ชวนผู้ค้าออนไลน์ลงทะเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882521


นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงได้เร่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (อี-คอมเมิร์ซ) เพราะปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้รับความนิยมมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. พบว่า ปี 59 มีผู้ค้าออนไลน์ในประเทศ 527,324 ราย มีมูลค่ารวมกว่า 2.52 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40% ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด และเมื่อเร็วๆนี้ กรมได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมหารือถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และวิธีการป้องกันมิจฉาชีพที่อาศัยช่องทาง อี-คอมเมิร์ซหลอกลวงผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการควรได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานความน่าเชื่อถือ และมีการกำกับดูแลกันเอง

“ขอเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจดทะเบียนพาณิชย์ให้ถูกต้อง และขอเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียน DBD Registered เพื่อยืนยันตัวตน โดยนำเครื่องหมายติดไว้บนหน้าเว็บไซต์ให้ผู้บริโภคเห็นชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์นั้นๆ รวมทั้งขอความร่วมมือจากสมาคมการค้าต่างๆ เชิญชวนสมาชิกที่ประกอบธุรกิจผ่านออนไลน์ ดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์และขอเครื่องหมาย DBD Registered ติดบนหน้าเว็บไซต์ด้วย ซึ่ง ณ 28 ก.พ.60 มีผู้ขึ้นทะเบียนร้านออนไลน์กับกรมแล้ว 21,167 ราย และ 23,376 ร้านค้า คิดเป็น 4% ของร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด ถือว่ายังน้อยมาก”

นอกจากนี้ กรมอยู่ระหว่างแก้ไขกฎระเบียบ และระบบการจดทะเบียนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซให้สามารถรองรับการจดแจ้งข้อมูลอี-คอมเมิร์ซผ่านระบบออนไลน์ คาดว่าจะให้บริการได้กลางปีนี้ ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้ติดตามพฤติกรรมการค้าของผู้ประกอบธุรกิจขายปลีกทางอินเตอร์เน็ต กรณีมีการร้องเรียนพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ยังได้กำหนดมาตรการให้การขายสินค้าผ่านออนไลน์ต้องแสดงราคาขาย พร้อมทั้งชนิด ประเภท ขนาด อื่นๆ รวมทั้งค่าบริการขนส่งสินค้าให้ชัดเจน และห้ามขายเกินราคาที่แสดงไว้ ส่วนมาตรการภาษี กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดเก็บภาษีการค้าออนไลน์ด้วย.

 

กรมชลฯเทงบ 3.4 พันล้านจ้างเกษตรกร หวังเพิ่มรายได้ทดแทนทำนาปรังรอบ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882516


นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยเกษตรกรทั่วประเทศ หลังจากที่ภาครัฐประกาศให้พักการทำนาปรังรอบที่ 2 เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามแผน และเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งด้านการเกษตรปี 2559/60 โดยมีนโยบายให้กรมชลประทานเข้าไปดำเนินการจ้างแรงงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณจ้างแรงงานจากภาคการเกษตรมาดำเนินงานด้านก่อสร้างและบำรุงรักษา เช่น งานก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็ก งานซ่อมแซมปรับปรุงโครงการ กำจัดวัชพืช ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานในการส่งน้ำ เพื่อการเพาะปลูกในช่วงฤดูนาปี เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมชลประทานมีแผนการจ้างแรงงานจากวงเงินงบประมาณในปี 60 มี 3,497.19 ล้านบาท ปัจจุบันเบิกจ่ายค่าจ้างแรงงานแล้ว 559.06 ล้านบาท คิดเป็น 15.99% ของงบประมาณการจ้างแรงงาน โดยมีการจ้างแรงงานไปแล้ว 41,184 คน ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 จังหวัดได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา 3,035 คน จังหวัดเชียงใหม่ 2,686 คน และจังหวัดสกลนคร 2,283 คน ตามลำดับ.

