ทองเปิดตลาด ราคาลดลง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 09:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900810


ทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 วันศุกร์สุดสัปดาห์ ลดลง 100 บาท ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 20,300 และทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 20,800…

เวลา 09.35 น. วันที่ 31 มี.ค. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ลดลง 100 บาท โดยทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออกบาทละ 20,300 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 19,829.28 บาท และขายออกบาทละ 20,800 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก จากแรงหนุนกลุ่มธนาคาร-น้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 06:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900745


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารและน้ำมัน หลังทางการสหรัฐฯ ปรับตัวเลขการเติบโตไตรมาส 4 ขึ้น และราคาน้ำมันปิดเกิน 50 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 30 มี.ค.ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 69.17 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 20728.49 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 6.93 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 2368.06 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 16.79 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 5914.34 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยบวกของตลาดในวันพฤหัสบดีมีหลายประการ รวมทั้งการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มตัวเลขการเติบโตไตรมาส 4 ปี 2016 ของสหรัฐฯ เป็น 2.1% และความเคลื่อนไหวในตลาดน้ำมัน ที่ราคาปิดเกิน 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 สัปดาห์ หลังรัฐมนตรีน้ำมันของคูเวตอนุมัติการตัดลดปริมาณการผลิตนำ้มันตามมติโอเปก.

 

กสทช.เรียกทีวีดิจิทัลยื่นรับเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900676


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น ขณะนี้มีผู้มายื่นขอขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลทีวีดิจิทัลแล้ว 11 ราย อาทิ ช่อง นิวส์ทีวี ของบริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด, ช่องเนชั่น ของบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น จำกัด, ช่องโมโน 29 ของบริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด, ช่องไทยรัฐทีวี ของบริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด เป็นต้น ซึ่งสำนักงาน กสทช.ให้ความเห็นชอบไปแล้ว

สำหรับเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลที่ให้บริการเป็นการทั่วไปผ่านดาวเทียม (มัสต์ แครี่ y) ขณะนี้มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนำใบเสร็จมายื่นเพื่อเป็นหลักฐานแล้ว9 ช่อง อาทิ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก วงเงิน 2.77 ล้านบาท, วอยซ์ ทีวี 2.70 ล้านบาท, ไทยรัฐทีวี วงเงิน 2.85 ล้านบาท เป็นต้น โดยช่องที่เหลือขอให้ยื่นหนังสือแจ้งสิทธิ์ของตัวเองภายในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 44 เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาเนื้อหารายการ.

 

สงกรานต์กร่อยคนหนี้ท่วมหัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900680


งดปาร์ตี้-ช็อปปิ้งฉุดกำลังซื้อหดยอดขายซบเซา

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บรรยากาศการใช้จ่ายเทศกาลสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ปีนี้คาดว่าจะซบเซากว่าที่คาดไว้ โดยประชาชนกว่า 64% ระบุว่าจะขอประหยัดและเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาเที่ยวฉลองให้น้อยลง เนื่องจากยังกังวลปัญหาเรื่องกำลังซื้อ หลังจากเร่งใช้จ่ายไปมากช่วงปลายปีเพื่อให้ได้รับสิทธิการลดหย่อนภาษีจากโครงการช็อปช่วยชาติ โดยบางส่วนมีการซื้อด้วยบัตรเครดิต หรือใช้โปรโมชั่นซื้อก่อนผ่อนทีหลัง 3-6 เดือน ทำให้ยังต้องมีภาระผ่อนชำระอยู่

ทั้งนี้ จากการสำรวจการใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์และไตรมาสสองพบว่า คนกรุงเทพฯกังวลปัญหาค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมากที่สุด รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงเกินกว่า 80% ตลอดจนปัญหาการเดินทาง สภาพอากาศที่ร้อนจัด และการไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐออกมาทำให้การใช้จ่ายไม่คึกคักนัก โดยมีถึง 64% ที่ระบุว่าจะใช้จ่ายน้อยลงจากปีที่แล้ว โดยของดการเลี้ยงสังสรรค์ ปาร์ตี้ ลดการซื้อของช็อปปิ้ง รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง และมีเพียง 36% เท่านั้นที่บอกจะใช้จ่ายอย่างเดิม เพราะเตรียมงบและมีเงินเก็บอยู่แล้ว ดังนั้นภาคธุรกิจ ร้านค้าต่างๆ จะต้องมีการปรับตัว เพราะสงกรานต์ปีนี้จะไม่ช่วยหนุนให้ยอดขายคึกคักนัก

