ทอท.เบนเข็มลุยพื้นที่เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913180


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทอท.มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้และรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว โดยจะเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารอีก 1 เท่า จาก 5% เป็น 10% หรือรวมเป็น 50,000 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมดที่ 500,000 ตารางเมตร เพราะปัจจุบันพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิถือได้ว่ามีสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับบางประเทศที่มีพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 25% ของอาคารผู้โดยสาร

“ปีที่แล้วเราสามารถเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์ถึง 10% ภายหลังจากดำเนินการจัดโซนนิ่งร้านค้าในอาคารผู้โดยสาร โดยจัดกลุ่มร้านค้าและธุรกิจบริการที่มีลูกค้าเยอะอย่างเช่น อาหารและเครื่องดื่มมาอยู่ในจุดที่มีผู้โดยสารหนาแน่น และย้ายร้านค้าและธุรกิจบริการที่มีลูกค้าน้อยหรือใช้พื้นที่เยอะไปอยู่ในโซนพิเศษด้านใน โดยจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าเพื่อลดปัญหาความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในสนามบิน”

ส่วนการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเปล่านั้น นายนิตินัย กล่าวว่า ทอท.กำลังเร่งหาข้อสรุปในแผนแม่บทพัฒนาสนามบินหลักและปริมาณผู้โดยสารในระยะ 5 ปีของ ทอท. คาดว่าภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้จะได้ข้อสรุปด้านการกำหนดจุดพื้นที่ภายนอกและภายในสนามบิน รวมถึงอัตราราคาค่าเช่าที่ดิน เบื้องต้นคาดว่ากรมธนารักษ์จะเปลี่ยนจากเดิมที่จะปรับขึ้นค่าเช่าใช้พื้นที่ราชพัสดุในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแบบการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่เก็บอยู่ 5% เปลี่ยนมาใช้รูปแบบผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets) (ROA) ที่ 3% ซึ่งเก็บจากเฉพาะการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งบริษัทไม่กังวลว่าการปรับขึ้นค่าเช่าจะกระทบกับผู้โดยสาร.

 

เป่านกหวีด ลุยตรวจแถวรถตู้โดยสารสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912885


มีเรื่องลองถามดูกันเล่นๆว่า รู้หรือไม่…โครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ของภาครัฐ หรือที่เรียกกันว่า 7 วันอันตรายมีกันมาแล้วกี่ปี

ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่ามีน้อยคนนักที่จะตอบถูก แต่ถ้าขอเปลี่ยนคำถามใหม่ว่าเหตุใดใช้แผน 7 วันอันตรายนานแล้วแต่ยอดอุบัติเหตุ เสียชีวิต และบาดเจ็บบนท้องถนนจึงไม่ลดลงสักที ยิ่งเชื่อสนิทใจกว่าเก่าว่า ไม่มีใครตอบได้แน่ เพราะขนาดกระทรวงคมนาคม ที่รับผิดชอบดูแลระบบขนส่งของประเทศยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร

ยิ่งย้อนไปดูสถิติของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วง 7 วันอันตราย ล่าสุดช่วงเทศกาลปีใหม่ 60 ก็ยิ่งน่าตกใจ เพราะตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2559-4 ม.ค.2560 มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 478 ศพ บาดเจ็บ 4,128 คน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว หากเจาะลงลึกไปนับเฉพาะรถโดยสารสาธารณะยิ่งพบว่าสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย โดยเฉพาะสถิติอุบัติเหตุของรถตู้ใน 5 ปีหลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว

ปี 55 เกิดอุบัติเหตุ 55 ครั้ง บาดเจ็บ 300 ราย ตาย 50 ศพ, ในปี 56 เกิด 55 ครั้ง แต่บาดเจ็บลดลงเหลือ 218 ราย เสียชีวิตเหลือ 35 ศพ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา สถิติความสูญเสียจากรถตู้ก็พุ่งทะยานโดยตลอด ปี 57 เกิดขึ้น 133 ครั้ง บาดเจ็บ 231 ราย ตาย 36 ศพ, ปี 58 เกิดเหลือ 98 ครั้ง แต่กลับมีความรุนแรงขึ้นทำให้ยอดบาดเจ็บเพิ่มเป็น 847 ราย หรือ 4 เท่าตัว และยอดตายเพิ่มขึ้น 3 เท่า ทะลุ 104 ศพ หรือจนกระทั่งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว 2559 ยอดอุบัติเหตุยังเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 215 ครั้ง บาดเจ็บทะลุยอดหลักพันกว่า 1,102 ราย ตายทะลุ 103 ศพ

ส่งผลให้รัฐบาล “บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ทนไม่ไหวต้องประกาศให้การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นวาระแห่งชาติ ใช้ทั้งไม้นวม ไม้แข็ง จนถึงกระทั่งใช้อำนาจพิเศษ ม.44 สังคายนากฎระเบียบกันยกใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่รถตู้โดยสารสาธารณะเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นรถโดยสารที่ได้รับความนิยมจากประชาชนสูงสุด

เริ่มต้นจากเมื่อกลางปีที่แล้ว ขนส่งทางบกได้เริ่มใช้มาตรการจัดระเบียบ ไล่กวาดต้อนรถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดจากเดิมที่กระจัดกระจายตามอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือตามแหล่งชุมชนใหญ่ๆ ให้กลับเข้าสู่สถานีขนส่งทั้งหมด วิ่งสายเหนือ-อีสาน ย้ายกลับหมอชิต, วิ่งสายใต้ย้ายไปสถานีขนส่งสายใต้, วิ่งสายตะวันออกไปขนส่งเอกมัย, ส่วนรถตู้วิ่งรับส่งระยะสั้นในกรุงเทพฯและปริมณฑลก็จัดที่ทางให้เป็นระเบียบกว่าเดิม เพื่อช่วยให้ภาครัฐออกไปตรวจสอบกำกับดูแลง่ายขึ้น ทั้งในส่วนของตัวรถ คนขับ

แต่แค่นั้นก็คงยังไม่สามารถแก้ปัญหารถตู้ได้ เพราะแค่ในต้นปีนี้เมื่อ 2 ม.ค.60 ที่ผ่านมา ก็เกิดอุบัติเหตุรถตู้ครั้งใหญ่ที่สร้างความเศร้าสลดใจแก่คนไทยไปทั่วประเทศ เมื่อรถตู้สายกรุงเทพฯ-จันทบุรี ขับข้ามเลนพุ่งชนประสานงารถกระบะย่างสดเสียชีวิต 25 ศพ

ส่งผลให้กระทรวงคมนาคมต้องระดมสมองกันยกใหญ่และเสนอให้นายกฯตัดสินใจใช้ ม.44 ฉบับที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ออกมาแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

และถ้าหากจะโฟกัสชัดๆกันโดยเฉพาะมาตรการรถตู้โดยสารนั้นมีดังนี้ คือ สั่งให้รถตู้ทุกคันต้องติดตั้งจีพีเอส และตามติดรถโดยสารสาธารณะทุกคันผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบจีพีเอสของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงศูนย์จีพีเอสของสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ หากละเลยจะวิ่งไม่ได้ และถูกปรับหนักวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขเสร็จ

นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารและผู้ประกอบการมีส่วนร่วมตรวจสอบพฤติกรรมของรถได้อีกด้วย โดยผ่านแอพพลิเคชั่น “DLT GPS” แบบเวลาสมจริง ขณะเดียวกันยังจัดชุดสายตรวจจับความเร็วรถโดยสารด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางสายหลักเข้า-ออกกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาขับรถเร็วและคนขับหลับใน พร้อมกับกำหนดความเร็วในการขับรถต้องไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง รวมถึงเวลาทำงานของพนักงานขับรถ จากเดิมที่กำหนดให้ทำงาน 8 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็นกำหนดตามระยะเส้นทาง โดยรถ 1 คันจะวิ่งได้ไม่เกิน 600 กิโลเมตร และทุก 200 กิโลเมตร จะต้องหยุดพัก 30 นาที

