ไปเที่ยวเช็กก่อน 15 จังหวัดเตรียมจัดงานสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907937


กรมการท่องเที่ยวสนับสนุนการจัดงานประเพณีเทศกาลสงกรานต์เชิงวัฒนธรรมใน 15 จังหวัด ขอเชิญชวนประชาชนท่องเที่ยวร่วมฉลองสงกรานต์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น และช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล

นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ใน 15 จังหวัด โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ให้สนุก ปลอดภัย และได้สืบสานประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น และเป็นการท่องเที่ยววิถีไทย ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุนใน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน มหาสารคาม นครราชสีมา มุกดาหาร สกลนคร ระยอง และยะลา แต่ละโครงการใน 15 จังหวัด ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุน ล้วนแล้วแต่ยังยึดถือประเพณีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม โดยแต่ละแห่งมีรายละเอียดดังนี้

1. งานประเพณีสงกรานต์ประจำปี พ.ศ.2560 ของเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 11-13 เม.ย. มีการแสดงนาฏศิลป์ รำวงย้อนยุค ดนตรีไทย และวงดนตรีลูกทุ่ง

2. มหาสงกรานต์เมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม วันที่ 12 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่การสืบสานประเพณีสงกรานต์

3. ประเพณีสงกรานต์นุ่งผ้าเมือง ปลอดเหล้าเบียร์ ประจำปี 2560 จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 12-16 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่นางสงกรานต์ของชุมชน มีการแข่งขันบั้งไฟ การเล่นน้ำตามวัฒนธรรม รวมทั้งพิธีบวงสรวงเสาหลักเมืองน่าน

4. โครงการอนุรักษ์สืบสานประเพณีสงกรานต์จังหวัดยะลา วันที่ 13 เม.ย. มีกิจกรรมรดน้ำ ดำหัวผู้ใหญ่ การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งรำไทย รำพัดจีน และรำตาลีกีปัส

5. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีสงกรานต์ไทลื้อตานตุงท่าฟ้าใต้ ครั้งที่ 5 จังหวัดพะเยา วันที่ 13 เม.ย. ภายในงานมีขบวนการแสดงวิถีชีวิตการตานตุงไทลื้อท่าฟ้าใต้

6. โครงการสืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ตำบลบ้านธิ ประจำปี 2560 จังหวัดลำพูน วันที่ 13-14 เม.ย. มีการแสดงทางวัฒนธรรมขบวนแห่เครื่องสักการะดำหัวคนเฒ่า สืบเก๊าประเพณี 10 ขบวน การก่อเจดีย์ทราย 10 หมู่บ้าน และการแสดงวิถีชีวิตวัฒนธรรม

7. งานประเพณีสงกรานต์ประจำปี 2560 จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่ กิจกรรมวิถีไทย วัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน ประเพณีท้องถิ่น ประเพณีชาติ ขบวนฟ้อนรำของนางสงกรานต์ 8 ขบวน

8. งานเทศกาลสงกรานต์ล้านนาประเพณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ภายในงานมีการแสดงดนตรีพื้นบ้านการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา ขบวนแห่ประเพณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ กิจกรรมประเพณีต่างๆ ถนนรอบเชียงใหม่จะมีโคมล้านนาสีต่างๆ พร้อมประดับไฟ และที่ขาดไม่ได้คือกิจกรรมกาดหมั้วเมืองเชียงใหม่

9. ประเพณีสงกรานต์วิถีพุทธ 4 แผ่นดินอินโดจีน จังหวัดมุกดาหาร ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ภายในงานมีพิธีตักบาตรเปิดศักราชปีใหม่ไทย กิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง พิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมสองฝั่งโขง

10. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวมหัศจรรย์ สงกรานต์วิถีไทย จังหวัดสกลนคร วันที่ 13-15 เม.ย.ภายในงานมีการแสดงท้องถิ่น 6 ชาติพันธุ์ 2 เชื้อชาติ และขบวนแห่กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร

11. งานประเพณีสงกรานต์ชาวรามัญจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 13-15 เม.ย. ภายในงานมีกิจกรรมขบวนแห่หงส์ธงตะขาบ (โน่) การละเล่นพื้นเมือง การแสดงพื้นบ้าน และกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีสงกรานต์

12. โครงการส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2560 จังหวัดแพร่ วันที่ 13-17 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่ด้านวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละชุมชน จำนวน 20 ชุมชน

13. โครงการสงกรานต์เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่าง 16-18 เม.ย. ภายในงานมีกิจกรรมไหว้บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง การแสดงชุดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมลาว-จีน-พม่า ขบวนแห่ประเพณีท้องถิ่น และพิธีสรงน้ำพระคู่บ้านคู่เมือง 5 องค์

14. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเพณีวันไหลสงกรานต์ประจำปี 2560 จังหวัดระยอง วันที่ 16 เม.ย. มีขบวนรถบุปผชาติที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เพื่อเข้าร่วมงานวันไหลสงกรานต์ และการแสดงศิลปะพื้นบ้านร่วมในขบวนแห่หลวงพ่อทอง

15. โครงการประเพณีสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมืองลำปาง) วันที่ 9-13 เม.ย. ภายในงานมีจัดขบวนแห่สลุงหลวง การอัญเชิญองค์พระคู่บ้านคู่เมือง และการจัดขบวนแห่ชมพระจำนวน 4 องค์ ได้แก่ พระเจ้าทองทิพย์ พระเจ้าฝนแสนห่าแก้วโคมคำ พระเจ้าไม้แก่นจันทร์ พระแสนแซ่ทองคำ ตลอดจนการอัญเชิญองค์พระเจ้าแก้วมรกต และจัดริ้วขบวนแห่ปีใหม่เมือง

 

พช.จับมือ บริษัทเอกชน หนุน Trader ขยายตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 21:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907965


กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) จับมือ บริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท หนุน Trader ขยายตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดจีน

วันนี้ 7 เมษายน 2560 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธาน ในพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (mou) โครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ( ONE TUMBON ONE PRODUCT : OTOP) ระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่&nnbsp;กรมการพัฒนาชุมชน (โดยนายศุภกร มูลสุวรรณ ผอ.สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน พช.)  บริษัท โอทอปอินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) (โดยนายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ) และบริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท จำกัด จำกัด (โดย ดร.นรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล)

โอกาสนี้ได้บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “บทบาทของกรมการพัฒนาชุมชนในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล” และจัดการประชุมเชิงปฎิบัติการสร้างเครือข่ายการตลาด OTOP Trader ภายในประเทศ (OTOP Minimart)

คุณนรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล ผู้จัดการ บริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท จำกัด ได้เปิดช่องทางการตลาดในประเทศจีน ทั้งในระบบออนไลน์ และร้านค้าซุปเปอร์มาร์เกตรายใหญ่ 7ภูมิภาค ทั่วประเทศจีน พร้อมส่งเสริมสร้างการรู้จักสินค้าไทย ผ่านการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าในศูนย์การแสดงสินค้าในประเทศจีน ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผลไม้แปรรูป อาหารแปรรูป เครื่องแกง สปา ความงาม หมอนยางพาราเป็นต้น โดยเตรียมวางแผนจัดงานแสดงสินค้าครั้งใหญ่ นำสินค้าโอทอปไทย สร้างยอดขายในผรพเทศจีน 4 มณฑล ได้แก่ กวางตุ้ง ชิงเต่า หูเป่ย อู้ฮัน

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน mou ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อขยายช่องทางการตลาดสินค้าโอทอป ส่งออกจำหน่ายร้านค้าขนาดใหญ่และซุปเปอร์มาร์เกตในประเทศจีน ทำให้ผู้ประกอบการโอทอป มีช่องทางการจัดการตลาดที่เพิ่มมากขึ้น สร้างความมั่นคง ได้อย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดการอบรมเสร้มสร้างความรู้ให้กับ OTOP Trader จากทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการบริหารงานขายแบบมืออาชีพ ทั้งด้านการวางแผนการตลาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อโลจิสติก ความรู้ด้านการพัฒนาสินค้า OTOP และการคัดเลือกสินค้า OTOP ข้อกำหนด กฎระเบียบ เพื่อการส่งออก ไปประเทศจีน  ระหว่างวันที่ 5-7 เมษายน 2560 ณ โรงแรมเดอะบาซาร์ กรุงเทพมหานคร

 

ย้ำนักท่องเที่ยวเช็กให้ชัวร์ หลังทัวร์ถูกเพิกถอนใบอนุญาตกว่า 874 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907927


‘พงษ์ภาณุ’ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาฯ เน้นย้ำนักท่องเที่ยวเช็กให้ชัวร์ หลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว 874 ราย

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2560 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า นายอักษร แสนใหม่ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง เพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจ นำเที่ยว 874 ราย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.59 โดยแยกประเด็นความผิดได้เป็น 4 กลุ่มประเด็นหลัก ดังนี้ กลุ่มที่ 1. คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 18 ราย 2. คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 35 ราย

3. คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 6 ราย เนื่องจาก ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีการประพฤติหรือปฏิบัติการอันเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักท่องเที่ยวหรือธุรกิจนำเที่ยวอย่างร้ายแรง โดยนายทะเบียนได้ตักเตือนและสั่งระงับหรือให้แก้ไขแล้ว แต่ไม่ดำเนินการ

โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้ ส่งผลให้ผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อีก เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งเพิกถอน

ส่วนกลุ่มที่ 4 คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 815 ราย เนื่องจาก ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 46 (2) และมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 เพราะ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจนำเที่ยว จนพ้นกำหนดระยะเวลาหกเดือน ความผิดกรณีนี้ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว สามารถมายื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ใหม่

“เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักท่องเที่ยว ก่อนการเลือกใช้บริการนำเที่ยวจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ให้ตรวจสอบว่าท่านได้เลือกใช้บริการจากบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยว ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ด้วยตนเอง ที่ http://www.tourism.go.th หรือ Call Center 0-2401-1111”

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต. เว้น E85 ขยับ 20 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 19:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907910


ปตท.-บางจาก ปรับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดเพิ่มขึ้น 40 สตางค์ต่อลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อลิตร มีผล 05.00 น. วันที่ 8 เม.ย. 60

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศ ปรับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดเพิ่มขึ้น 40 สตางค์ต่อลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อลิตร มีผล 05.00 น. วันที่ 8 เม.ย. 60

โดยราคาใหม่ดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 34.76 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 27.65 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 27.38 บาทต่อลิตร E20 ราคา 25.14 บาทต่อลิตร E85 ราคา 19.74 บาทต่อลิตร ดีเซล 25.89 บาทต่อลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

หุ้นไทยปิดตลาด ปรับขึ้น 1.41 ดัชนีอยู่ที่ 1,583 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907800


หุ้นไทยปิดตลาด ปรับขึ้น 1.41 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,583.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,162.21 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 7 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 1.41 จุด เปลี่ยนแปลง +0.09 % ดัชนีอยู่ที่ 1,583.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,162.21 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.88 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,575.44 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

 

‘ธนวรรธน์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ยังไม่มีสัญญาณเชิงลบต่อ ศก.โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907602


‘ธนวรรธน์’ ประเมิน ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ วันแรกยังไม่พบแรงกดดันต่อกัน เชื่อสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาและยังต้องมิตรกับจีนต่อไป คาดยังไม่มีสัญญาณเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.60 ปรับตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4…

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 60 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการพบปะหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐและประธานาธิบดีจีนว่า การหารือร่วมกันในวันแรกไม่พบว่ามีการสร้างแรงกดดันต่อกัน เพราะเชื่อว่าสหรัฐฯ ยังมองว่าจะต้องพึ่งพาและเป็นมิตรกับจีนต่อไปในอนาคต

โดยยังไม่มีปัจจัยเชิงลบที่สหรัฐฯ จะส่งสัญญาณกดดันประเทศจีนในเรื่องการตอบโต้ทางการค้า หรือการขึ้นภาษี คาดว่าบรรยากาศการเจรจาในวันต่อๆ ไป จะดีขึ้น และคาดว่าจีนกับสหรัฐฯ จะมีการเปิดตลาดระหว่างกันมากขึ้น โดยทิศทางเงินหยวนคงจะไม่อ่อนค่ามาก เพื่อที่สหรัฐฯ จะได้ไม่เสียดุลการค้าจีนมากนัก

สำหรับตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยในเดือน มี.ค. 60 อยู่ที่ 76.8 จาก 75.8 ในเดือน ก.พ. 60 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 65.1 จาก 64.3 ในเดือน ก.พ. 60 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำ อยู่ที่ 71.4 จาก 70.3 และ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 93.8 จาก 92.8

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน มี.ค. 60 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดในรอบ 24 เดือน ซึ่งส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ระดับ 76.8 ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุดในรอบ 24 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 58 เป็นต้นมา โดยปัจจัยบวกมาจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 60 เพิ่มเป็น 3.4% จากเดิม 3.2% พร้อมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ การส่งออกในเดือน ก.พ. 60 หดตัว 2.76% เป็นการกลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 4 เดือน, ราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวในระดับต่ำ โดยเฉพาะข้าว, ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาค่าครองชีพ รวมทั้ง ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายเศรษฐกิจของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ได้คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนจะพื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค. หรือปลายไตรมาส 2 หากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณกลางปีกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านโครงการพัฒนาใน 18 กลุ่มจังหวัดได้ในช่วงไตรมาส 2 ตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความระมัดระวังต่อการจับจ่ายใช้สอย เพราะยังกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคต เพราะเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัว และการฟื้นตัวยังไม่ได้กระจายตัวไปยังทุกภาคอุตสาหกรรมหรือทุกพื้นที่ อีกทั้งราคาพืชผลเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าวยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศยังฟื้นตัวไม่มากนัก แต่น่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ตลอดจนราคาพืชผลเกษตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญรัฐบาลใช้งบประมาณกลางปีกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรมในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า สัญญาณของเศรษฐกิจยังมีภาพการฟื้นตัวอย่างอ่อน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าอัตราการว่างงานในเดือน มี.ค. 60 อยู่ที่ 1.3% เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่โดดเด่นนัก ทำให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนยังไม่คึกคัก ประกอบกับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่โดดเด่นมาก จึงทำให้การจ้างงานยังไม่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เชื่อว่าตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มมีความโดดเด่นขึ้นเป็นลำดับ จากที่ได้เห็นนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามการเดินหน้าการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่คาดว่าจะเริ่มขับเคลื่อนได้ราวเดือน ก.ค.นี้ จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับตัวดีขึ้น

ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เชื่อว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมองว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างยั่งยืนและมั่นคง รวมทั้งในสหภาพยุโรปเองที่ธนาคารกลางบางประเทศ เช่น เยอรมนี เริ่มมีการส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และลดการทำ QE ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของยุโรปเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 3.6% การส่งออกขยายตัว 2-3% และอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 1.6-2.1% ซึ่งภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติที่จะเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยจะเดินหน้าการปฏิรูปประเทศได้ตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการ EEC.

 

ทองไทยราคาขึ้นพรวดบาทละ 250 ตามราคาตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 10:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907406


สมาคมค้าทองคำปรับราคาทองไทยขึ้นอีกบาทละ 250 ตามราคาตลาดโลก ทำให้ทองคำแท่งซื้อบาทละ 20,700 ขายออกบาทละ 20,800…

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาทองคำประจำวันครั้งแรกขึ้นบาทละ 250 บาท โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,700 บาท ขายออกบาทละ 20,800 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,329.56 บาท ขายออกบาทละ 21,300 บาท

ทั้งนี้ ราคาทองคำในประเทศที่ปรับขึ้นค่อนข้างมากครั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า เป็นผลมาจากราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นสูง หลังจากสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียอีกครั้งหนึ่ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย โดยเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ พุ่งขึ้นถึง 14.50 ดอลลาร์ หรือ 1.16% แตะที่ 1,267.80 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

คลังยอมคลายกฎกู้บ้านประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907260


หวังดูดคนเข้าโครงการ-เพิ่มยอดสินเชื่อ!

คลังยอมผ่อนคลาย “โครงการบ้านประชารัฐ” พร้อมเสนอ ครม.แก้กฎระเบียบ 2 ข้อหลัก 1.ไม่นำราคาที่ดินบวกรวมกับราคาบ้าน และ 2.ยกเลิกบ้านหลังแรก หวังดึงดูดให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการฯเพิ่มขึ้น ยอดปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านประชารัฐพุ่ง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคาร อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมร่วมระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารออมสิน และ ธอส. มีข้อสรุปร่วมกันที่จะเสนอกระทรวงการคลังแก้ไขกฎระเบียบในการปล่อยสินเชื่อในโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน ธอส.ปล่อยกู้ได้เพียง 7,000 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 20,000 ล้านบาท โดยแบ่งวงเงินในการปล่อยกู้ปี 2559 จำนวน 10,000 ล้านบาท และปีนี้อีก 10,000 ล้านบาท คาดว่าหลังมีการแก้ไขกฎระเบียบแล้ว วงเงินที่ยังเหลืออยู่อีก 13,000 ล้านบาท จะสามารถปล่อยกู้ได้หมดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

“ธนาคารได้เริ่มโครงการนี้ ตั้งแต่เดือน มี.ค.2559 โดยมีกำหนดระยะเวลาปล่อยกู้ 2 ปี เพื่อให้โครงการนี้ เป็นโครงการต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ในการลดค่าธรรมเนียนการโอนและจดจำนองที่สิ้นสุดในเดือน เม.ย.2559 ที่ผ่านมา แต่โครงการนี้สะดุด เพราะเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่า 1.ต้องเป็นบ้านหลังแรกเท่านั้น และ 2.วงเงินกู้บ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่ง 2 เงื่อนไขดังกล่าว ทำให้โครงการดังกล่าวปล่อยสินเชื่อได้ต่ำกว่าเป้า เนื่องจากปัจจุบันราคาที่ดินแพงขึ้น ทำให้บ้านที่มีราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทไม่มีในท้องตลาด โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยกเว้นในต่างจังหวัด ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินดั้งเดิมต้องการปลูกบ้านใหม่บนที่ดินของตนเอง แต่เมื่อรวมราคาค่าก่อสร้างและราคาที่ดินแล้ว จะสูงเกินกว่า 1.5 ล้านบาท”

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ที่สำคัญบ้านหลังแรกตามนิยามของกระทรวงการคลังกำหนดว่า ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่เคยมีบ้านมาก่อน แต่ในความเป็นจริงประชาชนส่วนใหญ่ มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่ลักษณะของที่อยู่อาศัยไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ตั้งอยู่ในชุมชนแออัด เป็นต้น ดังนั้น ในที่ประชุมจึงมีความเห็นที่จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ แต่ยังกำหนดวงเงินปล่อยกู้บ้านไม่เกินหลังละ 1.5 ล้านบาทเหมือนเดิม โดยจะไม่นำราคาที่ดินบวกรวมกับราคาบ้าน ซึ่งจะทำให้กู้บ้านในโครงการนี้สามารถกู้ได้เต็มวงเงิน 1.5 ล้านบาท และจะยกเลิกกรณีบ้านหลังแรก ซึ่งจะทำให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น คาดว่ากระทรวงการคลังจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ มติ ครม.เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2559 กำหนดให้ ธอส.และธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนวงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 30 ปี โดยจะไม่มีการจำกัดรายได้ผู้กู้ แต่สัดส่วนภาระผ่อนชำระหนี้รวมต่อรายได้สุทธิรวม (DTI) ต้องไม่เกิน 50% กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นขั้นบันไดในช่วง 6 ปีแรก ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 30 ปี โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 วงเงิน คือ 1.วงเงินกู้ไม่เกิน 700,000 บาท ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0% เงินงวดประมาณ 3,000 บาท ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2% เงินงวด 3,000 บาท ปีที่ 4-6 ดอกเบี้ยคงที่ 5% เงินงวด 4,000 บาท ปีที่ 7 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย MRR-1.475% (ปัจจุบัน MRR ของธนาคารออมสิน = 7.475%) เงินงวด 4,500 บาท

และ 2.วงเงินกู้ 700,001 บาท-1.5 ล้านบาท ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 3% เงินงวด 7,200 บาท ปีที่ 4-6 ดอกเบี้ยคงที่ 5% เงินงวด 8,600 บาท ปีที่ 7 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.475 ถึง MRR-1.725% เงินงวด 7,900-9,100 บาท นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเปิดให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนร่วมโครงการประชารัฐได้ด้วย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สำคัญ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ราคาบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท 2.ไม่เก็บค่าส่วนกลางเป็นระยะเวลา 1 ปี 3.เอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ออกค่าโอนและจดจำนอง และ 4.เอกชนจะมอบส่วนลดพิเศษให้แก่ผู้ซื้อ 2% ของราคาบ้าน ซึ่งหากภาคเอกชนสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ ก็สามารถนำโครงการไปขอสินเชื่อกับ ธอส.และธนาคารออมสินได้.

 

ว่างงานเดือน มี.ค.ทะลุ 4.96 แสนคน ส่งสัญญาณให้รับมืออาชีพสั่นคลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907255


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้รายงานอัตราว่างงานเดือน มี.ค.2560 ของไทยโดยระบุว่ามีคนว่างงานจำนวน 496,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.3% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาจำนวน 99,000 คน และหากเทียบกับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาพบว่าจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นจำนวน 66,000 คน โดยกลุ่มคนที่ว่างงานในเดือน มี.ค.นี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 274,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ. 49,000 คน แบ่งเป็นผู้ว่างงานจากภาคการบริการและการค้า 125,000 คน ภาคการผลิต 105,000 คน และภาคเกษตรกรรม 44,000 คน

สำหรับผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 274,000 คนนั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 77,000 คน ระดับประถมศึกษา 70,000 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 55,000 คน ระดับอุดมศึกษา 42,000 คน และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 30,000 คน ส่วนผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 222,000 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา 127,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สำเร็จสายวิชาการ 81,000 คน สายอาชีวศึกษา 32,000 คน และสายวิชาการศึกษา 14,000 คน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 50,000 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 33,000 คน ระดับประถมศึกษา 11,000 คน และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษาน้อยกว่า 500 คน

สำหรับระดับการศึกษาของผู้ว่างงานในเดือน มี.ค.จำนวน 496,000 คน พบว่าเป็นเด็กที่เรียนจบใหม่ในระดับอุดมศึกษา ที่ยังว่างงานเป็นจำนวน 169,000 คน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 2.1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 56,000 คน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 127,000 คน เพิ่มขึ้น 24,000 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 88,000 คน ระดับประถมศึกษา 81,000 คน เพิ่มขึ้น 34,000 คน และผู้ที่ไม่มีการศึกษา และต่ำกว่าประถมศึกษา 30,000 คน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการว่างงานตามกลุ่มอายุ พบว่ากลุ่มวัยเยาวชนหรือผู้มีอายุตั้งแต่ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงาน 6.4% ซึ่งปกติในกลุ่มนี้อัตราการว่างงานจะสูง ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่ หรือเป็นผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป มีอัตราการว่างงาน 0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และส่วนใหญ่คนว่างงานจะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คือเป็นผู้ชาย 1.4% และเป็นผู้หญิง 1.2%.

 

ช่วยดันราคาปาล์มให้ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907252


นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการประชุมแนวทางจัดการสินค้าปาล์มน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้กับเกษตรกร ซึ่งได้เชิญตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาเกษตรกรแห่งชาติ เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมใช้ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 กำหนดให้โรงสกัดรับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกรในเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ซึ่งขณะนี้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการบังคับให้โรงสกัดต้องรับซื้อผลปาล์มสดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ต่อไป สำหรับการกำหนดดังกล่าว เป็นเพราะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่สามารถผลิตปาล์มได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ตั้งแต่ 18-20% ซึ่งถือว่ามีคุณภาพดีขึ้นมาก แต่ที่ผ่านมา โรงสกัดมักรับซื้อผลปาล์มในเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำกว่า 18% เนื่องจากเร่งตัดปาล์มก่อนกำหนดจึงได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำและขายได้ราคาต่ำไปด้วย

สำหรับมาตรการดูแลปาล์มน้ำมันขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ทำได้เพียงออกมาประกาศราคาแนะนำรับซื้อผลปาล์มสดไว้ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% เท่านั้น แต่ไม่ใช่มาตรการบังคับ ซึ่งการกำหนดให้โรงงานรับซื้อจากเกษตรกรในเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% จะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาดีกว่าที่ผ่านมาและจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะเกษตรกรจะมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากผลศึกษาผลผลิตปาล์มทั้งประเทศพบว่า หากผลักดันให้เกษตรกรขายผลปาล์มสดจากเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 17% เพิ่มเป็น 20% จะทำให้มีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 351,000 ตัน และสามารถขายผลปาล์มสดได้สูงขึ้นกิโลกรัม (กก.) ละ 90 สตางค์ หรือเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 10,500 ล้านบาท.