‘แอสตัน มาร์ติน แบงคอก’ จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟไนท์ “Modern Gentleman”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 18 เม.ย. 2560 10:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916216


แอสตัน มาร์ติน แบงคอก (Aston Martin Bangkok) โดย นายชุก อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เฮอริเทจ มอเตอร์ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟไนท์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Modern Gentleman” โดยมีแบรนด์ระดับไฮเอนด์ แฮกแกต ลอนดอน (Hackett London) และ แบง แอนด์ โอลุฟเซ่น (Bang & Olufsen) ร่วมด้วย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

งานเอ็กซ์คลูซีฟ ไนท์ เนรมิตขึ้น โดยมีดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลของวงการแฟชั่นไทยอย่าง “คุณหมู-อาซาว่า” พลพัฒน์ อัศวะประภา มานำเสนอแรงบันดาลใจในการแต่งกายให้กับเหล่าผู้หลงใหลแอสตัน มาร์ติน ของเมืองไทย พร้อมมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ของสุภาพบุรุษสไตล์อังกฤษแบบคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากแฮกแกต ลอนดอน ให้เป็นสไตล์การแต่งตัวที่เข้ากับไฮลักซ์ชัวรี่สปอร์ตคาร์สุดหรู สะท้อนถึงความเป็นหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จ ทันสมัย สมาร์ท และมีรสนิยม ในแบบฉบับของแอสตัน มาร์ติน 5 รุ่น 5 ลุค ได้แก่ Vanquish S, Vantage S, Rapide S, DB11 สีเมทัลลิค ซิลเวอร์ และสีซินนาบาร์ ออเรนจ์ ได้อย่างลงตัว ผ่านแฟชั่นโชว์ของสาวบอนด์สุดเซ็กซี่คนล่าสุดในเมืองไทย “แซมมี่ เคาวเวลล์” เจ้าของรางวัลผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2016 โดยนิตยสาร FHM Thailand และเหล่านายแบบสุดฮอต พร้อมใจร่วมสร้างสีสันในค่ำคืนนี้

นอกจากนี้ ยังเป็นการเผยโฉมครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิกของ แอสตัน มาร์ติน “Vanquish S” ยนตร
กรรมสปอร์ตที่ดีที่สุดในแบบ Super GT มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เหนือระดับ ระบบไดนามิกเปี่ยมสมรรถนะ และดีไซน์ใหม่ล่าสุดผสานรวมกันเป็นยนตรกรรมประสิทธิภาพสูงอันยากจะมีใครเทียบเคียง ให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด สร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง หลังศก.จีนไตรมาส 1 เติบโตเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 09:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916107


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันจันทร์ หลังจากเศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 1 เติบโตกว่าที่คาดเอาไว้ ก่อนที่บริษัทจดทะเบียนใหญ่ๆ จะเปิดเผยผลประกอบการ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 17 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 183.67 จุด หรือ 0.90% ปิดที่ 20636.92 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 20.06 จุด หรือ 0.86% ปิดที่ 2349.01 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 51.64 จุด หรือ 0.89% ปิดที่ 5856.79 จุด

เมื่อวันจันทร์ ทางการจีนเปิดเผยว่า เศรษฐิจของพวกเขาในไตรมาสที่ 1 เติบโตขึ้น 6.9% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 6.8% ส่งสัญญาณของความมีเสถียรภาพในเศรษฐกิจของแดนมังกร ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โลก แต่ผ่อนคลายความกังวลลงหลังไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา.

 

หมูปิ้งเฮียนพ EP.2 เปิดสูตร (ไม่) ลับ นำพาพ้นความจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897041


หลังจากครั้งที่ผ่านมา “ไทยรัฐออนไลน์” นำเสนอเส้นทางธุรกิจหมูปิ้งของ “เฮียนพ หมูนุ่ม” ไปแล้ว (หมูปิ้งเฮียนพ EP.1 หมดตัว ติดบูโร ไร้บ้าน สู่หมูปิ้งร้อยล้าน วันละแสนไม้) แต่เรื่องราวน่าสนใจยังไม่หมด เนื่องจากว่า ธุรกิจเฮียนพนั้น ทำหมูปิ้งหรือจะเรียกว่า เสียบหมูปิ้งขายสดๆ ทั้งปลีก-ส่ง แต่ไม่ปิ้งหมูขายแบบพร้อมกิน งงเด้งงเด้ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เรื่องราวธุรกิจของหนุ่มใหญ่รายนี้ ยังมีอีกมากมายให้ติดตาม

ดังนั้น วันนี้มาติดตามอ่านกันต่อเกี่ยวกับประเด็นทางธุรกิจและสูตรการทำหมูปิ้ง ซึ่งทั้งหมดจะเป็นอย่างไร “นายชวพจน์ ชูหิรัญ” หรือ เฮียนพ ของลูกค้าที่เรียกกันติดปากจะเป็นผู้ถ่ายทอด เชิญอ่านโดยพลัน

หมูปิ้งมาตรฐานสูง อย.-GMP การันตี

เมื่อสร้างโรงงานเสร็จยังไม่มีอะไรมากขนาดนี้ กลายเป็นว่า มาตรฐานยังไม่ได้ เนื่องจากการันตีด้วย อย. จึงไปขอยื่น อย.ที่สาธารณสุขจังหวัด โดยบอกว่า อยากจะทำหมูปิ้ง แต่เนื่องจากว่ายังไม่เคยมีการขอ ที่ผ่านมามีแต่ขอ อย.ลูกชิ้น ไส้กรอก หมูปิ้งยังไม่มี เพราะหมูปิ้งจะต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ไม้เสียบ เป็นเชื้อราอะไรไม่ได้ ไปจนถึงเนื้อหมูก็ต้องมีที่มาที่ไป จนบางครั้งมีคนบอกว่า ขายแพงไปก็เนื่องจากต้นทุนสูง เราเอาของมีที่มาที่ไป ไม่ใช่หมูเชือดเอง หมูต้องซื้อจากโรงงานที่มี อย. มี GMP ต้องตรวจสอบย้อนหลังกลับไปได้ ไม้ก็ต้องได้มาตรฐาน