และยังมีมาตรการสำคัญที่ถือเป็นการยกเครื่องมาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถโดยสารสาธารณะ คือ สั่งให้รถตู้ทุกคัน (รวมถึงรถทุกประเภท) ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งและผู้โดยสารทุกคนต้องคาดด้วยไม่เช่นนั้นมีความผิดทั้งคนขับคนนั่ง ปรับ 5,000 บาท รวมถึงรถตู้ทุกคันต้องติดถังบรรจุก๊าซไม่เกินสมรรถนะของตัวรถ และปรับปรุงเบาะที่นั่งผู้โดยสารของรถตู้โดยสารให้เหลือไม่เกิน 13 ที่นั่ง จากปัจจุบันที่ยัดกันเข้าไปอย่างต่ำ 15 ที่นั่ง บางคันเพิ่มเบาะเสริมทะลุไปถึง 18 ที่นั่งก็มี นอกจากนั้นในมาตรการยังสั่งให้แก้ไขกลไกภายในรถให้ผู้โดยสารสามารถเปิดประตูหลังจากด้านในได้ยามรถเกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ใน ม.44 ยังสั่งเพิ่มความเข้มข้นการลงโทษเจ้าของรถผู้ประกอบการด้วย หากไม่ดูแลพนักงานขับรถให้ดี ฝ่าฝืนกระทำผิดเงื่อนไขต้องรับโทษตามกันไปด้วย เช่น บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ทิ้งผู้โดยสาร เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด หรือปล่อยให้นำรถไปใช้แบบผิดตามกฎหมายอื่น ให้อำนาจกรมการขนส่งทางบกเพิกถอนการจดทะเบียนรถ ระงับใช้รถได้ทันทีสูงสุด 6 เดือน

และผู้ประกอบการต้องจัดทำสมุดประจำรถ ประวัติผู้ประจำรถ ตรวจสอบสภาพและความพร้อมของรถและผู้ขับรถพร้อมทำบันทึกการตรวจสอบด้วย ขณะเดียวกันยังบังคับให้ผู้ประกอบการจัดให้มีประกันภัยเพิ่มจากประกันภัยภาคสมัครใจ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารและบุคคลภายนอกเพิ่มเติม หากไม่ทำหรือแสดงหลักฐานไม่ครบถ้วนจะต่อภาษีหรือขยายอายุใบอนุญาตประกอบการไม่ได้ ตลอดจนในอนาคตจะเร่งมาตรการเปลี่ยนรถตู้ที่เป็นรถร่วม มาเป็นรถไมโครบัส 20 ที่นั่งให้ได้ภายในปี 62

ล่าสุดมาตรการต่างๆได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังแล้วเพื่อรองรับการเดินทางก่อนสงกรานต์ โดยกรมการขนส่งทางบกฐานะหน่วยงานดูแลตรง ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่ไฟกะพริบ…ออกตรวจแถว ความพร้อมรถโดยสารและคนขับตามที่สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถ 212 แห่งทั่วประเทศ ตามมาตรการความปลอดภัยคมนาคม 7+7+7 ยอดล่าสุดวันที่ 5-10 เม.ย.พบรถโดยสารบกพร่องรวม 757 คัน ในจำนวนนี้สั่งฟันห้ามใช้รถ 2 คัน เพราะไม่มีจีพีเอส และเบาะที่นั่งขวางประตูฉุกเฉิน และสั่งเปลี่ยนรถ 38 คัน หลังพบกระจกร้าว, สภาพยางหมดสภาพ, ถังดับเพลิงไม่มี ด้านคนขับสั่งเปลี่ยนตัวทันที 7 ราย

มาตรการลดอุบัติเหตุในรถโดยสารครั้งนี้เรียกว่า รัฐบาลได้ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อหวังลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในรถโดยสารสาธารณะให้ได้ แต่จะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูติดตามดูในไม่ช้าได้คำตอบกัน.

