สหพัฒน์ฯ ประเมินเศรษฐกิจปีนี้โตต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายมาม่า ขยับ 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890616


สหพัฒน์ฯ ชี้กำลังซื้อเริ่มฟื้น ดันยอดขายมาม่าปีที่ผ่านมาโต 5% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าขยายตัว 10% ขณะที่ยอดขายรวมปีนี้ตั้งเป้าที่ 3.3 หมื่นล้าน แต่กังวลปัจจัยเสี่ยงภัยแล้งรุนแรง พร้อมรุกหนักซื้อขายออนไลน์…

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวต่อเนื่อง คาดโตมากกว่า 3.2% โดยยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ปีที่ผ่านมาเติบโต 5% จากการทำการตลาด และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้น ส่วนปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 10% แต่กังวลปัจจัยเสี่ยงปีนี้คือสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งหากรุนแรงอาจจะกระทบกำลังซื้อภาคการเกษตร

ส่วนยอดขายรวมในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 33,000 ล้านบาท เติบโต 0.5% เพิ่มจากปี 2559 ที่มียอดขายรวม 32,815 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่ายอดขายปีนี้คงไม่ถึง 10% แต่ตั้งใจรุกตลาดให้ยอดขายเติบโตถึง 10% ซึ่งที่ผ่านมาเคยทำยอดขายได้เติบโตสูงกว่าเป้าหมาย โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ยอดขายโตถึง 13.2% จากเป้าหมาย 10% โดยปีนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ คือ กะทิอร่อยดี และ ไนกี้ ที่เปลี่ยนนโยบายแยกตัวไปจำหน่ายเอง ทำให้รายได้ปีนี้หายไป

นอกจากนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น และบริษัทออกผลิตภัณฑ์กู๊ดเอจ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าสูงอายุ รวมถึงปีนี้จะพัฒนาระบบการซื้อขายผ่านออนไลน์ โดยทุ่มงบ 52 ล้านบาท ทำศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับการซื้อขายผ่านออนไลน์ที่สูงขึ้นจากปี 2559 โต 158% และจะเพิ่มหน่วยรถขายสินค้าของสหพัฒน์ฯ ตามต่างจังหวัด เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มยอดขาย จากปัจจุบันมีรถขายสินค้าอยู่ 220 คัน พร้อมทั้งกำลังพิจารณาขยายศูนย์กระจายสินค้าในศรีราชา ชลบุรี ปัจจุบันมีพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร ให้เป็น 50,000 ตารางเมตร โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุน 600 ล้านบาท.

 

เนสท์เล่งัดแคมเปญวอร์มอัพรับวันใหม่ กระตุ้นคนไทยกินอาหารเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 16:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890607


“เนสท์เล่” เดินหน้าปลุกตลาดอาหารเช้า เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “วอร์มอัพ รับวันใหม่” กระตุ้นคนไทยเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่มีโภชนาการเหมาะสม…

นางออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า เนสท์เล่ยึดมั่นในการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีสู่อนาคตให้กับชาวไทย จึงได้จัดแคมเปญ เนสท์เล่ วอร์มอัพ รับวันใหม่ขึ้น โดยเริ่มต้นจากการที่มองเห็นว่า ช่วงเวลาตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กในวัยเรียน คุณแม่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนไปส่งลูกๆ และจัดการตัวเองก่อนไปทำงาน นอกจากนั้นยังพบว่าส่วนใหญ่นิยมทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ แทนอาหาร อุ่นๆ ปรุงใหม่ๆ ในตอนเช้า เนสท์เล่ในฐานะผู้ช่วยที่คุณแม่ไว้วางใจ ตระหนักถึงภารกิจนี้ ยามเช้าอันท้าทาย และมุ่งมั่นสนับสนุนให้ทุกครอบครัวเริ่มต้นวันอย่างอบอุ่น ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้เกิดขึ้น