มิติใหม่หมูปิ้งขึ้นห้าง-จัดลูกค้า 4 กลุ่ม

เมื่อครั้งขอ อย. เจ้าหน้าที่มาตรวจ 2 รอบ รอบแรกไม่ผ่าน มาผ่านรอบ 2 ปรากฏว่า เร่ิมมีลูกค้า เนื่องจากจดทะเบียนบริษัทก็มีลูกค้าห้างสรรพสินค้าเยอะเลย โดยกลุ่มลูกค้ามี 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มหาเช้ากินค่ำ หมายความว่า พ่อค้าแม่ค้าซื้อไปขายตอนเช้า เลิกขายนอน พรุ่งนี้ก็ขายใหม่ เป็นลูกค้าชาวบ้านทั่วไป 2. กลุ่มลูกค้าที่เราให้คำแนะนำ โดยบอกว่า เอาหมูปิ้งไปสต็อกแล้วบวกราคาเพิ่ม ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย ตรงนี้ตนเองมองว่า การทำธุรกิจถ้าเราไปผูกมัดมากอะไรมาก จะทำให้ยุ่งยากเกินไป เลยบอกว่า จะไม่ขายแฟรนไชส์ เป็นเจ้าเดียวที่ไม่ขายแฟรนไชส์ ไม่ผูกมัดทั้งสิ้น คนที่มาซื้อหมูปิ้งไปก็เอาไปสร้างแบรนด์เองได้

3. ลูกค้ากลุ่มที่ไปสร้างแบรนด์เอง โดยเอาสินค้าเราไปสร้างแบรนด์เอง เช่น หมูปิ้งนาย ก นาย ข อะไรก็แล้วแต่ โดยเราเป็นผู้ผลิตส่ง หรือ เรียกว่า OEM และ 4. ลูกค้ากลุ่มห้าง ซึ่งห้างจะต้องมีการแช่แข็ง ทำให้เราต้องขอ GMP เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด โดยกลุ่มห้างนี้ขายแบรนด์เราก็มี เช่น เทสโก้ โลตัส นำไปสร้างแบรนด์เองก็มี รวมถึงปั๊มน้ำมันก็มีหลายปั๊มซื้อไปสร้างแบรนด์เองเพิ่มมูลค่า

ไม่รอตลาดอิ่มตัวขยับเพิ่มสินค้าใหม่ๆ

ขณะเดียวกันเรายังมีการเพิ่มไลน์โปรดักส์ ซึ่งตรงนี้ได้มาจากลูกค้าในการเพิ่มโปรดักส์ขึ้นมาจากหมูปิ้งนมสด ไก่ ไส้กรอกและไส้อั่ว เมื่อหมูปิ้งได้ตลาดมา มีลูกค้า เฮียนพเร่ิมดัง ตลาดเริ่มอิ่ม ลูกค้าก็แนะนำว่า เร่ิมทำไก่สิ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ได้มาจากลูกค้า

มาดู “เฮียนพหมูปิ้ง” ขายอะไรกันบ้าง

มี 4 ตัว ตัวแรกคือ 1. หมูปิ้งนมสด 2. ไก่ย่างโบราณ 3. ไส้กรอกโบราณ ซึ่งที่เรียกโบราณ เพราะไม่มีวุ้นเส้น และ 4. ไส้อั่วสมุนไพรล่าสุด

ไม่ต้องอึ้ง ขายหมูปิ้งถึงวันละ 1 แสนไม้

เราทำวันละ 100,000 ไม้ แต่ขายอาจจะถึงหรือไม่ถึง 100,000 ไม้ก็มี คือ เป็นการหมุนเวียน ซึ่งบางวันอาจขาย 80,000-90,000 ไม้ บางวันอาจขายมากกว่า 100,000 ไม้ แต่หลักๆ 1 วัน ทำ 100,000 ไม้ ใช้หมูน้ำหนักรวมประมาณ 4-5 ตัน หรือ 4,000-5,000 กิโลกรัมต่อวัน ใช้คนงานทั้งหมดประมาณ 170 คน โดยแรงงานถูกกฎหมายทั้งหมด ใช้กฎหมายและสวัสดิการไทย โดยขณะนี้กำลังทำเอ็มโอยูกับทางกัมพูชา ในการส่งแรงงานเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและให้หลักประกันว่า มาแล้วมีงานทำแน่นอน

ตามที่กล่าวมาว่า ตลาด หรือ ลูกค้ามี 4 กลุ่ม โดยพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปมาซื้อที่โรงงาน ส่วนตัวแทนจำหน่ายก็นำไปสต็อกไว้ตามแต่ละจังหวัดและอำเภอ โดยเรามีรถห้องเย็นวิ่งไปส่ง กลุ่มที่ 3 สร้างแบรนด์เองก็แล้วแต่ อย่างเช่นในลาวและกัมพูชา เราส่งนานแล้วนำไปสร้างแบรนด์เอง โดยกัมพูชาเป็นกลุ่มดารานำไปสร้างแบรนด์เองแล้วขายและกลุ่มห้าง สรุปขายทั้งปลีก-ส่งและรับจ้างผลิตด้วย แต่ไม่มีร้านที่ปิ้งหมูขายเอง ขายหมูปิ้งสดอย่างเดียว

ยืนยันไม่ขายแฟรนไชส์-มีสอนฝึกขาย

ไม่มีขายแฟรนไชส์ แต่มีฝึกอาชีพทุกๆ เดือน ซึ่งเดือนละ 2 ครั้ง ในอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน จะมีการฝึกอาชีพฟรี มีคนมาเรียนเยอะ เนื่องจากว่าเราอยากให้คนที่มาซื้อสินค้าของเราได้ปิ้งย่างหมูเป็น เพราะบางทีบางคนมีเงินน้อยอยู่แล้วนำมาลงทุนแล้วเมื่อไปขายปิ้งย่างเสียไม่เหมือนปิ้งกินเอง แต่ขายต้องสวยและออกมาดีด้วย จึงมีการสอนขึ้น รวมทั้งการนึ่งข้าวเหนียวก็สอนคนที่สนใจตั้งใจมาก ซึ่งทำมา 2 ปีแล้ว