 

โชว์เชื่อมั่นการเงินมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913176


กฎเข้ม ธปท.ดูแลความลับ-กันโจรไซเบอร์

ธปท.ออกแนวปฏิบัติ 6 หลักการ หนุนเชื่อมั่นชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เน้นความมั่นคง-ป้องกันภัยไซเบอร์-รักษาความลับ-พิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงหวั่นโดนคนสวมรอย ระบุโอนเงินมือถืออนาคตชนะเลิศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหนังสือเวียนเรื่องการเสริมสร้างความเชื่อมั่นการชำระเงินโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่ ถึงธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มิใช่สถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อให้ผู้ให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Payment Service Providers) มีแนวทางปฏิบัติในการยกระดับและสร้างมาตรฐานที่ดีของการให้บริการ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจและใช้ช่องทางการชำระเงินโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากการชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นมากในช่วงระยะต่อไป ความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน การปรับปรุงมาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมทั้งการตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการทางการเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ธปท.จึงได้ออกแนวทางปฏิบัติให้ผู้ให้บริการการชำระเงินโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้ผู้ให้บริการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ 3 ด้าน รวม 6 หลักการ ได้แก่ แนวปฏิบัติด้านที่ 1.ความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน ประกอบด้วย 2 หลักการคือ หลักการที่ 1 เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้ให้บริการ โดยให้พิจารณาความเสี่ยงการถูกคุกคามจากภัยไซเบอร์ ความมั่นคง รวมถึงความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน การรักษาข้อมูลความลับลูกค้า รวมถึงความเสี่ยงจากการใช้บริการผู้ให้บริการภายนอก (Outsourcing) โดยประเมินก่อนให้บริการ และทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งและจะต้องจัดให้มีระบบป้องกันหลายชั้น มีการติดตาม และรับมือเหตุฉุกเฉิน

ส่วนหลักการที่ 2 การพิสูจน์ตัวตนอย่างรัดกุม โดยมีระบบที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้รับหรือผู้ส่งธุรกรรมทางการเงินเป็นผู้มีสิทธิในการทำธุรกรรมจริง เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกรรมนั้นไม่ได้ทำโดยบุคคลอื่นแอบอ้างหรือสวมรอยเป็นผู้ใช้บริการ เช่น การใช้รหัสผ่าน การใช้เลขประจำตัว เลขประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือ ลักษณะทางชีวมาตร เทคโนโลยีกุญแจสาธารณะ โดยใช้การพิสูจน์ตัวตนต้องใช้อย่างน้อย 2 องค์ประกอบร่วมกัน

แนวปฏิบัติด้านที่ 2.จะเป็นความเชื่อมั่นด้านกระบวนการให้บริการ ประกอบด้วย 2 หลักการคือ หลักการที่ 3 การคุ้มครองผู้ใช้บริการ คือ การเก็บรักษาข้อมูลสำคัญที่ไม่พึงเปิดเผย ข้อมูลที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตน ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเป็นความลับ และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูล รวมทั้งจัดเก็บร่องรอยการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบได้ในภายหลัง ขณะที่ต้องมีการคุ้มครองกรณีเกิดความผิดพลาด ข้อร้องเรียน และความเสียหายด้วย ส่วนหลักการที่ 4 คือการป้องกันและการปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการป้องกันการทุจริต

สุดท้ายแนวปฏิบัติด้านสุดท้าย ด้านที่ 3 ความเชื่อมั่นด้านการส่งเสริมให้มีระบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ ซึ่งประกอบด้วย 2 หลักการเช่นกัน คือ หลักการที่ 5 เรื่องการเปิดกว้างและส่งเสริมให้มีการใช้งานระหว่างกันได้ เพื่อให้ภาคธุรกิจมีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เปิดกว้างให้เลือกผู้ให้บริการได้อย่างเสรี โดยไม่จำกัดสิทธิในการสมัครใช้บริการ ไม่เจาะลงเฉพาะอุปกรณ์ และหลักการที่ 6 เรื่องการคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้บริการ และความพึงพอใจในการให้บริการของผู้ใช้บริการเป็นหลัก มีระบบตอบโต้กับผู้ใช้บริการ มีระบบการสร้างความรับรู้หลังการทำธุรกรรมทางการเงิน และลดปัญหาการชำระเงินซ้ำซ้อน.

