“กยท.”จับมือแบรนด์“ดีสโตน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906386


ผลิตล้อยางประชารัฐราคาถูก

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ร่วมกับผู้ผลิตยางดีสโตน ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ร่วมผลิตยางล้อภายใต้แบรนด์ TH-TYRE (ไทย-ไทเอ่อร์) ยางล้อรถจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางเกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร เบื้องต้นจะใช้ยางสำหรับโครงการนี้ประมาณ 2,800 ตัน จากเป้าหมายรวม 100,000 ตัน

ทั้งนี้ แบรนด์ TH-TYRE จะผลิตล้อยางที่สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ยานพาหนะ 3 ประเภทประกอบด้วย 1.ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ (2 ล้อ) 2.ยางล้อรถยนต์ ซึ่งตลาดที่รองรับ ได้แก่ รถแท็กซี่ รถตู้ เป็นต้น 3.รถยนต์ทั่วไป (4 ล้อ) จะผลิตยางประเภทละ 2 รุ่น ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ ผู้บริโภคที่เลือกใช้ยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์จะได้ใช้ยางล้อที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะใช้วัตถุดิบและกระบวนการผลิตโดยคนไทยภายในประเทศ ทั้งนี้ผู้สนใจยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กยท.ทุกสาขาทั่วประเทศ และตัวแทนจำหน่ายยางดีสโตนกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ

กยท.ได้ริเริ่มโครงการยางล้อประชารัฐ เป็นหนึ่งในโครงการที่จะมีการนำยางไปใช้มากที่สุด เพราะธุรกิจยานยนต์เป็นธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราเป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีผลผลิตยางประมาณ 4.47 ล้านตัน สามารถนำไปใช้ภายในประเทศประมาณ 0.6 ล้านตัน คิดเป็น 13.42% ของผลผลิตทั้งหมด และยางส่วนใหญ่
ถูกใช้ในการผลิตยางยานพาหนะ 0.34 ล้านตัน คิดเป็น 56.48% ของปริมาณยางทั้งหมด.

 

เผยข้อดีหนี้นอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906291


นายกฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ นักวิจัยสถาบันสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯได้ทำวิจัยเรื่องการศึกษาสภาพครัวเรือน ในชนทบที่ยากจน พบว่าครัวเรือนยากจนมีข้อจำกัดทางการเงินหลายด้าน อาทิ ข้อจำกัดในการบริหารสภาพคล่องและการกระจายความเสี่ยงและพบว่าการบริโภคของครัวเรือนมีความผันผวนน้อยกว่ารายได้ เพราะมีการช่วยเหลือทางการเงิน หรือการให้กู้กันระหว่างกัน เช่น กู้จากญาติ กู้จากครัวเรือนในชุมชน ฯลฯ และแม้ว่านโยบายภาครัฐจะช่วยลดปัญหาเงินกู้นอกระบบ ที่มีทั้งส่วนดีและไม่ดีให้เข้ามาอยู่ในระบบ ก็ไม่ควรปิดช่องทางการกู้นอกระบบไปเสียทั้งหมด เพราะการกู้นอกระบบ มีข้อดีด้านความคล่องตัว กู้ได้ง่ายไม่ต้องดูความเสี่ยง ทำให้การพึ่งพาหนี้นอกระบบ ก็จะยังคงมีอยู่และไม่ได้เป็นปัญหากับระบบไปเสียหมด จึงควรพิจารณาการกู้นอกระบบในบางจุด เพื่อให้ยังมีอยู่ต่อไปก็ไม่เสียหาย

“การช่วยเหลือครัวเรือนที่ยากจน ด้วยการให้คนที่เข้าคุณสมบัติที่จำกัดรายได้และทรัพย์สินตามเงื่อนไขของภาครัฐมาลงทะเบียนคนจน เพื่อให้รัฐช่วยอุดหนุนสวัสดิการต่างๆ หรือการให้เป็นเงินสด จากการสำรวจมีประสิทธิภาพและตรงจุดในระดับหนึ่ง ถือว่ามีส่วนช่วยลดความผันผวนของรายได้ครัวเรือนได้ ทำให้การบริโภคในภาพรวมดีขึ้น สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจภาพรวม”.

