กสทช.ไฟเขียว ‘สปริง เรดิโอ’ ออนแอร์วันนี้ 12.00 น.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2560 11:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915511


เลขาธิการ กสทช. อนุญาตให้ “สปริง เรดิโอ FM 98.5 MHz” กลับมาออกอากาศได้ ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2560 เวลา 12.00 น.

วันนี้ 17 เม.ย.60 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า จากการเข้าหารือของนายพัชระ สารพิมพา และนายโกศล สงเนียม ผู้บริหารสถานีสปริง เรดิโอ กรณีการระงับการออกอากาศชั่วคราวของสถานีวิทยุ FM 98.5 MHz สำนักงาน กสทช. พอใจในข้อชี้แจง และได้เตือนให้บริษัทซึ่งเป็นผู้แบ่งเวลาดำเนินรายการระมัดระวังในการนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย จึงได้อนุญาตให้สปริง เรดิโอ FM 98.5 MHz กลับมาออกอากาศได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2560 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการออกอากาศที่เร็วขึ้นจากการสั่งระงับการออกอากาศเดิม.

 

ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จัดงาน “BLÚPORT SUMMER SALE” ลดทั้งตึก คึกทั้งหัวหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 เม.ย. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915471


ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน ร่วมกับ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงาน “BLÚPORT SUMMER SALE” เซลส์ครั้งยิ่งใหญ่ ลดทั้งศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าลดสูงสุด 80% พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย ลดทั้งตึก คึกทั้งหัวหิน ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2560 ที่ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน

งาน “BLÚPORT SUMMER SALE” ต้อนรับซัมเมอร์กับกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษ พบกับ Summer Food Market ที่รวบรวมอาหาร ขนมและเครื่องดื่มคลายร้อนรับซัมเมอร์จากร้านอาหารชื่อดัง อาทิ COCA RESTAURANT, Eatview by EST 33 ที่บริเวณบอร์ดวอล์ค ด้านหน้าศูนย์การค้า บลูพอร์ต หัวหิน นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจัดเต็ม ลดทั้งศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าลดสูงสุด 80%

สิทธิพิเศษสำหรับนักช็อป อาทิ

• สินค้า WOW! Price สินค้าแฟชั่น บิวตี้และไลฟ์สไตล์จากร้านค้าในศูนย์การค้าที่ลดราคาร้อนระอุในราคาสุดว้าว!

• สินค้า WOW! Buy 1 Get 1 ซื้อ 1 แถม 1 ฟรี

• WOW! Happy Hour สินค้าราคาสุดพิเศษ

• Outlet Price Corners สินค้าแบรนด์ดังยกขบวนมาจัดเอาท์เล็ทในราคาพิเศษสุดคุ้ม

• ขบวนทรูป FREEBIES แจกฟรีทุกชั่วโมง ขนมและของรางวัลกว่า 1,900 ชิ้น ตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายน 2560

• Lucky wheel วงล้อนำโชค ลุ้นของรางวัลมากมายกว่า 15,000 รางวัล

• สิทธิพิเศษลูกค้า M Card ที่ใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าครบ 3,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัลศูนย์การค้าสูงสุดถึง 1,000 บาท ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2560

• ลูกค้าไทยประกันชีวิต รับสิทธิ์หมุนวงล้อ 2 ครั้ง ตั้งแต่วันนี้ – 16 เมษายน 2560 สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกไทยไลฟ์การ์ด ฉลอง 75 ปี ไทยประกันชีวิต 75 ท่านแรกเพียงใช้จ่ายภายในห้างฯ และศูนย์ฯ 1,000 บาทขึ้นไป ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ รับบัตรกำนัลมูลค่า 500 บาททันที ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2560

• ลูกค้า K BANK ทุกวันเสาร์ ช็อปภายในศูนย์ฯ ผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยครบ 1,000 บาท สามารถแลกรับบัตรกำนัลศูนย์ฯ มูลค่า 500 บาท และช็อปทุกวัน เมื่อช็อปภายในศูนย์ฯ 3,000 บาทขึ้นไป รับเงินคืน (Cash Back) 100 บาท / ใบเสร็จ ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2560

ช็อปสุดฟิน ลดทั้งตึก คึกทั้งหัวหินรับซัมเมอร์ในงาน “BLÚPORT SUMMER SALE” เซลส์ครั้งยิ่งใหญ่ ลดทั้งห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าลดสูงสุด 80% พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2560 ที่ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน

 

ราคาทองยังขึ้นต่อเนื่อง รูปพรรณขายบาทละ 21,450 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915476


ราคาทองคำในประเทศไทยหลังวันสงกรานต์ยังขึ้นต่อเนื่อง โดยทองคำแท่งขายออกบาทละ 20,950 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกบาทละ 21,450 บาท

ราคาทองคำในประเทศไทยก่อนถึงวันสงกรานต์ราคาขึ้นต่อเนื่อง โดยทองคำแท่งขายออกบาทละ 20,950 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกบาทละ 21,450 บาท เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำแจ้งปรับราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,850 บาท ขายออกบาทละ 20,950 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,481.16 บาท ขายออกบาทละ 21,450 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น.