 

นครชัย เสริมทัพรับสงกรานต์! ค่าโดยสารเท่าเดิม เพิ่มเติมความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913170


นครชัยแอร์ เข้มงวด! เสริมทัพความปลอดภัย ดึงภาครัฐร่วมตรวจสอบมาตรฐาน การันตีคนขับปลอดแอลกอฮอล์ ไร้สารเสพติด มั่นใจตลอดสงกรานต์ รับประกันรถเสริมทุกคัน รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานในราคาค่าโดยสารปกติ

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า นครชัยแอร์ ได้ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติทางถนนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในข่วงเทศกาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ เตรียมความพร้อมภายใต้มาตรการหลักที่สำคัญ อาทิ จัดทำแผนการเสริมรถเพื่อรองรับความต้องการของประชาชน ภายใต้การเตรียมความพร้อมในทุกในทุกๆ ด้าน ทั้งตัวรถ พนักงานขับรถ พนักงานต้อนรับบนรถ และพนักงานทุกภาคส่วน การันตีรถทุกเที่ยวค่าโดยสารเท่าเดิม เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเช็กสภาพรถจากเดิม โดยจัดจัดทีมงานช่างประจำสาขาคอยเฝ้าระวัง และตรวจสอบสมรรถนะรถโดยสารอย่างละเอียด เพิ่มความถี่ในการตรวจมากขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการเดินรถที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับรถทุกคันที่อยู่บนท้องถนน แจ้งข่าวและความเคลื่อนไหวของสภาพการจราจรทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางสำรอง ที่บริษัทฯจัดเตรียมไว้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงพนักงานขับรถ พนักงานต้อนรับ และพนักงานที่ให้บริการลูกค้าทุกหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมผ่านการอบรมความรู้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การช่วยเหลือลูกค้าในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อส่งผู้โดยสารทุกท่านถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย เพราะนอกจากการเตรียมความพร้อมของรถ ความพร้อมของพนักงานก็ถือเป็นส่วนสำคัญ

นอกจากนี้ นครชัยแอร์ ร่วมมือกับภาครัฐ เตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรการ “สแกนรถโดยสาร” ต้อนรับเจ้าหน้าที่จากกรมการขนส่งทางบก เข้ามาตรวจสอบรถโดยสารของนครชัยแอร์จากต้นทาง ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ ตามรายการตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบก จัดทำขึ้น (Checklist) เช่น ตรวจสอบการติดตั้งระบบ GPS Tracking การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยต้องมีครบทุกที่นั่ง และสามารถใช้งานได้ จำนวนที่นั่งไม่เกินตามที่กำหนด ตำแหน่งการติดตั้งที่นั่งต้องไม่กีดขวางประตูฉุกเฉิน สภาพยางและล้อต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นต้น ด้านพนักงานขับรถ มีการตรวจใบอนุญาตขับรถ ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งจะต้องมีค่าเป็น 0 ก่อนและหลังการให้บริการ และไร้สารเสพติด

นางเครือวัลย์ กล่าวต่อไปว่า เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนเดินทาง ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ ภายในมีห้องรับรองแยกเป็นสัดส่วน ด้วยพื้นที่กว้างขวางสะดวกสบายลดความแออัดให้เป็นส่วนตัว รองรับกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถวีลแชร์ เพิ่มความสะดวกสบาย พร้อมบริการระหว่างรอรถโดยสาร เช่น Free Wi-Fi, จอรับชมฟรีทีวี, ตู้ ATM, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายของฝาก, ห้องรับรองผู้โดยสารติดตั้งเครื่องปรับอากาศ, บริการส่งพัสดุด่วน 2 ชั่วโมง และจัดบริการรถตู้รับ-ส่ง จากสถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ (ถ.กำแพงเพชร 2) ไปยัง สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต (BTS) ฟรี และคิวรถ Taxi อีกทั้ง บริษัทได้จัดให้มีร้านค้าต่างๆ มาร่วมกิจกรรมส่งผู้โดยสารกลับบ้าน และจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยมราคาย่อมเยาว์ เพื่อคืนกำไรและแทนคำขอบคุณให้แก่ลูกค้าทุกท่าน.

 

คิทแคทสู้ศึกช็อกโกแลตพรีเมียมส่ง 2 รสใหม่ลุยตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 เม.ย. 2560 08:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912602


คิทแคทส่งช็อกโกแลต 2 รสชาติใหม่จับตลาดพรีเมียมในไทย โดยมาในรูปแบบบาร์ ทั้งรสดับเบิ้ลช็อกโกแลต และเฮเซลนัทแอนด์คุกกี้ หวังถูกใจคนไทย…

นายเกรียงศักดิ์ สำราญทรัพย์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมหวาน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เปิดตัวคิทแคท บาร์ ใหม่ ซึ่งเป็นช็อกโกแลตนมสอดไส้เวเฟอร์ระดับพรีเมียมได้รับแรงบันดาลใจจากคิทแคทช็อกโกลาทอรี่คอนเซ็ปต์สโตร์ ที่คนรักช็อกโกแลตสามารถสร้างสรรค์คิทแคทแบบดีไอวายในสไตล์ของตัวเอง โดยเปิดตัวในไทยด้วย 2 รสชาติ คือ ดับเบิ้ลช็อกโกแลต และเฮเซลนัทแอนด์คุกกี้

ทั้งนี้ ด้วยแรงบันดาลใจจาก 2 รสชาติยอดนิยมของคิทแคทช็อกโกลาทอรี่จึงเปิดตัวคิทแคท บาร์ดับเบิ้ลช็อกโกแลตและคิทแคท บาร์ เฮเซลนัทแอนด์คุกกี้ เพื่อให้คนรักช็อกโกแลตชาวไทยสามารถสัมผัสกับประสบการณ์ความอร่อยระดับพรีเมียมของคิทแคทบาร์ได้แล้วในวันนี้ คาดหวังว่าคิทแคท
บาร์จะเป็นตัวเลือกสำหรับช็อกโกแลตระดับพรีเมียมที่ตรงใจกลุ่มคนรักช็อกโกแลตชาวไทย.

 

“กนง.” ห่วงเงินบาทแข็งกว่าคู่แข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 เม.ย. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912481


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 2/2560 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่เริ่มปรับสูงขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ตลาดคาดว่าโอกาสที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอาจลดลงในระยะข้างหน้า แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดย กนง.ประเมินว่าความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯมีสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าการลงทุน รวมทั้งการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นจากประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางการค้าและความเชื่อมั่นได้

สำหรับความผันผวนในตลาดการเงินอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดพันธบัตรและตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยผันผวน ตามการปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯมีแนวโน้มแข็งค่าในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลภูมิภาค แต่เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับสูงทำให้เงินบาทยังคงแข็งค่าในอัตราที่มากกว่าสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กนง.มองว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงมีความผันผวนสูง โดยค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางอ่อนค่าและแข็งค่า ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ ทั้งนี้ กนง.ได้มีการหารือถึงการทยอยลดข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายขาออกและขาเข้าสมดุลมากขึ้น.

 

สสว.อุ้มเอสเอ็มอีลุยหาลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912447


ต่างชาติแห่เปิบอาหารสุขภาพ

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลการนำผู้ผลิตอาหารสำหรับสุขภาพ จากกลุ่มเอสเอ็มอี 20 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าภายในงาน เวิลด์เอ็กซ์โป อาหาร 2017 เมื่อวันที่ 23 มี.ค.-9 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ว่า ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จากการซื้อขายสินค้า การเจรจาธุรกิจ ทำให้มียอดขาย รวม 10 ล้านบาท ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารออแกนิกได้รับความสนใจจากผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น โอมาน อินเดีย ชี้ให้เห็นว่าอาหาร สินค้า และบริการของไทย เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติมากขึ้น

นายอำนาจ ชัชวาลาพงศ์ ผู้แทนจากบริษัท ไทย อีซี่ ควิซีน จำกัด ผู้ผลิตสินค้ายี่ห้อ เฌอรส ที่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องปรุงรสอาหาร ที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า สสว.ได้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทำให้สามารถเจรจาติดต่อกับลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจหลายรายจากต่างประเทศ ขณะที่นางปาริชาติ เทพเจริญ ผู้ประกอบการไชโยฟาร์มเห็ด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูป จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สสว. ได้สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีขนาดเล็กของตนเองที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้ส่งผลให้ธุรกิจสามารถเผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์สินค้าให้กับลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศได้ระดับหนึ่ง.

 

คุมเข้มสุราช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 เม.ย. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912476


“สรรพสามิต” ลั่นฝ่าฝืนโทษหนักจำคุก 2 ปี

กรมสรรพสามิตร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ สั่งเจ้าหน้าที่คุมเข้มร้านค้าให้จำหน่ายสุราในเวลาที่กำหนดและห้ามจำหน่ายสุราให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี คาดโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 พันบาท ด้านกรมขนส่งทางบก ลั่นพร้อมติดตั้งเข็มขัดนิรภัยภายในรถกระบะส่วนที่เป็นแค็บ

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ กระทรวงการคลังได้สั่งให้กรมสรรพสามิตกวดขันสินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวและมีแนวโน้มที่จะบริโภคสุราและยาสูบเพิ่มขึ้น กรมสรรพสามิตจึงได้จัดโครงการรณรงค์ป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2560

โดยกรมสรรพสามิตได้ร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมอบหมายให้สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 1-10 สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 และพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยจะเข้มงวดกับผู้ประกอบการห้ามจำหน่ายสุราในช่วงเวลา 11.00-14.00 น. กับ 17.00-24.00 น. หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กรมสรรพสามิตจะช่วยรณรงค์ไม่ดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและใช้ความระมัดระวังในการขับขี่และรักษาวินัยจราจร รวมทั้งการเข้มงวดการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลา สถานที่ และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่สรรพสามิตร่วมปฏิบัติงานกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศด้วย”

นายสมชายกล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้จัดทำแผนเฉพาะกิจปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตในช่วงเทศกาล โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม พร้อมสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันตรวจสอบและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตตามแหล่งสถานบริการ แหล่งชุมชน และพื้นที่เป้าหมายอื่นๆ ซึ่งคาดว่าอาจมีการกระทำผิด ซึ่งนับเป็นมาตรการเสริมทางอ้อมในการคุ้มครองและดูแลสุขภาพของผู้บริโภคให้บริโภคสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากการบริโภคสุราและยาสูบที่หลีกเลี่ยงภาษีจะเป็นอันตรายและส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าสุราและยาสูบโดยทั่วไป ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดติดต่อได้ที่ Call center 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายณันทพงษ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ขบ.ได้รับหนังสือจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เรื่องที่จะให้มีการประกาศหลักเกณฑ์เพื่อให้สามารถนั่งแค็บและกระบะท้ายรถได้ว่า เพิ่งได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากรับเรื่องแล้วทาง ขบ.ได้เรียกประชุมเป็นการเร่งด่วนเพื่อพิจารณาแนวทางข้อเสนอของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นคงจะต้องนัดหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การจะติดตั้งเข็มขัดนิรภัยภายในรถกระบะส่วนที่เป็นแค็บจะต้องพิจารณาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากวิศวกรยานยนต์ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า การที่จะให้ ขบ.ประกาศหลักเกณฑ์ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเพิ่มเติม หรือการอนุมัติให้มีการนั่งกระบะท้าย ขบ.จะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยจะต้องคำนึงเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยเพราะอำนาจของ ขบ.เป็นผู้ที่รับผิดชอบในการอนุมัติให้มีการใช้อุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจจับหรือปรับ.

 

ลุ้นลดใช้พลังงานภาคขนส่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912445


nพพ.ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งหาแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ

นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการบูรณาการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า คณะกรรมการฯอยู่ระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ 4 ปี (ปี 2561-2564) เพื่อกำหนดแนวทางการอนุรักษ์พลังงาน และเป้าหมายการประหยัดพลังงานที่ชัดเจน โดยจะมีการประชุมหาข้อสรุปในเร็วๆนี้

จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุม กพช. วันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่งมีความจำเป็นสำหรับประเทศไทย หลังจากที่ผ่านมาการใช้พลังงานในภาคขนส่งของไทย ยังอยู่ในปริมาณสูง และสามารถประหยัดพลังงานได้เพียง 60% จากเป้าหมาย 100%

“กรอบยุทธศาสตร์ฯ จะมีการประสานข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านขนส่ง คือ กระทรวงคมนาคม ผู้รับผิดชอบโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อติดตามแผนการก่อสร้าง ช่วงเวลาการใช้พลังงาน เพื่อนำมากำหนดแผนการอนุรักษ์ และกับกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดูแลภาคการขนส่งในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง ที่ดูแลภาษีรถยนต์ และกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการภาคขนส่ง เพื่อรวบรวมตัวเลขต้นทุนภาคขนส่ง ว่าอัตราการใช้พลังงานสิ้นเปลืองจำนวนเท่าใด”

ทั้งนี้ รายละเอียดที่สำคัญๆที่จะกำหนดในแผนยุทธศาสตร์ มีอาทิ การเตรียมขอรับการจัดสรรงบประมาณ สนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน วงเงิน 500-1,000 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนผู้ประกอบการภาคขนส่ง ในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ อาจเป็นการให้เปล่า 20-30% โดยผลิตภัณฑ์ในรถยนต์ตัวแรกที่จะสนับสนุนคือ การปรับเปลี่ยนยางล้อรถยนต์ และคณะกรรมการฯมีแผนจะกำหนดให้ยางล้อรถยนต์ทุกชนิด ต้องติดสติกเกอร์คล้ายกับเครื่องหมายประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และคล้ายกับการติดเครื่องหมาย แสดงค่าประหยัดพลังงาน ในรถยนต์ (อีโค สติกเกอร์) บนรถยนต์ เพื่อแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ.

 

“อภิศักดิ์” หวั่นเงินบาทผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 เม.ย. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912440


แนะ สบน.จับตาเงินทุนไหลเข้า

นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าออกที่มีความผันผวนจากนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ล่าสุด นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้สั่งให้ สบน.ติดตามสถานการณ์ตลาดเงินอย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนระดมทุนให้รอบคอบ และพร้อมใช้นโยบายความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการรวมถึงการออกมาตรการมารองรับในอนาคต

“ในแง่การบริหารจัดการหนี้ของ สบน.ไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก แต่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ หนี้และสภาวะตลาดตราสารหนี้ในประเทศและเงินทุนไหลเข้าที่ค่อนข้างผันผวน ซึ่งกรณีที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ที่เราคาดการณ์ไว้ก็กลับทิศ เช่น ที่คิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเร็วก็ไม่เร็วอย่างที่คาดทำให้ตลาดเกิดความสับสนได้”

ส่วนกรณีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น กรณีสหรัฐฯยิงขีปนาวุธถล่มซีเรีย และการสั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินเดินทางเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลีนั้น ในระยะสั้นคงมีผลกระทบต่อตลาดเงิน แต่จะไปถึงจุดไหนก็คาดการณ์ได้ยาก เพราะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่ที่สำคัญคือ สบน.ต้องมีมาตรการรองรับผันผวน ซึ่งล่าสุด ได้ประกาศเพิ่มวงเงินในการประมูลพันธบัตรอีกไม่เกิน 10% ของวงเงิน หลังจากที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรภูมิภาคปรับลดลง 0.30-0.15% และมีเงินไหลเข้าไทยเพื่อลงทุนตราสารหนี้ประมาณ 70,000 ล้านบาท.