10 เมษายน วันสุดท้าย! ยื่นภาษี ปี 59 ผ่านเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 10:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909815


เตือนผู้มีรายได้ ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ผ่านอินเทอร์เน็ต วันนี้ (10 เม.ย.) วันสุดท้าย…

วันที่ 10 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันสุดท้าย ที่กรมสรรพากรเปิดให้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ผ่านอินเทอร์เน็ต ปีภาษี 2559 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 10 เมษายน 2560

สำหรับโครงสร้างภาษีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีรายได้ไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี, รายได้ 150,001-300,000 บาทต่อปี เสียภาษี 5%, รายได้ 300,001-500,000 บาทต่อปี เสียภาษี 10%, รายได้ 500,001-750,000 บาทต่อปี เสียภาษี 15%, รายได้ 750,001-1 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 20%, รายได้ 1-2 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 25%, รายได้ 2-4 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 30% และตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% แต่กฎหมายใหม่ ผู้มีรายได้ 2-5 ล้านบาท เสียภาษี 30% และตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.60 เป็นต้นไป.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 10:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909781


ราคาทองไทยเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายบาทละ 20,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายบาทละ 21,100…

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100

 

ระวังลูกหลงโดนจีนทุ่มตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909576


ม.หอการค้าไทยเตือนรัฐรับมือผลข้างเคียง

สินค้าไทย 5 แสนล้านจ่อโดนลูกหลงมะกัน ด้านอธิการบดี ม.หอการค้าไทยชี้ “ทรัมป์” อย่ามองแต่ขาดดุลการค้า 16 ประเทศอย่างเดียว ต้องมองถึงผลประโยชน์ของมะกันที่ลงทุนทั่วโลก ชี้แม้มะกันขาดดุลการค้าแต่รายได้จากการส่งออกเข้ากระเป๋าทุน

มะกันหมดเชื่อไทยคงไม่โดนยาแรง เหตุไทยส่งออกสินค้าจำเป็นแนะรัฐบาลไทยตั้งรับสินค้าจีนทุ่มตลาดด้วย
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งพิเศษให้ตรวจสอบสาเหตุการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศรวมถึงไทยว่า ในความเป็นจริงสหรัฐฯขาดดุลการค้ามานานเกินกว่า 30 ปีแล้ว เพราะสหรัฐฯไม่ได้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค จึงต้องนำเข้าจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการขาดดุลการค้าจะบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะยุคนี้การจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการค้า ไม่ใช่ดูที่ดุลการค้าอย่างเดียว ต้องดูที่การลงทุนด้วย ซึ่งทุนสหรัฐฯได้เข้ามาลงทุนในไทยมหาศาล

“มองว่า กรณีนี้เป็นเรื่องของการหาเสียงที่นายทรัมป์จะเน้นผลประโยชน์ของอเมริกา (America First) มาตั้งแต่แรกเป็นการแก้ปัญหาของประเทศแบบนักธุรกิจเอาแค่ตัวเองรอด ประเทศรอด ไม่มองถึงภาพรวมที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯออกไปหาประโยชน์ในโลกนี้เท่าไรแล้ว เขาคิดว่าขาดดุลประเทศอื่นๆ แต่รายได้จากการส่งออกกลับเข้าบริษัทข้ามชาติสหรัฐฯที่ลงทุนประเทศอื่น แม้แต่ทรัมป์เองก็ไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้าทรัมป์ใช้นโยบายกีดกัน ประเทศนี้จะต้องถูกบิดเบือนไม่มีการค้าเสรีอีกต่อไป”

อย่างไรก็ตามมองว่าที่ไทยติดร่างแห แต่ไม่ได้เป็นประเทศเป้าหมายที่สหรัฐฯต้องการจัดการ แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ไทยจะต้องเร่งรีบแก้จุดอ่อนที่เป็นประเด็นปัญหากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาแรงงาน แต่สิ่งที่ไทยไม่ได้ทำคือการใช้นโยบายค่าเงินอ่อน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้ากับสหรัฐฯ