นางสาวพัทนัย เหลืองตระกูล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ได้สำรวจพฤติกรรมยามเช้าของคุณแม่จำนวน 500 คน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพบว่า ประเด็นสำคัญช่วงเช้าแม้จะต้องเร่งรีบ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ยังทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมอาหารเช้าสำหรับสมาชิกในครอบครัวก่อนจะดูแลตัวเอง ขณะที่คุณแม่ 98% รู้ถึงความสำคัญของอาหารเช้า จึงเป็นเหตุผลหลักที่คุณแม่พยายามจะเตรียมอาหารให้ลูกในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยพบว่า มีคุณแม่เพียง 54% ที่สามารถทำอาหารเช้าให้ลูกได้ทุกวัน เนื่องจากภารกิจต่างๆ และเวลาที่จำกัด ซึ่งอาหารเช้าที่คุณแม่นิยมเตรียมให้ลูกๆ คือโจ๊ก ข้าวต้ม หรืออาหารเช้าแบบอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือ คุณแม่ของเด็กในวัยประถมศึกษาตอนปลาย 7-12 ปี ส่วนใหญ่จะนิยมให้ลูกทานข้าวเหนียวหมูปิ้งถึง 50% และขนมปังเบเกอรี่ 48% ซึ่งอาจมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ

“เชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้จะส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเปลี่ยนช่วงเวลาเร่งรีบให้เป็นช่วงเวลาคุณภาพ ด้วยการเตรียมอาหารเช้าที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการให้กับลูกๆ ใช้เวลาในยามเช้าร่วมกันอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันอบอุ่นให้กับทุกครอบครัว และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องดีๆ ตลอดวัน” นางสาวพัทนัย กล่าว

ทั้งนี้ แคมเปญวอร์มอัพ รับวันใหม่ กระตุ้นคนไทยเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกลยุทธ์การวอร์มอัพสไตล์ 3 อ. ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มที่มีโภชนาการเหมาะสม การออกกำลังกาย เพื่อความกระฉับกระเฉงและการมีสุขภาพดี และเติมความอบอุ่น ด้วยการพูดคุยสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการวอร์มอัพตลอดปี 2560 อาทิ มัลติแบรนด์โปรโมชั่นรวมผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่ที่ให้ทั้งความอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมกิจกรรมสื่อสารการตลาดเพื่อเข้าถึงแม่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการวอร์มอัพครอบครัวทุกมิติ รวมถึงข้อมูลความรู้และเคล็ดลับด้านโภชนาการผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อดิจิตอลและสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย.

 

ทองคำเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/890020


ราคาทองวันที่ 20 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.26 ขายออกบาทละ 20,800 บาท

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่จากเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออกบาทละ 20,300 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.26 บาท ขายออกบาทละ 20,800 บาท.

 

รัฐหน้าตื่น! เร่งดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ผุดซุปเปอร์พีพีพีฟาสต์แทรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889840


“อุตตม” เซ็นคำสั่งตั้งอนุกรรมการ ดูแนวทางร่นระยะเวลาโครงการลงทุนที่เรียกว่า “ซุปเปอร์ พีพีพี ฟาสต์แทรค” เพื่อให้ การลงทุนในอีอีซีเกิดขึ้นรวดเร็ว

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของโครงการอีอีซี สำหรับโครงการที่มีรูปแบบการลงทุนลักษณะร่วมภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) โดยส่วนตัวได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการชุดนี้ มีเป้าหมายการทำงานหลัก คือหาแนวทางขับเคลื่อนให้การลงทุนในรูปแบบพีพีพีเร็วขึ้นเป็น “ซุปเปอร์ พีพีพี ฟาสต์แทรค” ซึ่งจะใช้เวลาสั้นกว่าในระบบพีพีพี ฟาสต์แทรคปกติ 9 เดือน

สำหรับโครงการที่จะเข้ามาอยู่ในการพิจารณานั้นมีอยู่หลายโครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่จะต้องลงทุนอยู่แล้ว เช่น โครงการภายในสนามบินอู่ตะเภา ที่มีโครงการที่จะลงทุนแบบพีพีพีอยู่ 5-6 โครงการ เช่น ทางวิ่งใน (รันเวย์) ในสนามบิน อาคารผู้โดยสาร กิจกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เขตปลอดอากร (Free Zone) นอกนั้นก็มีโครงการอื่น เช่น โครงการท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง โดยใน 1-2 สัปดาห์นี้คาดว่าจะมีการประชุมอนุกรรมการชุดนี้นัดแรกได้

“โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ทุกหน่วยงานทราบว่าต้องทำอยู่แล้ว ดังนั้นการเตรียมการไปพร้อมกัน แทนที่หน่วยงานหนึ่งทำแล้วค่อยส่งไปอีกหน่วยงานหนึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ ซึ่งจะช่วยย่นเวลาลงมาจาก 9 เดือนได้ ซึ่งจะเหลือกี่เดือนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ แต่แนวทางผลักดันนั้นตอนนี้มีไกด์ไลน์ไว้พอสมควรแล้ว ทั้งหมดจะเพิ่มความมั่นใจได้ว่าโครงการหลักจะเริ่มเดินหน้าลงทุนได้ในปีนี้”

พล.ร.ต.วรพล ทองปรีชา ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เปิดเผยว่า สนามบินอู่ตะเภาจะเปิดเทอร์มินอลใหม่ ภายในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 ล้านคนทันที และเมื่อเอาระบบเทคโนโลยีมาช่วย เช่น ระบบเช็กอินด้วยตัวเอง จะสามารถรองรับได้ถึง 5 ล้านคน โดยยังไม่ต้องสร้างเทอร์มินอลเพิ่ม อย่างไรก็ตาม มีแผนร่วมกับรัฐบาลที่จะเดินหน้าขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารให้รองรับผู้โดยสารให้ได้ถึง 15 ล้านคน ภายใน 5 ปี ซึ่งจะต้องสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ใหม่ พร้อมกับอาคารเทอร์มินอลใหม่ ซึ่งจากการประชุมร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อยากเร่งให้มีการประมูลเร็วที่สุดในเดือน ส.ค.นี้

“นับเป็นโชคดีของสนามบินอู่ตะเภาที่อยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ทำให้ต่อไปจะมี พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ดูแลการลงทุนและการใช้พื้นที่ที่มีขั้นตอนรวดเร็วขึ้น ขณะที่การดำเนินโครงการขยายสนามบินและสร้างให้สนามบินอู่ตะเภากลายเป็นเมืองการบิน ที่มีศูนย์ซ่อมเครื่องบิน คาร์โก้ ทางรัฐบาลจะใช้วิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐในรูปแบบพีพีพี ฟาสต์แทรค ในพื้นที่อีอีซี โดยซึ่งรองนายกฯสมคิดระบุว่า จะใช้เวลาเร็วกว่าพีพีพี ฟาสต์แทรคปกติ ขณะที่ทางสนามบินอยู่ระหว่างจ้าง เอกชนทำแผนแม่บทจะสมบูรณ์ในต้นปีหน้า”

ทั้งนี้ ตั้งแต่รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 รองจากสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ได้ทำให้มีผู้โดยสารมาใช้บริการสนามบินอู่ตะเภาเพิ่มขึ้น 70% โดยในปี 2559 มีผู้โดยสารกว่า 700,000 คน มีเที่ยวบินกว่า 8,000 เที่ยว จากที่ ในปี 2557 มีผู้ใช้บริการเพียง 150,000 คน และเพิ่มเป็น 170,000 คน ในปี 2558 โดยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นมากเนื่องจากสายการบินไทยแอร์เอเชียมาใช้สนามบินอู่ตะเภาบินไปหลายเส้นทางในลักษณะของเที่ยวบินประจำ จากเดิมที่มีแค่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เส้นทางเกาะสมุย-อู่ตะเภา และเครื่องบินเช่าเหมาลำ และสิ้นเดือนนี้แอร์เอเชียเปิดอู่ตะเภา-ภูเก็ต และอู่ตะเภา-อุบลราชธานี.

 

“นมวัวแดง” ลุ้นขึ้นชั้น “แบรนด์แห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889836


นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า เพื่อพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค (นมวัวแดง) ให้ก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติและเป็นแบรนด์ที่ติดอยู่ในใจของคนไทย (Top Of Mind) ภายใน 5 ปี อ.ส.ค.วางเป้าหมายทำยอดขายในตลาดทั้งในและต่างประเทศให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดย อ.ส.ค.ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับเครื่องฆ่าเชื้อระบบยูเอชที ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และศึกษาดูงานเกี่ยวกับการผลิตเครื่องบรรจุภัณฑ์แบบไฮสปีด และเครื่องท้ายไลน์บรรจุกระป๋องลง ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งทั้งสองประเทศถือเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมชั้นนำของโลก เนื่องจากมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่ทันสมัย

“อ.ส.ค.จึงมีแผนส่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและบุคลากรด้านพัฒนาวิจัยผลิตภัณฑ์ไปศึกษาเทคนิคและเทคโนโลยีด้านการผลิตในประเทศชั้นนำ เพื่อนำความรู้มาพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถกระบวนการผลิตนมไทย-เดนมาร์คให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในเบื้องต้นจะส่งคนไปศึกษาเทคโนโลยีเพิ่มเติมการใช้เครื่องบรรจุภัณฑ์แบบไฮสปีดที่เยอรมนี เนื่องจากปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังใช้เครื่องมือได้ไม่เต็มศักยภาพ”

นายณรงค์ฤทธิ์กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าเครื่องจักรดังกล่าวมีศักยภาพรองรับในการผลิตผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะนมยูเอชที แต่ยังสามารถสร้างนวัตกรรมตัวผลิตภัณฑ์นม เพื่อแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ อาทิ การทำการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่นำส่วนผสมของเนื้อผลไม้ ผัก เมล็ดธัญพืชที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ เพื่อใช้ผสมในน้ำนม เป็นต้น สำหรับกระบวนการดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสให้ อ.ส.ค.มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ซึ่งขณะนี้ อ.ส.ค.อยู่ในขั้นศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ ตอบสนองคนรุ่นใหม่ในอนาคต.

 

ก้าวที่กล้าคนกล้า ดิจิตอลไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889617


“คนกล้า” รุ่นพี่เคยกล่าวไว้ว่า การทำงานใน “เมือง”…ได้ทุกสิ่งอย่าง เงินทอง แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ…“ความสุข”

ในฐานะที่มีประสบการณ์เป็นคนกล้าที่กลับบ้านแล้ว พูดได้เต็มปากเลยว่า ตอนนี้มีเวลาเลี้ยงลูก มีเวลาทำกับข้าวให้กับคุณพ่อคุณแม่ทาน มีเวลาทำอาหารที่ปลอดภัย ปลูกผักที่ปลอดภัยให้คนในครอบครัวกินได้อย่างภาคภูมิใจ นั่นก็คือความสุข และความสุขนี้ได้มาจากการเข้าร่วมโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น”

“ความสุข”…ที่ไม่ใช่เป็นการเอาตัวเองไปใส่ไว้บนอะไรทั้งสิ้น สอนให้รู้ว่าค่าของคนอยู่ที่สิ่งที่เราทุกๆคนที่มีหน้าที่ แต่ที่เหนือกว่าหน้าที่ก็คือจิตใต้สำนึกที่เราจะร่วมกันพัฒนาบ้านเรา…ทำเกษตรยั่งยืน มีรายได้ ที่มั่นคง

การคืนถิ่น…ที่บ้าน ครอบครัวมีความสุข มีเวลา ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ด้วยกัน สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ที่ต้องการจะสร้างอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นคนเล็กๆคนหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป

“เรามีประชากรกว่า 60 ล้านคน ไม่ต้องทำทุกคน สมมติว่ามีสัก 1 ล้านคนที่เป็นแบบคนกล้า ได้ลงมือทำแบบคนกล้าสัก 100 วัน…เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าสังคมไทยจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่นอน”

โครงการคนกล้าคืนถิ่น…ช่วยให้ก้าวข้ามและกล้าที่จะคิดต่าง สร้างฝันของตัวเอง เพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักสู่ความสุขที่ยั่งยืน กล้าพอที่จะดำเนินรอยตามศาสตร์ของพระราชา “ใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง วิถีพอเพียง อย่างมั่นคงและยั่งยืน” และที่สำคัญสามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ใช้ชีวิตอิสระ ออกแบบชีวิตตนเองได้

ผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวคนกล้าหรืออยากจะเป็นหนึ่งในคนกล้าคืนถิ่น ได้ที่เว็บไซต์ http://www.konglakuentin.com และเฟซบุ๊กเพจ “คนกล้าคืนถิ่น”

โครงการคนกล้าคืนถิ่นปี 2560 “ดิจิตอลฟาร์มเมอร์” นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทำให้คุณเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” บอกว่า หัวใจ สำคัญคือการ…ต่อเชื่อมชีวิตเรากับธรรมชาติที่ถูกตัดขาดไป

ทำการเกษตร…แบบไม่ทำร้ายธรรมชาติ ไม่หวนกลับมาทำลายตัวเอง

“วิถีเกษตรเป็นรากแก้วของสังคมไทย ในอดีตตอนเช้าคนไทยออกไปทำอาชีพต่างๆ ไปเป็นครู ทหาร ตำรวจ ทำงานธนาคาร โรงงาน ค้าขาย กลับมาถึงบ้านตอนเย็นก็ดำเนินชีวิตในวิถีเกษตรยั่งยืน คนที่มีวิถีแล้วทำการเกษตรเป็นอาชีพ เราเรียกว่าเกษตรกร”

ฉะนั้น…วิถีของเกษตรพึ่งตนเป็นวิถีที่เป็นรากแก้วของสังคมไทย เป็นจุดเริ่มต้นของคนกล้าทุกคน คนกล้าที่กลับคืนถิ่นไม่ใช่ไปเป็นเกษตรกรเลย แต่เริ่มปลูกฝังวิถีตนเองให้ได้ก่อน บางคนยังทำงาน ซ่อมคอมพิวเตอร์ นักออกแบบ ค้าขายอยู่…เกษตรกรเมื่อไปอยู่แล้วประสบความสำเร็จก็จะไปเชื่อมร้อยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกัน ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เอสเอ็มอี เกษตร…ผู้ประกอบการเกษตร สตาร์ตอัพ ดิจิตอลฟาร์มเมอร์ ฯลฯ

การออกแบบขับเคลื่อนโครงการ การเปลี่ยนแปลงคนกล้า ถอดต้นแบบจากการสัมมนาร่วมกัน ปุจฉาสำคัญ…หากพูดถึง “การปฏิรูป” การเปลี่ยนผ่าน วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ไม่คืบหน้า เดินหน้าไม่ถึงฝั่งฝัน เหตุสำคัญมาจากอะไรกันแน่? คำตอบที่ได้ ข้อสรุปมีว่า…เป็นเรื่องของการต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ

เริ่มจากคนคิดไม่ได้เป็นคนเรียน คนที่คิดไม่ได้เป็นคนทำ คิดเสร็จ… ได้นโยบาย ได้บทเรียนแล้วก็ส่งไปให้คนปฏิบัติ หรือผู้ปฏิบัติที่ขยันหน่อย ส่วนใหญ่เรียนไป รู้ไป รับคำสั่งไป…บางทีก็ได้แต่คิด ได้แต่เสนอ นอนคิดอยู่นั่นไม่ได้ลงมือทำเสียที คนกล้าหลายคนเป็นนักอบรม…ไปมาแล้ว 7-8 แห่ง กว่าจะเริ่มได้เสียทีก็ใช้เวลาอยู่นาน

หรือคนที่ขยันๆไม่น้อยก็ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ เพราะฉะนั้นการออกแบบกระบวนการเปลี่ยนคนต้องพยายามผลักดันนโยบาย…เปลี่ยนจากภายในเริ่มจากสิ่งที่มี เรียนรู้ ไปร่วมกับคนอื่นวางแผนทั้งของตัวเอง ของคนอื่น แล้วก็ขับเคลื่อนร่วมกับคนอื่นด้วยกระบวนการที่ทำให้เกิด …การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ

ก็จะเกิดการตื่นรู้ ลงมือทดลอง ขยายผล ทั้งของระดับบุคคล องค์การ

ดร.สุมิท ย้ำว่า งานของ “คนกล้า” ก็คืองานพัฒนาคน พัฒนาเครือข่าย พัฒนาภาคการเกษตร…ต้นน้ำของฐานรากประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม กล้าที่จะกลับไปตอบโจทย์ชีวิตของเขา

“คนกล้าสองพันชีวิตที่กำลังทำอยู่ ชีวิตเริ่มต้น ไม่ใช่กลับไปลอยๆ ผ่านกระบวนการอบรมบ่มเพาะ สี่วันสี่คืน บวกกับการทำจริงโดยมีพี่เลี้ยงอีกห้าเดือน จนประสบความสำเร็จ”

การอบรมนอกจากมีแรงบันดาลใจจนเกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากตัวเองแล้ว มองหาสิ่งที่มีในบริบทของตน…ใช้พื้นที่เล็ก…ที่มีไม่เกิน 3 ไร่ ออกแบบให้เกิด “ความพอเพียง…มั่งคั่ง…ยั่งยืน” ได้

ก่อนจะออกไปลงมือจริงในพื้นที่ ต้องมีแผนผัง แผนที่กิจกรรม ที่เรียกว่า…แผนที่ชีวิต ส่วนคนที่ไม่มีที่ดินก็จะมีพื้นที่กลางจัดสรรให้อบรมเข้มข้น 5 เดือน แต่ปัญหามีว่าที่ดินมีมากกว่าคนที่จะเอาไปใช้เยอะมาก

ย้ำว่า…การเข้าสู่วิถีเกษตรของคนกล้า มีความคิดที่แตกต่างตรงที่การเริ่มต้นที่วิถีเกษตรก่อน…ไม่ใช่อาชีพ โครงการคนกล้าคืนถิ่น…เริ่มปีแรกในปี 2558 ผ่านมาถึงวันนี้มีเครือข่ายรวมพลังกันกว่า 30 องค์กรแล้ว ปีที่แล้ว 2559…เริ่มขยับขยายเข้าไปในสถานศึกษา ฝึกคนกล้าให้เป็นครูพี่เลี้ยง เพื่อหวังรองรับเด็กที่ตกหล่นระหว่างทางไม่สำเร็จการศึกษา อีกด้านหนึ่งก็เร่งติดอาวุธ ต่อยอดคนกล้าให้ก้าวอย่างมั่นคงได้ใน…ยุคดิจิตอลไทยแลนด์ 4.0

คนกล้ายุคใหม่สังคมดิจิตอล…ต่อยอดคนกล้าให้เป็นดิจิตอลฟาร์มเมอร์ อบรมปูพื้นฐาน ตอบสนองนโยบายรัฐ เดินหน้าฟันเฟืองประชารัฐ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตชุมชน ปัญหามีว่า…ถ้าไม่มีคนที่ทำเป็นคอยไปกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน ก็จะไม่ได้ผลเต็มที่ คนกล้าก็พร้อมที่จะเดินหน้าเศรษฐกิจ สังคมไทยแลนด์ดิจิตอล 4.0 เต็มกำลัง

“คนกล้าทุกคนไม่ได้ถูกฝึกให้เก่งเดี่ยวไปคนเดียว หากแต่ฝึกให้เก่งร่วม กลับไปอยู่ในชุมชน ส่วนใหญ่ก็รับผิดชอบ ขยายผลให้เกิดการพัฒนาภายในชุมชน”

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะพลิกวิกฤติ…ค่านิยมเกษตรที่ติดลบ ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่ทำจริง…มีรายได้จริง เลี้ยงดูครอบครัวได้ เกษตรกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นอาชีพที่ทำแล้วเท่ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้สบายๆ…เป็นไอดอลให้เยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่หันมาจับอาชีพเกษตรกรให้มีจำนวนมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

“คนคิดดี ทำดี มีเต็มประเทศไปหมด แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นเพราะไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนวิกฤติได้ ถ้าเราใส่แรงไป…ใส่น้ำหนักไปต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ และน้ำหนักไม่มากพอ…ไม่อยู่ในจุดที่เหมาะสม เราจะไม่สามารถงัดปัญหาให้ผ่าน…เกิดการเปลี่ยนแปลงได้”

ถ้าเป็นภาคเกษตรในทฤษฎี ต้องมีพลัง 20 เปอร์เซ็นต์…ดังนั้นถ้ามีเกษตรกร 5 ล้านคน เราต้องการ 1 ล้านคนที่จะเป็นพลังนี้…แต่ละโครงการ กระทรวง ทบวง กรม เอกชนร่วมกันทำปีละอย่างมากก็ 5,000 คน ต้องใช้เวลาทำถึง 200 ปีกว่าจะได้…คงไม่มีใครอยู่ถึงวันนั้น

จำเป็นที่ต้องให้วิถีนี้แตกตัวไปเอง…ให้คนกล้าที่กลับไปในท้องถิ่นชวนเยาวชนในพื้นที่ทำ…ทำแล้วได้ผล ก็ขยายจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง …ชวนกันข้ามตำบล อำเภอ จังหวัด เรียนรู้ผ่านเครือข่าย…โลกออนไลน์

หาก “คนกล้า”…สักหมื่นชีวิตกลับไปแตกตัวแบบนี้…ก็จะสร้าง “เกษตรกรรุ่นใหม่” เป็นล้านชีวิตขึ้นมาได้.

 

ปตท.รุกปรับโครงสร้างธุรกิจ! เล็งนำกลุ่มค้าปลีกลุยตลาดหุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889816


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท.มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้าง ปตท. ประกอบด้วย 1.การโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือ PTTOR โดยมูลค่าการโอนกิจการในครั้งนี้ คิดเป็น 121,953 ล้านบาท ทั้งนี้ ถ้าการโอนกิจการเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 1 ก.ค.นี้ มูลค่าการโอนกิจการดังกล่าวจะถูกปรับด้วยมูลค่าตลาดของสินทรัพย์สุทธิที่เปลี่ยนแปลงไป

2.การเสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการเสนอขายหุ้น IPO รวมถึงการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น แต่จะไม่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่ทำให้ PTTOR มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (Preferential Share Offering) ในสัดส่วนไม่เกิน 5% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของ PTTOR ที่จะเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ทั้งนี้ ปตท. มีนโยบายที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำใน PTTOR ที่อย่างน้อย 45% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยที่ ปตท.และหน่วยงานของรัฐจะถือหุ้นใน PTTOR ต่ำกว่า 50% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว.

 

ประมูลเบอร์มือถือเลขสวยวันที่ 2 ยังคึกคัก ยอดครึ่งวันทะลุ 29.5 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มี.ค. 2560 14:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889430


กสทช. เผยประมูลเบอร์มือถือเลขสวยวันที่ 2 ยังคึกคัก ยอดครึ่งวันทะลุ 29.5 ล้านบาท เลข 7 ตัวเหมือน “092-999-9999” ประมูลสูงสุด 4.51 ล้านบาท…

http://www.thairath.co.th/content/889430

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รายงานผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เลขหมายสวยในช่วงครึ่งวันแรกของการประมูลในวันที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นประมูลเบอร์สวย 7 ตัวเหมือน จำนวน 25 เลขหมาย มีผู้ประมูลไปแล้วจำนวน 6 เลขหมาย เบอร์สวย 6 ตัวเหมือน มีผู้ประมูลแล้ว 9 เลขหมาย คิดเป็นเงินรวม 29,539,997 บาท

สำหรับเบอร์สวยหมาย 7 ตัวเหมือนที่มีการเสนอราคาสูงสุด คือ เลขหมาย 092-999-9999 ในราคาชนะประมูล 4,510,000 บาท รองลงมาคือ เลขหมาย 093-999-9999 ในราคา 4,410,000 บาท และเลขหมาย 090-888-8888 ในราคา 4,110,000 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 3 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยอดการประมูลตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 60 จนถึงวันที่ 19 มี.ค. 60 เวลา 12.00 น. คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 102,327,214 บาท ประมูลออกไปแล้วทั้งหมด 56 เลขหมาย จาก 200 เลขหมายที่นำมาประมูลทั้ง 2 วัน ซึ่งในช่วงบ่ายการประมูลยังคงดำเนินต่อไป โดยการประมูลในวันนี้จะทำการประมูลทั้งสิ้น 100 เลขหมาย.

 

ยันกล้องติดรถทุกประเภท ใช้ลดเบี้ยประกันภัยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2560 14:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888787


หลังมีประชาชนสับสนเกี่ยวกับใช้สิทธิ์ติดกล้องภายในรถยนต์ ลดค่าเบี้ยประกันภัยว่าจะต้องเป็นกล้องซีซีทีวีเท่านั้น ล่าสุด เลขาธิการ คปภ. ยืนยันว่า กล้องติดรถยนต์ทุกประเภท สามารถนำมาใช้สิทธิ์ได้ หากบริษัทใดปฏิเสธการใช้สิทธิ์ มีโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท


http://www.thairath.co.th/clip/110720

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ยืนยันว่า ประชาชนที่ติดตั้งกล้องภายในรถยนต์ทุกประเภท ที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์ประเภทอื่นที่นำมาดัดแปลงเพื่อให้มีลักษณะใช้งานเดียวกันกับกล้องติดรถยนต์ สามารถนำหลักฐานภาพถ่ายการติดตั้งกล้องในรถยนต์ ไปใช้สิทธิ์รับส่วนลดจากเบี้ยประกันภัยสำหรับการทำรถยนต์ภาคสมัครใจ ร้อยละ 5-10 ของเบี้ยประกันภัยสุทธิได้ หากบริษัทประกันภัยใด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ คปภ. ถือว่ามีความผิดมาตรา 90 ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย มีโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท

เลขธิการ คปภ. บอกด้วยว่า มาตรการนี้ มีขึ้นเพื่อจูงใจให้ผู้ขับขี่ขับรถยนต์ระมัดระวังมากขึ้น และคาดว่าสามารถลดอุบัติเหตุทางท้องถนนลงได้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2560

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ประกาศมีผลบังคับใช้ เริ่มมีประชาชนส่วนหนึ่งแจ้งใช้สิทธิ์กับบริษัทประกันภัยแล้ว โดยเชื่อว่ามาตรการนี้ นอกจากจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ยังจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เอาประกันภัย และบริษัทประกันภัย ในการตรวจสอบการเกิดอุบัติเหตุ

 

กสทช.ปลื้ม! ประมูลเบอร์สวย คึกคัก ผ่านครึ่งเช้า ทำรายได้ 40 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2560 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888727


กสทช.ปลื้ม! ประมูลเบอร์โทรศัพท์สวย คึกคัก ผ่านครึ่งเช้าฉลุย!ทำรายได้แล้ว 40 ล้านบาท คาดจบประมูล มีรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน


http://www.thairath.co.th/clip/110715

วันที่ 18 มี.ค. บรรยากาศการเปิดประมูลเลขหมายสวยวันแรก ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. คึกคัก ตั้งแต่เริ่มเปิดประมูลในเวลา 09.30 น. โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมประมูล 55 คน ซึ่งเป็นการประมูลด้วยระบบซอฟต์แวร์ ที่จัดทำขึ้นมาในรูปแบบเว็บไซต์ครั้งแรกของประเทศไทย

ล่าสุด ผ่านไปครึ่งวัน ประมูลไปแล้ว 19 เลขหมาย คิดเป็นมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. คาดว่า การจัดประมูลครั้งนี้ จะมีรายได้เข้ารัฐขั้นต่ำ 100 ล้านบาท ถึง 225 ล้านบาท จากราคาเริ่มต้นต่ำสุด เลขหมายละ 5 แสนบาท สำหรับเหตุผลที่ทำให้มีผู้สนใจจำนวนมาก เพราะราคาไม่แพง มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง สามารถครอบครองเอง หรือนำไปทำการค้าก็ได้ และเป็นเลขหมายที่ไม่สามารถหาได้อีกแล้ว

โดยครั้งนี้นับเป็นการประมูลครั้งที่สอง นับจากปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 7 ตัวเหมือน 50 เลขหมาย ราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 1 หมื่นบาท หลักประกันต่อเลขหมายที่ 3 แสนบาท และ 6 ตัวหมือน 150 เลขหมาย ราคาเริ่มต้น 5 แสนบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 5,000 บาท หลักประกันต่อเลขหมาย 5 หมื่นบาท

โดยจะเปิดให้ประมูลในวันที่ 19 มีนาคม 2560 รับรองผลการประมูลวันที่ 20 มีนาคม ชำระเงินประมูลภายใน 30 วัน นับจากวันรับรองผลการประมูล หมดเขตชำระเงิน ในวันที่ 19 เมษายน 2560 และสามารถเปิดใช้บริการเบอร์ได้ภายใน 90 วัน นับจากวันชำระเงินประมูล