 

สวยหรือไม่สวยก็เลือกได้!! อย่ายอมให้ใครบังคับใช้บริการทางการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/914855


ส่งท้ายสงกรานต์ 2560 นี้ “ทีมเศรษฐกิจ” มีอีกประเด็นร้อนๆมาฝาก คือ “การใช้บริการทางการเงิน” เรื่องใกล้ตัวมากๆของคนไทยทุกระดับชั้นแต่ก็เป็นเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน เสียงบ่นด่าตลอดเวลาเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น “ถูกบังคับให้ใช้บริการทางการเงิน” ที่เราเองอาจจะไม่ต้องการ หรือถูกรวบรัดตัดความเสนอบริการทางการเงินที่เรายังไม่เข้าใจ แต่ระบุว่าต้องทำเพื่อให้ได้สินเชื่อหรือดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น รวมทั้งบริการทางการเงินที่เสนอให้ทำไปก่อนโดยบอกว่าไม่มีค่าธรรมเนียม แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่พูดกันไว้

จากเสียงร้องเรียนที่ดังสนั่นมาตลอด ในปลายปีที่ผ่านมา “แบงก์ชาติ” ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ได้ออก “ปฏิบัติการล่อซื้อ” ปลอมตัวเข้าไปสำรวจการปฏิบัติงานของ “พนักงานแบงก์พาณิชย์” จำนวน 143 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลัก ผลตอบรับออกมาเป็นที่น่าตกใจ เพราะ ส่วนใหญ่ 90% จากที่สำรวจ พนักงานแบงก์ยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสม ชัดเจน หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างเพียงพอ จะให้ข้อมูลแต่ในด้านดีเท่านั้น

สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ยังคงได้รับ เรื่อง ร้องเรียนการให้บริการของสถาบันการเงินจากประชาชนสูงถึง 1,588 รายการ ตลอดทั้งปี 2559 เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ ยอดเงินไม่ถูกต้อง การขอสินเชื่อและปรับโครงสร้างหนี้ ทวงหนี้ที่ไม่เหมาะสม เงินฝากพ่วงประกัน บังคับขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการ ฯลฯ

จากเรื่องนี้ “แบงก์ชาติ” ยืนยันมาตลอดว่า ลูกค้ามีสิทธิที่เลือก “บริการทาง การเงิน” ที่ตนเอง ต้องการได้ ขณะที่ “พนักงานแบงก์” มี 4 ข้อให้คิดก่อนติดต่อกับลูกค้าคือ“ไม่บังคับ ไม่หลอกลวง ไม่รบกวน เปิดเผยโปร่งใส” โดยกำลังจัดทำ “จรรยาบรรณ” การดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม (Market Conduct) ซึ่งมีบทลงโทษที่ชัดเจนออกมา

และในช่วงการรอคอย “ทีมเศรษฐกิจ” ขอรวบรวม “4 ประเด็นฮอตของการใช้บริการการเงิน” มาให้อ่านกัน เพื่อให้รู้ว่าเราสามารถปฏิเสธ “ไม่รับ ไม่ทำ ไม่สนใจ” สิ่งที่ไม่ต้องการได้ รวมทั้งกระตุ้นให้ช่วยกันรักษา “สิทธิ” ของตัวเอง

เรื่องแรก “การทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต” : สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ เมื่อเราไปขอทำบัตรกดเงินที่แบงก์ จะได้รับคำตอบว่า บัตรเอทีเอ็มไม่มีค่ะ ต้องทำบัตรเดบิต และมากขึ้นไปอีก คือ บัตรเดบิตธรรมดาหมดค่ะ มีแต่แบบที่พ่วงสิทธิประโยชน์โน่นนี่นั่น ซึ่งส่งผลให้จากค่า ธรรมเนียมรายปีที่เราต้องจ่ายเป็นสมาชิกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต 100-200 บาท กระหน่ำสูงขึ้นไปเป็น 1,000 บาทต่อปีในบัตรเดบิตบางประเภท

ความจริงคือ ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2562 แบงก์ไม่มีสิทธิปฏิเสธการทำบัตรเอทีเอ็มเรายังสามารถที่จะทำ “บัตรเอทีเอ็ม” ได้ถ้าเรายืนยันว่าต้องการ แต่หากเกินกว่าปี 2562 แล้ว “บัตรเอทีเอ็ม” จะถูกยกเลิกไปตามแนวทางสนับสนุนอี-เพย์เมนท์ เหลือแต่ “บัตรเดบิต” ซึ่งเราสามารถที่ขอทำ “บัตรเดบิต” แบบธรรมดาที่ไม่พ่วงสิทธิประโยชน์ใดๆได้

หากแบงก์พาณิชย์ปฏิเสธ หรือ “บัตรหมด” และยัดเยียดบัตรอื่นๆที่ค่าธรรมเนียมแพงๆให้ อย่าไปยอม เพราะแบงก์ชาติกำหนดให้แบงก์พาณิชย์ต้องมี “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” เหล่านี้สำรองให้เพียงพอกับความต้องการ ของลูกค้า

เรื่องที่ 2 “การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า” : สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากเราไปเปิดบัญชีเงินฝาก หรือขอสินเชื่อ ทำบัตรเครดิตกับแบงก์พาณิชย์แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การโทรศัพท์ หรือส่งจดหมาย อีเมล หรือข้อความทางโทรศัพท์ มาขายประกัน ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กองทุน ฯลฯ ต่อเนื่องตลอดเวลา สร้างความรำคาญใจให้กับลูกค้า ส่วนนี้ถามว่าแบงก์ผิดหรือไม่คงตอบชัดเจนไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราไปทำธุรกรรมกับแบงก์ จะมีเอกสาร 1 แผ่นให้เราเซ็นชื่อยินยอมให้ “เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว” ของเราที่แบงก์ได้ไปกับบริษัทในเครือของแบงก์พาณิชย์เป็นการต่อยอดการขายผลิตภัณฑ์ ซึ่งกรณีนี้ เราสามารถปฏิเสธ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวได้ โดยระบุให้ชัดเจนในใบดังกล่าวว่า “ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล”