สำหรับสินค้าไทยที่อาจได้รับผลกระทบครั้งนี้ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน, ยานยนต์และส่วนประกอบ, ยางพาราและผลิตภัณฑ์, อัญมณีและเครื่องประดับ, อาหารทะเล ซึ่งจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงจากการส่งออกไปสหรัฐฯโดยตรง และผลกระทบทางอ้อมเพราะไทยส่งออกสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จไปจีน หากสหรัฐฯใช้มาตรการกีดกันการนำเข้ากับจีน ขณะเดียวกัน ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดสินค้าของจีนด้วย

“ถ้าสหรัฐฯกีดกันการนำเข้าจากจีน จะทำให้จีนต้องหาตลาดส่งออกอื่นทดแทนสหรัฐฯ และอาจนำสินค้าเหล่านั้นมาขายแบบทุ่มตลาด (ขายต่ำกว่าทุน) ในประเทศอื่นรวมถึงไทย ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตสินค้าไทยได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องเตรียมแผนรับมือให้ดี นอกจากนี้ เป้าหมายอันดับรองๆลงไปคือญี่ปุ่น เยอรมนี เม็กซิโก เวียดนาม ซึ่งไทยต้องดูว่าสินค้าของประเทศเหล่านี้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของไทยอย่างไร ถ้าโดนเล่นงานก็เหมือนไทยโดนด้วย”
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ได้มีการจับตาสินค้าส่งออกของไทย

8 กลุ่ม ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ได้แก่ สินค้าประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สัตว์น้ำ ยาง และล้อรถยนต์ เครื่องประดับและอัญมณี ผลไม้กระป๋อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วน และยางธรรมชาติ โดยคิดเป็นมูลค่าส่งออก 14,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 5.1 แสนล้านบาท หรือ 6.8% ของการส่งออกไทยทั้งหมด

“ทั้ง 8 กลุ่มเป็นสินค้าที่สหรัฐฯขาดดุลกับไทยมากและมีการนำเข้าจากไทยเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าชนิดนั้นทั้งหมด โดยรูปแบบการใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทย อาจมาในรูปแบบต่างๆ อาทิ การขึ้นภาษีนำเข้า การกำหนดโควตานำเข้า”.

 

ยกเครื่องกฎหมายศุลกากรใหม่ฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909572


นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานร่วมคณะกรรมการประชารัฐด้านกฎหมายและคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนต่างพอใจกับการที่รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายกรมศุลกากรจนทำให้การทำธุรกิจมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจได้ดี ได้คล่องตัวขึ้น ทำให้เอกชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วย เชื่อว่าจะมีผลต่อการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ในเดือน พ.ค.นี้ด้วย

ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายอีอีซียิ่งทำให้ภาคเอกชนมั่นใจมากขึ้นว่ารัฐบาลจะผลักดันเรื่องนี้ให้เดินหน้าแน่นอนที่สำคัญอีอีซีถือเป็นการลงทุนในอนาคตของไทยอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยมีความชัดเจนทั้งในเรื่องของพื้นที่ ขอบเขต และปริมาณการลงทุน ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลทั้งไทยและภูมิภาค
นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในเร็วๆนี้จะชี้แจงรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากรฉบับใหม่ซึ่งได้นำกฎหมายศุลกากรต่างๆ รวม 24 ฉบับ มารวมเป็นฉบับเดียว หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา คาดว่ากฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2560 ซึ่งจะทำให้กฎหมายศุลกากรมีความทันสมัย คล่องตัว สะดวกกับการใช้งาน เหมาะสมกับการค้าระหว่างประเทศ และปรับปรุงให้มีมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายศุลกากรจะไม่กระทบรายได้ในการจัดเก็บรายได้ภาษีศุลกากร แต่เน้นเพิ่มความโปร่งใสของอำนาจเจ้าพนักงาน ซึ่งได้ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนรางวัลใหม่ โดยลดเพดานสินบนเหลือ 20% ของมูลค่าอากร และกำหนดไม่เกิน 5 ล้านบาท.

 

ตู้ออนไลน์ “บุญเติม” ติดลมบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909570


นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) “FSMART” ผู้นำช่องทางการชำระเงินผ่าน “ตู้เติมเงินออนไลน์บุญเติม” ที่มีเครือข่ายมากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการทบทวนปรับเป้าหมายจำนวนตู้เติมเงิน

บุญเติมเพิ่มขึ้นเป็น 122,000 ตู้ จากเดิม 120,000 ตู้ เช่นเดียวกับยอดเติมเงินที่บริษัทปรับขึ้นเป็น 32,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มจากปีก่อน 32.5% และ 36.9% ตาม
ลำดับ โดยการทบทวนเป้าหมายใหม่ดังกล่าว เนื่องจากบริษัทสามารถติดตั้งตู้เติมเงินได้ครบ 100,000 ตู้ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ แต่เป็นไปตามแผนขยายจำนวนตู้ให้ครอบคลุมมากที่สุด

ทั้งนี้ จำนวนตู้ที่เพิ่มขึ้นส่วนมากยังคงมาจากตัวแทนบริการในแต่ละจังหวัดที่มีศักยภาพในการขยายการติดตั้ง นอกจากนี้ บริษัทยังขยายตู้เติมเงินบุญเติมไปตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ อาทิ เซเว่น-อีเลฟเว่น, แฟมิลี่มาร์ท, ลอว์สัน, เทสโก้ โลตัส, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, บิ๊กซี, ท็อปส์, โฮมโปร, ซุปเปอร์เซฟ เป็นต้น รวมไปถึงการเจรจาเพื่อติดตั้งตู้ในอาคารและโครงการต่างๆที่สนใจในการช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย.

 

อุทธรณ์ศาลปกครองฯ ขสมก.ดิ้นไม่เอารถ NGV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909060


มึนๆ…มึนตึ้บ เป็นใครใครก็มึนจะไม่ให้มึนได้งั้ย? ขนาด “ศาลปกครองกลาง” ท่านห่วงใยประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ มีคำสั่งให้ “องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)” ตรวจรับรถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ที่ได้วางเงินประกันสูงสุดจำนวน 390 คันออกมา…

…ให้ “บริการสาธารณะ” และ เพื่อ “ประโยชน์” ของ ขสมก.

แต่กระแสข่าวที่แพร่สะพัดออกมาให้คนในแวดวงได้รู้กันในวงกว้างไม่ค่อยสู้ดีกับความรู้สึกเท่าใดนัก เมื่อ นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.กลับแสดงท่าทีตรงข้ามกับคำสั่งศาล

เหมือนไม่รู้ว่าประชาชนคนกรุงเทพฯ กว่า 1,500,000 คนที่ต้องใช้รถเมล์ทุกเช้าค่ำ ต้องอดทนรอคอยรถเมล์ใหม่มากว่า 14 ปีแล้ว

ต่างมีคำถามเดียวกัน…ผ่านมาถึงวันนี้ ยังจะให้ชาวบ้านรอไปถึงไหน?

ด้วยท่าทีที่น่าฉงน…เพราะทันทีที่ได้รับคำสั่งศาลฯ ท่านก็ได้ ระดมสรรพกำลังกรรมการด้านกฎหมายของ ขสมก.พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักอัยการสูงสุด เพื่อหารือแนวทางยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

“หากศาลยืนตามการพิจารณาของศาลชั้นต้น คือให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวี ขสมก.ก็จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ถึงแม้ว่า ขสมก.จะบอกเลิกสัญญาไปแล้วก็ตาม” …สุ้มเสียงที่กล่าวด้วยความงุนงง

ก็จะไม่ให้…งงงวย…ยกกำลังสองกันได้ยังไง…ถ้าไปพลิกดูในคำสั่งศาล ระบุชัดๆว่า “เมื่อตรวจรับมอบรถแล้วให้ ขสมก.ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไป” แต่ดูเหมือนใครบางคนยังเวียนว่ายอยู่ในอ่าง ออกอาการเพ้อจะยกเลิกสัญญาให้ได้

ดูๆไปอดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านปักธงที่จะยกเลิกสัญญา…เพื่อปูพรมเปิดทางให้มีการเปิดประมูลใหม่อีกรอบหรืออย่างไรกัน?

ซ้ำร้าย…ว่ากันว่ายังมีการอ้างถึงสาเหตุที่คำสั่งออกมาเช่นนี้ เป็นเพราะ “ผู้บริหาร ขสมก. ซึ่งรวมถึงอดีตผู้อำนวยการ ขสมก. ที่ได้เข้าชี้แจงต่อศาลก่อนหน้านี้นั้น ระบุไว้ 2 ประเด็น คือ

หนึ่ง…ไม่ได้ชี้ชัดว่าแหล่งกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีที่ถือเป็นสาระสำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญาเบสท์ริน

และสอง…ไม่ได้ชี้ชัดว่าคุณสมบัติของตัวรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญา ดังนั้น ตนจะเร่งหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้ต่อไป”

ตายๆๆๆๆๆๆ…ตายสถานเดียว อนาคต ขสมก.ดับมืดดำบอดแล้ววันนี้…ประชาชนต้องห้อยโหนโจนทะยานอยู่บนซากรถเมล์เน่าๆต่อไปอีกนานแค่ไหน แล้วอีกกี่ปีกี่ชาติ ขสมก.ถึงจะลืมตาอ้าปากได้ หรือจะต้องขาดทุนดอกเบี้ยบานไม่หุบอีกต่อไปแบบไม่รู้อนาคตเช่นนี้

เมื่อความหวังดีจากศาลฯถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องฟ้องร้องต้องต่อสู้ให้ตายกันไปข้าง จนลืมภาระหน้าที่หลักของ “ขสมก.” คือ “การให้บริการสาธารณชน” ไม่ใช่ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักกฎหมายรับจ๊อบตามสั่ง

ความคิดเช่นนี้…ตรงข้ามกับความต้องการของประชาชน แถมยังทำร้ายความรู้สึกของพนักงาน ขสมก.กว่า 8,000 ชีวิต ที่ต้องทุกข์ทรมานเสี่ยงภัยขับรถเมล์สมัยเจ้าคุณปู่…ตุเรงๆๆไปตายเอาป้ายหน้า

สถานการณ์ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นกรณีรถเมล์เอ็นจีวีลอตใหม่…ใหม่ชนิดแกะกล่องที่ตั้งตารอเป็นของขวัญคนกรุงรับปีใหม่มาตั้งแต่ปลายปี 2559 เป็นเช่นนี้ ทำให้ นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ถึงกับหมดสิ้นความอดทน

เมื่อไม่นานมานี้ สวมอารมณ์แบบกินดีหมี บุกเข้ายื่นหนังสือถึง นายสมศักดิ์ ห่มม่วง และ นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม

พร้อมยืนยันเสียงหนักแน่นด้วยว่า “ไม่เห็นด้วยเลยที่รักษาการ ขสมก.จะอุทธรณ์ ในเมื่อคำสั่งศาลปกครองออกมาก็ชัดเจน พนักงาน ขสมก.กว่าแปดพันกว่าคน ต้องการใช้รถใหม่แทนรถเมล์เก่า ซึ่งใช้มานานแล้ว อายุแต่ละคันไม่ต่ำกว่า 20 ปี ขอให้ผู้บริหารฯห่วงใยชีวิตพวกเราด้วยเถอะครับ”

วีระพงษ์ บอกอีกว่า คำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวีที่วางเงินประกันภาษีแล้วออกจากอารักขากรมศุลฯแล้วนั้นถือว่า ขสมก.ได้ประโยชน์เต็มและยังเป็นประโยชน์กับการให้บริการสาธารณะอีกด้วย แล้วแบบนี้ท่านจะอุทธรณ์ไปทำไม?

ขสมก.เสียหายอะไรบ้าง? พวกเราทุกคนอยากรู้จริงๆ

เมื่อศาลท่านพิจารณามีคำสั่งออกมาแบบนี้ พวกท่านผู้บริหารทั้งหลายตั้งแต่บอร์ดคณะกรรมการตรวจรับ คณะกรรมการร่าง ทีโออาร์ หรือคณะกรรมการร่างสัญญา…พวกท่านต้องกลัวอะไรอีก?

“หรือพวกท่านเชื่อข่าวลือ…กลัวอำนาจที่อยู่เหนือ ขสมก.ที่มีผู้ไม่หวังดีเอามาปล่อยข่าว มันไม่มีจริงหรอก คนปล่อยข่าวนั่นแหละมีเจตนาที่ไม่ดีต่อองค์กรของพวกเรา…ท่านปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลนะครับ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนักการเมือง”

พี่น้อง ขสมก.ผู้ใช้แรงงานทุกคน อยากให้ผู้บริหารทุกท่านทุกคณะเข้าใจว่า พวกท่านคือผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการสรรหาจากรัฐบาล พวกท่านเป็นที่พึ่งของพนักงาน ขสมก.ทุกชีวิต ขอให้พวกท่านใช้ความรู้ความสามารถพัฒนา ขสมก.ให้เจริญก้าวหน้า มุ่งเน้นการให้บริการสาธารณะเป็นหลัก

ขออย่าไปกังวลต่ออำนาจนอกองค์กร ขออย่าไปยึดติดกับตำแหน่งหรือเก้าอี้…ไม่ใช่จะตัดสินใจอะไรที…ต้องเอียงหูฟังผู้มีอำนาจที ขสมก.ควรเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว

“ผมเชื่อว่าเมื่อท่านตัดสินปัญหาด้วยความรู้ความสามารถจริงๆแล้ว องค์กรของเราจะเดินหน้าและได้รับคำชื่นชมจากประชาชน อันเป็นจุดประสงค์หลักของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องเห็นคุณงามความดีของพวกท่านอย่างแน่นอน”

วีระพงษ์ บอกว่า เราได้รถเอ็นจีวี ก็เหมือนเราได้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น การใช้งานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความปลอดภัยทั้งพนักงานและประชาชนก็มั่นใจขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น

“พนักงานทุกคนมีกำลังใจที่จะทุ่มเททำหน้าที่ ขสมก.มีรายได้จากการให้บริการมากขึ้น ได้รับคำชื่นชมจากประชาชนที่มาใช้ ขวัญกำลังใจพนักงานก็มีแน่นอน”

ถึงตรงนี้อยากถามผู้บริหารทุกท่านว่า แบบนี้ไม่ใช่หรือที่พวกเราชาว ขสมก.ทุกคนฝันถึง โปรดอย่าต่อความยาวสาวความยืดอีกต่อไปเลย…เรื่องนี้ควรจบได้แล้ว

วีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ฝากความหวังทิ้งท้ายเพื่อคืนความสุขประชาชน “คนกรุงเทพ” ผู้หาเช้ากินค่ำ ยืนๆ…นั่งๆ…ชีวิตผูกพันอยู่กับ “บริการรถเมล์ ขสมก.”

 

พณ.นัดถกผู้ผลิต-ห้างค้าปลีก เคาะวันจัด ‘รวมใจช่วยไทยลดรับเปิดเทอม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 21:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909492


พณ.นัดผู้ผลิต ห้างค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ถกเคาะวันจัด “รวมใจช่วยไทยลดรับเปิดเทอม” รวม 18 วัน ตั้งแต่ 27 เม.ย.-14 พ.ค.นี้ นำชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนลดราคา 20-80% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ผู้ปกครอง…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2560 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ห้างค้าปลีกค้าส่งและห้างสรรพสินค้า ที่จะร่วมกันจัดทำโครงการ “รวมใจ ช่วยไทย ลดรับเปิดเทอม” ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-14 พ.ค.60 โดยจะนำสินค้าเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนมาลดราคาให้กับผู้ปกครอง ตั้งแต่ 20-80% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองที่จะหาซื้อเครื่องแบบนักเรียนให้กับบุตรหลาน