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เทสโก้ โลตัส ร่วมกับเทสโก้โบรกเกอร์ ประกันภัย แจกประกันภัยการเดินทางฟรี ทั้งประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลควบประกันภัยทรัพย์สินส่วนบุคคลระยะเวลา 10 วัน เบี้ยประกันภัย 59 บาท คุ้มครองสูงสุด 400,000 บาท สำหรับลูกค้า 50,000 รายแรกที่ซื้อสินค้าครบ 500 บาท ระหว่างวันที่ 30 มี.ค.-16 เม.ย.นี้ เพื่อคืนกำไรให้ลูกค้าน.ส.คลาวเดีย นาวาร์โร ผู้อำนวยการการตลาด บริษัทโคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้ทุ่มงบกว่า 180 ล้านบาท ส่งแคมเปญ “ออนแอร์หนังโฆษณาใหม่ พร้อมเพลงใหม่ล่าสุด” พร้อมส่ง “ตู้เครื่องดื่มโค้กสงกรานต์ซ่า” ตั้งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีขนส่งหมอชิต และ จ.ชุมพร ดับร้อนคนเดินทางกลับบ้าน.

 

จ่อขึ้น “ท็อป 5” ดิวตี้ฟรีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900675


“คิง เพาเวอร์” ผุดโปรเจกต์ยักษ์ 1.25 หมื่น ล.

“คิง เพาเวอร์” ทุ่มกว่า 1.25 หมื่นล้านบาท ผุดร้านค้าปลอดอากรกลางเมือง รุกดิวตี้ฟรีต่างประเทศ-ปรับโฉมยกเครื่องดิวตี้ฟรีรางน้ำ หวังเป็นแหล่งช็อปปิ้งไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ จ่อเปิดใหม่ ต.ค.60 ตั้งเป้าติด 1 ใน 5 ดิวตี้โลกภายใน 5 ปี ตอกย้ำภาพผู้นำธุรกิจระดับโลก ดันยอดขายปีนี้โต 20%

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 12,500 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน 5 ปีต่อจากนี้ (2560-2564) แบ่งเป็นการลงทุนเพื่อเปิดร้านค้าปลอดภาษีในเมือง, ลงทุนร้านค้าปลอดภาษีต่างประเทศ เพิ่มขึ้นในวงเงิน 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ คิง เพาเวอร์ยังได้เตรียมงบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงร้านค้าปลอดอากร (duty free)คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ, โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯใหม่ เพื่อรองรับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าของลูกค้าให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง การเพิ่มสินค้าไทย เนรมิตไลฟ์สไตล์ลานบันเทิงให้มีกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้จะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการในเดือน ต.ค.นี้

“การปรับโฉมคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ จะดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน และกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียน หรือเออีซีเป็นหลัก โดยนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อมาแรงขณะนี้ที่มีสัดส่วนเพิ่มจนน่าตกใจคือ เวียดนาม รองลงมาเป็นเมียนมา มาเลเซีย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มสร้างยอดขายเติบโตเฉลี่ยเกิน 20% โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมคือ เหล้า บุหรี่ และสินค้าแบรนด์เนม”

ทั้งนี้ ระหว่างการปิดปรับปรุงจะย้ายสินค้าดิวตี้ฟรีทั้งหมดไปวางจำหน่าย ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 26 เม.ย.นี้ จนกว่าพื้นที่ใหม่ในคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ จะเปิดบริการด้วยโฉมใหม่อีกครั้งใน 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลักๆ โดยมีสินค้าระดับโลกแบรนด์ใหม่วางจำหน่าย บริเวณชั้น 1 อาทิ มองเฟลอร์ (Mont Fleur), GUCCI, PRADA และสปอตแวร์ หรือผลิตภัณฑ์แฟชั่นกีฬาต่างๆ ชั้น 2 จะเน้นสินค้านาฬิกาแบรนด์ระดับโลกทั้งหมด ชั้น 3 จำหน่ายสินค้าไทยแลนด์แบรนด์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ฟาร์มาซีสมุนไพรไทย แฟชั่นไทยสไตล์ไทย ดีไซเนอร์ไทยโปรโมตให้แบรนด์ไทยก้าวไกลมากขึ้น

