ฟังให้ชัด! คมนาคม ยันไม่ขึ้นค่าโดยสารรถตู้ หลังปรับเบาะเหลือ 13 ที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 19:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910465


‘พิชิต’ ยืนยัน คมนาคมไม่มีนโยบายขึ้นค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถตู้ที่ถูกปรับเบาะเหลือ 13 ที่นั่ง เผยปัจจุบันค่าโดยสารจะคำนวณมาจากราคาน้ำมัน ไม่ได้คำนวณจากที่นั่ง

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตอนนี้รถตู้โดยสารสาธารณะได้ติดระบบจีพีเอส ครบ 100% เต็มแล้ว ส่วนภาพรวมการติดตั้งระบบจีพีเอสทั้งระบบ ขณะนี้อยู่ที่ 90% เนื่องจากมีรถบางส่วนได้ทำการหยุดวิ่ง จึงไม่ได้ติดตั้งระบบจีพีเอส

ส่วนการปรับเปลี่ยนเบาะที่นั่งรถตู้โดยสารสาธารณะให้เหลือ 13 ที่นั่ง ตามประกาศ การขนส่งทางบก ขณะนี้ถือว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งผู้ประกอบการรถตู้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนข้อห่วงใยของประชาชนที่กังวลว่า เมื่อเบาะที่นั่งรถลดลงแล้ว ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นค่าโดยสารนั้น ขอยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงฯ ไม่มีนโยบายที่จะให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารแต่อย่างใด เนื่องจากค่าโดยสารที่ใช้ในปัจจุบันมาจากการคำนวณต้นทุนในเรื่องของน้ำมัน ไม่ได้คำนวณจากที่นั่ง

“กระทรวงคมนาคม ขอยืนยันว่า ขณะนี้จะไม่มีการอนุญาตให้ปรับขึ้นค่าโดยรถตู้แน่นอน เนื่องจากค่าโดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาจากการคำนวณต้นทุนของน้ำมัน ไม่เกี่ยวกับเบาะที่นั่ง และผมเชื่อว่าในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นเทศกาลสงกรานต์ ผู้ประกอบการ ก็น่าจะได้ประโยชน์และกำไรเพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล”

นายพิชิต กล่าวอีกว่า จากสถิติอุบัติเหตุเทศกาลสงกรานต์เมื่อปี 2559 พบว่ามีคนไทยเสียชีวิต 442 คน อายุเฉลี่ยระหว่าง 25-35 ปี บาดเจ็บ 3,656 คน รวมทั้งปีมีอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีสาเหตุหลัก จากการเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ง่วงแล้วขับ ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ไม่สวมหมวกกันน็อก การฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร กินยา ขอร้องผ่านไปยังประชาชนที่จะเฉลิมฉลองในสงกรานต์นี้ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เมาก็อย่าขับเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง และเพื่อนร่วมทาง หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง บขส. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รวมทั้งผู้ประกอบการรถร่วมบริการ ต้องเข้มงวดและกวดขันกับพนักงานขับรถให้ปลอดจากแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ 0 มิลลิกรัม การขับรถเร็ว การโทรศัพท์ระหว่างขับ หากพบพนักงานขับรถมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน จะมีการลงโทษสถานหนักถึงขั้นไล่ออก ตัดเงินเดือน หรือพักงาน

“ผู้ขับขี่รถสาธารณะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้อื่นเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานในการขับขี่รถที่สูงกว่าผู้ขับขี่ทั่วไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้เพียงเล็กน้อย ถือเป็นเจตนาที่จะละเมิดกฎแห่งความปลอดภัย ถือเป็นความผิดสำเร็จ แล้วดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ ผิดกฎหมายขนส่งโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

คมนาคมเข้ม สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องขนส่ง ดูแลความปลอดภัยช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 19:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910411


