ชิงดำสัญญาจัดซื้อสุวรรณภูมิเฟส 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907250


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 62,000 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว 3 กลุ่มงาน จาก 7 กลุ่มงาน และขณะนี้ ทอท.อยู่ระหว่างประมูลสัญญาที่ 4 ของสุวรรณภูมิเฟส 2 คือ โครงการจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover : APM) วงเงิน 2,890 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ได้พิจารณาซองคุณสมบัติไปแล้ว พบว่ามีเอกชนผ่าน 2 รายได้แก่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จากนั้นจะเปิดซองราคาและซองเทคนิคต่อไปโดยจะประกาศผู้ชนะสัญญาโครงการดังกล่าวในวันที่ 12 เมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีการเปิดประมูลไปได้บางสัญญาพบว่า ทอท.สามารถปรับลดวงเงินโครงการลงมาได้ 9,400 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวมที่ 52,600 ล้านบาท สาเหตุที่มีการปรับลดราคาโครงการลงมาได้ เนื่องจากโดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนก่อสร้างที่ลดลงและการแข่งขันกันประมูลสัญญาของเอกชน ทั้งนี้ตั้งเป้าว่าหากประมูลครบทุกสัญญาจะสามารถลดวงเงินโครงการได้ 10,000 ล้านบาท นอกจากนั้นในโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 ได้มีการปรับแผนขยายสัญญาเพิ่มขึ้นจากเดิม 7 สัญญาเป็น 8 สัญญา.

 

กสทช.ชงบอร์ดดีอีเคาะคลื่นความถี่รถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907245


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช.เพื่อขอหารือถึงการใช้คลื่นความถี่ในโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทยว่าควรใช้คลื่นใดในการดำเนินกิจการรถไฟฟ้า เบื้องต้นการใช้คลื่นความถี่สำหรับรถไฟ น่าจะเป็นคลื่นย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเหมาะกับรถไฟที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน เพราะจีนใช้คลื่นความถี่ย่านดังกล่าว ส่วนคลื่นย่าน 400 เมกะเฮิรตซ์ น่าจะใช้กับรถไฟที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพราะเป็นเทคโนโลยีเดียวกัน “การให้บริการรถไฟและรถไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้บริการประชาชน ขณะนี้ประเทศไทยมีโครงการรถไฟฟ้ามากกว่า 11 เส้นทาง ดังนั้น กสทช.และกระทรวงคมนาคม ก็ต้องหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้คลื่นความถี่มีประสิทธิภาพ”

นายฐากรกล่าวว่า จำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวหารือในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดดีอี) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อให้บอร์ดดีอีกำหนดเป็นนโยบาย และ กสทช.พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐ.

 

เตือนอย่าขายทุเรียนอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907240


เจอพ่อค้าขี้ฉ้อโดนหนักจับปรับติดคุกหัวโต

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. เป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้ราคาดีเพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล จึงทำให้ชาวสวนและพ่อค้าตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายจำนวนมาก ทางกระทรวงเกษตรฯจึงอยากขอเตือนเกษตรกรและพ่อค้าว่าอย่าขายทุเรียนอ่อน เนื่องจากผิดกฎหมายทางอาญาและผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งปรับและจำคุก

“ถ้ากระทรวงเกษตรฯพบชาวสวนหรือพ่อค้าทำผิดจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด เพราะผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อนนอกจากจะเป็นปัญหาของตลาดภายในประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกด้วย โดยอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ตลาดส่งออกทุเรียนไทยจะลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทย ทั้งเวียดนามและกัมพูชาผลิตทุเรียนคุณภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้กับประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย”

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ ได้ตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1.กฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2.พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด คุณภาพ ปริมาณ อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือก่อให้เข้าใจผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

 

ปลุกปั้น 5 พันค้าปลีกชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907235


พาณิชย์เร่งติวเข้มหวังพลิกโฉมโชห่วยไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้ายกระดับร้านโชห่วยตั้งเป้าพัฒนาเพิ่มอีกกว่า 5 พันร้านในปี 60 เตรียมส่งร้านค้าส่งต้นแบบเข้าไปช่วยทั้งบริหารจัดการร้านค้า จัดเรียงสินค้าและการปรับภาพลักษณ์ร้านค้า เผยล่าสุดยังมีโชห่วยในระบบอีกกว่า 4 แสนที่ยังต้องช่วยเหลือ