แต่ที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเซ็นชื่อในกระดาษทุกแผ่นที่พนักงานแบงก์ให้มาโดยไม่อ่าน หรือสอบถามว่าแผ่นนี้คืออะไร มีผลอย่างไร แต่เมื่อข้อมูลส่วนตัวถูกเปิดเผยออกไปถึงจะโวยวาย “อย่างนี้ไม่ได้ละค้า คุณผู้ชม”

มาถึงเรื่องที่ 3 อันนี้ก็ฮอตไม่แพ้กัน “การบังคับขาย ขายพ่วง ให้ข้อมูลไม่ครบ” ที่ฮิตที่สุดในขณะนี้ น่าจะเป็น “เงินฝากขั้นบันได” และ “เงินฝากพ่วงประกัน” ซึ่งกรณีเหล่านี้พนักงานแบงก์จำนวนหนึ่งมักจะให้ข้อมูลแต่ด้านดี เช่น ดอกเบี้ยสูงสุดที่จะได้รับในกรณีดอกเบี้ยแบบขั้นบันได โดยไม่ได้ระบุดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการว่าเป็นเท่าไร เช่น บอกว่าอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 สูงสุดที่ 5% ต่อปี แต่ไม่ได้บอกว่าดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงๆ ที่ได้เมื่อครบ 2 ปี คือ 2% ต่อปีเท่านั้น

ส่วน “เงินฝากพ่วงประกัน” หรือการเสนอเงินฝากและประกันชีวิตขายคู่กัน โดยได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ เช่น ฝากเงินอย่างเดียวได้ดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี แต่ถ้าพ่วงประกันได้ 3.5% ต่อปี ซึ่งความจริง ถ้าเราต้องการ “ประกันชีวิต” อยู่แล้ว กรณีนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะได้ทั้งออมเงินยาว ได้ทั้งความคุ้มครอง และใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลที่เราได้จากแบงก์มักจะไม่ครบ เพราะคุณสมบัติของประกันชีวิต คือ จะได้รับผลตอบแทน ถ้าเสียชีวิตตามเงื่อนไขสัญญา หรือถ้าอยู่จนครบสัญญาจะได้เงินคืนพร้อมผลตอบแทน โดยมีเงื่อนไขต้องชำระเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีการขอรับเงินคืนก่อนระยะเวลาตามสัญญา ทำได้คือ การยกเลิกประกัน แต่จะได้เงินคืนเฉพาะส่วนที่เป็นมูลค่ากรมธรรม์ ซึ่งจะน้อยกว่าค่าเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไปค่อนข้างมาก และที่สำคัญ ส่วนที่เป็นเงินค่าเบี้ยประกันจะไม่ได้รับคืนจากการคุ้มครองเงินฝาก กรณีที่เกิดปัญหาเพราะไม่ได้เป็นเงินฝากตามระบบ

หากยังไม่เข้าใจอย่างละเอียด ลูกค้าสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมจนกว่าจะพอใจ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเงินฝากพ่วงประกันแต่ทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เสนอขาย ที่สำคัญที่สุด ลูกค้ามีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ใช้บริการเหล่านี้ได้และสอบถาม “เงินฝากประเภทอื่นๆ” ที่ถูกจริตกว่าแทนได้ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ สงสาร หรือทำเพราะถูกรวบรัดมัดมือ

ประเด็นสุดท้ายที่ยกมาคือ “ขอสินเชื่อต้องทำประกันพ่วง” กรณีนี้ เป็นแนวคิด ของแบงก์พาณิชย์ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถยนต์ หากลูกค้าทำประกันไว้และหากเกิดปัญหาผ่อนส่งไม่ได้ เช่น เสียชีวิต จะไม่เดือดร้อนถึง
คนข้างหลัง ซึ่งถือว่าเป็นอีกแนวคิดที่ดี แต่ปัญหาในทางปฏิบัติก็คือ แบงก์นำประเด็นนี้มาประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ เช่นระบุว่า ถ้าไม่ทำประกัน โอกาสที่จะได้สินเชื่อก็จะน้อยลง หรือบังคับให้ทำประกันกับบริษัทในเครือธนาคารตนเองเท่านั้น

โดยกรณีนี้ ในทางทฤษฎี แบงก์พาณิชย์จะนำเรื่องนี้มาตัดสินใจ “ให้กู้” หรือ “ไม่ให้กู้” ไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยที่สุด สำหรับลูกค้า ควรจะต้องสามารถ “เลือกบริษัทประกัน” ที่จะทำประกันได้ ไม่ถูกบังคับให้ใช้แต่ประกันในเครือแบงก์นั้นเท่านั้น โดยแบงก์ต้องให้ “ตัวเลือก” กับลูกค้าที่จะทำประกันดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ เป็นการรวมเฉพาะเรื่องฮอตๆ เรื่องร้องเรียนยังมีอีกมาก เช่น พนักงานบอกว่าทำบัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมฟรีตลอดชีพ แต่เอาจริงฟรีแค่ปีแรกหรือการตัดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตโดยเราไม่ยินยอม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ว่า 4 ข้อข้างต้น หรือประเด็นความไม่เป็นธรรม อื่นๆ เราสามารถที่จะร้องเรียนไปยัง “คอลเซ็นเตอร์” ของแบงก์พาณิชย์เหล่านั้นได้ รวมทั้งร้องเรียนไปที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของแบงก์ชาติ โทร.1213