คมนาคมเข้ม สั่งทุกหน่วยงานในสังกัดโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเดินทางของประชาชน ดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางไปต่างจังหวัดที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ ​(จตุจักร) หรือ หมอชิตใหม่ ยังคงคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางมารอซื้อตั๋วโดยสาร เพื่อขึ้นรถกลับภูมิลำเนา หรือออกไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. สรุปจำนวนผู้โดยสารเดินทางล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. มีผู้โดยสารใช้บริการสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง คือ หมอชิตใหม่, สายใต้ใหม่ และเอกมัย จำนวน 65,801 คน โดยในวันนี้ (10 เม.ย.60) บขส. ประมาณการจำนวนผู้โดยสารเดินทางไว้ที่ 157,000 คน เที่ยวรถวิ่งเสริมประมาณ 1,200 เที่ยว และรถเที่ยววิ่งปกติประมาณ 6,000 เที่ยว รวมเที่ยววิ่งในวันนี้ประมาณ 7,200 เที่ยว

กรมท่าอากาศยานพร้อมรองรับเดินทางของประชาชน

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ท่าอากาศยานในสังกัด ทั้ง 28 แห่ง เตรียมพร้อมให้บริการ รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลการเดินทางของประชาชนในระหว่างวันที่ 5-18 เมษายน 60 โดยเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร เช่น เก้าอี้พักรับรอง ต้องเพียงพอกับปริมาณของผู้โดยสาร และเน้นย้ำให้ทุกท่าอากาศยานทำความสะอาดในทุกพื้นที่ของท่าอากาศยาน

นอกจากนั้นยังได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ให้บริการรถสาธารณะ รถรับ – ส่งผู้โดยสาร ที่ท่าอากาศยาน ให้บริการผู้โดยสารอย่างเพียงพอทุกเที่ยวบิน รวมทั้งกำชับเรื่องอัตราค่าบริการให้เป็นไปตามมาตรฐาน และปฏิบัติตามนโยบายกระทรวงคมนาคม

กรมเจ้าท่า เข้มงวดเดินทางทางน้ำช่วงสงกรานต์

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางน้ำ 7 ศูนย์ พร้อมด้วยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางน้ำสาขา 42 ศูนย์ เรือตรวจการณ์พร้อมเจ้าหน้าที่ออกตรวจตามจุดสำคัญทั่วประเทศ รวมกำลังพล 560 คน เรือรักษาการณ์จำนวน 7 ลำ

นอกจากนี้ ได้ตั้งจุดประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่ประจำท่าเทียบเรือที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น หากพบกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือและสอบถามข้อมูล สามารถแจ้งเหตุหรือติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางน้ำ กรมเจ้าท่า สายด่วน 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อเร่งประสานงานให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที.

 

แมกโนเลีย ควอลิตี้ จัดงานเปิดตัว Whizdom 101 Innovative Lifestyle Complex

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 เม.ย. 2560 18:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910377


เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) จัดงานเปิดตัว Whizdom 101 Innovative Lifestyle Complex ณ โครงการ Whizdom 101 โดยมีคุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ CEO MQDC และคุณสุทธา เรืองชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการบริหาร MQDC พร้อมด้วยผู้บริหาร MQDC ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนที่มาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งงานนี้ยังได้ Whizdom Brand Ambassadors สุดฮอตทั้ง 2 คนอย่างคุณหมาก ปริญ สุภารัตน์ และคุณญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาร่วมแสดงในไฮไลต์โชว์เปิดตัวอีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการ Whizdom 101 พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการประมาณกลางปี 2561

การบินไทย จับมือ บางกอกแอร์เวย์ส เปิดเที่ยวบินร่วม 15 เส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910126


การบินไทย ลงนาม บางกอกแอร์เวย์ส เปิดเที่ยวบินร่วม หรือ Codeshare 15 เส้นทาง มั่นใจผู้เดินทางสะดวก สร้างความเข้มแข็งธุรกิจสายการบินของคนไทย