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำโครงการค้าส่งค้าปลีกไทยสู่ชุมชนปี 60 โดยจะพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาไปแล้ว 114 ร้านใน 65 จังหวัด ให้ขยายเพิ่มอีก 35 ร้าน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดภายในปีนี้ เพื่อให้มีสาขาของร้านค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศที่จะเข้ามาดูแลร้านค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) ในเครือข่าย และช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ร้านค้าปลีกรายย่อยที่จะเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อไป

นอกจากนี้ กรมได้พัฒนาให้มีร้านค้าปลีกรายย่อยในเครือข่ายแล้ว 20,081 ราย และได้ตั้งเป้าในปีนี้ที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 5,454 ราย โดยจะให้ร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบจำนวน 60 ราย เป็นพี่เลี้ยงเข้าไปช่วยพัฒนาปรับภาพลักษณ์ให้แก่ร้านค้าปลีกรายย่อย ซึ่งจะเน้นการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ การบริหารจัดการร้านค้า การจัดเรียงสินค้า และการปรับภาพลักษณ์ร้านค้าเพื่อให้ร้านค้าปลีกรายย่อยมีการพัฒนาและแข่งขันกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ได้

“จากการสำรวจมีร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ ร้านโชห่วยในระบบอีกไม่ต่ำกว่า 400,000 ราย มีทั้งเปิดทั้งปิด ซึ่งกรมได้ตั้งเป้าที่จะพัฒนาร้านโชห่วยเหล่านี้ให้ดีขึ้น เพราะใกล้ชิดชาวบ้านและ สามารถนำมาใช้เป็นแขนขาของกระทรวงพาณิชย์ในการกระจายสินค้าในโครงการธงฟ้าประชารัฐ หรือช่วยขายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนได้ แต่ก็ต้องเข้าไปพัฒนาก่อน โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5,000 รายในปีนี้” น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว

ส่วนการที่กรมต้องใช้ประโยชน์จากกลไกการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำธุรกิจระหว่างค้าส่งกับ ค้าปลีกมาใช้ในการพัฒนาร้านโชห่วย เพราะเห็นว่า เดิมทีร้านโชห่วยเป็นลูกค้าของร้านค้าส่งอยู่แล้ว จึงได้ผลักดันให้ร้านค้าส่งเข้ามาทำหน้าที่ช่วยพัฒนาร้านโชห่วย เพราะหากร้านโชห่วยเข้มแข็งร้านค้าส่ง ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นการเกื้อกูลกันในการทำธุรกิจ ขณะที่ร้านโชห่วยหากพัฒนาปรับภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นจะดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าจากร้านมากขึ้นทำให้มีรายได้มากขึ้นช่วยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ด้วย

น.ส.บรรจงจิตต์กล่าวต่อถึงความคืบหน้าการจำหน่ายสินค้าในโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” ว่า ขณะนี้ผู้ผลิตรายใหญ่ได้จัดส่งสินค้าจำนวน 18 สินค้ารวม 48 รายการ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% ไปยังร้านค้าปลีกในการส่งเสริมของกรมที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 5,000 ร้านทั่วประเทศแล้ว ซึ่งผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพได้แล้ว โดยโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่ 5 ราย ได้แก่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อจำหน่ายในร้านค้าปลีกที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และร้านค้าในความส่งเสริมของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติที่มีอยู่จำนวน 19,000 แห่ง.

 

ปูทางปิโตรเลียมบนที่ ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907230


นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า กรมฯอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อหาแนวทางการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่จะไม่ให้ขัดหลักกฎหมายของ ส.ป.ก. โดยอาจยึดกรณีล่าสุดที่ ส.ป.ก.ได้สรุปผลตรวจสอบการเช่าที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า หรือวินด์ฟาร์ม จำนวน 17 โครงการ ว่าไม่ผิดกฎหมายของ ส.ป.ก. เพราะมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น และเพื่อความชัดเจนต่อการเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆในอนาคต

“หากสามารถเปิดให้ภาคเอกชนเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ ระหว่างการสำรวจจะใช้รูปแบบเดียวกันกับวินด์ฟาร์ม คือ เกษตรกรที่ได้สิทธิทำกินในพื้นที่นั้นๆ จะได้รับผลตอบแทนคือค่าเช่ารายปีระหว่างที่มีการสำรวจพื้นที่ของที่ ส.ป.ก.ก็จะได้รับค่าภาคหลวงปิโตรเลียม หรือภาษีเงินได้ปิโตรเลียม หากมีการเปิดขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่เป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป “ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เช่นเดียวกับกรณีของพลังงานลม คือบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มีพื้นที่ใน ส.ป.ก.จำนวน 5 ฐานผลิต.

 

อสังหาฯ แข่งเดือดแห่เทขายสต๊อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907225


นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแข่งขันธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 60 ค่อนข้างรุนแรงมากทั้งการดำเนินกิจกรรมการตลาด การแข่งกันเปิดโครงการเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด และเร่งสะสมยอดรับซื้อรายได้ (แบ็กล็อก) ล่าสุดเอเซีย พลัสได้รวบรวมข้อมูลบริษัทอสังหาฯ 17 ราย พบว่ามีแผนในการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยในปีนี้รวม 248 โครงการ เพิ่มจาก 198 โครงการในปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 356,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% โดยมีทั้งโครงการที่เลื่อนจากปลายปีที่แล้ว และโครงการใหม่

“ปีที่แล้วตลาดอสังหาฯได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดกลางและล่างที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับช่วงปลายปีผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลื่อนการเปิดโครงการใหม่ออกไป โดยเฉพาะในส่วนของคอนโดฯ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย และผู้ซื้อก็ชะลอการตัดสินใจ ส่งผลให้มีการนำสต๊อกปีก่อนมาเปิดในปีนี้ด้วยจนทำให้มีการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อระบายสต๊อก อย่างไรก็ตามภาพรวมของการเปิดตัวโครงการต่างๆจำนวนมากคาดว่าธุรกิจกลุ่มนี้น่าจะมีรายได้เติบโต 11%”

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการอสังหาฯได้ปรับแผนตลาด เน้นกลุ่มตลาดบนและตลาดกลางมากขึ้น เพื่อหวังลดความเสี่ยงจากผู้ซื้อตลาด กลางและล่าง ที่อาจมีปัญหากำลังซื้อและการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบัน การเงิน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแม้ว่าจะมีการจัดโปรโมชั่นต่างๆในการแข่งขัน จำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการยังไม่เน้นการลดราคาช่วงนี้มากนัก เพราะหลังจากจองแล้วกว่าจะก่อสร้างเสร็จต้องใช้เวลา 2-3 ปี.

 

เปิดทางรัฐใช้ “หน้ากากทุเรียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907221


“เวิร์คพอยท์” ให้โปรโมตทุเรียนกระหึ่มโลก

นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โดยหลักการเวิร์คพอยท์มีความยินดี หากกระทรวงพาณิชย์ต้องการ “หน้ากากทุเรียน” แชมป์คนแรกของรายการหน้ากากนักร้องหรือ The Mask Singer ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์เกี่ยวกับแคมเปญโปรโมตทุเรียน ภายใต้นโยบาย “มหานครแห่งผลไม้” ซึ่งหากนำไปใช้ ไม่มีเงื่อนไขทางการพาณิชย์หรือมีรายได้มาเกี่ยวข้อง ก็เพียงแค่มาขออนุญาตเฉยๆได้ แต่หากมีรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จำเป็นต้องเจรจาเรื่องผลตอบแทน “ขณะนี้มีผู้ติดต่อเข้ามาเพื่อขอลิขสิทธิ์หน้ากากต่างๆไปใช้เป็นจำนวนมาก

หากนำไปใช้เพื่อให้เกิดรายได้หรือเพื่อการโฆษณาก็ต้องมีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้เรายังพบเห็นการนำไปใช้โดยไม่ขออนุญาตเป็นจำนวนมากด้วยและกำลังติดตามอยู่”

