกรรมการจริยธรรมประจำจังหวัด ก็แทบไม่แตกต่างกัน ก็มีอดีตผู้ว่าฯ อดีตข้าราชการที่อยู่ในจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางแห่งที่เลยเถิดถึงขนาดเสนอให้พระสงฆ์องค์เจ้าเข้ามาเป็นประธาน ต้องขอร้องห้ามปรามกันแทบแย่

อย่างไรก็ตาม มีอยู่บ้างบางจังหวัดที่แสดงออกถึงความใจกว้างเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบติดตามในเรื่องจริยธรรมได้เต็มที่

อย่างเช่น จังหวัดบึงกาฬ ถึงแม้ว่าจะให้ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แต่ก็เชิญ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัด และ ประธานสภาทนายความจังหวัด ซึ่งเป็นภาคเอกชนเข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก

ที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัด เป็นประธาน อดีตที่ดินจังหวัด กับ อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายประจำมี หัวหน้าสำนักงานจังหวัด กับ นายอำเภอ

จังหวัดร้อยเอ็ด เข้าท่าตรงที่ให้ อดีตนายอำเภอเมืองยโสธร ที่เกษียณแล้วมาพำนักอยู่ในจังหวัดเป็นประธาน และตัว ผู้ว่าราชการจังหวัด กับ รอง เป็นกรรมการ

ส่วน จังหวัดพัทลุง เอา อดีตคลังจังหวัด เป็นประธาน อดีตเกษตรจังหวัด กับ อดีตพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการฝ่ายราชการประจำมี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นำทีม

เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการเป็นอะไรที่น่าสนใจ ว่างๆจะจดจำมาเล่าสู่กันฟังอีก.

“ซี.12”

 

อบรมบูรณาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671219

 

เมื่อตอนที่เขียนถึงโครงการนี้ที่สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมการปกครอง จัดขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคนั้น

ได้นำเสนอรายชื่อ 20 นายอำเภอที่กรมการปกครองคัดเลือกมาเข้าโครงการไปแล้ว ยังมีอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูงหรือประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญจากหน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คือ

1.นายสมศักดิ์ เพิ่มเกษร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

2.นางสาวเยาวลักษณ์ กุลพานิช นักทรัพยากรบุคคลเชี่ยวชาญ สำนักงาน ก.พ.

3.นางศิริเนตร กล้าหาญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบราชการ สำนักงาน ก.พ.ร.

ชุดต่อมามาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ

1. นายโฆสิต ล้อศิริรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา กรมชลประทาน

2. นายธีระพล ตั้งสมบุญ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน สำนักชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน

จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่

1.นายนิรันดร์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสุรินทร์

2. นายชูเกียรติ พงษ์ศิริวรรณ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ กรมป่าไม้

3. นายอำมาตย์ สุธรรมจรัส ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ

4. นายชัยวัฒน์ ดุษฎีพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผน กรมทรัพยากรน้ำ

จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี

1. นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา

จากกระทรวงมหาดไทย ได้แก่

1.นางสาวเบญจวรรณ สุดจริง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น

2.นายสวัสดิ์ ใยเยื่อ ผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

3. นายชัยยา เจิมจุติธรรม วิศวกรโยธา กรมโยธาธิการและผังเมือง

ทั้งหมดนี้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการไปแล้วในช่วงวันที่ 10-15 กรกฎาคม 2559 คิวต่อไปคือการศึกษาดูงานในต่างจังหวัดในช่วงวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2559 และช่วงสุดท้ายในระหว่างวันที่ 14-19 สิงหาคม 2559 เป็นการสรุปผลการปฏิบัติการและพัฒนาข้อเสนอแนวทางการบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคและเสนอผลการศึกษา

ผลสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ในการบูรณาการทำงานร่วมกันของส่วนราชการอย่างจริงจัง.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 23/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669719

 

เสาร์นี้ขอใช้พื้นที่สำหรับ ข้าราชการหญิง ในแวดวงนักปกครองของกระทรวงมหาดไทย จากที่เคยผงาดขึ้นมาเชิดชูศักดิ์ศรีของ สิงห์สาว ได้พอสมควรปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปค่อยๆโรยราไม่มีการปั้นคนขึ้นมาต่อเนื่อง ดูได้จากตำแหน่งในระดับสูงอย่าง ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และ อธิบดี ที่ไม่เคยปรากฏโฉมมานานแล้ว แม้แต่ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีอยู่ก็น่าใจหาย….

ณ ปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดหญิง มีเพียง 2 คน คือ จิตรา พรหมชุติมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และ ฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร แต่พอถึงสิ้นปีงบประมาณนี้ 30 กันยายน 2559 ก็ถึงเวลาต้องเกษียณอายุราชการไปเสียหนึ่งคือ ผู้ว่าฯจิตรา เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวคือ ผู้ว่าฯฉัตรพร….

ครั้นเหลียวมอง รอง ผวจ.หญิง ในร้อยกว่าคนของรอง ผวจ.นั้นหรือก็มีเพียง 5 คน มิหนำซ้ำ 2 ใน 5 ก็พากันเกษียณอายุปีนี้ได้แก่ นภา ศกุนตนาค รอง ผวจ.ชัยภูมิ และ ชูสม รัตนนิตย์ รอง ผวจ.แพร่ เหลือแต่ กานต์เปรมปรีดิ์ ชิตานนท์ รอง ผวจ.จันทบุรี ณิทฐา แสวงทอง รอง ผวจ.ราชบุรี และ ปาณี นาคะนาท รอง ผวจ.ลำพูน น่าจะผลักดันให้เป็น ผวจ.หญิงเพิ่มขึ้นสักคน ….

ถ้านับรวมรองอธิบดีในกระทรวงมหาดไทยก็มี สายพิรุณ น้อยศิริ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เพิ่มอีกคนเดียว เพราะรองอธิบดีอีกคนคือ ศิระภา วาระเลิศ รองอธิบดีกรมโยธาธิการ และผังเมือง ก็เกษียณเหมือนกัน….

ถ้าจะมีข้ออ้างว่าข้าราชการหญิงในตำแหน่งที่ขึ้นได้มีอาวุโสน้อยกว่ารองอื่นๆที่เป็นข้าราชการชายก็อ้างได้ แต่น่าจะใคร่ครวญถึงความเสมอภาคและความเป็นธรรมด้านอื่นบ้าง ทั้งหลายทั้งปวงที่บันทึกมานี้ก็เพราะทุ่มเทความหวังในวิจารณญาณของ กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นสำคัญในการผลักดัน….

สำหรับข้าราชการสตรี ที่เป็น นายอำเภอหญิง และเทียบเท่า ตอนนี้มีคิวลุ้นขึ้นสู่ตำแหน่งนายอำเภอ อำนวยการระดับสูง 5-6 คน จากจำนวน นายอำเภอระดับต้น ที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก 217 คน เพราะที่เหลืออีก 200 กว่าคนนั้นเป็นนายอำเภอชายล้วนๆ….n ลองมาติดตามดูกันว่า ยอดหญิง ที่แหวกวงจรเข้ามาครองตำแหน่ง นายอำเภอ ได้เทียมหน้าเทียมตาบุรุษเพศนั้นมีใครกันบ้าง เริ่มที่ จิรภา ทองศิริ นายอำเภอห้วยคต อุทัยธานี ไพรวัลย์ รักชาติเจริญ นายอำเภอเทพารักษ์ นครราชสีมา ภัทราพร ลายจุด นายอำเภอแม่ออน เชียงใหม่ สุนันท์ สุขเจริญ นายอำเภอโนนดินแดง บุรีรัมย์….

อีก 2 รายเป็น ผู้อำนวยการส่วน ในส่วนกลางที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่ากับนายอำเภอระดับต้น เข้าใจว่าเคยเป็นนายอำเภอมาก่อนหน้านี้แล้วคือ สลารีวรรณ ทัพทวี ผู้อำนวยการส่วนระบบการปกครองท้องที่ สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กับ อาภรณ์ ใหม่มงคล ผู้อำนวยการส่วนกิจการชายแดนและผู้อพยพ สำนักกิจการความมั่นคงภายใน….

พูดถึงความก้าวหน้าของ นายอำเภอหญิง แล้วขอเลยต่อไปถึงการต้อนรับ ปลัดอำเภอหญิง บรรจุใหม่เป็นรุ่นแรกของปีนี้ มี 24 คนจากจำนวนปลัดอำเภอใหม่ 100 คน ดังนี้ ณัฐชญา สุริต ปลัดอำเภอไพศาลี นครสวรรค์ ยศธร ผลเจริญรัตน์ ปลัดอำเภออมก๋อย เชียงใหม่ วิไลวรรณ ตาดา ปลัดอำเภอแม่อาย เชียงใหม่ ผกาวรรณ แสนออน ปลัดอำเภอเวียงแหง เชียงใหม่ วีรินทรดา ไชยวุฒิจักร ปลัดอำเภอเชียงดาว เชียงใหม่ ณัฐพร จารุรัตน์ศุภมิตร ปลัดอำเภอบ้านโคก อุตรดิตถ์….

ถัดมาเป็น กุลฉัตร กาลหอมนวล ปลัดอำเภอศรีมโหสถ ปราจีนบุรี หทัยรัตน์ เสมประวัติ ปลัดอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ณัฐวดี คงคาฉุยฉาย ปลัดอำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี ณัฐนรี อาเย ปลัดอำเภอพนัสนิคม ชลบุรี กิตติยากร แก้วใส ปลัดอำเภอเมืองอุบลราชธานี พัทรณันท์ แสนสุข ปลัดอำเภอบ้านฉาง ระยอง….

ติดตามด้วย อสนี ชัยภูวนารถ ปลัดอำเภอเวียงแก่น เชียงราย จิราวรรณ ศรทอง ปลัดอำเภอท้ายเหมือง พังงา ลลิตา ตั๋นชุม ปลัดอำเภอนครไทย พิษณุโลก รอฮันณา วาเด็ง ปลัดอำเภอเมืองพังงา กรแก้ว ไกรแก้ว ปลัดอำเภอกะปง พังงา สาวิตรี เลี้ยงอำนวย ปลัดอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม….

กลุ่มสุดท้าย ภาการ ภูบ้านเช่า ปลัดอำเภอภูเขียว ชัยภูมิ นริศรา เหลี่ยมเคลือบ ปลัดอำเภอแม่เปิน นครสวรรค์ ทิวาพร ทนันชัย ปลัดอำเภอแม่สาย เชียงราย อรุณลักษณ์ ประคองใจ ปลัดอำเภอโนนดินแดง บุรีรัมย์ ภัทรพร เรืองฤทธิ์ ปลัดอำเภอสันติสุข น่าน ศิราภร เที่ยงสาย ปลัดอำเภอวังโป่ง เพชรบูรณ์….

ซี 12

การพัฒนาตามแผน 12

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 22 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668599

 

การประชุมระดมความเห็นเรื่องการพัฒนาประเทศในช่วงแผน 12 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่อิมแพคเมืองทองธานีวันนี้นั้น

การประชุมกลุ่มย่อย 7 กลุ่มในภาคบ่ายนี่แหละที่จะได้ประโยชน์ชัดเจนจริงจัง

ทั้งนี้ กรอบการระดมความคิดทั้ง 7 กลุ่มได้บอกให้ทราบแล้ว 3 กลุ่ม ยังเหลืออีก 4 กลุ่มดังนี้

กลุ่มที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องรักษา และฟื้นฟูทุนธรรมชาติและมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และเป็นธรรม ความมั่นคง และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และลดมลพิษ และพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ

กลุ่มที่ 5 การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะต่อไป อยู่บนฐานการพัฒนาที่เข้มแข็งพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทั้งจากภายใน ภายนอกประเทศให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย สังคมปลอดภัย สามัคคี สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์และภัยคุกคาม ความมั่นคงภายใน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ

กลุ่มที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาล เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็ก มีการบริหารจัดการที่ดี ได้มาตรฐานสากล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการบริหารจัดการและให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนลดปัญหาการทุจริต และพัฒนาระบบและกระบวนการทางกฎหมายให้สามารถอำนวยความสะดวกด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรมแก่ประชาชน โดยมีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน บทบาท ภารกิจ และคุณภาพบุคลากรภาครัฐให้มีความโปร่งใส ทันสมัย คล่องตัว ขนาดที่เหมาะสม คุ้มค่า มีกระบวนการงบประมาณที่บูรณาการ ตรวจสอบได้ ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนท้องถิ่น บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีบริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งให้ความสำคัญกับการปลูกฝังให้คนไทยไม่โกง มีการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย และกระบวนการยุติธรรมเป็นประสิทธิภาพ

กลุ่มที่ 7 การพัฒนาภาคเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาภาคเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ สนับสนุนการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ให้สามารถสร้างโอกาสการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมทั้งพัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดให้เป็นเมืองน่าอยู่ สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม ฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลัก และเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางพัฒนาที่สำคัญ อาทิ ภาคเหนือเป็นฐานเศรษฐกิจ สร้างสรรค์มูลค่าสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลุดพ้นจากความยากจน ก้าวสู่อีสานพึ่งตนเอง ภาคกลางเป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำที่ใช้เทคโนโลยีสูง ภาคใต้เป็นฐานการสร้างรายได้ที่หลากหลาย พื้นที่บริหารชายฝั่งทะเลตะวันออก และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเติบโตอย่างสมดุล เป็นแหล่งสร้างรายได้ของประเทศ รวมทั้งเร่งพัฒนา 22 เมืองสำคัญ ให้เป็นเมืองน่าอยู่และมีเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้
ทั้งหมดนี้เป็นการวางกรอบไว้รอบด้านซึ่งถ้าสามารถทำได้ครบถ้วนเกินครึ่งของแต่ละด้านประเทศไทยจะน่าอยู่มากกว่าแน่นอน.

“ซี.12”

มองร่างแผน 12

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668031

 

งานประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการและการวางแผน

ยิ่งปีนี้กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายในสังคมได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างแผน 12 ที่จัดทำเสร็จแล้ว

การประชุมนี้จัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันพรุ่งนี้ 22 กรกฎาคม 2559 ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ด้วยการโชว์คำคมว่า แผนฯ 12 สร้างสรรค์นวัตกรรม นำไทยเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สนองนโยบายรัฐบาลเป๊ะเลย

งานใหญ่ขนาดนี้ต้องมี นายกรัฐมนตรี มาเปิดการประชุมและโชว์เดี่ยวไมโครโฟนตามฟอร์มของภาษาทางการว่าปาฐกถาพิเศษ

จากนั้นในภาคเช้าที่มีเวลาเหลือเป็นการประชุมระดมความเห็นเรื่องการพัฒนาประเทศในช่วงแผน 12 นี้ โดยมี นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานสภาพัฒน์ เป็นประธาน และ นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

จริงๆแล้วการประชุมกลุ่มย่อยในภาคบ่ายนั่นแหละที่จะได้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มมีกรอบการระดมความคิดโดยย่อดังนี้

กลุ่มที่ 1 การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เพื่อให้คนไทยมีความพร้อม มีทักษะในการดำรงชีวิต สามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในสังคมสูงวัย และมีความสามารถเชิงแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการพัฒนาคนทุกกลุ่มวัย ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีวินัย มีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการนำใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิถีชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย สร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมไทยเข้าถึงบริการของรัฐทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม และด้านกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

กลุ่มที่ 2 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา ในห้วงเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป การพัฒนาให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและแข่งขันได้เพื่อเป็นรากฐานในการเจริญเติบโตในระยะยาวโดยบรรลุเป้าหมาย การมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 13,000 ดอลลาร์ ต่อคนต่อปี ภายใน 20 ปี และมีการพัฒนาในมิติอื่นเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฯลฯ

กลุ่มที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตลอดจนใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิจัย และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ ทั้งด้านการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ มีแนวทางพัฒนาที่สำคัญ อาทิ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งในระบบราง ขนส่งสาธารณะโครงการข่ายทางถนนและขนส่งทางอากาศและทางน้ำ เป็นต้น

กรอบความคิดของอีก 4 กลุ่มย่อยก็น่าสนใจจะได้สรุปมาให้ทราบในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”

 

เลือกกรรมการ ก.พ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 20 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667256

 

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. องค์กรตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มีมาถึงขณะนี้เป็นชุดที่สองแล้ว

ตอนนี้มีตำแหน่ง กรรมการ ก.พ.ค. ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ ลาออกไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2559

กระบวนการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. 1 ตำแหน่งได้เริ่มมาโดยคณะกรรมการคัดเลือกที่มีประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน ออกประกาศรับสมัครและมีผู้มาสมัคร 9 ราย ผ่านการตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นเรียบร้อยทั้ง 9 รายดังนี้

1.นายภมร ขันธหัตถ์ อดีตรองอธิการบดีสถาบันราชภัฏอุดรธานีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอดีตกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี

2.นายกิตติรัตน์ มังคละคีรี อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

3.นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

4.นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

5.นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

6.นางสาวนงนารถ เพชรสม อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

7.นายขจร จิตสุขุมมงคล อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

8.นางสุทธศรี วงษ์สมาน อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา

9.นายสุชาติ เวโรจน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

ผู้สมัครทั้ง 9 รายนี้จะต้องส่งหลักฐานที่แสดงประสบการณ์และผลงานที่บ่งชี้ถึงความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งกรรมการ ก.พ.ค. รวม 3 เรื่องให้คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2559

มาถึงตอนนี้ก็เป็นโค้งสุดท้ายแล้วว่าใครจะเป็นหนึ่งเดียวที่เข้าตากรรมการคัดเลือก ได้ไปเป็นกรรมการ ก.พ.ค. ในตำแหน่งที่ว่าง โดยมีวาระของตนเองเป็นเวลา 6 ปีเต็ม

เข้าร่วมสมทบกับคณะกรรมการ ก.พ.ค. อีก 6 คนที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ นายวชิร สงบพันธ์ ประธานกรรมการ ก.พ.ค. และกรรมการ ก.พ.ค. 5 คนคือ นายพันธุ์เรือง พันธุหงส์ นายกิจสุวัฒน์ หงส์เจริญ นายทองทวี พิมเสน นายเจษฎา ประกอบทรัพย์ และ นางศิริพร กิจเกื้อกูล ที่มีวาระอยู่ไปถึงเดือนมีนาคม ปี 2564

คาดหมายกันว่าในราวปลายเดือนกันยายนนี้ถึงจะเห็นโฉมหน้าว่าเป็นใคร.

“ldquo;ซี.12”

 

สุจริตธรรมภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 19 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666519

 

สำนักงาน ก.พ.ร.ร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินงานด้านเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศไทย นับเป็นมิติใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างหนึ่ง

นางกิตติยา คัมภีร์ รองเลขาธิการ ก.พ.ร.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ก.พ.ร.แจ้งว่า นับเป็นครั้งแรกของภูมิภาคอาเซียนที่ได้มีการนำกรอบแนวทางปฏิบัติของ OECD ในด้านสุจริตธรรมภาครัฐมาผลักดันให้บังเกิดผลในภาคราชการทุกระดับในวงกว้าง เพื่อเสริมสร้างและยกระดับความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศไทยให้เทียบเคียงสากล

ความร่วมมือด้านการเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการนำต้นแบบที่เป็นเลิศในการประเมินตนเองตามกรอบสุจริตธรรมภาครัฐของ OECD มาประเมินความซื่อสัตย์สุจริตของภาคราชการไทย

โดยมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานของหน่วยงานภาคราชการให้มีความโปร่งใส เสริมสร้างวัฒนธรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ข้าราชการ รวมทั้งวางระบบป้องกัน กำกับ และติดตามการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ เพื่อผลักดันให้เกิดสุจริตธรรมภาครัฐในท้ายที่สุด

การดำเนินการเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศไทยตามเครื่องมือที่เรียกว่า Integrity Review ได้มีการกำหนดกรอบการดำเนินงานร่วมกันของสำนักงาน ก.พ.ร. OECD และ ป.ป.ท.เพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย มีการกำหนดขอบเขตของการดำเนินการใน 3 มิติ ได้แก่

มิติที่หนึ่ง การประมวลภาพรวมและการบูรณาการหน่วยงานขับเคลื่อนการเสริมสร้างสุจริตธรรมภาครัฐ

มิติที่สอง วัฒนธรรมการเสริมสร้างสุจริตธรรมภาครัฐของเจ้าหน้าที่รัฐ

มิติที่สาม การควบคุมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินการทั้งสามมิติได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะทำงานทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นให้ข้อเสนอแนะ และรวบรวมข้อมูลของหน่วยงานในการดำเนินการด้านสุจริตธรรมภาครัฐ เพื่อแสดงให้นานาประเทศได้รับรู้ถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาคราชการไทยในการเสริมสร้างสุจริตธรรมภาครัฐตามที่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย รวมไปถึงการดำเนินการในด้านการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ

ก้าวต่อไปของความร่วมมือฯ จะเป็นการแสดงออกถึงการผนึกกำลังร่วมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นต้นแบบแก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงประเทศสมาชิกของ OECD ซึ่งเป็นการนำประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นสากล

ทั้งนี้ OECD ได้เชิญชวนให้สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงาน ป.ป.ท.ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านการเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศไทย เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์กับสายตาของประเทศอื่นๆ และการแสดงออกถึงความตั้งใจจริงที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

สิ่งเหล่านี้เป็น “น้ำดี” หยดเล็กๆในมหาสมุทรแห่งความคละคลุ้งของระบบราชการไทยที่ใครๆก็อยากเห็นอยากให้มีมากขึ้นๆ

การผลักดันสิ่งดีงามนั้นเป็นงานยาก ทั้งการกระทำและการสร้างความเข้าใจ ขอให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติที่ไม่ย่นย่อท้อถอยในการเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตจนกว่าจะประสบความสำเร็จ.

“ซี.12”

 

ยกเลิกการสรรหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 18 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665869

 

ตอนดึกๆของคืนวันที่ 13 ต่อเนื่องกับวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 มี คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกมาอีกฉบับหนึ่งในลักษณะที่แปลกไปจากฉบับอื่น

นั่นคือการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยกเลิกคำสั่งเก่าของ คสช.ที่ออกไว้เมื่อตอนยึดอำนาจใหม่ๆ อยากให้มาดูกันถึงเนื้อหาเต็มๆคือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 40/2559 เรื่อง ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 48/2557

แจ้งเหตุผลและความจำเป็นว่าโดยที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่และจะได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 กรณีนี้จึงยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาและการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

จึงเห็นเป็นการสมควร ให้งดเว้นการสรรหาและการเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อให้การปฏิรูปองค์กรศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 48/2557 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 เรื่อง การสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่าง

ข้อ 2 ให้งดเว้นการสรรหาและการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับหรือจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กระบวนการสรรหาและการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการในวันที่ คำสั่งนี้ใช้บังคับให้เป็นอันยกเลิก

ข้อ 3 บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ในวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งนั้นต่อไปแม้จะครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว จนกว่าจะมี การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แล้วแต่กรณี มาแทนบุคคลดังกล่าว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ข้อ 4 ในกรณีที่บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งตามข้อ 3 พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แล้วแต่กรณี ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่เหลืออยู่

คำสั่งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

ผลที่เกิดขึ้นในทันทีคือการสรรหา ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่คณะกรรมการสรรหาทำบ้าบอคอแตกเสนอคนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติตีตกไปเมื่อคราวที่แล้วกลับเข้าไปอีก เป็นอันต้องยกเลิกไป

นายศรีราชา เจริญพานิช ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ต้องพ้นตำแหน่งไปตามระเบียบจะได้อยู่ทำงานต่อ.

“ซี.12”