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 60 นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทย และ บางกอกแอร์เวย์ส ได้ร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือระหว่างกันบนเที่ยวบินร่วม (Codeshare) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายเส้นทางการบิน รองรับการขยายช่องทางการขาย และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารในการเดินทางเชื่อมโยงเส้นทางการบินของสายการบินทั้ง 2 แห่ง

ทั้งนี้ การบินไทยและบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมายาวนานกว่า 20 ปี โดยการลงนามความร่วมมือแบบเที่ยวบินร่วมในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสายการบินของคนไทยแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งจะสามารถนำรายได้และนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ ตลอดจนส่งเสริมจุดแข็ง ตามนโยบายเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอาเซียนด้วย

ด้าน นายพุทธิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญสนับสนุนให้ 2 สายการบิน มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันบางกอกแอร์เวย์ส ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือเที่ยวบินร่วมกับสายการบินชั้นนำกว่า 22 สายการบิน

ส่วน การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ มีเส้นทางการบินครอบคลุมกว่า 61 จุดหมายปลายทางทั่วโลก และ บางกอกแอร์เวย์ส ก็เป็นสายการบินที่มีเส้นทางบินเข้าสู่ภูมิภาคครอบคลุมมากกว่า 12 จุดหมายปลายทางในประเทศ และ 16 จุดหมายปลายทางในต่างประเทศ รวมทั้งจะมีการพัฒนาเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ต่อไป

สำหรับการลงนามความร่วมมือเที่ยวบินจะแบ่งเป็นเที่ยวบินที่ทำการบินโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในส่วนของเส้นทางบินภายในประเทศ 10 เส้นทางบินได้แก่ เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพ-สมุย กรุงเทพ-เชียงใหม่ กรุงเทพ-เชียงราย กรุงเทพ-ภูเก็ต กรุงเทพ-กระบี่ กรุงเทพ-ลำปาง กรุงเทพ-สุโขทัย กรุงเทพ-ตราด เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และสมุย-ภูเก็ต

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศ 4 เส้นทางบิน ได้แก่ เส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพ-ดานัง กรุงเทพ-หลวงพระบาง กรุงเทพ-มัลดีฟส์ และกรุงเทพ-เสียมราฐ ส่วนเส้นทางบินที่ทำการบินโดยสายการบินไทย ได้แก่ เส้นทางบินระหว่างประเทศ เส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพ-สิงคโปร์ และเส้นทางในอนาคตอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

หุ้นไทยปิดตลาด ปรับลด 2.34 ดัชนีอยู่ที่ 1,581 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910337


หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 2.34 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,581.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,617.02 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 10 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นลดลง 2.34 จุด เปลี่ยนแปลง -2.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,581.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,617.02 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.04 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,576.99 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

 

กกร.หวั่นคำสั่งทรัมป์ กระทบการค้า-ลงทุน จับตาดอลลาร์ ดันบาทแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 15:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910187


กกร. หวั่นคำสั่งทรัมป์ สร้างความไม่แน่นอนต่อการค้า-ลงทุน ทำสินค้าส่งออกไทยบางหมวดรับผลกระทบ จับตาทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลบาทแข็ง ยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ที่ 3.5-4.0%…

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การประกาศคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกระบุว่าเกินดุลกับสหรัฐฯ นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ และอาจจะสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในระยะข้างหน้าได้ แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนก็ตาม

ทั้งนี้จากการประเมินผลกระทบในเบื้องต้นต่อไทย มีรายการสินค้าส่งออกที่อาจจะเข้าข่ายได้รับผลกระทบทางตรง อาทิ จากประเด็นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) รวมทั้งสินค้าส่งออกที่ไทยใช้สิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ อาจจะพิจารณาทบทวน ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มอาหาร, เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์, ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของไทยในบางหมวดก็ยังอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในกรณีที่ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่นและจีนถูกตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ขนาดของผลกระทบคงจะขึ้นอยู่กับระดับของมาตรการที่สหรัฐฯ จะนำออกมาใช้ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป

นอกจากประเด็นด้านการค้ากับสหรัฐฯ แล้ว ยังคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในยุโรป หลังจากช่วงที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดเริ่มไม่แน่ใจต่อการผลักดันนโยบายของนายทรัมป์

“ทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วในเดือนมีนาคม ซึ่งการออกมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทไว้ได้บ้าง แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูง ทำให้ผู้ประกอบการยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังมีความไม่แน่นอน แต่ กกร.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะยังทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2560 โดยมีการใช้จ่ายของภาครัฐ การขยายตัวของการท่องเที่ยว และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนั้น กกร. จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0% และคาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 1.0-3.0% ตามเดิม.

 

ยามาฮ่า สุดฮอต!! ยอดขายอันดับ 1 ทุบสถิติทะลุ 1,151 คัน ในงาน Motor Show 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 เม.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910152


ยามาฮ่าสุดฮอต!! หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Yamaha QBIX ออโตเมติกเจเนอเรชั่นใหม่ สไตล์ดิจิตอล ที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่โดดเด่นเต็มคัน และ Yamaha YZF-R6 รถซูเปอร์สปอร์ตคลาส 600 ซีซี ที่ทุกคนรอคอย ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38” โดยได้รับความสนใจจากผู้ขับขี่ชาวไทยเป็นอย่างมาก ทำให้บูธ “Yamaha-Beyond The Limits” สุดคึกคักเนื่องจากมีผู้สนใจเดินทางเข้ามาสัมผัส และจองรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้อย่างต่อเนื่องทุกวัน นอกจากนี้ Yamaha M-SLAZ และ Yamaha AEROX รวมถึงบิ๊กไบค์ยามาฮ่า Yamaha MT-09 ก็ได้รับความสนใจจนทำให้มียอดจองและจำหน่ายที่ดีไม่แพ้กัน ส่งผลให้ยอดจอง และจำหน่ายของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 9 เมษายน 60 ที่จัดงานครั้งนี้ มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยมียอดรวมทั้งหมดจำนวน 1,151 คัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความร้อนแรงของรถจักรยานยนต์ยนต์ยามาฮ่าได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออโตเมติกรุ่นใหม่ล่าสุด Yamaha QBIX หรือรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์ รวมถึงรุ่นอื่นๆ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าใกล้บ้าน หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่

Website : www.qbixsociety.com, www.yamaha-motor.co.th
Facebook : Yamaha Society Thailand
Instagram : Yamaha Society Thailand
Youtube : Yamaha Society Thailand

สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ซึ่งในปีนี้ กระแสของรถจักรยานยนต์ใน Motorcycles Zone ถือได้ว่าร้อนแรงสุดๆ

โดยอันดับที่ 1 Yamaha ที่ได้แรงหนุนจากการเปิดรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ Yamaha QBIX และ Yamaha YZF-R6 พร้อมกับโปรดักส์ให้เลือกอีกหลากหลายรุ่น ทำยอดจองนำโด่ง สรุปยอด 1,151 คัน

อันดับที่ 2 Kawasaki 575 คัน
อันดับที่ 3 Honda 450 คัน
อันดับที่ 4 Motoplex 369 คัน
อันดับที่ 5 BMW 237 คัน
อันดับที่ 6 GPX 234 คัน
อันดับที่ 7 Suzuki 200 คัน
อันดับที่ 8 Triumph 188 คัน
อันดับที่ 9 Harley 178 คัน
อันดับที่ 10 Ducati 174 คัน
อันดับที่ 11 Royal Enfield 168 คัน
อันดับที่ 12 Scomadi 118 คัน

 

สะพัด! เตรียมปลด ผู้ว่าการ กทพ.เจ้าตัวมึน ยันผลประเมินฉลุย ทำงานตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910100