ในส่วนของลิขสิทธิ์หน้ากากนั้น เวิร์คพอยท์เป็นเจ้าของทั้งหมด แต่หากเป็นตัวศิลปิน ก็ต้องติดต่อทางค่ายหรือผู้จัดการ แต่หากต้องการทั้งศิลปินและหน้ากากเบื้องต้นเวิร์คพอยท์ได้ตกลงกับค่ายหรือผู้จัดการแล้วว่าให้ติดต่อกับทางต้นสังกัดนักร้องก่อน แล้วหากต้องการหน้ากากเข้าไปพ่วงทางต้นสังกัดจะติดต่อมาทางเวิร์คพอยท์อีกที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การจัดลำดับความนิยมในรายการประเภทต่างๆประจำเดือน ก.พ. 2560 พบว่า รายการละครที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ เรื่องเกิดเป็นกา ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 7.729 รายการวาไรตี้ทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการเส้นทางบันเทิง ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.493 รายการประกวดแข่งขันความสามารถที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ออกอากาศทางช่อง เวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 8.082 รายการกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการมวยไทย 7 สี ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 3.191 และรายการข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการข่าวภาคค่ำ ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.126 “ขณะนี้การรับชมช่องทีวีดิจิทัลนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 86% ขณะที่การรับชมทีวีดิจิทัลผ่านดาวเทียมและเคเบิลเหลือเพียง 14%”.

 

ทีเส็บผนึกวีซ่ากระตุ้นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907220


นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผยว่า ทีเส็บ ร่วมกับบริษัท วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวโครงการ Spice Up Thailand 2017 (สไปซ์ อัพ ไทยแลนด์ 2017) ปีที่ 4 มอบอภิสิทธิ์พิเศษให้นักเดินทางกลุ่มไมซ์ เช่น ส่วนลดสำหรับที่พักโรงแรม 10% ส่วนลดบริการรถเช่ารับ-ส่งสนามบิน 50% เป็นต้น

“การส่งเสริมธุรกิจไมซ์ผ่านกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เป็นช่องทางกระตุ้นตลาดนักเดินทางกลุ่มไมซ์ทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับนโยบายส่งเสริมดิจิตอล อีโคโนมีของรัฐบาล ซึ่งโครงการนี้ช่วยกระตุ้น ให้เกิดการ ใช้จ่ายและขยายระยะเวลาพักอาศัยในประเทศไทย โดยปีที่ผ่านมามีจำนวนงานไมซ์ 46 งาน จาก 16 บริษัท มีจำนวนการแลกรับคูปอง (Redeem Coupon) ประมาณ 43,000 ครั้ง นักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่มียอดแลกรับคูปองสูงสุดได้แก่ จีน”.

 

ย้ำอีกรอบ! รถตู้โดยสารนั่งได้ 13 คน พบบรรทุกเกินร้องเรียนขนส่งได้ทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2560 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906827


ย้ำอีกรอบ! ประกาศ กรมการขนส่งทางบก บังคับรถตู้โดยสารสาธารณะไม่มีข้อยกเว้น รถเก่าใหม่โดนหมด มีได้ไม่เกิน 13 ที่นั่ง ให้เว้นทางออกฉุกเฉินด้านหลัง พร้อมบังคับ! ให้ผู้ประกอบการทำสมุดประจำรถ-ประวัติคนขับฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 5 เม.ย.2560 ได้เผยแพร่ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องการจัดวางที่นั่งรถตู้โดยสารสาธารณะ ตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ พ.ศ.2560 มีสาระสำคัญกำหนดการจัดที่นั่งในรถ ให้รถตู้โดยสารสาธารณะที่จดทะเบียนใหม่ให้จัดวางที่นั่งได้ไม่เกิน 13 ที่นั่ง โดยแถวหลังสุดต้องมีช่องทางเดิน ขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้โดยสารใช้เป็นทางออกฉุกเฉินด้านท้ายและเปิดออกจากตัวรถในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเกิดอุบัติเหตุ และต้องเขียนทางออกฉุกเฉินด้านท้ายของรถ รถตู้ที่จดทะเบียนไว้ก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ที่มีผู้โดยสารเกิน 13 ที่นั่ง ให้จัดการแก้ไขให้มีที่นั่งได้ไม่เกิน 13 ที่นั่งเช่นเดียวกัน ให้ใช้บังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

นอกจากนี้ในราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่ ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องกำหนดประเภทผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการจัดให้มีสมุดประจำรถ ประวัติผู้ประจำรถ การตรวจสอบสภาพและความพร้อมของรถและผู้ขับรถ และรายงานอุบัติเหตุที่เกิดจากการขนส่ง พ.ศ.2560 อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารพบว่า รถตู้ที่จะโดยสารไปด้วยนั่งเกิน 13 ที่นั่ง สามารถร้องเรียนไปยังกรมการขนส่งทางบกได้ทุกช่องทางด้วยเช่นกัน.

