ปังเปรี้ยง The Mask Singer ขบถคอนเทนต์ โคลัมบัสแห่งโทรทัศน์ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908481


หากพูดถึงรายการร้องเพลงที่โด่งดังที่สุดในเวลานี้ รายการแรกที่คนไทยนึกถึงคงหนีไม่พ้น “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ที่เรตติ้งผู้ชมถล่มทลาย ถึงขนาดเอาชนะ ละครหลังข่าว …หลักไมล์แห่งยุคทีวีอนาล็อก ที่ถูกปักหมุดยึดติดแน่นทนนาน มาตลอดประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์ของประเทศไทย

คอนเทนต์ เพียงหนึ่งเดียว ผู้ผูกขาดช่วงเวลาไพร์มไทม์ ด้วยข้ออ้าง สร้างเงินทองได้สูงสุด

แต่แล้ว The Mask Singer ก็สามารถทำให้ถึงจุดเปลี่ยนเข้าจนได้!

ในฐานะโคลัมบัส ผู้พิชิตโลกใหม่ ในยุคโทรทัศน์ดิจิทัล

The Mask Singer เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทเรียลลิตี้เกมโชว์และมิวสิกโชว์ ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเกาหลีใต้ นำมาทำใหม่ในรูปแบบรายการของประเทศไทย

แต่แน่นอน ส่วนหนึ่งที่ทำให้รายการนี้ฮิตติดลมบนได้ คงเป็นเพราะรูปแบบการนำเสนอที่ฉีกจากรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ ที่เห็นอยู่เกลื่อนจอ เปิดไปช่องไหนก็เจอแต่รายการซำ้ๆ รูปแบบซำ้ๆ จนหน้าเบื่อ ด้วยการใช้หน้ากากปิดบังใบหน้าของผู้ร่วมแข่งขัน จึงเป็นจุดขายของรายการ ที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนดู จนตั้งตัวเป็นนักสืบโซเชียล คอยจับผิดและหาตัวตนที่แท้จริงของ ศิลปินภายใต้หน้ากาก ทำให้เกิดเป็นกระแสผลักดันให้รายการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

การผลิตงานเบื้องหลัง และการจัดองค์ประกอบต่างๆ มีคุณภาพ สามารถคิดคอนเทนต์ และผลิตโชว์ต่างๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีการเลือกช่องทางสื่อที่นำเสนอได้หลากหลาย

และหมากเด็ดที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การถ่ายทอดสดผ่าน Facebook และ Youtube เพื่อนำคอนเทนต์เสิร์ฟให้ถึงบรรดาชาวเจนฯ วาย ทั้งหลาย ที่นิยมเสพสื่อผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บแล็ต มากกว่าที่จะเปลืองแรงไปเปิดโทรทัศน์ดูให้มันยุ่งยาก ก็ยิ่งทำให้ The Mask Singer กอบโกยยอดผู้ชมได้เป็นกอบเป็นกำ

หรือนี่คือ โมเดลการสร้างคอนเทนต์รูปแบบใหม่ของ วงการโทรทัศน์ ในยุคประเทศไทย 4.0!

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ไปวิเคราะห์ทุกมุมของรายการร้องเพลงที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย จาก 1. ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 2. อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด หรือ ขาโหด โค้ดเนมในวงการ และ 3. ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานกรรมการโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (มศว.)

ว่าเพราะอะไรกัน… รายการสวมหน้ากากร้องเพลงรายการนี้ มันถึงได้ฮิตนักฮิตหนา ทั้งๆ ที่ ทีวีช่องอื่นๆ กำลังโอดครวญ​เรื่องยอดผู้ชมที่ร่อยหรอ จากทั้งช่องโทรทัศน์ที่มีมากเกินไป และเด็กยุคใหม่หันไปสนใจการเสพสื่อใหม่มากกว่าโทรทัศน์

สื่อโทรทัศน์ ต้องปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางสื่อสาร

ผศ.สกุลศรี เริ่มต้นวงสนทนานินทารายการสุดฮิตรายนี้ กับทีมข่าวฯ ว่า ทิศทางสื่อปัจจุบันกับการทำงานข้ามสื่อเป็นเรื่องที่ควรทำ สื่อไม่ควรทำงานผ่านช่องทางเดียว เพราะลักษณะของคนดูเปลี่ยนไปแล้ว ส่วนใหญ่เลือกเสพสื่อที่ชอบและสนใจเพียงช่องทางเดียว

การทำรายการโทรทัศน์ก็เช่นกัน รายการ The Mask Singer เป็นกรณีตัวอย่างที่สื่อโทรทัศน์ควรนำไปปรับใช้ การนำเสนอของรายการไม่ได้หยุดอยู่เพียงช่องทางเดียว แต่มีการกระจายไปทางสื่อโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ต่างๆ ทำให้คนเข้าถึงได้มากกว่ารายการที่นำเสนอเพียงสื่อหลักอย่าง โทรทัศน์ แบบรายการร้องเพลงทั่วๆ ไป

หมากเด็ด! ใช้สื่อโซเชียล เปิดปฏิสัมพันธ์คนดู สร้างกระแสหล่อเลี้ยงรายการจนจบซีซั่น

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ให้ความเห็นกับทีมข่าวฯ ต่อไปว่า รายการ The Mask Singer ให้ความสำคัญกับการปฏิสัมพันธ์คนดูเป็นอันดับแรก เพราะคนดู คือ ส่วนสำคัญในการสร้างกระแสรายการ เห็นได้จาก การสร้างเพจรายการ จะมีแอดมินที่คอยหาภาพ หรือ คลิปวิดีโอเบื้องหลังที่เด็ดๆ ที่คิดว่าคนชอบ รวมทั้งงานของแฟนๆ ที่ชื่นชอบในตัวศิลปินภายใต้หน้ากาก มาลงในเพจอย่างต่อเนื้อง และเมื่อใดที่มีคนมาโพสต์แสดงความคิดเห็น แอดมินจะคอยตอบและปฏิสัมพันธ์กับคนดูตลอด

รวมถึงการ LIVE ผ่าน FACEBOOK เมื่อถึงเบรกพักโฆษณาในโทรทัศน์ ทีมโซเชียลของรายการ ก็จะมีการจัดรายการ “นินทาหน้ากาก” สื่อสารกับคนดูต่อไปอีก เรียกได้ว่าคนดูแทบจะไม่ต้องคิดจะเปลี่ยนช่องหนีไปไหน และที่สำคัญยังมีการให้พิธีกรคอยหยิบยกความคิดเห็นคนดูขึ้นมาพูดถึง

เพื่อให้ คนดู รู้สึกมีตัวตน และเป็นส่วนหนึ่งของรายการด้วย

ต่อยอดคอนเทนต์ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ สร้างโมเดลไม่ง้อค่าโฆษณา (ก็ได้)

ผศ.สกุลศรี ตอบประเด็นนี้ว่า เมื่อมีกระแสก็ต้องมีรายได้.. ธุรกิจกับสื่อเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะรายได้จากการขายโฆษณาในรายการโทรทัศน์ แต่ในขณะนี้ มีช่องทางสื่อที่เกิดขึ้นใหม่มากขึ้น การขายโฆษณาจึงไม่ได้อยู่แค่สื่อโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว มีการโฆษณาระหว่างการ Live โฆษณาใน Facebook และเว็บไซต์ต่างๆ

การทำงานข้ามสื่อในยุคนี้ สิ่งที่ผู้ผลิตรายการต้องคิดคือ จะต้องหารายได้ จากทุกช่องทางสื่อที่นำเสนอรายการได้อย่างไร?

ทุกวันนี้…สื่ออยู่ได้โดยโฆษณามาตลอด แต่ถ้าในอนาคตรายการต่างๆ สามารถหาแนวทางการเพิ่มรายได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอค่าโฆษณาอย่างเดียว รายการ The Mask Singer ก็เหมือนกัน ตอนนี้มีการสร้างแนวทางหารายได้อื่นๆ เช่น การจัดคอนเสิร์ต เป็นต้น

สร้างเงื่อนปม กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นคนดู หมัดน็อกของ The Mask Singer

ผศ.สกุลศรี เผยวิธีการสร้างกระแสรายการ The Mask Singer ว่า การทำรายการมุ่งเป้าไปที่คนดูว่าตอนนี้เรื่องไหนที่คนสนใจ คนดูทายอะไร เลือกใครมากน้อยกว่ากัน แล้วหยิบยกมาใส่ในรายการ เพื่อเป็นสีสันให้ดูว่าความคิดเห็นของคนดูสำคัญ การอยากรู้อยากเห็นของคน คือ องค์ประกอบหลักที่รายการ The Mask Singer ใช้เป็นตัวเคลื่อนกระแส เหมือนเล่นกับความคิด จิตวิทยาคนดู รูปแบบรายการนี้พูดง่ายๆ คือ การสร้างรายการจากความคิดคนดู

เกาหลี ยัง งงเด้ๆ ไทยทำปัง เจ้าของลิขสิทธิ์ถึงกับต้องบินมาดูงาน

ด้าน อาจารย์ธันยวัชร์ เจ้าของโค้ดเนม ขาโหด ให้ข้อมูลประเด็นปรากฏการณ์กระแสรายการ The Mask Singer ว่า ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่สำคัญของรายการนี้คือ ช่อง work point มีรูปแบบไม่เหมือนช่องหลักอย่าง ช่อง 3 5 7 9 เพราะรายการต่างๆ สามารถวางผังรายการใหม่ได้ตลอด รวมถึงรูปแบบของช่องที่ถูกจริตกับคนไทย โดยเน้นความบันเทิง สนุกสนาน

และหากใครยังไม่รู้ รายการนี้ The Mask Singer เวอร์ชั่น Thailand only นี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์แท้ๆ อย่างเกาหลีใต้ ถึงกับต้องบินมาดูงาน รูปแบบการผลิตของประเทศไทยเลย!

ฉะนั้น หากจะถามว่า จุดขายที่สำคัญของรายการคืออะไร?

ส่วนตัวมองว่า 1. ความอยากรู้อยากเห็นของคนดู 2. การเลือกใช้คนสร้างสีสันให้รายการ ทั้งตัวศิลปินและกรรมการ จะเห็นว่ากรรมการที่อยู่ในรายการ The Mask Singer ส่วนใหญ่มาจากรายการ I can see your voice ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ประชาชนชื่นชอบอยู่แล้ว จึงทำให้รายการน่าติดตาม

ศิลปิน ได้อานิสงส์ มูลค่าเพิ่มโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่สวมหน้ากากร้องเพลง

ขาโหด วิเคราะห์ให้ทีมข่าวฯ ฟังต่อไปว่า รายการ The Mask Singer เป็นรายการแรกที่ ช่อง work point นำมาถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้คนดูเข้าถึงรายการได้มากขึ้น รายได้ของรายการก็เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ค่าโฆษณา ตัวศิลปินเอง ก็จะมีมูลค่าเพิ่มจากรายการนี้ ทุกวันนี้ค่าตัวดารา นักร้องไม่ได้มาจากการออกอัลบั้มเหมือนเมื่อก่อน แต่มาจากการออกอีเวนต์ รายการนี้ทำให้คนรู้จักศิลปินมากขึ้น นำไปสู่การจ้างงานต่างๆ ไม่ใช่แค่นักร้องอย่างเดียว ดารานักแสดงที่แจ้งเกิดจากรายการนี้ อาจมีการจ้างงานร้องเพลงด้วย

เพราะศิลปิน ก็เหมือนสินค้า ยิ่งดัง ยิ่งแพง!

ปังเปรี้ยงระดับแผ่นดินไหวโลกถล่ม season 2 ฟังธงกระแสไม่ตก ศิลปินแห่ขอร่วมตรึม

อาจารย์ธันยวัชร์ เผยว่า การที่กระแสรายการทำให้หน้ากากต่างๆ มีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้น ดูจากเวลาศิลปินที่เคยอยู่ภายใต้หน้ากากไปออกงาน คนดูเยอะจนห้างแทบแตก ซึ่งในประเทศไทยมีไม่กี่คนที่เป็นขวัญใจมหาชนมากขนาดนี้ แต่รายการสร้างศิลปินเหล่านี้ให้มีชื่อเสียงเทียบได้กับ Super star ดัง

เชื่อว่าหลังจากนี้คงมีนักร้องนักแสดงจำนวนมาก ที่อาจออกรายการ The Mask Singer ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ที่ต้องการหวนกลับมามีกระแสอีกครั้ง หรือศิลปินหน้าใหม่ที่ต้องการแจ้งเกิด เมื่อมีศิลปินใหม่ๆ หลากหลายขึ้น รายการก็ยิ่งเป็นที่สนใจ

ผมเชื่อว่า The Mask Singer season 2 ต้องดังกว่าเดิมแน่นอน! ขาโหดฟันธง!

สุดยอดชั้นเชิง รายการทีวียุคใหม่ ใช้ความสงสัยกระตุ้นคนดู 2 รวมเป็น 1

ด้าน ดร.จิตรา ให้ความเห็นกับทีมข่าวฯ ว่า รูปแบบรายการ The Mask Singer ไม่เคยมีมาก่อน จึงทำให้เป็นที่สนใจ แต่ในเชิงจิตวิทยาการให้ผู้เข้าแข่งขันปิดหน้าไว้เป็นการกระตุ้นคนดูให้เกิดความสงสัย โดยหลักพื้นฐานของมนุษย์ จะเกิดความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย คาดเดา นำไปสู่การสืบหาข้อมูลทำให้รายการน่าติดตามอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้คนดูจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับรายการ คล้ายๆ การเสี่ยงดวงที่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านทางคณะกรรมการ และการตอบคำถามต่างๆ

ในขณะที่รายการอื่นๆ ประชาชนทำได้เพียงนั่งดู ทำหน้าที่เป็นผู้เสพแบบไม่มีส่วนร่วม!

เสน่ห์ The Mask Singer กระตุ้นแขกรับเชิญด้วย set zero เปิดทางแสดงศักยภาพที่แท้จริง

ดร.จิตรา กล่าวต่อว่า โดยปกติแล้วศิลปินจะถูกคนชื่นชมจากภาพลักษณ์ภายนอก และชื่อเสียงที่ถูกสร้างขึ้น การปิดหน้าอยู่ภายใต้หน้ากาก ไม่รู้ว่าเป็นใคร เป็นการ set zero ตัวศิลปิน โดยปราศจากอคติของคนดูและคณะกรรมการ การตัดสินทั้งหมดจึงอยู่ภายใต้ความสามารถ และศักยภาพที่แสดงออกมาแบบไร้ตัวตน ทุกคนเท่าเทียม โดยผู้เข้าแข่งขันจะมีรูปแบบจิตวิทยา ความรู้สึกนึกคิดแบ่งเป็นมุมมอง

1. มุมการสร้างตัวตนให้เห็นถึงศักยภาพ อย่างที่เห็นในรายการว่าผู้เข้าแข่งขันมีทั้งศิลปินดาราทั้งเก่าและใหม่ นักร้องใหม่ก็ต้องการให้คนเห็นถึงความสามารถที่มีอยู่เพื่อต่อยอดอาชีพศิลปินในอนาคต นักร้องรุ่นเก่า ก็ยิ่งต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองให้อยู่ในมาตฐานที่เคยเป็น ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่

2. มุมของความใฝ่ฝัน ความต้องการเป็นแต่ไม่มีโอกาสได้เป็น เปลี่ยนจากสิ่งที่เคยทำมาเป็นอีกสิ่งที่สามารถทำได้แต่คนไม่เคยเห็น เช่น ความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้อง แต่เข้ามามีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ได้รับบทบาทเป็นนักแสดงได้ดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าการร้องเพลงก็เป็นอีกหนึ่งศักยภาพที่สามารถทำได้

3. มุมการลบอคติ และสิ่งที่ถูกตีตรา เป็นการแสดงศักยภาพโดยอาศัยหน้ากากเป็นตัวช่วย แต่เมื่อถอดหน้ากากออกมาจะมีผลอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเปิดใจของคนดู อย่างที่เห็นเป็นกระแสอยู่ในรายการ การเหยียดเพศ สำเนียงการพูดและการศัลยกรรม เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถทั้งสิ้น แต่การแสดงศักยภาพที่แท้จริงนั้นอาจทำให้อคติลดลง และมองเห็นความสามารถมากขึ้น ซึ่งมุมมองทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกันคือ การร้องเพลง

The Mask Singer รายการสะท้อนสังคมไทย

ดร.จิตรา กล่าวต่อว่า อคติ คือ ความรัก โลภ โกธร หลง เป็นการตัดสินคนจากความคิด มองข้ามความสามารถที่แท้จริงเพียงเพราะคำว่า ไม่ชอบ คนจะไม่มีอคติภายใต้หน้ากาก แต่เมื่อเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ถ้าเป็นบุคคลที่ชอบจะเกิดการสนับสนุน และถ้าไม่ชอบ จะมองข้ามข้อดีทั้งหมด จนนำไปสู่การเหยียด และเกลียดชัง ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง การดู The Mask Singer ถือเป็นการสะท้อนปัญหาชีวิตสังคมปัจจุบันที่ชัดเจน หน้ากากในชีวิตจริงก็คือ บทบาทและหน้าที่ของบุคคลที่สามารถเปลี่ยนตามสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยคนเรามีบทบาทและหน้าที่หลากหลายในคนๆ เดียว เช่น บทบาทครอบครัว บทบาทการทำงาน บทบาทเพื่อน เป็นต้น

เพราะเมื่อไหร่ที่เราถอดหน้ากาก มันก็มักจะมี หน้ากากอื่น มาสวมต่ออยู่เสมอ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

*ขอบคุณภาพจาก Facebook : The Mask Singer

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรตติ้งครอบงำสื่อ บีบรายการซ้ำซาก แข่งร้องเพลงเกลื่อนจอ

 

พณ.แนะผู้ส่งออกไทย ตรวจสอบคุณสมบัติผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯให้ละเอียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 เม.ย. 2560 21:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908730


พาณิชย์ แนะผู้ส่งออกไทย ตรวจสอบคุณสมบัติผู้นำเข้าสินค้าของตนเองในสหรัฐฯ ให้ละเอียด หลัง  ทรัมป์ ออกคำสั่งพิเศษ เตรียมให้ผู้นำเข้ารายใหม่ และผู้นำเข้าเบี้ยวจ่ายอากรเอดี/ซีวีดี ต้องวางเงินค้ำประกันนำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ  หวั่นโยนให้ผู้ส่งออกมีส่วนร่วมรับผิดชอบ และดันต้นทุนส่งออกพุ่ง

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการประกาศคำสั่งพิเศษ (Executive Order) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด กรณีสั่งการให้ตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศ รวมถึงไทย โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศว่า ภายในเวลา 90 วันหลังการออกคำสั่งดังกล่าว สหรัฐฯ จะกำหนดให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหม่ และไม่มีประวัติการนำเข้ากับศุลกากรสหรัฐฯ, เป็นผู้นำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุดการทุ่มตลาด (เอดี/ซีวีดี) แต่ไม่จ่ายอากรภายในระยะเวลาที่กำหนด และหลีกเลี่ยงการจ่ายอากรนั้น จะต้องถูกทางการสหรัฐฯ กำหนดให้วางเงินประกัน (บอนด์) การนำเข้าสินค้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอากรเอดี/ซีวีดี แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดต่างๆ เช่น เก็บอัตราเท่าใด เก็บอย่างไร คาดว่าจะมีการออกประกาศในรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เบื้องต้น พบว่า สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการเอดี/ซีวีดี กับประเทศต่างๆ ในหลายสินค้า แยกเป็นการใช้มาตรการเอดี 325 กรณี และมาตรการซีวีดี 121 กรณี โดยใช้กับสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์เหล็ก เคมีภัณฑ์ ยานพาหนะและชิ้นส่วน ยางและพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า สิ่งทอ แร่ธาตุ และอาหารที่มีมูลค่าสูง และมีการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวในหลายรายการ ซึ่งหากสหรัฐฯ จะกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องวางบอนด์การนำเข้าสินค้านั้น จะกระทบกับผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทจากไทยอย่างแน่นอน

สำหรับสินค้าของไทยที่จะได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ จะเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ เคยใช้เอดี/ซีวีดีกับไทย เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน, ท่อสแตนเลส, ข้อต่อท่อเหล็ก, ท่อเหล็ก, ลวดแรงดึงสูง, ถุงพลาสติกหิ้ว และกุ้งแช่แข็ง รวมถึงสินค้าที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการเอดี/ซีวีดกับประเทศอื่น เช่น จีน ที่ไทยส่งสินค้าวัตถุดิบ หรือกึ่งวัตถุดิบให้ อย่าง ยางรถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ เหล็ก และผลิตภัณฑ์กุ้งแช่แข็ง เป็นต้น

“เพื่อไม่ให้การส่งออกสินค้าไทยดังกล่าว ต้องได้รับผลกระทบโดยไม่จำเป็น กระทรวงพาณิชย์จึงขอให้ผู้ส่งออกไทย ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าของตนว่า ไม่เคยเป็นผู้ที่ไม่จ่ายเงินค่าอากรเอดี/ซีวีดีให้สหรัฐฯ หรือเป็นผู้นำเข้ารายใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้นำเข้าสินค้าของตนถูกเรียกวางเงินประกันเพิ่ม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะมาเรียกร้องให้ผู้ส่งออกไทยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นด้วย นอกจากนี้ การวางเงินประกันอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนการส่งออกของไทย หรือการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะหากการคืนเงินใช้เวลานาน หรือเกิดกรณีพิพาทกัน”

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า คำสั่งฉบับนี้จะใช้กับสินค้าจากทุกประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอากรเอดี/ซีวีดี เมื่อสหรัฐฯ ได้จัดทำรายละเอียดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมาใน 90 วัน สำหรับมาตรการเอดีนั้น เป็นการเก็บอากรเพื่อชดเชยการทุ่มตลาด หลังจากสหรัฐฯ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า สินค้านำเข้าจากต่างประเทศเพื่อขายในสหรัฐฯ มีการขายในราคาต่ำกว่าทุน จนทำให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย เช่น ยอดขายและกำไรลดลง ปริมาณการขายลดลง เป็นต้น ส่วนมาตรการซีวีดี เป็นอากรที่เก็บจากการที่ประเทศคู่ค้ามีการอุดหนุนในสินค้านั้นๆ โดยเป็นการอุดหนุนที่ไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ)

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามประเมินสถานการณ์กรณีคำสั่งพิเศษของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และได้หารือกับทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมวางแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทย หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ กับไทย

 

บิ๊กซี ผนึกกำลัง ชับบ์สามัคคีประกันภัย ออกแคมเปญ “สงกรานต์เดินทางอุ่นใจ บิ๊กซีจัดให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 เม.ย. 2560 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908512


บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผนึกกำลัง ชับบ์สามัคคีประกันภัย ออกแคมเปญ “สงกรานต์เดินทางอุ่นใจ บิ๊กซีจัดให้” เมื่อซื้อสินค้าทุกแผนกที่บิ๊กซีครบ 999 บาทขึ้นไป ฟรี! ประกันอุบัติเหตุ 30 วัน รับประกันภัยโดย ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอบคุณลูกค้าที่รักของบิ๊กซี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เริ่มแล้ววันนี้ – 12 เมษายน 60 ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า บิ๊กซี จัมโบ้ และบิ๊กซี มาร์เก็ต ทั่วประเทศ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.BigC.co.th หรือโทร.1756

 

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา โชว์ยอดขายทะลุเป้ามากกว่า 15,000 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 เม.ย. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908505


บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จด้านผู้นำเทคโนโลยีความเย็น “The Cooling Master” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถปิดเป้าการขายเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค ประจำปีงบประมาณ 2559 (เม.ย. 2559 – มี.ค. 2560) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้มากกว่า 15,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 3% หรือโตเท่า GDP ของประเทศ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นายอนันต์ บรรเจิดธรรม กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการบริหารงาน และการทำงานอย่างเต็มศักยภาพของพนักงานทุกฝ่าย ตลอดจนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีให้กับสินค้าและบริการของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มาตลอด 45 ปี

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดคาราวานโรดโชว์ลงพื้นที่ทั่วประเทศ และการออกโปรโมชั่นแคมเปญฉลองครบรอบ 45 ปี “Happy Twogether” มอบความสุขแบบเป็นคู่ เพียงซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค แล้วส่งบัตรรับประกันสินค้ามาร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เที่ยวญี่ปุ่นสัมผัสความเย็นกับ พรีเซนเตอร์ โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และลุ้นรางวัลใหญ่ รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLA 200 Urban จำนวน 1 รางวัล คู่บัตรเติมน้ำมัน และรถยนต์ Honda City รุ่น S A/T จำนวน 3 รางวัล คู่บัตรเติมน้ำมัน และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายรวม 450 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้–31 ตุลาคมนี้

 

ราคาทองไทยเสาร์ 8 เม.ย. ลดลงบาทละ 100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 เม.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908230


สมาคมค้าทองคำแจ้งปรับราคาทองคำประจำวันลดลงบาทละ 100 ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณราคารับซื้ออยู่ที่…

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาทองประจำวัน โดยลดลงบาทละ 100 บาท ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 บาท ขายออกบาทละ 20,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 บาท ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

ได้ฤกษ์เคาะทีโออาร์ทางคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908090


นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ กรรมการและรักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด รฟท. มีมติเห็นชอบร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR) งานโยธาและระบบราง รถไฟทางคู่ เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร วงเงิน 8,500 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนให้เข้าร่วมการประมูลปลายเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะรู้ผลผู้ชนะการประมูลสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะลงนามในสัญญาก่อสร้าง ก.ค.และเริ่มก่อสร้างช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตามในขั้นตอนจากนี้ รฟท.เสนอร่าง TOR ให้คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) พิจารณาก่อนนำขึ้นเปิดรับฟังความเห็นบนเว็บไซต์ รฟท. ในวันที่ 10 เม.ย.นี้ จากนั้นจะนำความเห็นมาประมวลเพื่อปรับปรุงร่าง TOR และเปิดรับฟังความเห็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาอีก 4 วันทำการ

ทั้งนี้การรับฟังความเห็นร่าง TOR เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ หากไม่มีการแปลงในสาระสำคัญ บอร์ด รฟท.จะนำร่าง TOR สัญญาโยธาและระบบรางของรถไฟทางคู่ อีก 4 โครงการรวม 9 สัญญา ขึ้นรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ เพราะ TOR สัญญางานโยธาทุกฉบับใกล้เคียงกัน แต่ รฟท.ต้องเสนอร่าง TOR ทั้งหมดให้บอร์ดเห็นชอบก่อนนำไปประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมประมูล หากเป็นไปตามขั้นตอนปกติ บอร์ด รฟท.ต้องเห็นชอบร่าง TOR ฉบับละ 3 ครั้งถึงเปิดประมูลได้ “ตั้งเป้าว่าจะจัดทำร่าง TOR งานโยธาเสร็จสัปดาห์ละ 1 โครงการ หรือแล้วเสร็จทั้งหมด 10 สัญญา 5 โครงการภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ ส่วน TOR ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณอีก 3 สัญญาจะพิจารณาอีก 1-2 เดือนหลังจากนั้นต้องรอให้งานโยธาคืบหน้าไปแล้ว 6 เดือน จึงเข้าพื้นที่ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ”

สำหรับรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง ระยะทาง 2,217 กิโลเมตร วงเงิน 390,000 ล้านบาท ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action Plan) ปี 2560 ที่ต้องเสนอให้บอร์ด รฟท.ทบทวนด้วยนั้น จะยังไม่สามารถเสนอให้ทบทวนรถไฟทางคู่ทั้ง 9 เส้นทางในครั้งนี้อาจจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดครั้งต่อไป.

 

ต่างชาติหอมกรุ่นกลิ่นอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908086


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังจากนายเจฟฟรี่ย์ ดี.ไนการ์ด ประธานหอการค้าสหรัฐฯ นำคณะนักลงทุนสหรัฐฯเข้าหารือ ว่า ประธานหอการค้าสหรัฐฯระบุว่า นักลงทุนสหรัฐฯที่อยู่ในไทย 700 บริษัท มูลค่าลงทุนขณะนี้รวม 40,000 ล้านบาท สนใจลงทุนในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการบิน และคอมพิวเตอร์ เช่น บริษัท ซีเกทเทคโนโลยี จำกัด บริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด และได้สอบถามรายละเอียดสิทธิประโยชน์ต่างๆของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน “นักลงทุนสหรัฐฯในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น ค่ายฟอร์ด ก็ไม่ได้ถามเรื่องกฎหมายควบคุมการโดยสารรถกระบะ โดยเฉพาะการนั่งโดยสารในบริเวณแค็บ ซึ่งผมเชื่อว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าใจในเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยของประชาชน และเชื่อมั่นการผลิตรถกระบะต่อไป จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์มาหารือทำความเข้าใจแต่อย่างใด”

นอกจากนี้ หอการค้าสหรัฐฯยังสนใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานประชารัฐของรัฐบาลซึ่งตนได้แจ้งไปว่า จะให้มาเข้าร่วมในชุดที่ตนร่วมทำงานอยู่ เช่น คณะทำงานด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ, คณะทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (เอสเอ็มอี และสตาร์ต อัพ) จากก่อนหน้านี้มีคณะทำงานของหอการค้าญี่ปุ่นแล้ว.

 

พาณิชย์พาผู้ส่งออกบุกตลาดข้าวฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908082


นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้กรมได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เพื่อหารือกับองค์การอาหารแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (เอ็นเอฟเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่นำเข้าข้าวและผู้นำเข้าข้าวภาคเอกชน ซึ่งผลจากการหารือกับประธานเอ็นเอฟเอพบว่า ในปีนี้เอ็นเอฟเอมีแผนจะนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม 450,000 ตัน ในปี 59 เพิ่มเป็น 1-1.3 ล้านตัน ในปี 60 เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเอ็นเอฟเอ เปิดประมูลนำเข้าข้าวเป็นชนิดข้าวขาว 25% แต่ในปีนี้ จะพิจารณาเปิดประมูลเพื่อนำเข้าข้าวคุณภาพดีขึ้น เช่น ข้าวขาว 5% 10% และ 15% ในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งการที่เอ็นเอฟเอนำเข้าข้าวคุณภาพดีเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวของไทยทั้งในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) หรือเอกชนต่อเอกชน เพราะจะทำให้มีตลาดขนาดใหญ่มารองรับผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ และเป็นสัญญาณเชิงบวกกระตุ้นราคาข้าวไทยทั้งระบบและส่งผลถึงราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรจะได้รับด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางมาเยือนฟิลิปปินส์ครั้งนี้ นอกจากกรมได้นำผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยหารือกับผู้นำเข้าข้าวภาคเอกชนของฟิลิปปินส์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเจรจาธุรกิจการค้าแล้ว ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์แจ้งว่าข้าวไทยยังได้รับการยอมรับในตลาดฟิลิปปินส์และต้องการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

 

“สมคิด”เมิน“ทรัมป์”เกมล่าแกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908076


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศนั้น ได้ประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแล้ว เพื่อประเมินและเตรียมการซึ่งเห็นตรงกันว่า ยังไม่ควรตกอกตกใจเกินเหตุ เพราะยังไม่มีการระบุชื่อประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าด้วย อีกทั้งทางสหรัฐฯจะใช้เวลา 90 วัน ในการหาข้อมูล ประเทศไทยเองก็ยินดีให้ข้อมูล และอยากเชิญสหรัฐฯมารับข้อมูลด้วย

“หากยังจะมาเล่นเกมหมาป่าลูกแกะ หาเรื่องพาล เราเข้มแข็งพอและไม่มีอะไรต้องกลัว เราไม่ได้ทำผิดอะไร โครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะส่งออก กระจายตัวมาก โดยส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 10% ที่สำคัญบริษัทอเมริกันเองด้านอิเล็กทรอนิกส์ ก็ผลิตในไทยส่งออกไปสหรัฐฯเพื่อผลิตต่อ ซึ่งช่วยการจ้างงานคนอเมริกัน อุตสาหกรรมอื่นๆหากแกล้งเราทั้งที่เราไม่ผิด เชื่อว่าเอกชนไทยหาตลาดอื่นได้ ด้านลงทุนและท่องเที่ยวก็ไม่มีปัญหา แต่ทั้งหมดนี้เราบริสุทธิ์ใจและพร้อมให้ข้อมูล
ไม่ใช่เรื่องต้องตื่นตระหนก และรัฐบาลไม่ประมาท”

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.2560 อยู่ที่ 76.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดรอบ 24 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 54.5 เพิ่มขึ้นจาก 53.8 ในเดือน ก.พ.2560 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 85.9 เพิ่มขึ้นจาก 84.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 มาอยู่ที่ 65.1 สูงสุดในรอบ 15 เดือน เพิ่มขึ้นจาก 64.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 71.4 จาก 70.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 93.8 เพิ่มจาก 92.8

“จากค่าดัชนีที่ออกมาทำให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบอ่อนๆ เพราะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น สินค้าเกษตรบางรายการที่ราคายังทรงตัวในระดับต่ำ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน จากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลกระทบจาก Brexit ที่ยังไม่ชัดเจน เป็นตัวกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค”.

 

สงกรานต์นี้คนไทยจ่ายลืมจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908072


เงินสะพัด 1.27 แสนล้านบาทสูงสุดรอบ 12 ปี

ม.หอการค้าไทย คาดสงกรานต์ปีนี้เงินสะพัด 1.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.53% ชี้คนนำเงินเดือนมาใช้จ่ายมากขึ้น จากที่ผ่านมาใช้เงินออม สะท้อนผู้บริโภคเริ่มรับรู้การมีเงินในกระเป๋าเพิ่ม ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว ด้านกรมการท่องเที่ยวชวนเที่ยวประเพณีเทศกาลสงกรานต์เชิงวัฒนธรรมใน 15 จังหวัด หวังช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คาดว่าจะมีการใช้จ่ายเงิน อยู่ที่ 127,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.53% สูงสุดในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ทำการสำรวจมา แต่อัตราการขยายตัวไม่สูงมากนัก เพราะประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ จึงทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่บ้าง

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนนั้น ผู้ตอบส่วนใหญ่ 65.2% ตอบว่า มีการใช้เงินเพิ่มขึ้น จากปีก่อนที่มีคนตอบใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 40.1% โดยให้เหตุผลของการใช้เงินเพิ่มขึ้นว่าเป็นช่วงวันหยุดยาว รายได้เพิ่มขึ้น สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นจึงต้องใช้เงินมากขึ้น, ส่วนอีก 22.1% ตอบว่า ใช้จ่ายลดลง เพราะต้องการประหยัด สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นจึงเข้มงวดเรื่องการใช้จ่าย และมีรายได้ลดลง โดยบรรยากาศภาพรวมเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ส่วนใหญ่ 53.1% ยังบอกว่า สนุกสนานเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ผู้ตอบ 71.6% ระบุว่า มีแผนการใช้จ่ายในเรื่องการท่องเที่ยวอยู่ ซึ่งผู้ตอบ 90.1% มีแผนจะท่องเที่ยวในประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,951.76 บาท/คน ส่วนอีก 9.9% มีแผนเที่ยวต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และยุโรป โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 75,300 บาท/คน ขณะที่ที่มาของเงินที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ส่วนใหญ่ 67.4% ตอบว่า มาจากเงินเดือน, 14.3% มาจากเงินออม, 10.8% มาจากโบนัส และ 3% มาจากเงินกู้ ซึ่งโครงสร้างของที่มาของเงินที่ใช้จ่ายในปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยพบว่ามีการใช้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนที่มีผู้ตอบว่าใช้เงินเดือนอยู่ที่ 34% ขณะที่ผู้ตอบว่าใช้เงินออมในปีนี้ลดลงจากปีก่อนที่มีผู้ตอบ 34.4%

“ปีนี้ที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไป โดยประชาชนที่ตอบว่านำเงินเดือนมาใช้มากขึ้น จนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2550 ที่เศรษฐกิจไทยโต 5% สะท้อนว่า คนเริ่มมีรายได้ มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น พอที่จะใช้เป็นฐานการใช้จ่ายได้ จึงพอตีความได้ว่า เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว

ส่วนกรณีการเข้มงวดความปลอดภัยในการเดินทางด้วยการให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัย หรือห้ามบรรทุกผู้โดยสารหลังรถกระบะนั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มากนักเพราะรัฐผ่อนคลายกฎระเบียบให้แล้ว ต้องรอดูว่าปีหน้าจะดำเนินการอย่างไร ขณะนี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน

ขณะที่นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ใน 15 จังหวัด โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ให้สนุก ปลอดภัย และได้สืบสานประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น และเป็นการท่องเที่ยววิถีไทย ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุนใน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน มหาสารคาม นครราชสีมา มุกดาหาร สกลนคร ระยอง และยะลา แต่ละโครงการใน 15 จังหวัด ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุน ล้วนแล้วแต่ยังยึดถือประเพณีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม จึงขอเชิญชวนคนไทยเที่ยวงานเทศกาลสงกรานต์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในรูปแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนด้วย

สำหรับการจัดงานที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง เช่น งานประเพณีสงกรานต์ของเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 11-13 เม.ย. 2560 มีการแสดงนาฏศิลป์ รำวงย้อนยุค ดนตรีไทย และวงดนตรีลูกทุ่ง, ประเพณีสงกรานต์นุ่งผ้าเมือง ปลอดเหล้าเบียร์ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 12-16 เม.ย.2560 ภายในงานมีขบวนแห่นางสงกรานต์ของชุมชน มีการแข่งขันบั้งไฟ การเล่นน้ำตามวัฒนธรรม รวมทั้งพิธีบวงสรวงเสาหลักเมืองน่าน และโครงการประเพณีสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมืองลำปาง) วันที่ 9-13 เม.ย.2560 ภายในงานมีจัดขบวนแห่สลุงหลวง การอัญเชิญองค์พระคู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น.