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด เราเองในฐานะผู้บริโภคและลูกค้า ต้องตรวจสอบรักษาสิทธิอย่างระมัดระวัง คิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจใช้บริการทางการเงินใดๆ อย่าเอาแต่สะดวกง่ายๆ หรือเกรงใจพนักงาน เพราะถ้าเกิดความไม่พอใจ หรือโดนเอาเปรียบไปแล้ว การร้องเรียนหรือแก้ไขจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและใช้เวลา

“สวยไม่สวย หล่อหรือไม่หล่อ” ก็เลือกได้ ปฏิเสธได้ อย่าให้ใครบังคับใจให้ใช้บริการการเงิน.

 

ขนส่งฯ รับร้องเรียนช่วงสงกรานต์ พบรถโดยสารส่วนใหญ่ขับหวาดเสียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2560 19:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915152


กรมการขนส่งทางบก เผยประชาชนร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะผ่าน 1584 ตั้งแต่ 11-15 เม.ย.ที่ผ่านมา กว่า 268 ราย พบส่วนใหญ่ขับรถประมาทหวาดเสียว รองลงมาคือเด็กรถพูดจาไม่สุภาพ และเก็บค่าโดยสารเกินราคา พร้อมกำชับ จนท.ดูแลความปลอดภัยเต็มร้อย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ผลการปฏิบัติงานของศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตั้งแต่วันที่ 11–15 เม.ย. 60 ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับรถโดยสารสาธารณะ จำนวน 268 ราย ได้แก่ ขับรถประมาทหวาดเสียว จำนวน 85 ราย ผู้ประจำรถแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ/แต่งกายไม่เรียบร้อย จำนวน 44 ราย เก็บค่าโดยสารเกินราคา ขายตั๋วเกินราคา จำนวน 39 ราย ทิ้งผู้โดยสาร/ไม่จอดรับผู้โดยสาร จำนวน 38 ราย และบรรทุกผู้โดยสารเกิน จำนวน 15 ราย นอกนั้นเป็นการร้องเรียนเรื่องอื่นๆ ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ และออกคำสั่งผู้ตรวจการแล้วทุกราย

สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับด้วยรถยนต์ส่วนตัว ขอให้พักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง ตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทาง โดยกรมการขนส่งทางบกร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการตรวจรถโดยไม่คิดค่าบริการ จนถึงวันที่ 24 เม.ย. 60 ณ สถานประกอบการที่มีป้ายข้อความ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์” และระหว่างการขับรถขอให้งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาที่ทำให้ง่วงซึม หากรู้สึกง่วงหรือล้าจากการขับรถให้เปลี่ยนคนขับ หรือแวะจอดในที่ปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกบนถนนสายหลักทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าใช้บริการพักผ่อนคลาย ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ณ เต็นท์อำนวยความสะดวกและตรวจความพร้อมของกรมการขนส่งทางบกที่มีสัญลักษณ์ กรมการขนส่งทางบก Everyday for Everyone ทุกๆ วัน เพื่อทุกคน พร้อมเชิญชวนผู้ใช้รถใช้ถนน ขับช้า เปิดไฟหน้า และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน

 

รมว.คมนาคม ลุยขนส่งอุบลฯ ตรวจดูความพร้อม รับมือเทศกาล สงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2560 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/914642


รมว.คมนาคมลงพื้นที่ตรวจขนส่งอุบลฯ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจขนส่ง จ.อุบลราชธานี เพื่ออำนวยความสะดวก รัดษาความปลอดภัยให้ปชช. ช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 15 เม.ย.60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งสุ่มตรวจแอลกอฮอล์โซเฟอร์รถ และตรวจสภาพความปลอดภัยรถโดยสาร ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารเฉลิมพระเกียรติอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารเดินทางกลับ กทม.และปริมณฑล หลังจากเดินทางกลับภูมิลำเนามาเยี่ยมบ้าน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2560

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดอุบลราชธานี มีประชาชนบางส่วนได้วางแผนในการเดินทางกลับ กรุงเทพมหานคร และวันนี้เป็นวันที่ 5 เทศกาลสงรานต์ ซึ่งมีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับ เข้ากรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหารถติด

ส่วนด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคม ได้เน้นเพิ่มมาตรการเข้มข้น ในการตรวจสภาพรถโดยสารและสภาพความพร้อมโซเฟอร์โดยสาร ที่สถานีต้นทางและปลายทาง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร พร้อมยืนยัน มีรถรถ บขส. รถร่วมบริการ รองรับประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผู้โดยสารตกค้างแน่นอน

 

รถไฟ-บขส. เสริมรถ รองรับคนเที่ยวสงกรานต์แห่กลับกรุง 1-2 วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 เม.ย. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/914482


บขส.-รถไฟ รับมือคลื่นคนกลับ กทม. หลังหยุดยาวสงกรานต์ เริ่มทยอยเข้ามาแล้ว ตั๋วเกือบเต็มทุกที่นั่ง จัดรถเสริมรองรับ คาด 16-18 เม.ย.ใช้บริการมากสุด…