ลือหึ่ง! บอร์ด กทพ.เตรียมปลด “ณรงค์ เขียดเดช” เจ้าตัวมึนข่าวมาจากไหน ระบุผลประเมินผ่านฉลุย-งานเดินตามแผน เชื่อแค่เข้าใจผิด แหล่งข่าวคมนาคม เผยถูกหมายหัวนานแล้ว โดยมี “1 อดีต-2 รอง” ร่วมกันล็อบบี้ สร้างเรื่องงัดข้อบอร์ด หวังยึดอำนาจคุมการทางฯ แทน

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากแหล่งข่าวภายในการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวว่าจะมีการปลด นายณรงค์ เขียดเดช ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ. เนื่องจากแนวทางการทำงานที่ไม่ตรงกันระหว่าง นายณรงค์ กับคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. ที่มี พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ เป็นประธาน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการส่งต่อข้อความในกลุ่มไลน์ของพนักงาน กทพ.ฝ่ายกรรมสิทธิ์ที่ดินว่า นายณรงค์ จะยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งในวันนี้ (10 เม.ย.)

โดย นายณรงค์ ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบข้อเท็จจริง และยืนยันว่ายังไม่ได้ยื่นใบลาออกแต่อย่างใด จึงคาดว่าเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้ หลายวันก่อนตนก็เพิ่งทราบเรื่องจากพนักงาน กทพ.ที่มาพบ และให้กำลังใจว่ามีกระแสข่าวจะปลดตน ก็ยังแปลกใจอยู่ว่าต้นตอของข่าวมาจากไหน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้มีข้อติดขัดระหว่างฝ่ายบริหารกับทางฝ่ายนโยบายบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องปกติของหน่วยงานระดับนี้ และอาจจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน อีกทั้ง ผลประเมินการทำงานในตำแหน่งของตน ก็ออกมาค่อนข้างดี ตลอดจน KPI (ตัวชี้วัดผลงาน) ของ กทพ.ที่เพิ่งสรุปไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2560 ไปก็ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจเช่นกัน

“จริงๆ ในฐานะคนทำงาน จะให้ไปอยู่ตรงไหนก็คงขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา แต่ด้วยผลการประเมินส่วนตัว และ KPI หน่วยงานสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก็อยู่ในระดับมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าจะมีเหตุมาปลดผมในตอนนี้” นายณรงค์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีกระแสข่าวการปลดนายณรงค์ออก พนักงานและลูกจ้าง กทพ.จำนวนหนึ่งก็ได้รวมตัวกันมอบดอกไม้ และให้กำลังใจนายณรงค์มาครั้งหนึ่งแล้ว โดยมีการชูป้ายสนับสนุนการทำงาน และเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตของนายณรงค์ด้วย

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับแนวคิดในการปลดนายณรงค์มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นายณรงค์ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นผู้ว่าการ กทพ.เมื่อเดือน ม.ค. 2559 โดยมีข่าวว่าบอร์ดจะใช้เหตุผลว่า นายณรงค์ ไม่ผ่านผลประเมินการทำงานตั้งแต่ช่วงแรก แต่เมื่อผลประเมินออกมาก็ปรากฏว่านายณรงค์ได้คะแนนมากถึง 4.8 จากคะแนนเต็ม 5 กระแสข่าวจึงหายไประยะหนึ่ง ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่าความพยายามอยากให้ นายณรงค์ ออกจากตำแหน่งนั้น มาจากความร่วมมือของอดีตผู้ว่าการฯ รายหนึ่ง ที่ยังมีอิทธิพลในหน่วยงานอยู่ ร่วมด้วยรองผู้ว่าการฯ ปัจจุบันอย่างน้อย 2 ราย ที่ได้มีการล็อบบี้ผ่านบอร์ด กทพ.มาเป็นระยะๆ และพยายามหาเหตุผลมาโจมตีนายณรงค์แต่ก็ยังไม่เป็นผล ก่อนหน้านี้มีการยื่นเรื่องร้องเรียนผู้ว่าการ กทพ. แต่เมื่อผลสอบออกมาก็ไม่สามารถเอาผิดกับนายณรงค์ได้ จนล่าสุดมีการเสนอให้ผู้มีอำนาจกดดันนายณรงค์ให้ลาออกจากตำแหน่ง