 

คนไทย 81.6% เชื่อมั่น ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ทางออกแก้ปัญหาปากท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มี.ค. 2560 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882086


“ซูเปอร์โพล” เผยคนเชื่อ “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามรอย “ในหลวง ร.9” เป็นทางออกแก้ปัญหาปากท้อง ปชช. ร้อยละ 46.7 รับได้รัฐบาลคอร์รัปชันแต่ทำประโยชน์ให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 60 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (ซูเปอร์โพล) เปิดเผย ผลสำรวจเรื่อง “โพลคนไทยพอเพียงจริงหรือ” จากประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,201 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนร้อยละ 83.7 ระบุ ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นปัญหาใหญ่ ที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ในขณะที่ร้อยละ 81.6 เชื่อมั่นมากที่สุดว่า หลักการเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกในการป้องกันแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และร้อยละ 80.8 ระบุว่า กำลังใช้ชีวิตอย่างพอเพียงอยู่ในเวลานี้

เมื่อถามถึงสิ่งที่ได้ทำในช่วง 30 วัน ที่ผ่านมา ใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้ทำอะไรไปบ้าง พบว่า ร้อยละ 95 ระบุว่า เวลาใช้จ่ายเงินอยากซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่วางแผนไว้ก่อน ร้อยละ 67.1 มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ร้อยละ 46.7 เห็นว่า ถ้ามีรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ทำให้ได้คุณประโยชน์มาแบ่งกัน ก็จะยอมรับได้ ร้อยละ 36.7 ระบุว่า มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ส่วนตัวอย่างเป็นระบบ

 

บัส นร. ตกเหวปราจีนฯ ปรับผู้ประกอบการ 5 หมื่น พักใบอนุญาตคนขับ 30 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มี.ค. 2560 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/881346


เหตุรถบัสเช่าเหมาเสียหลัก ตกลงข้างทางจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตที่ จ.ปราจีนบุรี ปรับผู้ประกอบการขั้นสูงสุด 50,000 บาท และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถคนขับชั่วคราว 30 วัน เพื่อรอการสอบสวนหาสาเหตุและพิจารณาลงโทษตามข้อหาความผิดต่อไป

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีอุบัติเหตุรถบัสเช่าเหมาที่นำคณะครูและนักเรียน โรงเรียนพังทุยพัฒนศึกษา จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งสิ้น 48 ราย ไปทัศนศึกษาที่อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี เสียหลักช่วงทางโค้งและพุ่งตกลงข้างทาง บริเวณโค้งหน้าศาลโทน ถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว จังหวัดปราจีนบุรี จนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก กรมการขนส่งทางบกโดยสำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทันที พร้อมเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลนาดี โรงพยาบาลกบินทร์บุรี และโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ พร้อมประสานผู้แทนบริษัท สินมั่นคง ประกันภัย จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บโดยเร็ว

สำหรับการตรวจสอบข้อมูล พบว่ารถคันเกิดเหตุเป็นรถโดยสารเช่าเหมา มาตรฐาน 4 (รถโดยสารสองชั้น) หมายเลขทะเบียน 30-1027 อุบลราชธานี ซึ่งตรวจสภาพรถครั้งล่าสุดเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2559 มีการจัดทำประกันภัยกับบริษัท สินมั่นคง ประกันภัย จำกัด มีพนักงานขับรถขณะเกิดเหตุชื่อ นายวันดี พุ่มพวง ใบอนุญาตขับรถทุกประเภท ชนิดที่ 3 เลขที่ ชย.202/59 วันสิ้นอายุใบอนุญาต 19 มิถุนายน 2562 กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการตรวจสอบจากพยานแวดล้อมรวมถึงการตรวจสอบความเร็วจาก GPS พบว่า มีความเร็วก่อนเกิดเหตุที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับสาเหตุที่แท้จริง อยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้โดยสาร เพื่อนำประกอบการพิจารณาคดีต่อไป

เบื้องต้นได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวระยะเวลา 30 วัน สำหรับผู้ประกอบการได้ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มาตรา 36 ฐานไม่ควบคุมกำกับดูแลพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยขั้นสูงสุด เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 50,000 บาท และถอนรถคันที่เกิดเหตุออกจากใบอนุญาตประกอบการขนส่งทันที พร้อมบันทึกประวัติการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเพิ่มรถหรือต่อใบอนุญาตประกอบการ และได้แจ้งให้ผู้ประกอบการนำรถที่มีในครอบครองอีกจำนวน 1 คัน เข้ารับการตรวจสภาพ และจัดส่งพนักงานขับรถเข้ารับการอบรมการขับรถอย่างปลอดภัยต่อไป.

** ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่ **

 

ทองคำเปิดตลาดขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มี.ค. 2560 09:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/881090


ราคาทองวันที่ 11 มี.ค. เปิดตลาดราคาเพิ่มขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.20 น. ราคาเพิ่มขึ้น 100 บาท จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 บาท ขายออกบาทละ 20,200 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 บาท ขายออกบาทละ 20,700 บาท.

 

ติดกล้องลดเบี้ยประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880946


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 8/2560 เรื่องให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ ซึ่งส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องมอบส่วนลดในการขายประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ 5-10% แก่ผู้ใช้รถยนต์ที่ติดตั้งกล้องซีซีทีวี ทั้งในส่วนผู้ทำประกันภัยรายใหม่และรายเก่าที่ต่ออายุสัญญาประกันภัย โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.60 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การขอส่วนลดค่าเบี้ยประกัน ผู้เอาประกันภัยต้องแสดงหลักฐานภาพถ่ายการติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งกับรถยนต์คันเอาประกันภัยในเวลาทำสัญญาประกันภัย และต้องติดตั้งไว้ตลอดระยะเวลาเอาประกันภัยด้วย ซึ่งส่วนลดดังกล่าวผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบได้ในช่องส่วนลดอื่นๆ ที่หน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ขณะที่กรณีผู้ขับรถที่ติดกล้องและซื้อประกันภัยหลังวันที่ 3 มี.ค.60 แต่ยังไม่ได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัย สามารถขอส่วนลดเบี้ยประกันภัยกับบริษัทในภายหลังได้ด้วย

นายสุทธิพลกล่าวว่า คปภ.ได้หารือกับภาคธุรกิจประกันภัย โดยมีข้อสรุปว่า การใช้มาตรการด้านประกันภัยช่วยจูงใจให้คนไทยติดตั้งกล้องซีซีทีวีในรถยนต์มากขึ้น เพราะเมื่อมีการติดตั้งกล้องแล้วทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์มีความระมัดระวัง และกังวลว่ามีกล้องที่ติดตั้งอยู่กับรถยนต์คันอื่นบันทึกภาพเคลื่อนไหวหรือไม่ ทำให้การขับขี่ทุกครั้งต้องมีความระมัดระวัง ซึ่งสามารถลดอุบัติเหตุทางท้องถนนลงได้ นอกจากนี้หลักฐานการเกิดอุบัติเหตุที่ถูกบันทึกได้โดยกล้องติดรถยนต์ ยังสามารถช่วยให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น.

 

“ฉัตรชัย” หวั่นใจน้ำน้อยแล้งหนัก สั่งคุมทำนาปรังรอบ 3 เหลือศูนย์ ขู่เด้งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880945


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ข้าราชการและหัวหน้าคณะทำงานกระทรวงเกษตรฯ แต่ละจังหวัด (ซิงเกิ้ลคอมมานด์) ควบคุมการปลูกข้าวนาปรังรอบ 3 ให้เหลือศูนย์ เนื่องจากปัจจุบันมีการปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 มากกว่าแผน 3 ล้านไร่ จากแผนที่กำหนดไว้ 6.93 ล้านไร่ และกระทรวงฯไม่มี น้ำสนับสนุนการทำนาปรังรอบ 3 ซึ่งอาจทำให้เกษตรกร เสียหายได้ จึงกำชับให้ข้าราชการทุกคน ทำความเข้าใจ เกษตรกรในพื้นที่ ส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทนที่มีรายได้ไม่น้อยกว่าการปลูกข้าว ทั้งนี้หากพื้นที่ไหนปล่อยให้ทำนาปรังรอบ 3 เกิดขึ้น จะลงโทษข้าราชการทุกคนไม่มีข้อยกเว้น