 

‘พาณิชย์’ ทำสมมติฐานรับมือ ‘ทรัมป์’ แก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 23:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906196


‘สนธิรัตน์’ เผยทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ทำสมมติฐานผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจัดการกับไทยแก้ปัญหาขาดดุล มีทั้งระดับรุนแรง ปานกลาง และไม่รุนแรง แต่เชื่อไม่รุนแรงแน่ เหตุไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมาย ยันถ้าใช้มาตรการไม่เป็นธรรม ไทยมีสิทธิ์ชี้แจง พร้อมเผยกังวลทรัพย์สินทางปัญญา หวั่นมะกันใช้เป็นข้ออ้างหามาตรการซ้ำเติมหนัก

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งพิเศษ (Executive Order) เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการขาดดุลการค้ากับ 16 ประเทศ รวมถึงไทยว่า ขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้จัดทำสมมติฐานกรณีที่สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการต่างๆ กับไทย เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งมีทั้งคาดว่าจะเกิดผลกระทบกับไทยในระดับรุนแรง ปานกลาง และไม่รุนแรง รวมถึงในสัปดาห์หน้า จะหารือกับภาคเอกชนที่ทำการค้า การลงทุนกับสหรัฐฯ เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

“เบื้องต้น คาดว่าสหรัฐฯ น่าจะใช้มาตรการอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทยอย่างรุนแรง เพราะไทยไม่ใช่เป้าหมายที่จะจัดการ อีกทั้ง ทุนสหรัฐฯ ลงทุนในไทยมหาศาล หากรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ กับไทย ก็จะกระทบต่อทุนสหรัฐฯ ในไทยด้วย”

นอกจากนี้ นโยบายของไทยยังไม่เข้าเงื่อนไข ที่สหรัฐฯ กล่าวอ้างกับประเทศอื่นๆ ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่า ซึ่งรัฐบาลไทยไม่เคยทำ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไก อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ ก็ตามโดยไม่เป็นธรรม ไทยสามารถเจรจา หรือชี้แจงกับสหรัฐฯ ได้

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อถึงประเด็นปัญหาที่ไทยมีต่อสหรัฐฯ และกังวลว่าสหรัฐฯอาจออกมาตรการมาซ้ำเติมว่า ประเด็นที่กังวลคือ ทรัพย์สินทางปัญญา ที่สหรัฐฯอ้างว่า ไทยยังแก้ปัญหาล่าช้า และไทยเกรงว่า สหรัฐฯ อาจออกมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากไทย ซึ่งที่ผ่านมา การที่สหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ ทำให้ไทยเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการละเมิดอย่างเต็มที่ มีการออกกฎหมาย และแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เพื่อป้องกันการละเมิด จนทำให้การขายสินค้าละเมิดเบาบางลงมาก

“ถ้าการทบทวนสถานะในปีนี้ สหรัฐฯ จะให้ไทยอยู่ในบัญชีพีดับบลิวแอลต่ออีกปีก็ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย ถ้าเราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นหลายประเทศ อย่าง จีน ยุโรป ก็ยังมองว่าไทยน่าลงทุน และมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา”

อย่างไรก็ตาม กรณีการขาดดุลการค้านั้น ยังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการออกมาจากสหรัฐฯ ว่ามีชื่อของไทยรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ ต้องหาสาเหตุการขาดดุลด้วย เพียงแต่มีรายงานจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) เกี่ยวกับการประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 60 (2017 National Trade Estimate Report on Foreign Trade) ที่ระบุว่า ปี 59 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 18,900 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 8.7% หรือ 1,500 ล้านเหรียญฯ จากปี 58.

 

มองมุมใหม่! ‘สนธิรัตน์’ ฉายภาพ ‘เรือดำน้ำ’ ในมิติทางเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 23:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906191


‘สนธิรัตน์’ ฉายภาพ ‘เรือดำน้ำ’ ในมิติเศรษฐกิจ พบไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลปี 57 กว่า 24 ล้านล้าน คาดหากมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วยดูแล จะพัฒนามูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลได้ในอนาคต เผยไทยมีโอกาสขยับเป็นฮับโลจิสติกส์ทางเรือได้เช่นกัน

เมื่อวันที่ 5 เม.ย.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กับ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ว่า ผลประโยชน์ทางทะเลของไทยมีมากมายมหาศาล เราอยู่บนศักยภาพที่จะใช้ผลประโยชน์ทางทะเลในอนาคตได้มาก เช่น มิติด้านการประมง มิติด้านทรัพยากรธรรมชาติ มิติด้านปิโตรเคมี มิติด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ในด้านโลจิสติกส์นั้น ยกตัวอย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ ที่เป็นฮับ (HUB) ด้านโลจิสติกส์ทางเรือ ซึ่งไทยเองก็สามารถเป็นได้ โดยประเทศไทยอยู่ระหว่าง มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งตรงนี้เอง ถ้าเรามีการเชื่อมโยงเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Economic Corridor เมื่อไหร่ก็จะทำให้ไทยเป็นฮับด้านการขนถ่ายลำ หรือ Transshipment คือเวลาเรือเข้าจะมีเรือแม่ขนาดใหญ่ (Mother Vessel) แต่ถ้าหัวใจสำคัญเราสามารถพัฒนาเรือลูก (Feeder Vessel) ที่ขนถ่ายสินค้าไปสู่ท่าต่างๆ ในโลกได้ ตรงนี้จะเป็นประโยชน์มหาศาลกับประเทศไทยในอนาคต และไทยก็สามารถขึ้นมาเป็นฮับโลจิสติกส์ทางเรือได้

อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับสิงคโปร์ ซึ่งเราใช้ศักยภาพทางด้านเออีซีผสมกับศักยภาพประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (New Industry) ที่มีการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ ถ้าเรามองแผนที่โลกจะพบว่า ไทยอยู่ตรงกลาง 2 คาบมหาสมุทร ด้านที่ติดทะเลของไทยมีพื้นที่กว่า 3,000 กิโลเมตร มีจังหวัดที่ติดทะเล 23 จังหวัด ซึ่งคำถามคือเราจะใช้ทรัพยากรทางทะเลให้เต็มที่อย่างไรที่จะพัฒนามูลค่าเศรษฐกิจทางทะเล

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเรือดำน้ำนั้น ถ้าเรามองในมุมมิติเชิงเศรษฐกิจจะพบว่า เรือดำน้ำมีประโยชน์ที่จะลงไปดูทรัพยากรใต้ท้องทะเล ซึ่งปกติเราต้องใช้มนุษย์ลงไปดู เพราะเราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะลงไปสำรวจ ถ้าเรามีมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลมากเช่นนี้ ถ้าเรามีเครื่องมือเครื่องไม้เช่นเรือดำน้ำลงไปดู และใช้ในเชิงเศรษฐกิจได้ ตนก็มองว่าประเทศไทยก็น่าจะพิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน

“ผมมองในมุมมองเศรษฐกิจ ไม่อยากให้มองในแง่ความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเราจะไปรบกับใคร ถ้าลองฉายภาพดูจะพบว่า น่านน้ำทะเลเราใหญ่ แต่ไม่มีอะไรที่สามารถปกป้อง หรือไม่มีอะไรดูแลข้างใต้ท้องทะเลให้เราเลย ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด รวมไปถึงเรื่องการท่องเที่ยวด้วย เรามีมูลค่าเศรษฐกิจด้านการทะเลเมื่อปี 2557 ประมาณ 24 ล้านล้านบาท ที่ผมอยากจะกระตุ้นเตือนคือ ไม่อยากให้เราละเลยมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเล”

 

ไตรมาสแรกราคาทองขยับขึ้น 2.5% หรือ 500 บาท แนะจับจังหวะซื้อ-ขายให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 19:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905796


วายแอลจี เผยไตรมาสแรกปี 60 ราคาทองไทยขยับขึ้น 2.5% หรือประมาณ 500 บาท แนะไตรมาส 2 จับจังหวะซื้อ-ขายให้ดี แม้ดอกเบี้ยสหรัฐฯ อยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจยังคงมีอยู่

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ประเด็นสำคัญที่จะเข้ามาชี้นำตลาดทองคำ ยังคงอยู่ที่การตอบรับของนักลงทุนต่อนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากเกิดการคาดการณ์ในเชิงบวกต่อนโยบาย อาจส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นและกดดันทองคำได้

อย่างไรก็ตาม หากนโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดความขัดแย้งกับนานาประเทศ หรือส่งผลต่อการค้าโลก หรือประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องเผชิญอุปสรรคในการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง ซึ่งรวมถึงแผนการลดภาษีและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและกลับมาหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้

นอกจากนี้ เราแนะนำติดตามการเลือกตั้งของฝรั่งเศสในเดือน เม.ย.และ พ.ค. หากพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดได้รับชัยชนะหรือได้คะแนนเสียงมากเกินคาด อาจบ่งชี้ถึงกระแสต่อต้านกลุ่มฐานอำนาจเดิมในอียู ซึ่งสั่นคลอนอนาคตของอียู ขณะที่สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดๆ ไปของเฟดก็ยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญ อีกทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งประเด็นเกาหลีเหนือและการก่อการร้ายถือเป็นจุดสนใจที่ต้องติดตามเช่นกัน

นางสาวฐิภา กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น เรามองว่าแม้ดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะเริ่มอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ปัจจัยความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ โดยแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาใกล้บริเวณแนวรับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 19,600 บาทต่อบาททองคำ และรอไปขายทำกำไร เมื่อราคาดีดตัวขึ้น แต่ไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านบริเวณ 1,272 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 20,800 บาทต่อบาททองคำ

ทั้งนี้ หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ แนะนำรอขายบริเวณแนวต้านสำคัญถัดไปในโซน 1,286-1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,000-21,200 บาทต่อบาททองคำ โดยนักลงทุนควรวางแผนการลงทุนที่ชัดเจน มีจุดเข้าซื้อ จุดขายทำกำไร หรือจุดตัดขาดทุนและปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด (ราคาไทยคำนวณจากค่าเงินบาท ณ ระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์)

“ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าลงทุน โดยก่อนที่นักลงทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ตามก็ควรจะต้องมีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ และจัดสรรเงินทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและเงินทุนของตนเอง”

สำหรับภาพรวมของราคาทองคำตลาดต่างประเทศในไตรมาสแรกปี 2560 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 96.98 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 8.4% ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 1 ปี โดยราคาปิดตลาด ณ วันที่ 31 มี.ค. 60 ที่ 1,248.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนราคาทองคำในประเทศนั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 500 บาทต่อบาททองคำ หรือ ประมาณ 2.5% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทหลังสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าการปรับขึ้นของราคาทองคำต่างประเทศ.

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต. เว้น E85 ขยับ 20 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 19:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906160


ข่าวร้ายก่อนสงกรานต์ ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สตางค์ เว้น E85 ขยับ 20 สตางค์ต่อลิตร มีผลตี 5 วันที่ 6 เม.ย….

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 40 สตางค์/ลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 20 สตางค์/ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 6 เม.ย.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 34.36 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 27.25 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 26.98 บาท/ลิตร, E20 ราคา 24.74 บาท/ลิตร, E85 ราคา 19.54 บาท/ลิตร และ ดีเซล 25.49 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

ดีป้าสตาร์ทอัพพันธ์ุดิจิทัลทุกระดับ รับไทยแลนด์ 4.0 พลิกโฉมไทยใน 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906081


“ดีป้า” สร้าง “เอสเอ็มอีพันธุ์ใหม่” สอดรับไทยแลนด์ 4.0 ดึงระบบดิจิทัลเสริมธุรกิจชุมชน เชื่อมต่อตลาดอิเล็กทรอนิกส์ มั่นใจทำให้เป็น “สังคมดิจิทัลคอมมิวนิตี้”

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ ได้มีการแถลงข่าวโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (Entrepreneur Total Digital Services) พร้อมเปิดตัวระบบ Channel Management System (CMS) และแอปพลิเคชัน THAILAND I Love U ประเดิมสร้างคนพันธุ์ดิจิทัล 4,400 ราย จากเป้าหมาย 5 แสนรายใน 20 ปี

โดย นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้าได้มีเป้าหมายส่งเสริมเอสเอ็มอีพันธุ์ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0 ตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ซึ่งโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมีเป้าหมายมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี และโอทอป สามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการค้าออนไลน์ โดยผ่านระบบและแอปพลิเคชันที่ดีป้าได้พัฒนาขึ้น เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้นำร่องในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง จ.น่าน จ.สกลนคร จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.ภูเก็ต จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีการฝึกอบรมวิทยากรอาสา (Agent) จำนวน 400 คนในพื้นที่ 10 จังหวัดนำร่อง เพื่อกระจายอบรมผู้ประกอบการในพื้นที่ 10 จังหวัดนำร่อง จังหวัดละ 400 ราย รวม 4,000 ราย ถือเป็นการส่งเสริมกลุ่มการเรียนรู้ในท้องถิ่นตนเอง และการสร้างสังคมดิจิทัลคอมมิวนิตี้ในระดับชุมชน ทำให้องค์ความรู้เกิดความยั่งยืน

นายณัฐพล กล่าต่อว่า การอบรมจะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้นการใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้าขายออนไลน์ผ่านระบบและแอปพลิเคชัน ที่ประกอบไปด้วย ระบบ Channel Management System (CMS) เป็นระบบศูนย์กลางการเชื่อมต่อตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยทำให้ผู้ประกอบการสามารถลงสินค้าขายบน E-Market Place ที่เชื่อมต่อกับระบบ CMS ทำให้การค้าขายออนไลน์สะดวกและง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้ได้มีผู้ให้บริการ E-Market Place ที่เข้าร่วมเชื่อมต่อระบบ CMS แล้ว 2 ราย คือ TARAD.com และ ฟาร์มสุข ของ AIS รวมถึงระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP เป็นระบบบริหารคลังสินค้า เชื่อมโยงกระบวนการทางธุรกิจทุกขั้นตอนเพื่อผลกำไรสูงสุด M Account เป็นระบบบัญชีเบื้องต้นใช้งานง่าย และสามารถใช้ได้บน Smart phone โดยสามารถเข้าใช้งานได้ฟรีผ่าน http://m-account.com/mAccount/login/auth

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ดีป้าได้สร้างแอปพลิเคชัน THAILAND I Love U เป็นแอปพลิเคชันเพื่อการท่องเที่ยว ที่มีการรวบรวมสถานที่และเส้นทางที่สำคัญในแต่ละจังหวัด พร้อมข้อมูลสินค้าและบริการ ที่ทำการปักหมุดไว้บนแผนที่ดิจิทัลกว่า 50,000 จุด ใน 10 จังหวัดนำร่อง ที่ครอบคลุมโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และสถานที่สำคัญไว้ แอปพลิเคชัน THAILAND I Love U จะเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ และขยายช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการได้อีกด้วย ผู้ใช้งานทั่วไปและนักท่องเที่ยว สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาใช้งาน เพื่อประโยชน์ในการเดินทาง และการออกแบบ ทริปท่องเที่ยวได้อีกด้วย โดยแอปพลิชัน THAILAND I Love U จะเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานอย่างเป็นทางการทั้งในระบบ iOS และ Android ในวันที่ 20 เมษายนนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thailandiloveyou.com

 

ขนส่งฯ แนะใช้รถตู้โดยสารสาธารณะ-รถตู้เช่าเหมาคัน แทนนั่งกระบะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906050


อธิบดีกรมการขนส่งทางบก แนะประชาชนใช้รถตู้โดยสาร หรือ รถตู้เช่าเหมาคัน แทนการนั่งกระบะหลัง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหากรณีที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดห้ามผู้โดยสารนั่งกระบะหลัง และแค็บของกระบะ 2 ประตูว่า อยากแนะนำให้ประชาชนเดินทางด้วยการใช้รถโดยสารสาธารณะแทน เช่น รถตู้โดยสารสาธารณะ หรือ รถเช่าเหมาคัน แทนการนั่งกระบะหลัง

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง ส่วนมาตรการห้ามนั่งกระบะท้ายและกระบะแค็บนั้น เป็นกฎหมายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการขนส่ง แต่ถือว่าเป็นกฎหมายที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งกรมการขนส่งทางบกก็มีหน้าที่ที่จะช่วยการดูแลให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในการเดินทางตามนโยบายของรัฐบาล

 

อย่าเชื่อข่าวลือ! คลังแจงไม่มีแจกเงินลงทะเบียนคนจนรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906097


คลัง โต้ข่าวลือโซเชียล ยันไม่มีมาตรการโอนเงินให้ผู้ลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ แต่จะได้บัตรสวัสดิการ ลดภาระค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ค่าน้ำ-ไฟ ย้ำประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเดือน ส.ค.นี้…

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวลืออันเป็นเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ว่าจะมีการโอนเงินให้ผู้ลงทะเบียนในโครงการฯ ที่ผ่านคุณสมบัติในอัตรา 3,000 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้ 0-30,000 บาท และ 1,500 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้ 30,001-100,000 บาท ผ่านธนาคารที่ได้ไปลงทะเบียนไว้ โดยมีระยะเวลาดำเนินการโอนเงินตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค. 60 นั้น สศค.ขอชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากการลงทะเบียนครั้งนี้ สวัสดิการที่ประชาชนจะได้รับจะเป็นบัตรสวัสดิการ ซึ่งกระทรวงการคลังจะแจ้งให้ทราบในรายละเอียดต่อไป โดยเบื้องต้นจะใช้ลดภาระค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโดยสาร เป็นต้น

พร้อมระบุโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 เป็นเพียงโครงการที่เปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียน ซึ่งหลังจากปิดโครงการในวันที่ 15 พ.ค. 60 หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติจะดำเนินการตรวจสอบ โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน และจะสามารถประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติได้ในเดือน ส.ค. 60 ทั้งนี้ สศค. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐหลังจากได้ข้อมูลแล้ว เพื่อเสนอผู้บริหารพิจารณาต่อไป.

 

ปิดตลาดภาคบ่าย หุ้นไทยปรับลด 1.70 ดัชนีอยู่ที่ 1,582 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 เม.ย. 2560 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906025


หุ้นไทยปิดตลาด ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 1.70 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.12 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,316.60 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 6 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 1.70 จุด เปลี่ยนแปลง -0.11% ดัชนีอยู่ที่ 1,582.12 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,316.60 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,585.46 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,577.36 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)