แหล่งข่าว เปิดเผยต่อว่า โดยเฉพาะระดับรองผู้ว่าการฯ รายหนึ่งที่คาดว่าจะได้ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการฯ หากนายณรงค์หลุดจากตำแหน่ง ก็หวังเข้ามากุมอำนาจ และทำให้ตัวเองพ้นผิดจากกรณีที่นายณรงค์ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และพิจารณาหาผู้รับผิดทางละเมิด จากกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ กทพ.ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทเอกชน เกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงถึงรองผู้ว่าการฯที่ดูแลเรื่องนี้ จึงอาจจะมีความพยายามในการขึ้นตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการฯ เพื่อตัดตอนเรื่องที่ตัวเองถูกสอบสวน คล้ายกับที่ก่อนหน้านี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ กทพ.จ่ายค่าเสียหายให้แก่เอกชนผู้รับเหมาหลายล้านบาท กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการติดตั้ง Bridge Expansion Joint (รอยต่อเพื่อการขยายตัวบนสะพาน) ซึ่งรองผู้ว่าฯ รายเดียวกันดึงเรื่องไว้ จนไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ทำให้ กทพ.เสียหาย และเรื่องอยู่ในขั้นตอนสอบสวนของทาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในขณะนี้ด้วย ขณะที่ รองผู้ว่าการฯ อีกรายนั้นก็ต้องการสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการฯแทนนายณรงค์ ผ่านการผลักดันของอดีตผู้ว่าการฯ รายหนึ่ง

แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวทางการทำงานของนายณรงค์นั้น ค่อนข้างจะเห็นต่างกับแนวนโยบายของบอร์ด กทพ. โดยเฉพาะในส่วนของ พล.อ.วิวรรธน์ ประธานบอร์ดอยู่บ้าง อย่างกรณีโครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่บอร์ด กทพ.เห็นว่าล่าช้า ไม่สามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการได้ทันในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ผ่าน กทพ.ไปนานแล้ว แต่ที่ล่าช้าเพราะถูกดึงเข้าเป็นโครงการในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ (กองทุนรวม) หรือ Thailand Future fund (TFF) จึงต้องรอขั้นตอนพิจารณาของทางคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานงบประมาณ อย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เอกชนรายหนึ่งเสนอจะให้ใช้ที่ดิน และออกงบประมาณจัดสร้างทางขึ้นลงทางด่วนเฉลิมมหานครให้บริเวณราบบ่อนไก่ ถ.พระราม 4 ซึ่งเดิม กทพ.ก็มีโครงการอยู่แล้ว แต่เป็นจุดที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่สามารถก่อสร้างได้เนื่องจากพื้นที่แคบ ทางผู้ว่าการ กทพ.ก็เห็นดีด้วย เพราะต้องการแก้ไขปัญหาปริมาณรถสะสมตรงบริเวณ ถ.พระราม 4 ต่อเนื่อง ถ.วิทยุ และ ถ.เพชรบุรี อยู่แล้ว และเมื่อมีเอกชนมาเสนอทั้งที่ดินและงบประมาณ ก็คิดว่าเป็นประโยชน์แก่ กทพ. และการแก้ไขปัญหาจราจร เนื่องจากผู้ใช้ทางด่วนสามารถตัดลง ถ.วิทยุ ได้เลย ไม่ต้องมาสะสมที่ ถ.พระราม 4 เหมือนปัจจุบัน แต่ทางประธานบอร์ด กทพ.มีความเห็นแย้งว่า หากให้เอกชนเข้ามาลงทุนให้ก็จะถูกมีข้อครหาว่าเป็นการเอื้อเอกชนรายดังกล่าว ที่กำลังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในบริเวณนั้น ซึ่งทางผู้ว่าการ กทพ.ก็รับฟังทางประธานบอร์ด กทพ. จึงยังไม่ได้ข้อยุติในกรณีนี้