ทั้งนี้ การที่เกษตรกรหันมาปลูกข้าวนาปรังรอบ 3 เนื่องจากเกษตรกรไม่มีรายได้จึงต้องหันมาปลูกข้าว ทางกระทรวงฯ จึงออกแผนเตรียมช่วยเหลือภัยแล้งด้านการเกษตรปี 60 ทั้งหมด 4 แผน 1.แผนจัดสรรน้ำ 2.แผนเพาะปลูกพืช 3.แผนปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี 60 และ 4.มาตรการช่วยเหลือภัยแล้งด้านการเกษตรปี 60

“ถ้าผมถามเรื่องนโยบาย ข้าราชการสมัยใหม่ต้องรู้ จะบอกไม่รู้ไม่ได้ มีคนอยู่เท่านี้ไม่สามารถทำงานที่ล้นมือได้ ก็ต้องหาตัวช่วย เช่น ระดับจังหวัด ก็ตั้งซิงเกิ้ลคอมมานด์ขึ้นมา เพื่อบูรณาการทำงานเกษตรทั้งจังหวัด ใช้หมอดินอาสา ปราชญ์เกษตร ซึ่งทุกหน่วยงานยินดีช่วย ถ้าข้าราชการคนไหนไม่เต็มใจช่วยขับเคลื่อนให้มาบอกผม”

ขณะที่สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้คาดว่าจะแล้งกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ช่วงเดือน เม.ย. อุณหภูมิจะร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส แต่กระทรวงเกษตรฯได้วางแผนแก้ปัญหาล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้พื้นที่การเกษตรเสียหายน้อยที่สุด โดยทําการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีความเสี่ยงขาดน้ำ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อเทียบกับปี 59 ที่มีพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 46 จังหวัด 391 อำเภอ ปีนี้พื้นที่ประสบภัยจะน้อยกว่า 4 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากปี 59 มีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายปีทําให้มีน้ำต้นทุนในแหล่งเก็บน้ำมากกว่าปีก่อนๆ.

 

นักวิเคราะห์เชื่อ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบเศรษฐกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 23:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880820


นักวิชาการ เชื่อ “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยไม่สะเทือนเศรษฐกิจโลก ชี้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงแตะที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แนะปรับตัวและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นได้…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2560 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) จะประชุมเพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 14-15 มี.ค.นั้น เป็นเพราะได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จึงทำให้เฟดตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ ทั้งนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ทำให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าไปยังสหรัฐส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 34.5-35.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

อย่าไงรก็ตามแม้ว่าจะเป็นการอ่อนค่าลงเร็ว แต่ยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ว่ามีโอกาสอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวและต้องป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นได้

“เชื่อว่า ภาพลบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น นอกจากว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบช็อคตลาด ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐไหลกลับประเทศหมดแล้วไม่กลับมา ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตเพียงประเทศเดียว ขณะที่ประเทศอื่นไม่โต จนต้องหันกลับมาทำสงครามค่าเงิน และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะงักอีก

อย่างไรก็ดี มองว่า การที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เงินไหลเข้าประเทศไทยสุทธิยังคงเป็นบวกอยู่ เพราะการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ไทยมีแต้มต่อในการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

 

พาณิชย์ แจงเงื่อนไขทีโออาร์ข้าวเข้าอุตฯไม่ใช่บริโภคของคน 3.66 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 22:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880812


พาณิชย์ ชี้แจงเงื่อนไขประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมไม่ใช่บริโภคของคน 3.66 ล้านตัน ระบุผู้เสนอซื้อต้องส่งแผนการใช้ข้าวป้องกันการรั่วไหลเข้าระบบปกติ

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้ชี้แจงเงื่อนไข (ทีโออาร์) การเปิดประมูลข้าวสารสต็อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมไม่ใช่บริโภคของคนปริมาณ 3.66 ล้านตัน ที่จะเปิดให้ยื่นซองเสนอคุณสมบัติวันที่ 20 มี.ค. และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาวันที่ 23 มี.ค.นี้

advertisement

โดยข้าวที่นำมาเปิดประมูลรอบนี้เป็นข้าวที่อยู่ใน 278 คลัง 39 จังหวัด ซึ่งมีข้าวหลายชนิดปะปนอยู่ทั้งข้าวเกรดพี, เอ และบี (ข้าวผ่านมาตรฐาน) และมีเกรดซี (ข้าวเสื่อม) ปนตั้งแต่ 20-80% รวมทั้งมีข้าวผิดชนิด ผิดมาตรฐานปนอยู่ด้วย

สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ จึงต้องกำหนดให้ผู้ซื้อต้องส่งรายงานรับรองว่านำข้าวที่ประมูลได้ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่แจ้งไว้ และองค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จะส่งทีมออกไปตรวจสอบโรงงานว่าได้ดำเนินการตามแผนที่แจ้งไว้หรือไม่ หากไม่นำข้าวไปใช้ตามที่แจ้ง ผู้ที่ชนะประมูลจะถูกยึดหลักประกัน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“เงื่อนไขการประมูลรอบนี้ จะแตกต่างกับการประมูลข้าวปกติ เพราะเป็นข้าวที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคน ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมพลังงาน ฯลฯ สามารถเข้าร่วมประมูลได้หมด จึงต้องวางระบบไม่ให้ข้าวเหล่านี้เข้ามาปะปนกับตลาดปกติ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อข้าวปกติได้ โดยอคส.จะชี้แจงวิธีการตรวจสอบดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 17 มี.ค.นี้”

ส่วนสถานการณ์ข้าวขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่า ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 60 ที่ทยอยออกมาเร็วๆ นี้ จะมี 6 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งไม่น่าห่วง แม้ว่ารัฐบาลจะระบายข้าวออกมามาก แต่ก็เข้าสู่ตลาดที่ไม่ใช่การบริโภคของคน จึงไม่กระทบต่อราคา แต่ที่เป็นกังวลคือ ผลผลิตข้าวนาปี ฤดูกาล 60/61 ที่จะออกมาในช่วงเดือนต.ค. ซึ่งได้หารือถึงมาตรการรองรับไว้แล้ว

“สิ้นเดือนเม.ย.จะเห็นภาพรวมของข้าวที่รับมาทั้งหมด 17.7 ล้านตัน ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 6.6 ล้านตัน และกำลังระบายออกไปอีก 3.66 ล้านตัน รวมทั้งเดือนเม.ย.จะระบายออกอีก 1 ล้านกว่าตัน หากขายได้หมดจะทำให้ข้าวเหลือน้อย ซึ่งยังมีระยะเวลาอีก 5 เดือน ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย. ที่จะสะสางข้าวที่ประมูลไม่ได้และนำมาประมูลใหม่ก่อนที่ข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่จะออกมา”

สำหรับการส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-8 มี.ค.60 ส่งออกข้าวแล้ว 2.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 59 มูลค่า 31,700 ล้านบาท ลดลง 3%

 

สุวรรณภูมิ แจงมาตรการเข้ม ป้องกันมือดีฉกทรัพย์สินกระเป๋าผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 20:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880786


สุวรรณภูมิ แจงมาตรการเข้มป้องกันขโมยทรัพย์สินกระเป๋าผู้โดยสาร จ่อขึ้นบัญชีดำมือฉก ขู่ผู้รับสัมปทานขนกระเป๋า หากเกิดขึ้นอีกจะฉีกสัญญา เล็งตั้งบริษัทลูกดูแลเอง คาดใช้เวลา 2 ปี ขณะที่บีเอฟเอส ชี้ตรวจสอบแล้วไม่พบพนักงานพฤติกรรมน่าสงสัย…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) แถลงข่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย และการป้องกันการลักทรัพย์สินจากกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร หลังเกิดการแชร์ข้อความ ภาพ และคลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และได้รับร้องเรียนว่ากระเป๋าผู้โดยสารถูกรื้อค้น และถูกตัดแม่กุญแจ ว่า ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า และสายพานคัดแยกกระเป๋าแล้ว ไม่พบความผิดปกติ หรือมีผู้ใดไปแตะต้องกระเป๋าระหว่างอยู่ในระบบสานพานลำเลียงที่อยู่ในการดำเนินงานของ ทสภ. โดยหลังจากนั้นกระเป๋าได้ถูกพนักงานขนถ่ายสัมภาระของสายการบิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟล์เซอร์วิส จำกัด (บีเอฟเอส) ขนเข้ารถดอลลี่นำไปขึ้นเครื่อง

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานในส่วนที่ ทสภ.รับผิดชอบไม่ได้สร้างความเสียหายต่อกระเป๋าแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ พยายามติดตามความคืบหน้าการหาตัวคนร้าย โดยขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นายศิโรตม์ กล่าวต่อว่า ทสภ.ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สินของผู้ใช้บริการเป็นอันดับหนึ่ง โดยได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่คัดแยกกระเป๋าสัมภาระอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการลักทรัพย์สินจากสัมภาระผู้โดยสาร อาทิ จัดชุดตรวจร่วม และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจตราดูแลในพื้นที่คัดแยกกระเป๋าตลอด 24 ชั่วโมง ควบคุมช่องทางเข้า-ออกของผู้ปฏิบัติงาน พนักงานที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในเขตการบินต้องได้รับการตรวจบัตรรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออกทุกครั้ง ห้ามนำทรัพย์สินติดตัวเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติงาน หากจำเป็นต้องนำเข้าไปต้องสำแดง และบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

advertisement

อย่างไรก็ตาม หากพบการกระทำผิดจะยึดบัตรรักษาความปลอดภัยบุคคล และขึ้นบัญชีดำในระบบการออกบัตรรักษาความปลอดภัย เพื่อไม่ให้สามารถเข้าพื้นที่เขตห้ามของ ทสภ.ได้อีก รวมทั้งส่งตัวผู้กระทำความผิดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ได้เน้นย้ำกับฝ่ายบริการภาคพื้นอุปกรณ์ภาคพื้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีเอฟเอส ผู้ได้รับสัมปทานจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในการให้บริการภาคพื้นกำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด ดำเนินงานตามมาตรฐานที่ ทอท. กำหนด หากผู้ประกอบการรายใดละเลย และปล่อยให้มีการลักทรัพย์สินจากกระเป๋าสัมภาระเกิดขึ้น จะพิจารณายกเลิกสัญญา

ขณะเดียวกันกำลังเตรียมจัดตั้งบริษัทลูกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านบริการภาคพื้นเข้ามาบริหารจัดการดูแลด้านการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร รวมทั้งดูแลรักษาความปลอดภัยด้วยตนเองด้วย เพื่อให้สามารถควบคุม และป้องกันดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าการจัดตั้งจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

ด้าน น.ท.สุธน ยาปาน ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคง บริษัท บีเอฟเอส กล่าวว่า บริษัทฯไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน และตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าไม่ปรากฏพฤติกรรมที่น่าสงสัย ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจตราระหว่างปฏิบัติงาน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประกบกับพนักงานตั้งแต่จุดคัดแยกกระเป๋า จนกระทั่งกระเป๋าขึ้นเครื่องบินเรียบร้อย พร้อมกันนี้ยังควบคุมด้วยกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่แทบทุกตารางนิ้ว เพียงพอที่จะตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทฯ ดูแลกระเป๋าผู้โดยสาร 16 ล้านใบต่อปี และปีที่ผ่านมามีรายงานเกี่ยวกับกระเป๋าเสียหายไม่ถึง 30 ราย ถือเป็นสถิติที่น้อยมาก ซึ่งเราก็พยายามแก้ไขจุดที่บกพร่องเพื่อไม่ให้มีกรณีกระเป๋าเสียหายเกิดขึ้น

พ.ต.อ.มนเทียร เบ้าทอง ผู้กำกับ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า เตรียมส่งกระเป๋าเดินทาง ลูกกุญแจ และนาฬิกา ไปตรวจดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝงต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุเกิดขึ้นที่ประเทศไทย หรือญี่ปุ่น และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ยังไม่พบตัวคนร้าย ดังนั้นจึงต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตามฝากถึงผู้โดยสารว่า อยากให้ใช้กระเป๋าเดินทางที่สามารถล็อกรหัสได้ ซึ่งจะดีกว่าการใช้แม่กุญแจล็อกกระเป๋า เพราะคนร้ายจะไม่สามารถเปิดกระเป๋าได้โดยง่าย.