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการเดินรถ บริษัท ขนส่ง หรือ บขส. คาดว่า วันที่ 15 เม.ย. จะมีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประมาณ 1.2 แสนคน ซึ่งขณะนี้ยอดซื้อตั๋วโดยสารในเที่ยวกลับเต็มเกือบทุกที่นั่ง โดย บขส. เตรียมรถโดยสาร รองรับการเดินทางของประชาชนกว่า 6,000 เที่ยว ส่วนในวันที่ 16-18 เม.ย. จะเพิ่มรถโดยสารอีก 1,000-1,500 เที่ยว โดยเฉพาะสายอีสาน เสริมรถกว่าร้อยละ 70 และคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร วันละ 1.4 แสน ถึง 1.5 แสนคน

สำหรับผู้ใช้บริการรถของ บขส. ขาเข้า รถจะจอดส่งผู้โดยสารที่ กรมการขนส่งทางบก ด้านถนนพหลโยธินช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ส่วนรถโดยสารทั่วไป จะจอดส่งที่บริเวณ ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต เพิ่มอีก 1 จุด ก่อนเข้าส่งผู้โดยสารที่ ขาเข้า หมอชิต 2 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ และลดความหนาแน่นบริเวณสถานีขนส่งด้วย นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จัดเตรียมรถโดยสารประจำทาง เพื่อเร่งระบายประชาชนที่เดินทางมาถึงสถานีขนส่งหมอชิต 2

ขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย ประเมินว่า วันที่ 15 เม.ย. จะมีประชาชนใช้บริการประมาณ 1 แสนคน โดยจัดขบวนรถเสริมพิเศษ เที่ยวกลับ รถไฟฟรี จำนวน 2 ขบวน คือ อุบลราชธานี-กรุงเทพ และอุดรธานี-กรุงเทพ ทั้งนี้จะมีประชาชนใช้บริการรถไฟมากที่สุดในวันที่ 16 และ 17 เม.ย. ประมาณ 1.2 แสนคน ซึ่งจะเพิ่มขบวนรถไฟฟรี 4 ขบวน คือ อุบลราชธานี-กรุงเทพ, อุดรธานี-กรุงเทพ, ศรีสะเกษ-กรุงเทพ และ ศิลาอาส์น-กรุงเทพ ส่วนรถด่วนพิเศษ คือ เชียงใหม่-กรุงเทพ.

 

เปิดโมเดลธุรกิจค้าปลีก 4.0 รุกพร้อมกันทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913440


ด้วยอิทธิพลของโลกยุค 4 จี สังคมออนไลน์เฟื่องฟู ได้ส่งผลกระทบต่อหลากหลายธุรกิจที่ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนรับยุค 4 จี ก็คือ ธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลง หันมาสั่งซื้อทางออนไลน์กันมากขึ้น

จนส่งผลให้ในหลายๆห้างดัง หลายๆร้านค้าที่เป็นเชนใหญ่ๆในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ต้องทยอยปิดสาขา เพราะลูกค้าเข้าร้านค้าน้อยลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงหลายปีนี้ บรรดาค่ายค้าปลีกในบ้านเราได้ทุ่มงบสร้างสารพัดช่องทางขายออนไลน์ตามเทรนด์ของโลก

โดย ณ วันนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละค่ายได้เร่งงัดไม้เด็ดออกมากระตุ้นให้เกิดการทดลองสั่งซื้อ และสร้างฐานลูกค้าเพิ่มให้มากที่สุด บวกกับการเกิดขึ้นของดีลใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการ “ลาซาด้า” ของ “อาลีบาบา” ยักษ์ใหญ่จากจีน และการเข้าซื้อกิจการ “ซาโลร่า” ของกลุ่มเซ็นทรัล

สร้างแรงสั่นสะเทือนตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีความคึกคักและดุเดือดยิ่งขึ้น!!!

“กลุ่มเซ็นทรัล” พลิกโมเดลธุรกิจ

ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง “กลุ่มเซ็นทรัล” นำโดย “ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้ออกมาประกาศชัดว่า วันนี้ การทำธุรกิจค้าปลีกจะทำแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว

กลุ่มเซ็นทรัลต้องปรับตัวและต้องเปลี่ยน ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกเฉลี่ย 1 นาที มีการค้นหาข้อมูลใน google ประมาณ 4 ล้านครั้ง ดู Youtube 4 ล้านยอดวิว มีการโพสต์ Facebook 3.3 ล้านโพสต์ มีการใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ต 2.5 เทระไบต์ (Terabyte) และมีการซื้อ-ขายออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่คนเดินห้างสรรพสินค้าบางตา

กลุ่มเซ็นทรัลจึงได้ประกาศทุ่มเม็ดเงินกว่า 45,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ลงทุนไป 39,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนใหญ่เชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัล

“ปีนี้จะใช้เงินลงทุนพัฒนาและวางระบบออนไลน์ เทคโนโลยี รวมถึงโลจิสติกส์ 3,000-4,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2561 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ Digital Centrality ที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์กับออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงเชื่อมโยงลูกค้าครอบคลุมทั่วโลกด้วย ตั้งเป้า 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลจะเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันที่มีแค่ 1%”

กลุ่มเซ็นทรัล มีจุดแข็งเรื่องการทำธุรกิจออฟไลน์ ที่ทำมายาวนานกว่า 70 ปี ขณะที่ธุรกิจออนไลน์เพิ่งเริ่มหัดเดิน แต่ก็พร้อมเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเชื่อมโยงลูกค้าผ่านโลกออนไลน์และออฟไลน์ทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียว

โดยส่วนตัวเชื่อว่า ธุรกิจออฟไลน์กับออนไลน์เชื่อมต่อกันได้ การทำธุรกิจค้าปลีก ณ วันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เป็นค้าปลีกรุ่นใหม่ ดังนั้นกลุ่มเซ็นทรัลต้องเร่งขยายการลงทุนไปที่เทคโนโลยีเป็นหลัก จากเดิมที่เน้นซื้อที่ดินและการก่อสร้างห้างฯและศูนย์การค้าในเครือฯ และต้องปรับใหม่หมดทั้งการบริหารจัดการ บุคลากร เพื่อรับมือ

นายทศเผยว่า แผนของกลุ่มเซ็นทรัล สิ่งที่จะเปลี่ยนในปีนี้ คือ ต้องให้องค์กรมีความพร้อมรองรับโลกธุรกิจค้าปลีกในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องของ “คน” ต้องปรับใหม่ ให้ความสำคัญในกระบวนการ “ปรับความคิด” เนื่องจากประสบการณ์และความสำเร็จเดิมๆของคนทำงานเก่าๆ เริ่มไม่ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การดึงคนรุ่นใหม่มาร่วมงาน ถือเป็นกุญแจสำคัญช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ทันสมัย

ด้าน “ปิยวรรณ ลีละสมภพ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ย้ำว่าห้างเซ็นทรัลจะขยายธุรกิจไปสู่ออนไลน์มากขึ้น โดย 5 ปีนับจากนี้ จะใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท วางระบบและสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อให้เว็บไซต์ของเซ็นทรัล ได้เป็นห้างฯเซ็นทรัล สาขาที่ 22 จากปัจจุบันที่มีสาขาออฟไลน์เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ 21 สาขา และสามารถช็อปปิ้งได้ 24 ชั่วโมง

“ขณะนี้ยอดขายออนไลน์ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การใช้จ่ายต่อบิลต่อคนมีสูงถึง 3,000 บาท โดยสินค้าหลักที่ลูกค้าซื้อ คือ เครื่องสำอาง รองลงมาเป็นสินค้าแฟชั่น สินค้าเกี่ยวกับบ้าน จากจำนวนสินค้าที่วางขายในช่องทางออนไลน์ทั้งหมด 100,000 รายการ ในอีก 5 ปีบริษัทฯมีเป้าหมายเพิ่มสินค้าวางขายในช่องทางออนไลน์เพิ่มเป็น 500,000 รายการ
และมียอดขายเพิ่มเป็น 15% ของยอดรายได้รวมบริษัทฯ จากปัจจุบันมีแค่ 1% ของยอดรายได้รวมโดยปี 2559 บริษัทมียอดรายได้ 47,000 ล้านบาท”

เดอะมอลล์ย้ำช้าแต่ชัวร์

ด้านกลุ่มยักษ์ใหญ่ศูนย์การค้าอย่าง “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ซึ่งดูภายนอกอาจจะมีเสียงค่อนขอดว่าไม่ค่อยตื่นตัวเรื่องค้าปลีกออนไลน์ “วรลักษณ์ ตุลาภรณ์” ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดใจว่าที่เดอะมอลล์กรุ๊ปดูใหม่มากๆเรื่องค้าปลีกออนไลน์นั้นไม่ได้ชักช้า แต่อยากให้มั่นใจ

ที่สำคัญ ไม่อยากให้ลูกค้ามองเราว่าเป็นออฟไลน์หรือออนไลน์ เราอยากให้มองภาพของเดอะมอลล์ กรุ๊ปเป็น “ซิงเกิล วิว” คือ เป็นภาพเดียวกัน

การทำธุรกิจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีการวางแผนเป็นเฟส เพราะต้องศึกษาและดูความต้องการของลูกค้าด้วยว่าต้องการอะไร ไม่ใช่ยกห้างฯหรือศูนย์การค้าเข้าไปไว้บนออนไลน์เลยในทันที ต้องดูความต้องการซื้อจริงด้วย เพราะตลาดประเทศไทย ไม่เหมือนสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ที่คนทำงานยุ่ง ไม่มีเวลา ธุรกิจออนไลน์ถึงเติบโตและตอบโจทย์ แต่คนไทยจะซื้ออะไรต้องศึกษา ดู และลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ

โดยในเฟสแรก ประมาณเดือน พ.ค.นี้ จะทำในรูปของ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” การสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม โดยการลิงค์ให้ลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทุกช่องทาง ซึ่งจะเลือกโพสต์เฉพาะสินค้าที่ลูกค้ามีความต้องการเท่านั้น เฉลี่ยวันละ 10 ตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มอาหาร กีฬา และสินค้าใหม่ เป็นต้น ช่วงแรกจะทดลองขายเฉพาะฐานลูกค้า M Card ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่มีจำนวนสมาชิกกว่า 3.5 ล้านใบก่อน จากนั้นจะเปิดขายให้ลูกค้าทั่วไปในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับเฟส 2 จะเห็นในช่วงไตรมาส 3 นี้ โดยอาจเป็นการยกห้างฯและศูนย์การค้าของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทั้งเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน และบลูพอร์ตเข้าไปอยู่บนออนไลน์

“เป้าหมายใหญ่ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป คือ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ อยากให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่กับห้างฯและศูนย์การค้าของเราให้นานที่สุด ทั้งบนหน้าจอและในสโตร์ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”

กลุ่มสยามพิวรรธน์พร้อมลุย

อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ธุรกิจศูนย์การค้าอย่าง บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์ พาร์ค และหนึ่งในพันธมิตรโครงการ “ไอคอนสยาม” ได้เริ่มเดินหน้ารับมือกับโลกออนไลน์

“ศิริเพ็ญ อินทุภูติ” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ เผยว่า บริษัทได้เดินหน้าขยายช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อรับ

การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และพฤติกรรมของลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การทำออนไลน์ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ได้ทำมา 3 ปีแล้ว มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเป็นการทำออนไลน์ควบคู่ออฟไลน์ แต่ยังไม่มีการค้าขายออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งรวมถึงการทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท เปิดแมกกาซีนออนไลน์ที่รวบรวมเนื้อหาความสนใจและการให้แรงบันดาลใจกับลูกค้า กลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป

และเฟส 2 จะขยายธุรกิจเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ โดยได้อัดเงินหลายพันล้านบาท พัฒนาและวางระบบเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงโลจิสติกส์ เพื่อให้ศูนย์การค้าในเครือฯ สามารถทำธุรกิจซื้อ-ขายออนไลน์ได้เต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

“เรายังเชื่อมั่นว่า ยังมีลูกค้าที่หาข้อมูลทางออนไลน์ และมาช็อปปิ้งซื้อสินค้าในห้างฯ และศูนย์การค้า เนื่องจากได้เห็นสินค้าจริง และได้ลอง ขณะที่ยังมีบางกลุ่มหาข้อมูล ดูสินค้าในช็อป ในศูนย์การค้า และกลับไปซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ”

“บิ๊กซี” ลุยเต็มสูบโลกออนไลน์

สำหรับการแข่งขันของธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต กลับดูเหมือนจะรุนแรงกว่าธุรกิจศูนย์การค้า

สำหรับกลยุทธ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่ค่ายบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตเลือกหยิบมาใช้ยังคงไม่ต่างจากการแข่งขันในสโตร์ ที่เน้นขายสินค้าหลากหลาย ราคาประหยัด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครายย่อย และผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทั้งเพื่อการบริโภคในบ้าน ผ่าน “Big C Big Service ช็อปปิ้งออนไลน์” และซื้อครั้งละมากๆ ผ่านบริการ “ช็อปปิ้งออนไลน์ ของบิ๊กซี จัมโบ้”

“วรวุฒิ วาริการ” ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) เผยว่าการขยายทำธุรกิจออนไลน์ของบิ๊กซี ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ยอดสั่งซื้อเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สินค้าที่ขายดีสุด คือ กลุ่มสินค้าบริโภค และเติบโตดีที่สุด คือ กลุ่มสินค้าแม่และเด็ก จากสินค้าที่มีมากกว่า 20,000 รายการ

ปีนี้ บิ๊กซียังคงเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์

“สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การใช้สาขาบิ๊กซี ช่วยกระจายสินค้าและต่อยอดการทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เชื่อมโยงกับออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า”

“เทสโก้ โลตัส” ฟุ้งรายแรกบุก “ออนไลน์”

ด้านยักษ์ใหญ่ธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเราอย่าง “เทสโก้ โลตัส” เผยว่าตัวเองเป็นค้าปลีกรายแรกๆที่เริ่มบุกเบิกอย่างจริงจัง โดยเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2555

“จอห์น คริสตี้” ประธานกรรมการบริหารของบริษัท เอกชัย ดิสทรีบิวชั่น ซิสเทม เจ้าของเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลในประเทศไทยเติบโตขึ้นรวดเร็วมาก เพราะลูกค้าในยุคนี้ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และการซื้อสินค้าทุกประเภท เทสโก้ โลตัส จึงเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้มานาน

สำหรับธุรกิจออนไลน์ของเทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.เทสโก้ โลตัส ช็อป ออนไลน์ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2555 จำหน่ายสินค้ากว่า 20,000 รายการ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ โมบายไซต์ และโมบาย แอพพลิเคชั่น, 2.ร้านค้าเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ “ลาซาด้า” ที่จำหน่ายสินค้ากว่า 12,000 รายการ, และ 3.ร้านค้าเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ “วีเลิฟช็อปปิ้ง” จำหน่ายสินค้ากว่า 4,000 รายการ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้หญิง

และ 2.ดิจิทัล คอนเนกชั่น ช่องทางออนไลน์ที่สื่อสารกับลูกค้าโดยตรงทุกวัน คือ เฟซบุ๊ก ของเทสโก้ โลตัส, ไลน์ ให้ลูกค้าทราบถึงรายการโปรโมชั่น ข่าวสาร สินค้าใหม่, เทสโก้ โลตัส โมบาย แอพพลิเคชั่น ให้ลูกค้ารับข้อมูล ข่าวสารโปรโมชั่น, คลับการ์ด โมบาย แอพพลิเคชั่น ให้สมาชิกคลับการ์ดตรวจสอบแต้มสะสม พร้อมดาวน์โหลดคูปองเงินสด ส่วนลด และสิทธิพิเศษต่างๆได้ผ่านทางสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

“ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเทสโก้ โลตัส โตก้าวกระโดดทุกๆปี คือ ความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมการให้บริการในรูปแบบที่ตอบโจทย์ลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้ตรงจุด”

หลับตาก็รู้ว่า นับแต่นี้ การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในบ้านเราจะเพิ่มความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้นทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์

เพราะกลุ่มค้าปลีกของไทยยังมีความมั่นใจว่าในส่วนของออฟไลน์ยังเติบโตต่อไปได้ เพราะแต่ละรายได้มีการปรับตัวให้ศูนย์การค้าเป็นศูนย์รวมของการใช้ชีวิตของผู้คนยุคใหม่ โดยนอกจากมาตากแอร์เพื่อคลายร้อนแล้ว ยังมาพักผ่อน พบปะสังสรรค์ จึงได้ปรับตัวห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าให้รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ จึงเป็นศูนย์รวมของร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์รวมแฟชั่น ความบันเทิง เทคโนโลยี รวมทั้งการศึกษา

กลุ่มค้าปลีกในบ้านเราจึงสร้างโมเดลธุรกิจที่ไปควบคู่กันระหว่างโลกออฟไลน์และโลกออนไลน์ นั่นคือ โมเดล “Omni-Channel” ซึ่งเป็นการเข้าถึงลูกค้าในทุกช่องทางและการใช้ทุกช่องทางในการดึงดูดลูกค้า

ยิ่งการที่คนไทยตื่นตัวในเรื่องเทคโนโลยีสื่อสารอย่าง 4 จีมากขึ้น นั่นหมายความว่าสงครามบนโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์จะยิ่งมีการสู้รบแหลมคม

เพราะไม่มีใครยอมเป็นกระสอบทรายเคลื่อนที่ให้คู่แข่งไล่ถลุงฝ่ายเดียว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

ข้อห้ามควรรู้ เมื่อต้องโดยสารรถไฟฟ้า เที่ยวสงกรานต์ใน กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913876


ผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน และ บีทีเอสในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต้องปฏิบัติตามข้อห้าม ขณะเข้าสู่ระบบรถโดยสาร นอกจากจะห้ามสาดน้ำ หรือเล่นแป้งแล้ว ห้ามดื่มแอลกอฮอล์จนควบคุมสติไม่ได้ และบิดน้ำออกจากเสื้อผ้า และเทน้ำออกจากปืน…

เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2560 นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รักษาการแทน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการให้บริการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และกำกับดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่คัดกรองผู้ใช้บริการ

หากพบว่าดื่มแอลกฮอล์แล้วไม่สามารถควบคุมตัวเอง ห้ามใช้บริการเด็ดขาด เพราะอาจส่งผลต่อการเดินทาง อุบัติเหตุจากการตกบันไดเลื่อน และรบกวนผู้ใช้บริการคนอื่นในเรื่องของกลิ่นแอลกฮอล์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องดูแลด้วยการพาไปนั่งพักและพาไปขึ้นรถแท็กซี่ ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต้องปฏิบัติตามที่กำหนดคือ งดสาดน้ำ เล่นแป้ง-ดินสอพอง เทน้ำออกจากอุปกรณ์เล่นน้ำก่อนเข้าใช้บริการ บิดน้ำออกจากเครื่องแต่งกายก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ โดยเฉพาะที่สถานีสีลม เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการ 30,000-40,000 คน จากปกติใช้บริการประมาณ 20,000 คนต่อวัน และคาดว่าวันนี้ (14 เม.ย.) และวันพรุ่งนี้ (15 เม.ย.) จะมีผู้ใช้บริการประมาณ 30,000 คนต่อวัน โดยทาง รฟม. จัดเตรียมรถไฟฟ้าไว้รองรับการเดินทางให้เพียงพอ

ส่วนการใช้บริการบีทีเอส ก็มีข้อห้ามเช่นเดียวกัน โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และบีทีเอส ยังคงเปิดให้บริการในเวลาปกติ คือ 06.00-00.00 น.

 

สมุนไพรไทยตีตลาดญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913190


สปา-เครื่องสำอางออร์แกนิกปูพรมแดง

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นถึงการสำรวจสถานการณ์ตลาดเครื่องสำอางของญี่ปุ่น โดยสถาบันวิจัยยาโนะของญี่ปุ่นระบุว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางของญี่ปุ่น ซึ่งรวมตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิก มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยปี 58 มีมูลค่า 2.40 ล้านล้านเยน หรือ 800,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว มีมูลค่า 1.160 ล้านล้านเยน หรือ 390,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6%

นอกจากนี้ ตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติ และเครื่องสำอางออร์แกนิกในปี 58 มีมูลค่าตลาด 117,500 ล้านเยน หรือราว 39,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า เพราะผู้หญิงที่มีผิวแพ้ง่ายเพิ่มจำนวนขึ้น และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ส่วนในปี 59 ขยายตัว 4.6% เท่ากับ 122,900 ล้านเยน หรือราว 41,000 ล้านบาท ส่วนในปี 60 คาดขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.2% หรือ 128,000 ล้านเยน หรือราว 42,700 ล้านบาท

“การขยายตัวของเครื่องสำอางจากธรรมชาติ และออร์แกนิก เป็นโอกาสที่ดีของวัตถุดิบธรรมชาติของไทย อาทิ น้ำมันรําข้าว มังคุด ทับทิม ฯลฯ รวมถึงสมุนไพรไทยที่จะบุกตลาดญี่ปุ่นด้วย ซึ่งนอกจากส่งออกในรูปแบบแบรนด์สินค้าแล้ว ยังสามารถส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบด้วย” นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์สปา ได้แก่ แบรนด์ THANN, Panpuri และ erb ได้รับความนิยมสูงในประเทศญี่ปุ่น และได้รับความไว้วางใจจากโรงแรมหลายแห่งทั่วญี่ปุ่นเพื่อนํามาใช้ในโรงแรมด้วย.