หยุดนิ่งไม่ได้กุญแจรักษาความสำเร็จไว้

วันนี้คิดว่าประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้หรือยังนั้น ยัง คือแบบนี้ ถ้าถามว่าโอเคกับวันนี้ ไหม โอเค แต่ว่าหยุดพัฒนาไม่ได้ เพราะเรามีภาระ 2 เรื่องคือ คนงานที่เลี้ยงดูต้องรับผิดชอบ และสองคือ พ่อค้าแม่ค้าที่มารับหมูจากเราไปประกอบอาชีพ ทำให้เราหยุดไม่ไ้ด้ ไม่ใช่ละโมบโลภมาก ต้องพยายามประคองกันไป แต่ในด้านของโรงงานนั้น การพัฒนาก็เป็นไปตามธุรกิจคือ เพิ่มสินค้าบ้าง แต่ไม่ใช่ทะเยอทะยาน

อดีตสุดลำบาก ลืมตาอ้าปากได้ก็ทำบุญ

ส่วนตัวศรัทธาหลวงปู่ทวดและทำบุญตลอด ทำบุญโดยการบริจาคโลงเย็น 14 โลงแล้ว เดือนละ 1 โลง ถามว่าทำไมต้องบริจาคโลงเย็น เพราะสมัยพ่อตายตอนอายุ 11 ขึ้นอืดหมด มีความทรงจำฝังใจ ประกอบกับได้คุยกับวัดต่างๆ ยังขาดแคลน นอกจากนั้น ยังแจกจักรยานให้เด็กนักเรียนทุกปี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ภาคภูมิใจกับยอดขายทุกวันนี้ เพราะเป็นอาชีพที่เอาชีวิตหมูมาต่อชีวิตเรา แต่ว่าเป็นกรรมจากสัมมาชีพ เป็นอาหาร แต่จิตใต้สำนึกเรารู้ผิดชอบชั่วดี

วางแผนโกอินเตอร์-ขอฮาลาล รง.ไก่

กำลังทำ HACCP ทำไปแล้ว 40% พัฒนาเพื่อส่งออก ตรงนี้คือเป้าหมายของโรงงาน ส่วนธุรกิจนั้นแตกไลน์สินค้าเป็น 4 อย่างคือ หมูปิ้ง ไก่ ไส้กรอกและไส้อั่ว นอกจากนั้น กำลังจะทำโรงงานไก่เพื่อขอฮาลาลที่กำแพงเพชร

คุณภาพ ราคา จัดส่งเคล็ดไม่ลับธุรกิจ

จริงๆ แล้วธุรกิจของไทยต้องทำทุกอย่างให้ได้มาตรฐานถูกต้อง ทำให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ที่สำคัญ เป็นนโยบายของที่นี่ คือ ผูกพันต่อความพอใจสูงสุดของลูกค้า โดยการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม และส่งมอบตรงเวลา ถ้าทำตามนี้ มีสัจจะ สินค้ากับคุณภาพต้องดี ราคาเหมาะสม ต้องมองว่าคนกินคิดได้ เชื่อว่าถ้าทำได้ตามที่กล่าวมา ธุรกิจทุกอย่างไปได้

สำหรับราคาขายหมูปิ้งนั้น หากปิ้งแล้วราคาจะแล้วแต่สถานที่ ส่วนใหญ่ราคาจะไม่เกินไม้ละ 10 บาท สมมติรับไปไม้ละ 4.90 บาท บางทีถ้าเมืองท่องเที่ยวจะขายไม้ละ 10 บาท บางที่รับไม้ละ 6 บาท ไปขาย 10 บาท เป็นต้น โดยเมืองท่องเที่ยวค่าที่แพงต้องอัพราคา ส่วนปั๊มน้ำมันรับไปไม้ละ 4.90 บาท ขาย 10 บาท เพราะค่าที่แพง

ราคาหมูก่อนปิ้งที่เราส่งมี 4 ราคา ได้แก่ หมูนักเรียนส่งไม้ละ 3.50 บาท ไปปิ้งขาย 5 บาท หมูเล็กไม้ละ 4.90 บาท ขาย 8 หรือ 10 บาท แล้วแต่สถานที่ ต่อมาหมูกลางไม้ละ 5.70 บาท เป็นไม้พายเสียบ และหมูใหญ่ส่ง 6.20 บาท ทั้งหมดสูตรเดียวกัน

อ่านตรงนี้ สูตรหมูปิ้งเฮียนพร้อยล้าน!

สูตรหมูปิ้งเป็นความลับหรือไม่? ไม่เป็นความลับ จริงๆ แล้วเป็นสูตรหมูปิ้งทั่วไป เพียงแต่ว่ามาปรับใช้ในปริมาณที่เหมาะสม มีซอส ซีอิ๊ว น้ำตาล ผงปรุงรส นมสด ใส่ๆ ลงไป ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนเอาวัตถุดิบอันไหนมา คือ เราใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เร่ิมตั้งแต่เนื้อหมู ซื้อหมูจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน ใช้ส่วนสันนอกส่วนที่ดีที่สุดของหมู อย่างน้ำตาลปี๊บมีหลายเกรด เราใช้น้ำตาลจากโรงงานที่มีการตรวจสอบแล้วว่า ต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนนมสดที่เรียกว่าครีมเทียม เราใช้ยี่ห้อแพงที่สุด ใช้ของมีคุณภาพ ซอสและซีอิ๊วก็ใช้ของมีคุณภาพ

ยืนยันมาตรฐานทุกคำ ไม่ว่ากินที่ไหน

บางคนบอกว่ากินหมูปิ้งเหมือนกัน ทำไมของเจ้านั้นเจ้านี้ไม่เป็นแบบนี้ ก็เพราะสินค้าเหมือนกัน แต่คุณภาพของสินค้าไม่เหมือนกัน ง่ายๆ เทียบคุณภาพรถกับราคาและยี่ห้อคุณภาพไม่เหมือนกัน ซึ่งที่เราอยู่ได้ทุกวันนี้ บางคนถามว่า ถามจริงๆ ทำไมต้องกินหมูของคุณ เมื่อเราอธิบายให้ฟังว่าสินค้าเราหนึ่งเร่ิมจากที่มาที่ไปของหมู หากไปกินทั่วไปไม่รู้เลยว่าหมูมาจากไหน แต่ถ้ากินของตน กินที่เชียงใหม่ ก็รู้ว่าผลิตวันไหน ตามย้อนหลังกลับมาได้ หากกินแล้วเป็นอะไรขึ้นมา เรียกว่าตรวจสอบกลับได้ เพราะมีกระบวนการจัดการที่เป็นรูปแบบบริษัท นอกจากนั้น เรื่องคุณภาพ กินที่เชียงใหม่กับกินที่สุไหงโก-ลก นั้นรสชาติเดียวกัน เพราะควบคุมเรื่องวัตถุดิบและคุณภาพ

ทำธุรกิจหากอยากให้สินค้าติดปากลูกค้า คนมีความรู้สึกว่ามั่นใจ ต้องเน้นเรื่องคุณภาพ ต้องกำหนดให้ได้ และอธิบายได้ด้วยว่า เอามาจากไหนยังไง ขณะเดียวกันถ้ามี อย.และ GMP โกหกไม่ได้ เพราะว่าถูกตรวจสอบ แต่สุดท้ายคนกินรู้ดีที่สุดเรื่องคุณภาพและมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานต่างๆ เช่น อย. และไอเอสโอ เป็นต้น ซึ่งเป็นเพียงพื้นฐาน ใครทำได้มาตรฐานขอก็ได้ แต่ต้องพัฒนาสินค้า และที่สำคัญอย่าหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งจะไม่เกิดการซื้อต่อ และความมั่นคงไม่มี

มีวันนี้เพราะหมดตัว ดิ้นหนีความลำบาก

ตัวเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการทำธุรกิจ อยากจะบอกว่า ที่มาได้ทุกวันนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า เราเองมีที่ยึดเหนี่ยว มีบารมีของหลวงปู่ทวดขององค์จตุคาม ไม่ให้เดินออกนอกลู่นอกทางไปทำสิ่งผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม บอกได้เลยว่า มาถึงทุกวันนี้ได้ ไม่ได้วางแผนอะไร แต่เกิดจากการสิ้นเนื้อประดาตัว เลยอยากจะดิ้นหนีความลำบาก บ้านและที่ดินถูกยึด จนมามีทุกวันนี้ ซึ่งสิ่งที่ดิ้นมาเกิดเข้าหลักทางธุรกิจต่างๆ เช่น หลัก 4 พี อัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการวางแผน วิธีการขายก็ขายง่ายๆ ทำโปรโมชั่นก็ง่ายๆ บอกลองเอาไปขาย เป็นต้น

มีถามมามากว่า ทำไมไม่ทำแฟรนไชส์เพื่อรักษาลิขสิทธิ์ของตัวเอง แต่ตนคิดว่า หากคุยเยอะ เงื่อนไขเยอะคนไม่ซื้อ การทำธุรกิจถ้ามีเงื่อนไขเยอะไม่ได้ เงื่อนไขอย่าเยอะมาก เงื่อนไขมีได้ แต่อย่าเยอะมาก เพราะลูกค้าจะเครียดและไม่เอา

ธุรกิจไม่ง่าย เจ้าสัวร่วมวงทำหมูปิ้งแข่ง

ถามถึงการแข่งขันในธุรกิจนั้น ทุกวันนี้ต้องบอกเลยว่า เดิมเป็นการแข่งขันระดับล่าง แต่ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ลงมาทำหมูปิ้งหมดแล้ว พูดตามตรง เราซื้อหมูเบทาโกรทำทั้งหมูปิ้งและไส้กรอก แต่ทุกๆ วันนี้ เบทาโกรทำทั้งหมูปิ้ง นอกจากนั้น เครือซีพีก็ทำหมูปิ้ง สรุปทุกวันนี้ยักษ์ใหญ่ลงมาทำตลาดแข่งขัน เพราะเริ่มรู้เม็ดเงินแล้ว เจ้าใหญ่รู้เม็ดเงินตัวเลขหมูปิ้งจากปั๊มต่างๆ ก็สูง สรุปได้ว่า ตลาดทุกวันนี้ไม่ราบรื่นเหมือนเมื่อก่อน เพราะว่ายักษ์ใหญ่เริ่มมาทำตลาดแล้ว แต่การแข่งขันยังแบ่งโซนอยู่ คือ ยังไม่ได้รังแก ยักษ์ใหญ่ยังส่งเฉพาะตัวแทนของเขา

ไม่ธรรมดา! มูลค่าตลาดระดับพันล้าน

ทั้งนี้ มูลค่าตลาดหมูปิ้งอยู่ที่เท่าไร ตรงนี้คาดว่า น่าจะเป็นหลักพันล้านบาท คนที่ยังไม่ได้ทำถูกต้องเข้าระบบจดทะเบียนก็มีเยอะมาก ซึ่งเมื่อมูลค่าตลาดมาก รายใหญ่จึงลงมาทำธุรกิจนี้ โดยรายใหญ่ก็ยังไม่ถึงขนาดรังแกเรา แต่ว่าเดิมเปรียบเหมือนชกกันแบบมวยวัด ทำแบบชาวบ้านทั่วไป แต่ทุกวันนี้ไม่ได้แล้ว ต้องมีเชิง ไม่เช่นนั้นธุรกิจอยู่ไม่ได้หากรายใหญ่จะเก็บก็อยู่ไม่ได้แน่ สมมติแค่ว่า เราส่งหมูไม้ละ 6 บาท รายใหญ่ส่งขนาดเท่ากัน น้ำหนักเท่ากัน แต่ส่งไม้ละ 5 บาท ต้นทุนหมูก็ของรายใหญ่เลี้ยงเองด้วย ถ้าจะทำจริงเรียบร้อย รายเล็กจะไปเหลืออะไร เมื่อรายเล็กตายไปแล้วค่อยมาขึ้นราคาก็ได้

นพหมูนุ่มไม่ทิ้งลูกค้าเลย ตลาดล่างไม่ทิ้ง ตลาดบนก็ไม่ทิ้ง ขณะเดียวกันหลายคนถามว่า ไปขายทำไมตามห้าง ก็บอกตรงๆ ทุกครั้งแล้วจะให้ไปขายใคร เนื่องจากลงทุนไป 20,000,000-30,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ผลิตให้ตาย เก่งการผลิต แต่ถ้าไม่มีตลาดจบ ลูกค้าอยู่ตรงไหนต้องไป จะไปรอแค่รายนั้นรายนี้ไม่ได้ ความแน่นอนไม่มี ลูกค้ารายย่อยทั่วไปความแน่นอนไม่ค่อยมี ขณะที่ห้างเป็นระบบเงินออกตรงตามกำหนด โดยสัดส่วนขายปลีกกับขายห้างอยู่ที่ 60 ต่อ 40 โดยขายห้าง 60% เจ้าหลักๆ เป็นโมเดิร์นเทรด

ให้ดูเป็นตัวอย่าง อดทนแล้วจะเห็นผล

เรื่องราวของตนไม่ใช่อะไรที่เป๊ะไปหมด ให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่อยากจะบอกว่า ในเรื่องของปัญหา เมื่อเจอปัญหาอยากให้เลือกที่จะไม่ทำผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม ต้องมีความอดทน บางทีการอดทนถึงที่สุดจะทำให้สิ่งที่ทำมาเห็นผลได้ แต่ในเชิงธุรกิจต้องทำอย่างที่กล่าวมาคือ ต้องรักษาคุณภาพ ราคาเหมาะสม ส่งมอบตรงเวลา ที่สำคัญต้องมีสัจจะซึ่งสำคัญมาก บอกของเสร็จก็ต้องเสร็จ ทำได้ต้องทำได้ ใช้ของดีต้องของดี ไม่เสร็จก็คือไม่เสร็จต้องรีบบอกเลย เพราะคู่ค้าไม่มีอะไรมาบังคับกัน เราบอกว่าเซ็นสัญญา แต่สัญญาไม่สำคัญที่สุด เป็นเพียงสากลที่ทำกัน แต่สัจจะสำคัญที่สุดทั้งกับตัวเองและคู่ค้า ตนเองให้ความสำคัญกับตรงนี้มาก.

ความเดิมตอนที่แล้ว หมูปิ้งเฮียนพ EP.1 หมดตัว ติดบูโร ไร้บ้าน สู่หมูปิ้งร้อยล้าน วันละแสนไม้

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

มหาเศรษฐีแห่ซื้อ “คอนโดมิเนียม” หรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915997


เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “คอนโดมิเนียม” ระดับ “ซุปเปอร์ลักชัวรี่” กันเป็นแน่…เนื่องจากนักพัฒนาแต่ละเจ้าต่างมุ่งหน้าเปิดโครงการไฮเอนด์ซุปเปอร์ลักชัวรี่กันทั้งสิ้น และต่างภาคภูมิใจในด้านยอดขายที่ขายดีเทน้ำเทท่าสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เหตุไฉนเป็นเช่นนี้ไปหาคำตอบกันดีกว่า…

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตทพรีเมียม กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนผู้บริโภคถือว่ามีกำลังซื้อที่สูงมาก ทั้งนี้ ปัจจัยที่มาเสริมทำให้คอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรี่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้จะประกอบด้วย 3 ข้อหลัก คือ 1.เรื่องของภาวะดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีเงินออมเยอะเดิมทีก็จะนำไปฝากธนาคาร แต่ด้วยดอกเบี้ยที่ได้น้อยนิดทำให้เขาเหล่านั้นหาทางเลือกลงทุนในด้านอื่นๆ ซึ่งก็มีด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวเลือก

2.พฤติกรรมของผู้บริโภคระดับบนเปลี่ยนไป ปัจจุบันนิยมหาซื้อที่พักอาศัยหรูๆโซนใจกลางเมือง (CBD) ก็จะเป็นย่านทองหล่อ, สุขุมวิทตอนต้น, หลังสวน, ถนนวิทยุ, เพลินจิต และชิดลม เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจจะซื้อไว้เพื่อใช้ชีวิตช่วงวันทำงาน และเสาร์-อาทิตย์ ก็กลับไปพักที่บ้านแทน โดยเดิมทีผู้บริโภคกลุ่มนี้เมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมาจะนิยมหาซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ พื้นที่เยอะ แต่ก็ติดปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้ง เพราะต้องไปอยู่โซนชานเมือง ทำให้ใช้ชีวิตลำบากในการเดินทาง

และข้อสุดท้ายสำหรับคนรวยฐานะดี เขาจะชอบเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นทรัพย์สินให้กับบุตรหลาน เพราะบุตรหลานของคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่เติบโตมาจากต่างประเทศ จึงมีความคุ้นชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายการใช้ชีวิตให้มากที่สุด หรือบางท่านก็ซื้อไว้เป็นหน้าเป็นตาทางสังคม เพราะเดี๋ยวนี้เวลาบอกมีคอนโดมิเนียมอยู่ในโซน CBD ก็บ่งบอกฐานะทางสังคมได้

“ดูได้จากโครงการ เดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ ของบริษัทฯ ที่สามารถขายหมดเพียง 2 สัปดาห์ สร้างยอดขายได้ 1,830 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 260,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งลูกค้ากว่า 40% ชำระเป็นเงินสดอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดพรีเมียมในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2559 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 105,533 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งก็มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องทุกๆปี ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผู้ประกอบการหลายค่ายกระโดดเข้าไปเล่น อีกทั้งผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็พอที่จะจ่ายหากมีผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจ

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ที่มีราคาขายเฉลี่ยต่อ ตร.ม. 580,000 บาท สูงที่สุดในเวลานี้ กับ “98 WIRELESS”(ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) บนถนนวิทยุ กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในปีนี้บริษัทฯจะต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมาโดยการตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนที่บริษัทฯมองว่ายังมีโอกาส รวมทั้งปูพื้นฐานความน่าเชื่อถือและความเป็นแบรนด์สากลระดับโลกกับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“บริษัทฯเชื่อมั่นว่าความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ และซุปเปอร์ลักชัวรี่ ยังคงมีความต้องการและแข่งขันได้ เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อสูงทั้งเพื่ออยู่อาศัยเอง ลงทุนหรือเก็บเป็นสินทรัพย์ นอกจากนี้สำหรับตลาดชาวต่างชาติ คอนโดมิเนียมระดับบนที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า รวมถึงแนวเส้นทางรถไฟฟ้าใหม่ๆ ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายจากตลาดต่างชาติต่อเนื่อง ตัวอย่างโครงการ “98 WIRELESS” ที่เพิ่งเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จนกลายเป็นตำนานของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจำนวนห้องชุดเพียง 77 ยูนิต แต่มีมูลค่าโครงการรวมสูงถึง 8,700 ล้านบาท ลูกค้าให้การตอบรับที่ดีมาก”

นายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี กรรมการบริหาร บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรี่ของผู้บริโภคคนไทย ถือเป็นอะไรที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้มีกำลังซื้อที่สูง แม้ในสภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นไร ก็ไม่กระทบกับการใช้จ่าย โดยอีกมุมการที่ผู้ประกอบการจะหาที่ดินทำเลทองมาพัฒนาโครงการซุปเปอร์ลักชัวรี่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเป็นที่ดินที่อยู่ใจกลางเมืองจริงๆ ซึ่งการที่มีผู้ประกอบการเจ้าใดพัฒนาออกมาส่วนใหญ่ก็จะขายได้หมด เนื่องจากนานทีจะได้ที่ดินแปลงสวยมาพัฒนา ซึ่งผู้บริโภคระดับบนก็พร้อมจับจองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ขอแค่มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เขา

“อีกทั้งเหตุที่ทำให้คอนโดมิเนียมระดับบนยอดขายกระฉูด นอกจากยอดขายจากเศรษฐีชาวไทยแล้ว ยังมีในกลุ่มชาวต่างชาติมาร่วมซื้อด้วย เพราะจากสถิติราคาซื้อขายคอนโดมิเนียมในต่างประเทศมีราคาที่สูงกว่าประเทศไทยมาก อาทิ สิงคโปร์ ราคาขาย ตร.ม.ละ 1,500,000 บาท, ฮ่องกง ราคาขาย ตร.ม.ละ 1,800,000 บาท และที่ปักกิ่งแค่โซนรอบเมืองก็มีราคาขายถึง ตร.ม.ละ 1,000,000 บาท ซึ่งการมาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมในไทยถือว่าคุ้มกว่ามาก”.

ตั้งเป้า “จีดีพี” ปีนี้โต 3.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915990


สศช.ลุ้นครึ่งปีหลังคนแห่ใช้เงินสะพัด

สศช.คงเป้าจีดีพีปีนี้ขยายตัว 3.5% เผยไตรมาสแรกลุ้นขยายตัวใกล้ 3.5% หลังตัวเลข 2 เดือนแรกของปีออกมาน่าพอใจทั้งการส่งออก ลงทุนรัฐวิสาหกิจ และการบริโภค ขณะที่การลงทุนเอกชนยังติดลบ หวังเศรษฐกิจปีหน้าโตแตะ 4% ชี้ครึ่งหลังของปีนี้ ที่จะเห็นประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของไทย ปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ 3.5% และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในระดับ 3.2% โดยแนวโน้มจีดีพีไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา อาจจะขยายตัวได้สูงกว่าในไตรมาสก่อนหน้านี้ ที่ขยายตัว 3% และมีความเป็นไปได้ที่เติบโตใกล้เคียงกันที่ระดับ 3.5%

เนื่องจากตัวเลขที่ สศช.รวบรวมจากภาคเศรษฐกิจสำคัญๆของประเทศใน 2 เดือนแรก ของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.) มีทิศทางการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปลายปีก่อน ได้แก่ ภาคการส่งออกที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกสินค้าในรูปของเงินดอลลาร์ขยายตัวได้ 4.3% และหากรวมราคาทองคำ การส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 7.3% ทำให้ภาพรวมจะเห็นว่าการส่งออกเฉลี่ยของทั้ง 2 เดือน ทำได้สูงกว่าการคาดการณ์ของหลายหน่วยงานที่คาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ 2-3%

สำหรับการบริโภคใน 2 เดือนแรกของปีนี้ ปรากฏว่าขยายตัวได้ 3% ภาคการท่องเที่ยวมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวได้ 4% ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่รายได้จากการท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวขึ้นจากช่วงปลายปีก่อน สำหรับการลงทุนและการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา การเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐชะลอตัวลงจากที่มีการเร่งรัดการลงทุนไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่รัฐวิสาหกิจยังมีการเบิกจ่ายงบลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่การลงทุนในเดือน ก.พ.เพิ่มขึ้นถึง 48% ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐวิสาหกิจ รับนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมไว้สูงถึง 95% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ตั้งเป้าหมาย 85% เพื่อให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนที่รัฐบาลตั้งความหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงติดลบ 1.1% แต่ สศช.คาดว่าตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 จนถึงปลายปี โดยเป็นการลงทุนเพื่อรองรับกับการส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้น ล่าสุดธนาคาร โลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ก็ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่า 3% ที่จะเอื้อต่อการส่งออกในปีนี้ให้เพิ่มขึ้น

นายปรเมธีกล่าวว่า เศรษฐกิจของไทยในภาพรวมมีการฟื้นตัวและมีทิศทางที่ดีขึ้นในภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนภาครัฐ การส่งออก ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในปีนี้ โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนว่าเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ถือเป็นธรรมดาของเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำมานาน ที่จะมีความหนืดระดับหนึ่ง ประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนโดยทั่วไปให้มีความรู้สึกเศรษฐกิจดีขึ้น หรือมีเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น จะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ที่จะเห็นสภาพคล่อง และการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของประชาชน

“ศักยภาพของเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันควรขยายตัว 4% ปรับลดจากเดิมควรที่ขยายตัว 5% เนื่องจากระยะยาวประเทศไทยมีปัจจัยความท้าทายหลายประการ และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.5-4% ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนมากขึ้น และบทบาทของนโยบายการคลังที่จะใช้ประคับประคองเศรษฐกิจก็สามารถลดทอนลงได้ ซึ่งเป้าหมายของการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 3.5% ส่วนปีหน้าอาจปรับเพิ่มเป็น 4%”.

 

เงินบาทแข็งค่าในรอบ 21 เดือน เหตุ “ทรัมป์” ส่งสัญญาณเตือนภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915987


นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดวันแรกหลังหยุดเทศกาลสงกรานต์เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 34.33 บาทต่อ

ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นในรอบ 21 เดือน ปัจจัยหลักเกิดจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาส่งสัญญาณว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเกินไป ตลาดเงินทั่วโลกจึงตอบรับต่อกระแสข่าว ทำให้ค่าเงินทุกสกุลแข็งค่าขึ้น

ขณะที่แนวโน้มของค่าเงินบาท คาดว่าจะไม่แข็งค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ การแข็งค่าของเงินบาทรอบนี้ ผู้ประกอบการส่งออกไม่ค่อยออกมาเรียกร้อง เนื่องจากเมื่อเทียบกับภูมิภาคแล้วพบว่าเงินบาทมีอัตราการแข็งค่าขึ้นอยู่ระดับกลางๆ หรือแข็งค่าขึ้น 4.5% ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น 8% ฯลฯ และผู้ส่งออกส่วนใหญ่ก็ได้ซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว โดยก่อนที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก่อนที่จะไปถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ธปท.ได้เข้าไปแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งตลาดการเงินเชื่อว่า ธปท.จะ
ไม่ปล่อยให้แข็งค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และ ธปท.ก็ต้องการให้ภาคเอกชนมีการบริหารจัดการ ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ค่าเงินบาทตลอดทั้งปีนี้จะเคลื่อนไหวเฉลี่ย 35-36 บาทต่อดอลลาร์.

 

‘บสย.-ธพว.’ ค้ำประกันสินเชื่อ ช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2560 19:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915795


ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้น บสย. จับมือ ธพว. ค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Transformation Loan วงเงิน 15,000 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 3% ใน 3 ปีแรก ระยะเวลาผ่อนนาน 7 ปี

นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. กล่าวว่า บสย.พร้อมดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Transformation Loan วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และต้องการเสริมสภาพคล่อง กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ (Start up) กลุ่มผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรม กลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ หรือมีแนวโน้มการเติบโตสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และ SMEs 4.0 ในกลุ่มธุรกิจ S-Curve รวมถึงกลุ่มธุรกิจส่งออก หรือขยายธุรกิจในต่างประเทศ

ทั้งนี้ สินเชื่อดังกล่าว มีระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี วงเงินค้ำประกันสินเชื่อสูงสุดต่อรายไม่เกิน 15 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% ของวงเงินค้ำประกัน โดยค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ 3 ปีแรก รัฐบาลเป็นผู้จ่ายชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนผู้ประกอบการ ปีแรกชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% ในปีที่ 2-3 รัฐบาลจ่ายชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันในอัตรา 0.75%

สำหรับ คุณสมบัติของผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าว จะต้องเป็น SMEs ที่ได้รับสินเชื่อใหม่ และไม่นำไปใช้ชำระหนี้เดิมกับผู้ให้กู้เป็น SMEs ที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 200 ล้านบาท ประกอบกิจการที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี

ทั้งนี้ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Transformation Loan เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง บสย. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว. เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น โดยมี บสย.เป็นกลไกสำคัญค้ำประกันสินเชื่อ คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อ 3,000-5,000 ราย สร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 68,700 ล้านบาท หรือ 4.58 เท่าของวงเงินสินเชื่อ

ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. หรือ SME Development Bank กล่าวว่า โครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan เป็นโครงการที่ดี และต้องการให้ผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือผ่านนโยบายภาครัฐตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติ เช่น ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน ผลักดันเศรษฐกิจชุมชนก้าวสู่สากล

รวมถึง ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม เร่งกระจายโอกาสด้านการพัฒนาศักยภาพ สร้างความมั่นคง เพื่อลดความเลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม มุ่งหวังเพียงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ประกอบการได้รับ ทั้งการสนับสนุนด้านเงินทุนและการพัฒนาเติมเต็มองค์ความรู้ครบทุกมิติ เพื่อก้าวสู่ SMEs ไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ธพว. ยังเป็นแกนหลักร่วมกับ บสย. และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม “เติมเต็มเงินทุน ติดอาวุธความรู้ ติดปีก SMEs ไทย” ซึ่งกิจกรรมจะจัดเวียนครบทุกภาค รวม 14 จังหวัดในเดือน พ.ค. 2560 นี้ แบ่งเป็นเดือน เม.ย. 8 จังหวัด คือ ลำปาง นครศรีธรรมราช สงขลา อ.หาดใหญ่ ตรัง เพชรบุรี มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อุดรธานี

ส่วน เดือน พ.ค. มี 6 จังหวัด ดังนี้ สกลนคร ลพบุรี นครปฐม พิษณุโลก ฉะเชิงเทรา น่าน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357 หรือ facebook.com/SMEDevelopmentBank สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจใช้บริการเงินกู้สามารถติดต่อยื่นคำขอกู้ได้แล้ววันนี้ ที่ ธพว. ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

แห่ถือทองคำ เหตุปัจจัยลบอื้อ ชี้หากหุ้นต่ำกว่า 1,530 จุด แนะทยอยสะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2560 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915751


บลจ.วรรณ ชี้ นักลงทุนกังวลปัญหาคาบสมุทรเกาหลี และการโจมตีซีเรียของสหรัฐฯ ส่งผลให้ถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ มากขึ้น พร้อมประเมินสัปดาห์นี้หุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,560-1,600 จุด แนะทยอยสะสมหากดัชนีต่ำกว่า 1,530 จุด

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์นี้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน โดยแรงกดดันยังคงมาจากความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลี และการโจมตีซีเรียของสหรัฐอเมริกา โดยนักลงทุนยังคงต้องติดตามความรุนแรงว่าจะอยู่ในวงจำกัด หรือขยายลุกลามเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสในรอบแรก ซึ่งมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 เม.ย.นี้ ก็เป็นอีกปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองของฝรั่งเศส ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงสถานะสมาชิกภาพในกลุ่มประเทศยูโรโซนต่อไปหรือไม่ โดยหากนางมารีน เลอแปน ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ บลจ.วรรณ มองว่า อาจมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/60 ซึ่งนักลงทุนคาดว่าผลประกอบการจะออกมาดีเติบโตต่อ เนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า และฟื้นตัวขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า

ขณะที่ หนี้เสีย (NPL) น่าจะทรงตัว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะสั้น ซึ่งสนับสนุนให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Market) โดยเฉพาะประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (TIPs Market) โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,560-1,600 จุด

สำหรับ นักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากดัชนีฯ ยังเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนตามกระแสข่าวเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาว แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหากดัชนีฯ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,530 จุด เนื่องจากบริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยในประเทศ ซึ่งจะสามารถสนับสนุนการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ สัปดาห์นี้แนะนำเพิ่มน้ำหนักถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้นหลังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มมีทิศทางปรับตัวขึ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Gold Spot ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.70%

ขณะที่ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะปรับตัวลดลง ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยคาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากมีเม็ดเงินทุนจากต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 13.59 ดัชนีอยู่ที่ 1,575 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2560 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915820


หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 13.59 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,575 จุด มูลค่าการซื้อขาย 27,886.86 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 17 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง -13.59 จุด เปลี่ยนแปลง -0.85 % ดัชนีอยู่ที่ 1,575.91 จุด มูลค่าการซื้อขาย 27,886.86 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,585.96 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,574.80 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

 

ปัจจัยลบคาบสมุทรเกาหลี กดหุ้นไทยเช้าปิดร่วง 9.63 ดัชนีแตะ 1,579 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2560 13:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915570


ความไม่แน่นอนบนคาบสมุทรเกาหลีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้น กดดันหุ้นไทยปิดตลาดครึ่งวันเช้าลดลง 9.63 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,579.87 จุด มูลค่าซื้อขาย 14,772.96  ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 17 เม.ย. 60 พบว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าปิดปรับตัวลดลง 9.63 จุด เปลี่ยนแปลง -0.61% ดัชนีอยู่ที่ 1,579.87 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 14,772.96 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ให้น้ำหนัก Domestic play และหุ้นอิงกับราคาน้ำมัน

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ (17 เม.ย.) ว่า ปัจจัยที่ตลาดจะให้ความสนใจในช่วงนี้คือ ท่าทีหรือการตอบโต้ของสหรัฐฯ และพันธมิตรต่อการทดลองขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา แม้จะล้มเหลว แต่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้นำเกาหลีเหนือมีแนวโน้มที่จะไม่ดำเนินการตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ คือ ให้ยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ดังนั้น น่าจะเห็นความพยายามในการกดดันให้มีการเจรจานำโดยจีนเพื่อเข้าแก้ปัญหานี้ หากเกาหลีเหนือไม่ได้ทำการใดๆ ที่เป็นภัยคุกคาม ตลาดก็จะมีเพียงความคลุมเครือ และถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่ง แต่โอกาสที่จะมีการใช้กำลังทางทหารหรือโจมตีโดยฝ่ายของสหรัฐฯ เวลานี้ยังไม่มากนัก

ขณะที่ ตลาดหุ้นหลายแห่งหยุดในเทศกาลอีสเตอร์ (ยกเว้นสหรัฐฯ) การซื้อขายนักลงทุนจึงรอคอย เรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสที่ผลสำรวจของหลายสำนัก ผู้ที่มีคะแนนนำสองลำดับแรกจะเป็น Emmanuel Macron และ Marine Le Pen ขณะที่ ประเทศตุรกี ผลการลงประชามติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่เพื่อเปิดทางให้มีการใช้ระบบอำนาจของประธานาธิบดีแทนระบบรัฐสภาที่มีอยู่เดิม จะมีผลต่อตลาดหุ้นอยู่บ้าง ซึ่งตัวแปรเหล่านี้ จะยังทำให้นักลงทุนต่างชะลอการลงทุน

“ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ แม้จะคาดว่าอาจมีแรงซื้อกลับหลังผ่านช่วงวันหยุดยาวของไทยเอง แต่ด้วยสถานการณ์ของเกาหลีเหนือที่จะเป็นตัวถ่วงตลาด รวมทั้งตัวแปรอื่นๆ เช่น เลือกตั้งฝรั่งเศส ทิศทางดอกเบี้ยและนโยบายเศรษฐกิจ สหรัฐฯ จึงคาดว่าดัชนีฯ จะมีความผันผวนสูง เราจึงยังคงคำแนะนำ ถือ ไว้”

อย่างไรก็ตาม คงต้องตามดูสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี หากสถานการณ์เป็นลบมากขึ้น อาจต้องพิจารณาลดการถือหุ้นลง โดยหุ้นกลุ่มที่ บล.KTBST ให้น้ำหนักการลงทุนในสัปดาห์นี้ จะเป็นกลุ่ม domestic play หุ้นที่ถูกคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1 จะออกมาดี และหุ้นกลุ่มอิงราคาน้ำมันดิบ (ผู้ผลิต+ถ่านหิน) สำหรับหุ้นที่เราคาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ อาทิเช่น BBL, TCAP, PTTEP, BANPU, CPALL, ADVANC, PTL และ AMATA