“เรื่องทางด่วนพระราม 3 เหมือนพยายามหาเหตุว่าผู้ว่าฯ ณรงค์ทำงานล่าช้า แต่จริงๆ แล้วเรื่องมาค้างอยู่ที่กระทรวงคมนาคมหลายเดือนแล้ว เพื่อรอความเห็นจาก สศช.กับทางสำนักงบประมาณ ขณะที่เรื่องด่านผ่านทางที่เอกชนจะสร้างให้ ที่ผู้ว่าฯ ณรงค์สนับสนุน เพราะ กทพ.มีโครงการอยู่เดิม แต่เมื่อบอร์ดตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกมองว่าเอื้อประโยช์เอกชนนั้น ก็รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน จึงไม่น่าจะมีความขัดแย้งอะไร” แหล่งข่าว ระบุ.

 

ช็อปก่อนกลับบ้าน พาณิชย์เปิดร้านธงฟ้าที่หมอชิต สายใต้ใหม่ หัวลำโพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 เม.ย. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910042


‘พาณิชย์’ เปิดตัวโครงการ ‘ธงฟ้าประชารัฐ’ นำสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% จำหน่ายที่หมอชิต สายใต้ใหม่ และหัวลำโพง ก่อนเริ่มจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก 6,056 แห่งทั่วประเทศ ปลายเดือน เม.ย.นี้ หวังลดค่าครองชีพให้กับคนไทยแบบถาวร

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะขายในโครงการประชารัฐ ซึ่งมีราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% มาจำหน่ายให้แก่ประชาชนที่เดินทางในช่วงก่อนวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ณ สถานีขนส่งฯ หมอชิต สถานีขนส่งฯ สายใต้ใหม่ และสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 เม.ย. 60 และจะเริ่มจำหน่ายสินค้าธงฟ้าประชารัฐผ่านช่องทางร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการในช่วงปลายเดือน เม.ย. 60 ต่อไป

สำหรับการเปิดตัวโครงการดังกล่าว เป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่กำลังจะเดินทางกลับภูมิลำเนา ที่จะได้ซื้อของถูกกลับไปฝากญาติพี่น้อง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จำนวน 18 สินค้า 48 รายการ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เป็นต้น โดยมีราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20%

“หลังจากเปิดตัวครั้งนี้แล้ว กระทรวงจะเปิดจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ในร้านค้าปลีกที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 5,454 แห่ง ร้านค้าในการส่งเสริมของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ระยะแรก 500 แห่ง จากที่มีอยู่ 19,000 แห่ง ร้านค้าศูนย์สาธิตการตลาดในการส่งเสริมของกรมพัฒนาชุมชน ระยะแรก 102 แห่ง จากที่มี 790 แห่ง รวมร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรก 6,056 แห่ง รวมทั้งจะมีร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่จำหน่ายสินค้าของผู้ผลิตสินค้าป้อนโครงการนี้ทั้ง 5 ราย เข้าร่วมโครงการด้วย”

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตามสถานีขนส่งและสถานีรถไฟทั่วประเทศ เช่น ผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ให้บริการรับฝากของบริการรถเข็นสัมภาระ จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ เพื่อป้องปรามมิให้ฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการสูงเกินสมควร

“ถ้าพบการกระทำผิด ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และถ้าพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับ 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

บางจากฯ ยุค 4.0 เปลี่ยนเป็น “บางจาก คอร์ปอเรชั่น” มุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรม
สีเขียวชั้นนำในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 เม.ย. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910070


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก 
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่อนุมัติให้แก้ไขชื่อบริษัท จาก “บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)” ภาษาอังกฤษ “The Bangchak Petroleum Public Company Limited” เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ ภาษาไทย เป็น “บริษัท บางจาก 
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” และชื่อภาษาอังกฤษ เป็น “Bangchak Corporation Public Company Limited” โดยได้รับอนุมัติการจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ และโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ยังคงเป็นสถานที่เดิม รวมทั้งตราสัญลักษณ์บริษัท (โลโก้) และชื่อย่อหลักทรัพย์ ยังคงใช้เป็น “BCP”

“ปัจจุบัน บางจากฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 32 การเปลื่ยนชื่อบริษัทในครั้งนี้เป็นการปรับภาพลักษณ์ขององค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากไม่เพียงดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ในอนาคตจะขยายธุรกิจออกไปครอบคลุมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง และธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจหลักที่มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูง เรามีการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม Bangchak Initiative Innovation Center : BIIC ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาปี 2560 กว่า 300 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจชีวภาพ ธุรกิจสีเขียว ซึ่งจะขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจยุค 4.0 โดยมุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ จะขยายธุรกิจชีวภาพ (BIO Product) และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติที่ประกอบด้วยการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) และเหมืองลิเธียม ให้เป็นตัวขับเคลื่อนเพิ่มเติมในการเติบโตของบางจากสู่การเป็นบริษัทชั้นนำ จากเดิมที่มีกลุ่มธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น กลุ่มธุรกิจตลาด และกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บริหารโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท บางจากฯ ที่มีการลงทุนในประเทศไทย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์

สำหรับเป้าหมายการสร้างรายได้ คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ของธุรกิจชีวภาพ และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ขยายตัวร้อยละ 20 ต่อปี การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้จำเป็นต้องหาธุรกิจที่สร้างรายได้ เพื่อให้มีความเติบโตตามแผน ซึ่งจะมาจากธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่
ต่อยอดจากการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลในปัจจุบัน และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ปัจจุบัน บริษัท บางจากฯ ได้พัฒนานวัตกรรมต่อยอดธุรกิจไบโอฟูเอล และไบโอดีเซลบี 100 ในโครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์ PCM ซึ่งเป็นสารส่วนประกอบของฉนวนเก็บความร้อนที่จะคลายความร้อนในช่วงเย็นถึงกลางคืน แต่จะถนอมความร้อนในช่วงกลางวัน สำหรับขายในประเทศที่มีอากาศหนาว

มีเป้าหมายเน้นผลิตเพื่อขายในประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 2 ของปีนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนเป็นโครงการนำร่องเพื่อขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งมีแผนจะตั้งโรงงานผลิต PCM เชิงพาณิชย์ที่จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อต่อยอดการลงทุน ซึ่งบางจากฯ มีพื้นที่อยู่ประมาณ 500 ไร่ โดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐสนับสนุน ภายใต้โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อีกทั้ง ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาสาหร่าย เพื่อผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ยาด้วย ที่สามารถรองรับนโยบายด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotech)

นอกจากนี้ บริษัท บางจากฯ จะขยายธุรกิจ Energy Storage นำแร่ลิเธียมมาเป็นวัตถุดิบ เพื่อใช้สำหรับการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และส่งไฟฟ้าขาย โดยจะทยอยเข้าไปซื้อหุ้นในเหมืองแร่ลิเธียมของบริษัท Lithium Americas Corp. หรือ LAC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ประเทศแคนาดา ที่ดำเนินโครงการเหมืองลิเธียมในประเทศอาร์เจนตินาและประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นอีก จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 16.4 โดยจะพิจารณาการเข้าซื้อเพิ่มหลังจากที่เหมืองแร่ลิเธียมทำการผลิตในช่วงปี 2562 แล้ว ด้วยกำลังผลิต 25,000 ตันต่อปี ในระยะแรก เนื่องจากสร้างผลตอบแทนค่อนข้างดี เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อตัน แต่มีราคาขายอยู่ที่ 20,000 บาทต่อตัน โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน