โละเกณฑ์คนเคยมีบ้านกู้ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916812


ครม.ปลดล็อกเงื่อนไขโครงการบ้านประชารัฐ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการบ้านประชารัฐและโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ เพราะทั้ง 2 โครงการมียอดการอนุมัติสินเชื่อต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากที่มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยโครงการบ้านประชารัฐ ได้กำหนดสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Pre Finance) วงเงิน 30,000 ล้านบาท แต่มีการขอสินเชื่อเพียง 4 ราย และมีการอนุมัติสินเชื่อ 3 ราย วงเงิน 257.86 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) วงเงิน 40,000 ล้านบาท ขอสินเชื่อ 36,394 ราย วงเงิน 36,459.50 ล้านบาท แต่อนุมัติเพียง 13,631 ราย วงเงิน 11,335.48 ล้านบาท ส่วนโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ มีผู้ลงทะเบียนขอจองสิทธิ์เพียง 406 ราย คิดเป็น 17.5% และมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 388 ราย เนื่องจากส่วนใหญ่ทั้ง 2 โครงการติดปัญหาเคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน ทำให้ขอกู้ไม่ได้

“จากปัญหาดังกล่าว ครม.จึงเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เงื่อนไขโครงการบ้านประชารัฐ ยกเลิกคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ กรณีที่กำหนดว่า “ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน” เป็น “ปัจจุบันไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย” เนื่องจากบางกรณีผู้ขอกู้เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนแต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว และขอแก้ไขเงื่อนไขของมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) กรณีการกู้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยวงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย โดยเป็นไม่ต้องนำราคาประเมินที่ดินมารวม ซึ่งกรณีนี้ให้รวมการกู้เพื่อปลูกสร้างทดแทนที่อยู่อาศัยเดิมด้วย”

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ในโครงการเช่าระยะสั้น (Rental) แก้ไขจาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนและมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือนในวันที่ยื่นจองสิทธิ์ เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือนในวันที่ยื่นจองสิทธิ์” ส่วนโครงการเช่าระยะยาว (Leasehold) จาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมากก่อน” เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ปัจจุบันไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย”.

 

‘พาณิชย์’ จัดทำระบบตรวจสอบคุมมาตรฐานสินค้าจีไอ 20 รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916685


‘พาณิชย์’ จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าจีไอ 20 รายการ หวังควบคุมมาตรฐานสินค้าให้ได้สม่ำเสมอ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า พร้อมจับมือเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เปิดจุดขายสินค้าจีไอ ตั้งเป้าปี 60 เปิดจุดได้ครบ 100 สาขา

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้สนับสนุนการจัดทำระบบมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าให้สม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้จำนวน 20 สินค้า จาก 15 จังหวัด เช่น เนื้อโคขุนโพนยางคำ สกลนคร ทุเรียนป่าละอู ประจวบคีรีขันธ์ กล้วยเล็บมือนางชุมพร กาแฟดงมะไฟ นครราชสีมา มะนาวเพชรบุรี มะยงชิดนครนายก มะปรางหวานนครนายก ส้มสีทองน่าน เป็นต้น โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,000 ราย เมื่อผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจีไอแล้ว ผู้ผลิต และผู้ประกอบการเหล่านี้จะสามารถใช้ตราสัญลักษณ์จีไอไทยได้ ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าชุมชนว่าผลิตได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ กรมยังเริ่มโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่ ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 16 ราย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการ และกฎระเบียบของโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการสินค้าชุมชนที่มีความยั่งยืนในการทำตลาดสินค้าด้วยตนเอง โดยการพัฒนาสินค้าจีไอในด้านต่างๆ ให้เกิดเป็นของดี ของแท้ ของหายาก ที่มีการรับรองคุณภาพผ่านตราจีไอ เพื่อวางจำหน่ายใน เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ มาร์เก็ต ต่อไป

“ปัจจุบันไทยให้ความคุ้มครองสินค้าจีไอ 76 รายการจาก 53 จังหวัด โดยมีเป้าหมายที่จะมีสินค้าจีไอครบ 77 จังหวัดในปีนี้ และในปี 61 วางเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบมาตรฐานสินค้าจีไอให้แก่เกษตรกร 1,250 ราย”

ด้าน นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ กล่าวว่า บริษัทได้ขยายช่องทางการตลาดสินค้าจีไอของไทย เพื่อยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นที่รู้จัก ผ่านมุมจำหน่ายสินค้าจีไอ (จีไอ คอร์เนอร์) ภายในสาขาต่างๆ ของท็อปส์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ดีมีคุณภาพ

“ตราสัญลักษณ์จีไอสามารถการันตีคุณภาพ และความน่าเชื่อถือให้สินค้า สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เพราะจะมีหน่วยงานที่ควบคุมมาตรฐาน มีการตรวจสอบทุกปี ตัวสินค้าเองมีการตรวจสอบย้อนกลับได้” น.ส.ภัทรพร กล่าว

สำหรับจีไอ คอร์เนอร์ ที่บริษัทได้จัดทำมุมให้ผู้ผลิต และเกษตรกร นำสินค้าจีไอมาวางขายในห้างนั้น เป็นการนำร่องโครงการความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปัจจุบันเปิดใน 2 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ เซ็นทรัล ชิดลม และ ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ โดยจำหน่ายสินค้าจีไอในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 29 รายการ ซึ่งจะหมุนเวียนสินค้าไปตามฤดูกาล เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง สับปะรดศรีราชา ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง ข้าวแต๋นลำปาง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ไข่เค็มไชยา มะขามหวานเพชรบูรณ์ น้ำหมากเม่าสกลนคร ฯลฯ

“ภายในปี 60 บริษัทวางแผนเปิดจีไอ คอร์เนอร์ ให้ได้ทั้งหมดใน เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต และ ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 100 สาขา และสั่งซื้อได้ทางออนไลน์”

 

‘พาณิชย์’ ถก 13 หน่วยงาน เชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ ป้องกันมิจฉาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 21:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916680


‘พาณิชย์’ ถก 13 หน่วยงาน เชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ หวังป้องกันมิจฉาชีพตั้งบริษัทหลอกลวงประชาชน พร้อมแนะประชาชนก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าบริการหรือทำธุรกรรมด้วย ให้ตรวจสอบกับหน่วยงานที่ให้ใบอนุญาตก่อน

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 12 หน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมบังคับคดี กรมการท่องเที่ยว กรมที่ดิน เป็นต้น เพื่อกำหนดมาตรการ แนวทาง และวิธีป้องกันผู้ประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ สวมรอยบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคล หลอกลวงประชาชน โดยจะร่วมกันจัดทำมาตรการเฝ้าระวัง และจับตาธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลอกลวงประชาชน เพื่อป้องกัน และเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวังตัว

สำหรับการทำงานจากนี้ไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีหน้าที่รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่ธุรกิจบางประเภทต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องได้รับอนุญาตก่อน จึงจะมาแจ้งจดวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ เช่น ธุรกิจขายตรง ต้องขออนุญาตจาก สคบ. และธุรกิจท่องเที่ยว ต้องขออนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว เป็นต้น

“พวกมิจฉาชีพที่ตั้งใจหลอกลวงประชาชน จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วนำบริษัทไปหลอกลวงประชาชน เช่น ทำธุรกิจขายตรง หรือท่องเที่ยว โดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตจาก สคบ. หรือกรมการท่องเที่ยวก่อน ซึ่งประชาชนไม่ได้ตรวจสอบก็จะไม่รู้ว่า บริษัทนั้นๆ ยังไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อไปหน่วยงานเหล่านี้จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ทำให้ทุกหน่วยงานรู้ข้อมูลของบริษัทมากขึ้น หรืออย่างกรณีการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลบ่อยๆ กรมก็สามารถตรวจสอบกับกรมการปกครองได้ทันที”

อย่างไรก็ตาม อยากฝากเตือนประชาชน หากต้องการใช้บริการของบริษัทท่องเที่ยว หรือต้องการซื้อสินค้า หรือร่วมทำธุรกิจขายตรงกับบริษัทขายตรง ต้องตรวจสอบกับกรมการท่องเที่ยว หรือ สคบ.ก่อน ว่าได้รับอนุญาตการประกอบธุรกิจแล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้รับการอนุญาต ขอให้เลิกทำธุรกิจ หรือเลิกซื้อสินค้า และบริการได้เลย เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพที่ตั้งใจจะหลอกลวงประชาชน

 

ครม.เคาะก่อหนี้ผูกพัน 988 ล้าน ขยายถนนราชพฤกษ์เป็น 10 ช่องจราจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 21:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916657


ครม.เคาะก่อหนี้ผูกพัน 988 ล้านบาท ขยายถนนราชพฤกษ์เป็น 10 ช่องจราจร ระยะทางรวม 8.367 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณวงเงินรวม 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ในโครงการขยายถนนราชพฤกษ์ระยะที่ 2 ตอนที่ 3 ช่วงตั้งแต่ถนนรัตนาธิเบศร์-ทางหลวงหมายเลข 345 จาก 6 ช่องจราจรให้เป็น 10 ช่องจราจร ระยะทางรวม 8.367 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 988.89 ล้านบาท โดยการก่อหนี้ผูกพันจะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2562

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ถนนราชพฤกษ์ มีปริมาณการจราจร 55,000 คันต่อวัน ซึ่งค่อนข้างหนาแน่น และมีปัญหาจราจรติดขัดเป็นช่วงๆ แต่ถ้ามีการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ถนนราชพฤกษ์มี 10 ช่องจราจรครบทั้งเส้นทางและไม่มีปัญหาคอขวดอีก โดยก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมได้ลงทุนก่อสร้างถนนราชพฤกษ์ ระยะ 2 ตอนที่ 1 คลองมหาสวัสดิ์-ถนนรัตนาธิเบศร์ แล้วเสร็จตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี 2558 และตอนที่ 2 จรัญสนิทวงศ์ 13-คลองมหาสวัสดิ์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างและจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค.นี้

โครงการขยายถนนราชพฤกษ์ ระยะที่ 2 ตอนที่ 3 เดิมได้รับงบประมาณ 1,236 ล้านบาท และเปิดประมูลด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ที่ราคากลาง 1,098 ล้านบาท แต่ผลปรากฏว่ากิจการร่วมค้าทีพีเป็นผู้ชนะ และเสนอราคาต่ำสุดที่ 988 ล้านบาท

ด้าน นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า นอกจากทางหลวงชนบทจะขยายถนนราชพฤกษ์ – ทางหลวงหมายเลข 345 แล้ว ขณะนี้ทางหลวงชนบทยังได้สร้างถนนจาก ทางหลวงหมายเลข 345–เชื่อมต่อไปยังทางหลวงหมายเลข 346 ด้วย ซึ่งเส้นดังกล่าวจะเลยจากถนนราชพฤกษ์ไปทางทิศเหนือ ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่ใช้ทางสามารถเชื่อมต่อไปยังภาคเหนือ และออกปทุมธานีได้ รวมถึงเชื่อมต่อไปยังถนนกาญจนาภิเษกด้านทิศตะวันตกด้วย.

 

‘พาณิชย์’ ดีเดย์ 18 เม.ย. บริการจดทะเบียนนิติบุคคลทางออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 20:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916655


‘พาณิชย์’ ดีเดย์ 18 เม.ย.เปิดบริการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งยื่นจดตั้งบริษัทจนถึงเลิกกิจการ หวังอำนวยสะดวกภาคธุรกิจ ยันข้อมูลส่วนบุคคลปลอดภัย 100% เทียบเท่าสากล คาดมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าปีละ 30,000-36,000 ราย…

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) อย่างเป็นทางการ โดยผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทผ่านอินเทอร์เน็ตได้แล้วอย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นประกอบธุรกิจจนถึงเลิกกิจการ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกในการเริ่มต้นธุรกิจ ทำให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย อีกทั้งผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา

สำหรับการให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ มีระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงเทียบเท่ามาตรฐานสากล และมีความมั่นคงปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการป้องกันการเข้าถึงระบบ การบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ผู้ที่มีเจตนาไม่ดีนำไปใช้หาประโยชน์ และนำไปก่ออาชญากรรมได้ ซึ่งผู้ใช้บริการ e-Registration มั่นใจได้ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ยืนยันตัวตนกับกรม หรือข้อมูลที่ได้จดทะเบียนไว้จะมีความปลอดภัยและไม่ถูกคุกคามจากโลกไซเบอร์

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าว ยังช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เข้าสู่ระบบมากขึ้น เพราะการจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ทำได้ง่าย ส่งผลต่อการสร้างงาน เพิ่มการลงทุนในประเทศ และช่วยลดการประกอบธุรกิจนอกระบบ ทำให้ข้อมูลธุรกิจ รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลทางภาษี มีความถูกต้องและมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อการนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางการค้าของประเทศ และต่อผู้ประกอบการในการนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาตัดสินใจประกอบธุรกิจได้มากขึ้น

“หลังจากเปิดตัวระบบ e-Registration คาดว่าจะมีผู้ประกอบการใช้บริการราว 2,500-3,000 รายต่อเดือน หรือ 30,000–36,000 รายต่อปี ส่วนผู้ที่ยังไม่มีความพร้อมในการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงจดทะเบียนได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดได้เหมือนเดิม”

ขณะนี้ มีผู้ประกอบการที่ต้องการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ยืนยันตัวตนเพื่อขอรับรหัสเข้าสู่ระบบกับกรม และได้รับการยืนยันแล้วกว่า 300 ราย จากที่สมัครขอใช้ระบบกว่า 1,300 ราย ซึ่งกรมจะผลักดันให้มีการจดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration ให้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายต่อไป

 

หุ้นปิดตลาดบ่าย ปรับลดเล็กน้อย 1.49 ดัชนีอยู่ที่ 1,574 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916581


หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 1.49 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,574.42 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,967.45 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 18 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง 1.49 จุด เปลี่ยนแปลง -0.09% ดัชนีอยู่ที่ 1,574.42 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,967.45 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.78 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,574.42 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

 

‘สหภาพการบินไทย’ ตบเท้า ร้อง ‘บิ๊กตู่’ ใช้ม.44 ปลดบอร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 15:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916480


กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เดินทางไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอให้ใช้มาตรา 44 ปลดคณะกรรมการบริหารการบินไทยและฝ่ายบริหาร

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริเวณสำนักงาน ก.พ. กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย นำโดยนายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพฯ  ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เสนอให้ใช้มาตรา 44 ปลดคณะกรรมการบริหารการบินไทยและฝ่ายบริหาร

นายดำรงค์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องยื่นหนังสือครั้งนี้เนื่องจากมีเหตุอันควรให้เชื่อว่าบริหารงานไม่โปร่งใส การตัดสินใจผิดพลาดที่ซื้อเครื่องบินมาจอดทิ้งไว้ถึง 17 ลำ จนต้องขายต่อ ทั้งที่มีอายุใช้งานเหลือประมาณ 6 – 8 ปี ทำให้งบการเงินปี 2551 – 2559 ขาดทุนประมาณ 30,134 ล้านบาท หากปล่อยไว้ปัญหาในการบินไทยก็จะยังมีต่อไป  ถ้าใช้วิธีปกติต้องให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นผู้พิจารณา ถ้าไม่เกรงใจกันแล้วดูจากผลงานตนว่าก็ไม่ควรให้อยู่ต่อ

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ ตัวกรรมการเองยังต้องจ้างที่ปรึกษามาอีกทอด แล้วทำไมไม่ให้ที่ปรึกษาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ไปเลย อีกทั้งคณะกรรมการบริหารการบินไทย ก็มาจากข้าราชการประจำ กับนักธุรกิจสายอื่น ที่ไม่ใช่ธุรกิจการบิน ซึ่งไม่ได้ทำให้การบินไทยดีขึ้นเลย ถ้าทำผิดพลาดก็ต้องยกออกทั้งชุด.

 

ทะลุเป้า! สงกรานต์ปี 60 เงินสะพัดทั่วประเทศกว่า 4.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 13:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916391


รมว.ท่องเที่ยว ระบุ สงกรานต์ปี 60 เงินสะพัดทั่วประเทศกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท งาน “สงกรานต์วิถีไทย” สุดคึกคัก คนไทยใช้จ่ายกว่า 8.48 พันล้านบาท ด้าน นทท.ต่างชาติเที่ยวไทยสร้างรายได้เพิ่มร้อยละ 16.4

วันนี้ 18 เม.ย.60 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่วันที่ 11 – 17 เมษายน 2560 ได้สร้างรายได้ให้แก่ประเทศกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากทั้งนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยที่กระจายตัวท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติช่วยสร้างรายได้แก่ประเทศรวม 45,428 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 14.4 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11 – 17 เมษายน มีชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศรวม 3.03 ล้านคน/ครั้ง ขยายตัวร้อยละ 3.36 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นการท่องเที่ยวใน 14 เมือง เป้าหมายที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “สงกรานต์วิถีไทย” ซึ่งประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา สงขลา นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองคาย สมุทรปราการ สุพรรณบุรี นครพนม ลำปาง และ สุโขทัย

ทั้งนี้ผลจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว ได้ดึงดูดชาวไทยให้มีท่องเที่ยวรวมกว่า 1.25 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 41 ของจำนวนชาวไทยที่ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้งหมด และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า จำนวนชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวใน 14 พื้นที่ดังกล่าวขยายตัวร้อยละ 5.61

ขณะที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยในช่วงเทศกาลดังกล่าว เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร/เครื่องดื่ม และซื้อสินค้า/ของที่ระลึก ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจกว่า 8.48 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.45 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นใน 14 จังหวัดข้างต้น 5.15 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61 ของรายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า รายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวขยายตัวร้อยละ 7.86

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงดังกล่าวมีจำนวน 0.695 ล้านคน (695,894 คน) ขยายตัวร้อยละ 10.9 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และสร้างรายได้แก่ประเทศกว่า 36,941 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 16.4 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามรูปแบบของการท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นลักษณะกระจายตัวคือ นอกจากจังหวัดเป้าหมายทั้ง 14 จังหวัดแล้ว นักท่องเที่ยวยังให้ความสนใจกับจังหวัดท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงในคลัสเตอร์เดียวกันอีกด้วย โดยภาพรวมพบว่าคนไทยเล่นสงกรานต์ในบรรยากาศที่ดี ช่วยกันสร้างให้วิถีไทย เป็นการฟื้นวิถีไทย วิถีชีวิตประเพณีอันงดงามของไทย ซึ่งทำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยชัดเจนมากยิ่งขึ้น.

 

แง้มดูราคาทอง 3 เดือนแรกของปี ปรับขึ้นไปแล้วกว่า 500 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 13:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916431


พบ 3 เดือนแรกของปี 60 ราคาทองคำพุ่งขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 500 บาท เฉพาะเดือน เม.ย. ทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 21,122.73 ส่วนทองแท่งขายออกที่บาทละ 20,622.73

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ราคาคงที่ โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,800 บาท ขายออกบาทละ 20,900 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,420 บาท ขายออกบาทละ 21,400 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 60 ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งราคาทองคำแบบถัวเฉลี่ยมีรายละเอียดดังนี้

ทองรูปพรรณ

ม.ค. รับซื้อที่บาทละ 19,597.64 บาท ขายออกที่บาทละ 20,556 บาท
ก.พ. รับซื้อที่บาทละ 19,998.02 บาท ขายออกที่บาทละ 20,965.22 บาท
มี.ค. รับซื้อที่บาทละ 19,894.97 บาท ขายออกที่บาทละ 20,861.11 บาท
เม.ย. รับซื้อที่บาทละ 20,153.15 บาท ขายออกที่บาทละ 21,122.73 บาท

ทองแท่ง

ม.ค. รับซื้อที่บาทละ 19,956 บาท ขายออกที่บาทละ 20,056 บาท
ก.พ. รับซื้อที่บาทละ 20,365.22 บาท ขายออกที่บาทละ 20,465.22 บาท
มี.ค. รับซื้อที่บาทละ 20,261.11 บาท ขายออกที่บาทละ 20,361.11 บาท
เม.ย. รับซื้อที่บาทละ 20,522.73 บาท ขายออกที่บาทละ 20,622.73 บาท

 

แบงก์ชาติ ยึดมติ ครม. ออกประกาศเปลี่ยนแปลงวันหยุดสถาบันการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 13:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916410


แบงก์ชาติ ประกาศเปลี่ยนแปลงวันหยุดตามประเพณีของสถาบันการเงิน ให้สอดคล้องตามมติ ครม. 11 เม.ย. ยกเลิกวันหยุด 5 พ.ค. เพิ่มวันหยุด 28 ก.ค. และ 13 ต.ค. …

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกประกาศวันหยุดตามประเพณีของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ประจำปี พ.ศ.2560 (ฉบับที่ 2) ระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ยกเลิกวันหยุดราชการประจำปีในวันที่ 5 พฤษภาคม (ฉัตรมงคล) และเพิ่มวันหยุดราชการประจำปีในวันที่ 28 กรกฎาคม (วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร) และวันที่ 13 ตุลาคม (วันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) นั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นสมควรปรับปรุงวันหยุดตามประเพณีของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ประจำปี พ.ศ. 2560 ที่ได้เคยกำหนดไว้ให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้.