 

กสทช.ชี้แนวโน้มเม็ดเงินลงโฆษณาทีวีดิจิตอลปรับตัวดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2560 11:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906602


สำนักงาน กสทช. รายงานสภาพตลาดดิจิตอลทีวี พบเดือน ก.พ. คนรับชมทีวีดิจิตอลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 86 ขณะรับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลลดลงเหลือร้อยละ 14…

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. รายงานสภาพตลาดกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2560 พบว่า การรับชมช่องรายการผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมีสัดส่วนสูงกว่าการรับชมผ่านทางดาวเทียมและเคเบิล โดยในเดือน ก.พ. 2560 การรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับการรับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลที่ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 14 ซึ่งเมื่อพิจารณาการรับชมช่องรายการโทรทัศน์แยกตามเขตพื้นที่อยู่อาศัย พบว่า ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 เป็นต้นมา การรับชมช่องรายการผ่านดาวเทียมและเคเบิลมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่ โดยประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมากกว่าประชาชนในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญน่าจะเป็นผลมาจากการขยายโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ รวมถึงจำนวนและคุณภาพของรายการ ประกอบกับความคมชัดในการรับชมผ่านช่องทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินรวมกันเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้พฤติกรรมการรับชมช่องรายการของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับด้านมูลค่าการโฆษณาในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินพบว่า ในเดือน ก.พ. 2560 มียอดรวมประมาณ 5,230 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากเดือน ม.ค. ประมาณ 202 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 4 ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของมูลค่าโฆษณาในเดือน ก.พ. สะท้อนทิศทางการใช้งบโฆษณาของเอเจนซี่ที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากชะลอการใช้งบในช่วงเดือนแรกของปี 2560 โดยมูลค่าการโฆษณาแบ่งตามหมวดหมู่ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลพบว่า หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง (HD) มีมูลค่าการโฆษณาสูงสุดประมาณ 3,568 ล้านบาท ตามมาด้วยหมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (SD) ประมาณ 1,101 ล้านบาท หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ ประมาณ 169 ล้านบาท และหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ประมาณ 34 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวต่อว่า สำหรับค่าความนิยมของช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในเดือน ก.พ. 2560 พบว่า ช่องรายการที่มีผู้ชมสูงสุด 10 อันดับแรก ยังคงเป็นกลุ่มเดิมเหมือนในช่วงเดือน ม.ค. 2560 นั่นคือ อันดับ 1 ช่อง 7 เรตติ้ง 2.204 อันดับ 2 ช่อง 3 เรตติ้ง 1.388 อันดับ 3 ช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 1.094 อันดับ 4 ช่อง โมโน 29 เรตติ้ง 0.648 อันดับ 5 ช่องวัน เรตติ้ง 0.561 อันดับ 6 ช่อง 8 เรตติ้ง 0.509 อันดับ 7 ช่อง 3SD เรตติ้ง 0.264 อันดับ 8 ช่องไทยรัฐ ทีวี เรตติ้ง 0.228 อันดับ 9 ช่องอมรินทร์ ทีวี เรตติ้ง 0.2 และอันดับ 10 ช่อง NOW เรตติ้ง 0.176

นอกจากนี้ ผลการจัดลำดับความนิยมในรายการประเภทต่างๆ ประจำเดือน ก.พ. 2560 พบว่า รายการละครที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ เรื่องเกิดเป็นกา ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 7.729 รายการวาไรตี้ทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการเส้นทางบันเทิง ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.493 รายการประกวดแข่งขันความสามารถที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ รายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ออกอากาศทางช่อง เวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 8.082 รายการกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ รายการมวยไทย 7 สี ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 3.191 และรายการข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ รายการข่าวภาคค่ำ ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.126.