ส่วนการลงทุนใหม่ล่าสุดใน คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ คือ “ร้านอาหาร” เตรียมคัดเลือกแบรนด์ดังๆ 5-6 ร้าน พร้อมอาหารทะเล ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย จีน และต่างชาติ ขณะนี้ขั้นตอนการเลือกอยู่ระหว่างพิจารณาพื้นที่และดูคุณสมบัติของแบรนด์ที่นำมาเปิดบริการ จะได้ข้อสรุป ภายในเร็วๆ นี้ ไฮไลต์อีกโปรเจกต์คือ จะเพิ่มร้าน “คาเฟ่แบรนด์เนม” กำลังติดต่อทาง สตาร์บัคส์, อาร์มานี่ คาเฟ่ มาเปิดด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคน โดยเฉพาะร้านสไตล์ชิคที่คนชอบเข้ามาชิมและถ่ายรูปแชร์ไปยังสื่อโซเชียล

สำหรับ “บริเวณลานน้ำพุ” ด้านหน้าอาคารคิง เพาเวอร์ ก็จะตกแต่งใหม่ทำเป็นลานอเนกประสงค์ขนาดใหญ่กว่าลานพารากอน 3 เท่า วางแผนเปิดบริการรองรับงานจัดกิจกรรมการแสดงแบบเปิดโล่งหรือ outdoor สามารถจัดอีเวนต์ งานคอนเสิร์ต จัดการแสดงโชว์ต่างๆ รถยนต์ ศิลปะ ดนตรี

นายอัยยวัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนการเพิ่มสินค้าไทยแลนด์แบรนด์ประเภท “ฟาร์มาซี” สมุนไพรไทยขณะนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียน จึงได้ขยายพื้นที่จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในร้านดิวตี้ฟรี ส่งเสริมสินค้าของคนไทยด้วยกัน เนื่องจากต่างชาติชอบซื้อเป็นของฝาก อีกทั้งยังเป็น “กลยุทธ์” สนับสนุนนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาลโดยคิงเพาเวอร์ เข้าไปมีส่วนร่วมโปรโมตสินค้าเอสเอ็มอีและโอทอป โดยทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เติบโตอีกประมาณ 15-20% จากเดิมมีเพียงร้านอาหารรามายณะกับลามูนเท่านั้น พอเปลี่ยนเป็นแบรนด์เพิ่มร้านอาหาร5-6 แห่ง ถึงการลงทุนจะเพิ่มแต่ยอดขายก็ไปเพิ่มตามมาด้วย

“ในปี 60 นี้ คิง เพาเวอร์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้โตเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้ 75,000 ล้านบาท เป็น 92,000 ล้านบาท รวมถึงได้วางกลยุทธ์การตลาด เพื่อผลักดันธุรกิจปลอดอากรไทยให้ก้าวสู่ 1 ใน 5 ธุรกิจปลอดอาการระดับโลกภายใน 5 ปี จากเดิม

 

กูเกิลไทยไม่กระทบโฆษณาถูกถอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900672


นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิลประเทศไทย เปิดเผยว่า กูเกิลมีความสนใจที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทย ในการกระตุ้นและผลักดันการใช้งานอินเตอร์เน็ตของประเทศ เพื่อยกระดับการพัฒนาด้านดิจิทัล โดยเฉพาะโครงการดิจิทัล พาร์ค ซึ่งรัฐบาลต้องการผลักดันให้เป็นซิลิคอน วัลเลย์ของไทย “เราสนใจแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อมองถึงสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลไทยเสนอให้ผู้ที่จะเข้าไปลงทุน เรามีโอกาสเข้าพบและหารือเรื่องนี้กับ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หลายรอบแล้ว แต่ขณะนี้ถือว่าเร็วเกินไป ที่จะประกาศหรือพูดอะไรมากไปกว่านี้”

หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของกูเกิลกล่าวด้วยว่า ในปีนี้กูเกิลจะเน้นทำตลาดใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ การศึกษา, คอนเทนต์, เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ และผู้ใช้งานของกูเกิล (User) โดยปัจจุบันบริการที่เป็นที่นิยมของกูเกิล สำหรับผู้ใช้งานชาวไทยมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ยูทูบ (YouTube), Google Search Engine, แผนที่ (Map), Chromecast, ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และกูเกิลเพลย์ (Play) โดยสำหรับยูทูบนั้น การใช้งานในไทยติด 1 ใน 10 อันดับที่สูงที่สุดในโลก ขณะที่บริการอื่นๆ ก็ถือเป็นตลาดที่มีความแข็งแรงและมีฐานผู้ใช้เป็นจำนวนมาก

นายคิงยังกล่าวถึงกรณีที่กูเกิลและยูทูบถูกถอนโฆษณาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้แก่ เทสโก้ โฟลก์สวาเกน สำนักข่าวบีบีซี แมคโดนัลด์ เริ่มต้นจากอังกฤษ อเมริกาและออสเตรเลีย จากกรณีนำโฆษณาของลูกค้าไปปรากฏกับคลิปวีดิโอที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม รุนแรง ปลุกระดม โดยระบุว่าสำหรับประเทศไทยนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่รุนแรง เนื่องจากกูเกิลไทยทำงานกับลูกค้าแบบใกล้ชิดและดูแลความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี โดยกรณีถอนโฆษณา จะเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งมาจากนโยบายของบริษัทแม่เป็นหลัก.

 

คลังลุ้นจีดีพีไก่แตะ 4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900662


นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะมีโอกาสเติบโตได้ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย (จีดีพี) จากอานิสงส์ของภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มว่าขยายตัวเป็นบวก 2.5% แต่อย่างไรก็ตาม สศค.ก็ยังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ว่าจะขยายตัวได้ 3.6% ของจีดีพีตามประมาณการเดิม โดยการขยายตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี ส่วนการเติบโตช่วงครึ่งปีแรกนั้น ประเมินว่ายังเป็นไปตามคาดการณ์

“หากจะลุ้นให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวถึง 4% ได้ ต้องมีเหตุการณ์มาสนับสนุน ซึ่งเรามั่นใจว่า มีความเป็นไปได้ ไม่ใช่ไม่มี เช่น การขยายตัวของภาคส่งออก ที่หลังจากนี้จะขยายตัวเป็นบวกได้อย่างต่อเนื่อง การลงทุนของภาคเอกชนที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดการณ์และเป็นไปตามแผน ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะงบกลางปี วงเงิน 190,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ในปีนี้ไม่น้อยกว่า 60% เม็ดเงินกำลังจะลงสู่ระบบ เหลือเพียงกระบวนการจัดทำของสำนักงบประมาณเท่านั้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้มาก”

นายกฤษฎากล่าวว่า การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในปีนี้ อาจมีบางโครงการที่ล่าช้า แต่โดยภาพรวมแล้ว ยังขยายตัวได้ตามเป้าหมาย และยังมีการเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น การลงทุนของรัฐวิสาหกิจกลุ่มพลังงาน เป็นต้น ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้มั่นใจว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลได้จึงไม่มีอะไรน่าห่วงหรือเป็นกังวลมากนัก ส่วนการจัดเก็บรายได้ภาครัฐในช่วง 5 เดือน ตามปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-ก.พ.60) จัดเก็บรายได้สุทธิ 876,275 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 14,000 ล้านบาท ขณะที่การลงทะเบียนคนจนในวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.60 ทางกรมบัญชีกลางได้วางแผนเรื่องบัตรที่มีชิพการ์ดเรียบร้อยแล้ว.

 

“พิเชฐ”จัดแถวแอพพลิเคชั่น ทำธุรกิจในไทยต้องจ่ายภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900661


นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงการจัดระเบียบธุรกิจบริการแบบ Over-the-Top หรือ OTT ว่า ขณะนี้ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต่างประสบปัญหาเรื่องการให้บริการ OTT ซึ่งเป็นบริการสื่อสารแพร่ภาพและเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นบนอินเตอร์เน็ต อาทิ Line, Facebook, Youtube, บริการ Uber, Alibaba, Airbnb รวมถึงกูเกิลด้วยนั้น หน่วยงานภาครัฐต้องหารือร่วมกันระหว่างการจัดเก็บภาษีและการส่งเสริมธุรกิจที่มีนวัตกรรม ซึ่งต้องกำหนดแนวทางในการกำกับดูแลที่เหมาะสม “อย่างไรก็ตาม ทุกธุรกิจที่ประกอบกิจการในประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีธุรกิจให้กับประเทศไทย เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ แต่หากไม่เสียภาษีก็ต้องไปลงทุนในพื้นที่พิเศษที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.) เป็นต้น ซึ่งผมได้ไปโรดโชว์ในหลายประเทศ เพื่อชักชวนนักลงทุนด้านนวัตกรรมดิจิทัล ให้มาลงทุนในพื้นที่โครงการดิจิทัล พาร์ค อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่กระทรวงดีอีได้เตรียมการรองรับการลงทุนไว้แล้ว”.

 

มึน! เด็กไทยขาดสารอาหารอื้ออึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900650


เร่งหนุนคนบริโภคไข่ 300 ฟอง รัฐ-เอกชนรวมพลังรณรงค์หนัก

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานคณะกรรมการ โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง เปิดเผยว่า หลังร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิด “โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ของคนไทย 300 ฟอง&rdrdquo; ตามแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ พ.ศ.57-61 ในปี 59 ที่ผ่านมา เพราะคนไทยบริโภคไข่ไก่ในปริมาณที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ปี 59 สามารถเพิ่มอัตราการบริโภคไข่ของคนไทยได้ 240 ฟองต่อคนต่อปี จาก 220 ฟองต่อคนต่อปี ตั้งเป้าปี 61 สามารถผลักดันการบริโภคไข่ของคนไทยได้ถึง 300 ฟองต่อคนต่อปีได้สำเร็จ

“ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไข่ 15,000 ล้านฟองต่อปี ขณะที่คนไทยมีความต้องการบริโภคเพียง 220 ฟองต่อคนต่อปีเท่านั้น โดยปี 59 มีผลผลิตเฉลี่ย 40 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการอยู่ที่ 35 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่ปี 60 การเลี้ยงไก่ไข่จะมีประสิทธิภาพสูง มีผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือประมาณ 45 ล้านฟองต่อวัน มากกว่าปี 59 จนเกิดปริมาณล้นตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มอยู่ที่ 2.10 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2.90 บาท ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับภาระต้นทุนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ผลิตขายตัดราคากันเอง จะทำให้ไข่มีราคาลดลงต่อเนื่อง”

นายเรวัติ กล่าวว่า จะเร่งผลักดันโครงการส่งเสริมการบริโภคไข่ในโรงเรียน โดยร่วมกับ 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่ในเด็กนักเรียน 3 ฟองต่อคนต่อสัปดาห์ เนื่องจากกระทรงสาธารณสุขตรวจพบว่า นักเรียนไทยขาดสารอาหาร 3 ชนิด ได้แก่ วิตามิน A แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น

ทั้งนี้ ปี 59 ได้จัดทำยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์แบบ 3 ON คือ On Air-On Line-On Ground ภายใต้แคมเปญ “กินไข่ทุกวัน กิน ได้ทุกวัย” โดยเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาชุด “Believe me Daughter”, เปิดเฟซบุ๊ก “ขอไข่” เพื่อเผยแพร่กิจกรรมและความรู้เกี่ยวกับไข่ไก่ ร่วมกับเพจอาหาร 8 เพจ ทำเมนูไข่ไก่, จัดกิจกรรมวันไข่โลก โดยร่วมมือกับหอการค้าจังหวัด และมหาวิทยาลัยราชภัฏกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ, แจกหนังสือ The Story of Eggs แก่โรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึงผลิตสื่อป้ายประชาสัมพันธ์ติดรถยนต์ หน้าร้านค้า เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนคนไทยบริโภคไข่มากขึ้น.

 

ยกเลิกใบอนุญาตรถตู้เหลือ 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900646


“พิชิต” จี้ขนส่งทางบกยกเครื่องแผนปฏิรูปด่วน

“พิชิต” จี้ขนส่งเร่งสรุปแผนปฏิรูปด่วน พร้อมเล็งยกเลิกใบอนุญาตเดินรถเหลือ 2 ปีช่วงเปลี่ยนผ่าน จาก 10 ปี และเริ่มสัมปทานใหม่พร้อมกัน 7 ปี ลั่นให้ใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่ และให้เกิดในปีนี้ พร้อมเร่งหามาตรการความปลอดภัยการใช้รถตู้โดยสารประจำทางด้วย

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยหลังประชุมติดตามความคืบหน้าของกรมการขนส่งทางบก หรือ ขบ. ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะการให้สัมปทานเดินรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นไปตามแผนการปฏิรูปเส้นทาง เดินรถว่า ขณะนี้ได้กำหนดแนวทางเบื้องต้นว่าในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนออกใบอนุญาตสัมปทานเดินรถให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ก่อนเปลี่ยนผ่านจะให้อายุใบอนุญาตเดิมเหลือ 2 ปี ทุกราย เพื่อให้หมดและเริ่มสัมปทานใหม่ในแต่ละรายพร้อมกัน ซึ่งกำหนดอายุสัมปทานใหม่คราวละ 7 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสรุปแผนจัดเส้นทางเดินรถใหม่ คาดว่าจะได้ข้อยุติภายในปีนี้

สำหรับการปฏิรูปเส้นทางเดินรถ โดยเฉพาะรถหมวด 1 ที่วิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในหลักการจะเน้นทำหน้าที่เป็นระบบเชื่อมต่อการเดินทาง หรือฟรีดเดอร์ (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางในทุกระบบ ทั้งรถไฟฟ้าและเรือ โดยการจัดเส้นทางใหม่จะครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้จำนวนเส้นทางต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20% จากปัจจุบันมี 202 เส้นทาง เพิ่มเป็น 269 เส้นทาง ส่วนระยะทางก็เพิ่มจาก6,437 กิโลเมตร เป็น 7,833 กิโลเมตร ส่วนระยะทางในแต่ละเส้นทางจะตัดทอนให้สั้นลงด้วย เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น “การดำเนินการพยายามจะไม่ใช้อำนาจพิเศษ จะใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่เข้ามาจัดการวันนี้อาจยังตอบไม่ได้ว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไร แต่จะพยายามให้เกิดขึ้นภายในปีนี้”

นายพิชิต กล่าวว่า เหตุผลในการกำหนดใบอนุญาต 7 ปีนั้น มีการพิจารณาว่า มีความเหมาะสม เป้าหมายเพื่อความปลอดภัย แม้ที่ผ่านมาใบอนุญาตรถตู้โดยสารสาธารณะจะคราวละ 10 ปีก็ตาม ทั้งนี้ หลังการประชุมความปลอดภัยการใช้รถตู้โดยสารประจำทาง ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการดูแลเข้มข้นขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น นำกฎหมายขนส่งที่มีอยู่ในปัจจุบันมาบังคับใช้ เช่น การติดตั้งตั้งระบบจีพีเอสในรถตู้หมวด 2 ซึ่งเป็นรถที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด และรถตู้หมวด 3 ที่วิ่งระหว่างจังหวัดไม่เข้ากรุงเทพฯ รวมถึงจำกัดความเร็วและชั่วโมงการขับขี่ เอาผิดผู้ประกอบการหรือเจ้าของบริษัท กรณีทำผิดกฎจราจรและการเกิดอุบัติเหตุ หรือเอารถไปใช้ผิดประเภท มีโทษสูงสุด ยึดใบจด ทะเบียนให้ไม่สามารถประกอบกิจการต่อได้

สำหรับการติดถังบรรจุก๊าซต้องไม่เกินสมรรถนะของตัวรถ การกำหนดจำนวนที่นั่งผู้ โดยสารของรถตู้โดยสารไม่เกิน 13 ที่นั่ง การแก้ไขปรับปรุงตัวรถ รวมถึงแก้ไขกลไกให้ผู้โดยสารสามารถเปิดประตูหลังจากด้านในได้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งกรมการขนส่งทางบกจะกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการรถตู้โดยสารโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และยกระดับความปลอดภัยการให้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ส่วนแผนระยะกลาง ได้สนับสนุนให้เอกชนปรับเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัสขนาดที่นั่งไม่เกิน 20 ที่นั่ง โดยมอบหมายให้นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เจรจากับกระทรวงการคลัง ลดการนำเข้าภาษีอุปกรณ์ส่วน ประกอบชิ้นส่วนรถมินิบัสมากกว่า 20% ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันราคามินิบัสที่ประกอบในประเทศไทยราคาอยู่ที่ 1.8 ล้านบาท ถ้าลดภาษี 20% ราคาจะอยู่ที่ 1.6 ล้านบาท ขณะที่รถตู้ราคา 1.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนประกอบลง เพื่อให้การประกอบรถมินิบัสในประเทศเท่ากับราคารถตู้ ซึ่งต้องรอคำตอบจากกระทรวงการคลังว่า ได้หรือไม่“การปรับเปลี่ยนรถมินิบัสเป็นภาคสมัครใจ และขณะนี้มีผู้ประกอบการไทย 12-13 ราย มีความพร้อมที่จะผลิตรถไมโครบัสออกมาจำหน่ายแล้ว เช่น บริษัท บ้านโป่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม จำกัด เป็นต้น แต่ต้องการความชัดเจนเรื่องการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนฯ จากภาครัฐก่อน”

สำหรับมาตรการระยะยาว เจ้าของรถตู้รายเดียวต้องรวมตัวกัน จัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยอาจตั้งเป็นบริษัทหรือสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันรถตู้มีทั้งหมด 193 กลุ่ม รวม 6,435 คัน เบื้องต้นบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้คุยกับผู้ประกอบการรถตู้แล้ว และทุกรายพร้อมเร่งดำเนินการ.