ทั้งนี้ ทางห้างค้าส่งค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ได้แจ้งว่า จะจัดกิจกรรมและลดราคาพร้อมกันทั้งประเทศ ในสาขาของห้างทุกสาขา แต่บางห้างจะมีกิจกรรมพิเศษในช่วงเดียวกันนี้ด้วย เช่น ซูเปอร์สปอร์ต จัดแคมเปญเอาเป้เก่ามาแลกเป้ใหม่, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต จะเริ่มลดราคาก่อนตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ส่วนห้างโรบินสัน ให้ผู้ปกครองนำชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้าเก่า มาบริจาค เพื่อส่งไปให้เด็กด้อยโอกาสและเด็กต่างจังหวัดต่อไป ซึ่งผู้บริจาคจะได้คูปองราคา 100 บาท เพื่อนำไปซื้อสินค้า

ขณะที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรายใหญ่ เช่น น้อมจิตต์, สมอทอง, สมใจนึก พร้อมที่จะปรับลดราคาให้เป็นพิเศษในช่วงดังกล่าว ส่วนศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ แจ้งว่า จะปรับลดราคาสินค้าทุกรุ่นลง 10% เพราะปกติจำหน่ายในราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไปอยู่แล้ว แต่จะมีสินค้าราคาพิเศษ ซึ่งเป็นสินค้าไม่ครบไซส์ หรือเหลือเศษ เช่น เสื้อ กางเกง โดยจะจำหน่ายเพียงตัวละ 30-60 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงจัดกิจกรรมลดราคาชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน กรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและห้าง ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงเดียวกันนี้ด้วย เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง ซึ่งจะมีทั้งสินค้าในกลุ่มอาหารเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน และสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องเขียน เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เช่น สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย, สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานไทย ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เช่น กลุ่มซีพี, กลุ่มไทยเบฟ, กลุ่มสหพัฒน์ เป็นต้น ผู้ผลิตผู้จำหน่ายชุดนักเรียน เช่น ร้านศึกษาภัณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ, ร้านน้อมจิตต์, สมใจนึก และร้านสมอทอง รวมทั้งร้านจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์ และห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, เดอะมอลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น, แฟมิลิมาร์ท, ลอว์สัน เป็นต้น.

 

‘พาณิชย์’หวั่นผู้ค้าเอาเปรียบ ปชช.ช่วงสงกรานต์ เร่งตรวจแหล่งขายสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 19:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909445


“พาณิชย์” ปูพรมตรวจสถานการณ์ขายสินค้าที่สถานีขนส่ง สนามบิน และแหล่งท่องเที่ยว ป้องกันผู้ค้าฉวยเอาเปรียบประชาชนช่วงสงกรานต์…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.60 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการดูแลราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้า โดยเน้นตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และสนามบิน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้แก่ สถานีขนส่งหมอชิต เอกมัย สายใต้ใหม่ หัวลำโพง สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และสนามบินภูมิภาคต่างๆ รวมถึงสถานีขนส่งย่อย เช่น นครชัยแอร์ สมบัติทัวร์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบการจำหน่ายสินค้า บริการ และการปิดป้ายแสดงราคา ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าจนกระทบต่อประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

“ขอให้เข้มงวดในการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการให้ชัดเจน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริการรับฝากของ ค่ารถเข็น ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมักจะมีปัญหาถูกร้องเรียนโดยตลอดในช่วงที่คนเดินทางช่วงเทศกาล หากพบการกระทำผิด กรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ” นางนันทวัลย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 เม.ย.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ จะตรวจเยี่ยมการจำหน่ายสินค้าธงฟ้าประชาชน ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง และสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต หลังจากที่ผู้ผลิตได้นำสินค้าในโครงการธงฟ้าประชารัฐมาจำหน่ายให้กับประชาชนที่จะเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ในราคาถูก ซึ่งมีกำหนดจำหน่ายรวม 3 วัน ตั้งแต่ 9-11 เม.ย.60 ส่วนโครงการธงฟ้าประชารัฐนั้น ประชาชนเริ่มหาซื้อสินค้าในร้านโชห่วย ที่เข้าร่วมโครงการได้แล้วทั่วประเทศกว่า 5,000 ร้านค้า รวมถึงร้านค้าในความส่งเสริมของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งจะขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพในราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20%.

 

‘พาณิชย์’เตรียมตั้งรับ หลังสินค้าไทยหลายรายการโดนสหรัฐฯสอบขาดดุลการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909450


เปิดโผสินค้าไทยหลายรายการ โดนหางเลข มะกันสอบขาดดุลการค้า ทั้งยางและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ประมง สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าที่ได้รับสิทธิจีเอสพี พาณิชย์ ทยอยถกเอกชนตั้งรับแล้ว…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภายหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) ตรวจสอบการขาดดุลของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย ที่อาจเกิดจากความไม่เป็นธรรมทางการค้านั้น หากรัฐบาลสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า หรือดำเนินการกับทั้ง 16 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าแล้ว กระทรวงคาดว่า สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ที่จะได้รับผลกระทบ คือ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ทั้งนี้เพราะไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปจีนจำนวนมาก ซึ่งจีนจะนำมาผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ โดยจีนเป็นเป้าหมายที่สหรัฐฯ ต้องการจัดการ เพราะได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 1 ถึงกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมอว่า จีนใช้นโยบายแทรกแซงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่า เพื่อหวังผลประโยชน์จากการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงจีนยังทุ่มตลาดสินค้าต่างๆ ในสหรัฐฯ (ขายสินค้าในสหรัฐฯ ราคาต่ำกว่าทุน) จนกระทบต่อภาคการผลิตของสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ กีดกันการนำเข้าสินค้าจีน จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าประมง เช่น กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง สด และแปรรูป เป็นต้น เพราะไทยไม่มีมาตรฐานด้านแรงงานตามที่สหรัฐฯ กำหนด และใช้แรงงานผิดกฎหมาย แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ จนส่งผลให้สหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 2 แบบจับตามอง (Tier 2 Watch List) ตามรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ รวมถึงสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นผลจากการที่ไทยทำการค้าแบบไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ และนำมาซึ่งการถูกสหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษด้านทรัพย์สินทางปัญญา (พีดับบลิวแอล) ต่อเนื่องเกือบ 10 ปี และในปีนี้ สหรัฐฯ จะประกาศการทบทวนสถานะเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งไทยหวังว่าสถานะจะดีขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (ดับบลิวแอล)

ขณะเดียวกัน สินค้าไทยอีกหลายรายการยังอาจถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) เช่น กลุ่มอาหาร และเครื่องเดินทาง ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับพิจารณาต่ออายุได้ทัน ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 61 อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้เร่งหารือกับผู้ประกอบการแล้ว เพื่อเตรียมแผนรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าไทยไม่ใช่เป้าหมายหลักของการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ สำหรับ 16 ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ในปี 59 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี เม็กซิโก ไอร์แลนด์ เวียดนาม อิตาลี เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย แคนาดา และไทย โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ราว 18,900 ล้านเหรียญฯ.

 

กรมการขนส่งทางบก ลั่นสแกนเข้มรถโดยสาร-คนขับ ช่วงเทศกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 เม.ย. 2560 16:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/909321


กรมการขนส่งทางบก แนะประชาชนใช้บริการรถโดยสาร ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดที่ราชการกำหนดเท่านั้น เพื่อร่วมตรวจสอบตามมาตรฐานเช็กลิสต์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล พบสภาพรถ คนขับไม่พร้อม ปรับสูงสุดและสั่งเปลี่ยนทันที…

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2560 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดที่ราชการกำหนดรวม 212 แห่งทั่วประเทศ เพื่อความมั่นใจรถโดยสารทุกคันและพนักงานขับรถทุกคนผ่านการตรวจสอบความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรการ “สแกนรถโดยสาร” จากต้นทาง ซึ่งกรมการขนส่งทางบก ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงาน อาทิ บริษัท ขนส่ง จำกัด ทหาร ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท้องถิ่น และกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเข้มข้น จริงจัง ตามรายการตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบกจัดทำขึ้น (Checklist) เช่น ตรวจสอบการติดตั้งระบบ GPS Tracking ในรถตู้โดยสารและรถโดยสารสาธารณะ การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยต้องมีครบทุกที่นั่งและสามารถใช้งานได้ จำนวนที่นั่งไม่เกินตามที่กำหนด ตำแหน่งการติดตั้งที่นั่งต้องไม่กีดขวางประตูฉุกเฉิน สภาพยางและล้อต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นต้น

ส่วนพนักงานขับรถตรวจใบอนุญาตขับรถ ตรวจความพร้อมของร่างกาย ไร้สารเสพติดและแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ 100% ทั้งนี้ หากพบความบกพร่องที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้โดยสาร จะสั่งพ่นห้ามใช้รถ หรือห้ามปฏิบัติหน้าที่ขับรถทันที หากผู้ประกอบการหรือพนักงานขับรถฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายหรือมีการกระทำผิดซ้ำซาก จะดำเนินมาตรการลงโทษขั้นสูงสุด ถึงขั้นพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถ พักใช้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง โดยดำเนินมาตรการเข้มข้นตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่ 5 – 24 เมษายน 2560 และต่อเนื่องตลอดปี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนตลอดทั้งปี

นายสนิท กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังเตรียมพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 โดยเน้นย้ำให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งจัดบริการและอำนวยความสะดวก และรถจัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงรถเสริมในแต่ละเส้นทางให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชน ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับอย่างเพียงพอ ไม่ล่าช้า และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเด็ดขาด โดยรถเสริมทุกคัน ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขความปลอดภัย และเป็นไปตามเงื่อนไขการให้บริการที่ถูกต้องเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด อาทิ เก็บค่าโดยสารในอัตราที่ทางราชการกำหนด รับ-ส่งผู้โดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร และต้องแสดงหนังสืออนุญาตไว้ที่ด้านหน้ารถเพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวอีกว่า นอกจากมาตรการตรวจความพร้อมของรถและคนก่อนออกเดินทางแล้ว ยังกำหนดมาตรการตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและความพร้อมของพนักงานขับรถ ณ จุดตรวจความพร้อมระหว่างทางบนเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ จำนวน 14 จุด ใน 11 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก ลำปาง นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และระยอง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง หากตรวจสอบพบพนักงานขับรถเสพสารเสพติด ดื่มแอลกอฮอล์ขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทันที และผู้ประกอบการต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย โดยตั้งเป้าลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะให้เป็นศูนย์

นายสนิท กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกตรวจจับความเร็วรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางสายหลักเข้า–ออกกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการติดตามรถโดยสารสาธารณะทุกคันผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกและศูนย์ GPS สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งประชาชนสามารถติดตามได้ผ่าน Application DLT GPS ตลอดช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจความพร้อมของผู้ประกอบการขนส่ง ณ สถานประกอบการทั่วประเทศ โดยตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถโดยสารสาธารณะและอุปกรณ์ส่วนควบ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในการให้บริการ พร้อมประชาสัมพันธ์มาตรการด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายที่กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการอย่างเข้มข้นจริงจัง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระบบรถโดยสารสาธารณะ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวด้วยว่า หากประชาชนหรือผู้โดยสารพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ พบการกระทำความผิด เรียกเก็บค่าโดยสารเกินกำหนด หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โทร. 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ หรือ ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, แอปพลิเคชัน ชื่อว่า “ร้องเรียนรถสาธารณะ”, เฟซบุ๊กเพจ ชื่อ “กตส. กรมการขนส่งทางบก”, LINE ID ในชื่อ “1584dlt” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก.