หุ้นไทยปิดท้ายสัปดาห์ร่วง 9.33 จุด ซื้อขาย 39,569.57 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 18:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880720


หุ้นไทยปิดซื้อขายท้ายสัปดาห์ ร่วง 9.33 จุด ปิดที่ 1,539.91 จุด มูลค่าซื้อขาย 39,569.57 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายท้ายสัปดาห์ในแดนลบ ดัชนีหุ้นไทยร่วงลง 9.33 จุด หรือ 0.60% ปิดที่ 1,539.91 จุด มูลค่าซื้อขาย 39,569.57 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวแดนลบ ดัชนีแตะระดับสูงสุดที่ 1,548.59 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,537.23 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)

 

ดัชนีเชื่อมั่นทอง มี.ค. พุ่ง! ผู้ค้ามองราคาขยับ คาดบาทละ 21,001-21,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 17:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880671


ดัชนีเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือน มี.ค. ปรับขึ้นที่ระดับ 68.05 จุด จากนโยบาย ศก.ทรัมป์ ความไม่แน่นอน ศก.โลก ผู้ค้าส่วนใหญ่ เชื่อทองจะขยับขึ้น ให้กรอบราคาสูงสุดที่บาทละ 21,001-21,500…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือน มี.ค.2560 อยู่ที่ระดับ 68.05 จุด ปรับขึ้น 3.13 จุด หรือปรับขึ้น 4.82% จากระดับ 64.92 จุด ในเดือน ก.พ. 2560 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อราคาทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ราคาทองจะมีความผันผวน โดยกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าปัจจัยเชิงบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือ นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และสถานการณ์การเมืองในยุโรป ส่วนปัจจัยกดดันหลักต่อราคาทองคำยังคงเป็นทิศทางนโยบายทางการเงินของ FED ช่วงกลางเดือน มี.ค.

advertisement

สำหรับผลสำรวจครั้งนี้จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 255 ตัวอย่าง พบว่า 56.47% ของกลุ่มตัวอย่าง คิดว่าจะซื้อทองคำในช่วงเดือน มี.ค.60 ขณะที่ 27.45% ยังไม่แน่ใจ และอีก 16.08% คาดว่าจะยังไม่ซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือน มี.ค.60

ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำจำนวน 10 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำในเดือน มี.ค. 2560 จะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นจำนวน 9 ราย และคาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับราคาทองในเดือน ม.ค. 2560 จำนวน 1 ราย โดยมีมุมมองดังนี้ Gold Spot กรอบราคาต่ำสุดให้น้ำหนักบริเวณ 1,211-1,230 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ กรอบสูงสุดที่บริเวณ 1,280-1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศ ความบริสุทธิ์ 96.5% กรอบราคาต่ำสุดให้น้ำหนักที่ 20,001-20,500 บาท ทองคำต่อน้ำหนัก 1 บาท กรอบราคาสูงสุดที่บริเวณ 21,001-21,500 บาท ต่อทองคำต่อน้ำหนัก 1 บาท และด้านค่าเงินบาทไทย กรอบต่ำสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ 34.51-35.00 บาทไทยต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และสูงสุดที่ 35.01-35.50 บาทไทยต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.

 

สั่งนำร่องเปลี่ยนรถตู้ร่วม บขส. เป็นมินิบัส ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 16:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880601


“พิชิต” สั่ง บขส. ปรับตัวเพิ่มรายได้ขยายธุรกิจเน้นขนส่งสินค้า-ท่องเที่ยว ตั้งเป้ารายได้โต 10% พร้อมลุยแก้ไขปัญหารถตู้โดยสารตั้งสหกรณ์-นิติบุคคล เดินหน้านำร่องเปลี่ยนรถตู้ร่วม บขส. เป็นมินิบัส…

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ ได้มอบนโยบายให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. เร่งจัดตั้งสหกรณ์รถตู้ร่วมโดยสาร บขส. สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่วิ่งให้บริการขณะนี้ เนื่องจากว่า หากเป็นในรูปสหกรณ์หรือนิติบุคคลจะมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการให้บริการผู้โดยสารมากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนั้น ให้ บขส. นำร่องในการปรับเปลี่ยนรถตู้โดยสารมาเป็นรถมินิบัสก่อน 55 คัน ใน 13 เส้นทาง โดยให้มินิบัสเริ่มวิ่งให้บริการในวันที่ 1 ก.ค.นี้

advertisement

นอกจากนั้น ให้ บขส.เร่งดำเนินการขยายธุรกิจในขอบข่ายที่ บขส.ให้บริการอยู่ โดยเฉพาะเพิ่มเส้นทางที่วิ่งให้บริการระหว่างประเทศจากประเทศไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอาเซียนจากเดิมวิ่งให้บริการในประเทศลาว 12 เส้นทาง และกัมพูชา 2 เส้นทาง ให้พิจารณาเพิ่มเส้นทางไปยังพม่าและจีน รวมถึงให้ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบริการรถโดยสาร เพื่อสร้างผลการดำเนินงานและกำไรมากขึ้น โดยเฉพาะเพิ่มการขนส่งสินค้าทางรถโดยสารจากปัจจุบันมีรายได้ในส่วนนี้ 120 ถึง 140 ล้านบาทต่อปี หรือ 2% จากรายได้ทั้งหมด 4,300-4,400 ล้านบาทต่อปี ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10%

นายพิชิต กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ให้เพิ่มในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยวเนื่องจากมองว่าปัจจุบัน บขส. มีรถโดยสารที่วิ่งให้บริการในเส้นทางประจำอยู่แล้ว ก็ควรที่จะเพิ่มรายได้โดยเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวในเส้นทางที่มีศักยภาพและ บขส. เป็นผู้ดำเนินการเอง สำหรับสาเหตุที่ต้องการให้เพิ่มและขยายธุรกิจเนื่องจากในปัจจุบันนี้ บขส. มีสินทรัพย์รวมกว่า 5,000 ล้านบาท แต่มีการสร้างศักยภาพที่จะเพิ่มรายได้และกำไรต่ำมาก ประกอบกับธุรกิจการเดินรถโดยสารมีการแข่งขันมาก
ดังนั้น จึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ และในระยะยาว บขส. ต้องมีการปรับโครงสร้างที่จะแยกส่วนกำกับดูแล และการให้บริการรถโดยสารออกจากกันอย่างสิ้นเชิง จึงต้องเตรียมตัวเพื่อเตรียมพร้อมไว้

นายพิชิต กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าในการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารนั้น ขณะนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. กำลังศึกษาอยู่ ซึ่งภายใน 1-2 เดือนนี้ จะได้ข้อสรุป แต่คาดว่าการให้บริการผู้โดยสารจะยังอยู่บริเวณสถานีกลางบางซื่ออยู่.

 

‘ธนวรรธน์’ แจงข้อดีแวต 7% ชี้ปรับขึ้น ต้องให้ศก.พร้อม-คนมีรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 15:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880597


“ธนวรรธน์” ชี้ขึ้นแวตจาก 7% ต้องให้ ศก.พร้อม และประชาชนมีรายได้ดี ระบุหากปรับอัตราที่สูงในครั้งเดียวเหมือนญี่ปุ่น จะทำให้เกิดการช็อก ย้ำแวตอัตราต่ำมีประโยชน์ ช่วยดึงดูดลงทุน-ท่องเที่ยว…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากระดับปัจจุบัน 7% ว่า ควรปรับขึ้นเมื่อระบบเศรษฐกิจมีความพร้อมจริงๆ และประชาชนมีความสามารถในการหารายได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลานั้น โดยการปรับขึ้นภาษีควรจะทำเมื่อเศรษฐกิจมีระดับการเติบโตสูง เช่น ในภาวะที่รัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 4-5% ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเศรษฐกิจมีความพร้อมมากขึ้น รวมทั้งการเก็บภาษีในช่วงที่สินค้าเกษตรมีราคาสูงหรือเป็นช่วงขาขึ้น ซึ่งช่วงนั้นระบบเศรษฐกิจไทยจะมีความพร้อมที่จะปรับขึ้นภาษีได้มากกว่า

advertisement

ทั้งนี้ หากปรับขึ้นภาษีในขณะที่เศรษฐกิจยังพื้นตัวไม่เต็มที่ อาจจะทำให้เกิดการช็อก เพราะสังคมจะเกิดความกังวลและรู้สึกว่ามีภาระในการใช้จ่ายที่สูงขึ้น และรัฐบาลไม่ควรปรับขึ้นภาษีในอัตราที่สูงเกินไปภายในครั้งเดียวเหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่น แต่หากไทยจะปรับขึ้นแวต ครั้งละ 1% ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่สามารถทำได้ ดังนั้นการที่รัฐบาลมีแผนจะตรึงภาษีต่อไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อยจนถึง ก.ย.61 ซึ่งช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยน่าจะมีความพร้อมมากขึ้น

“ความจำเป็นที่ไทยจะต้องปรับขึ้นแวตจาก 7% เป็น 8% เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังจะต้องไปพิจารณาว่าไทยจำเป็นจะต้องปรับขึ้นหรือไม่ ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ ยังใช้แวต 7% เช่นเดียวกัน กรณีนี้เป็นเครื่องสะท้อนว่าประเทศที่ใช้อัตราภาษีต่ำมักจะเป็นแรงจูงใจที่ดี ช่วยดึงดูดการลงทุน ดึงดูดการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นภาษีต่ำ ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็นประโยชน์ ท่ามกลางประเทศในภูมิภาคที่เก็บแวต ในอัตรา 10% เช่น เมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ”

อย่างไรก็ตาม หากมีการวิเคราะห์แล้วว่าการเก็บแวตที่ 7% ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่ออนาคตของประเทศ และประเทศไทยยังเก็บภาษีได้ในระดับต่ำ และถ้ายังไม่สามารถดึงคนเข้ามาในระบบฐานภาษีได้อย่างเพียงพอ การขึ้นแวตอาจเป็นเรื่องจำเป็น.

 

แสนสิริลั่นลุยโซเชียล-เอพีเชิญศาสตราจารย์ดังวางแผนธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 15:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880581


ธุรกิจอสังหาฯ ไทยขยับมีสีสัน “แสนสิริ” ลุยโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง พร้อมเตรียมเปิดเว็บไซต์ 5 ภาษาและเฟซบุ๊กแฟนเพจ 4 เวอร์ชั่น ด้าน “เอพี” เชิญศาสตราจารย์ชื่อดังเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ…

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการขยายตลาดสู่ต่างประเทศคือ กลยุทธ์การเติบโตหลักของบริษัทฯ ในปี 2560 ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปี ปีนี้ตั้งยอดขายไว้ที่ 8,000 ล้านบาท เพิ่มเป้าจากเมื่อต้นปีอยู่ที่ 7,500 ล้านบาท เพราะเริ่มเห็นแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองไทยอยู่ในระดับสูงกว่าคาดการณ์ รวมทั้งลูกค้าต่างประเทศรู้จักและเชื่อมั่นแบรนด์แสนสิริมากขึ้นทำให้ตัดสินใจซื้อโครงการได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อว่ายอดขายตลาดต่างชาติหลัก คือ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประเทศละ 20-30% ซึ่งช่องทางการตลาดบนสื่อดิจิตอลจะเป็นช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สูง เพราะพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่สื่อดิจิตอลมากขึ้นตลอดจนช่องทางดิจิตอลและโซเชียลมีเดียยังเป็นช่องทางในการทำการตลาด ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีแผนจะผลักดันกลยุทธ์ด้านโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้งอย่างเข้มข้นเพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วโลก

สำหรับแนวทางการทำการตลาดในต่างประเทศนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทิศทางธุรกิจของบริษัทที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิตอลทรานฟอร์เมชั่น ตลอดจนยังอาจช่วยในการดำเนินธุรกิจของบริษัทลูกของแสนสิริและธนาคารไทยพาณิชย์ที่กำลังทำร่วมกันในอนาคตด้วย

advertisement

ด้าน นายสมัชชา พรหมศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและระบบฐานข้อมูลการตลาด บริษัท แสนสิริฯ กล่าวว่า แสนสิริให้ความสำคัญกับการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างครอบคลุมและเข้าถึงเป้าหมายมาโดยตลอด เล็งเห็นว่า วันนี้โซเชียลมีเดียคือสื่อที่จะทำให้แบรนด์ใกล้ชิดและเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีที่สุดจึงสร้างและผลักดันโซเชียลมีเดียของตนเองในทุกช่องทางสำคัญ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก
ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดีย ที่คนไทยใช้มากที่สุดและเป็นช่องทางที่แสนสิริประสบความสำเร็จมากที่สุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แสนสิริให้ความสำคัญกับการทำการตลาดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการสร้างจำนวนฐานแฟนให้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมียอดกดไลค์จากลูกบ้านของแสนสิริเองและผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกบ้านของแสนสิริถึง 1 ล้านไลค์ และจากความสำเร็จดังกล่าว ได้วางเป้าหมายต่อไปที่จะเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก 1,000 ล้านคน โดยเปิดตัวเว็บไซต์เต็มรูปแบบภายในปีนี้ใน 5 ภาษา คือ อังกฤษ จีนกลาง จีนกวางตุ้ง ญี่ปุ่น และรัสเซีย พร้อมเฟซบุ๊กแฟนเพจ 4 เวอร์ชั่น สำหรับฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และอินเตอร์เนชั่นแนล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การตลาดเฟซบุ๊กเพื่อทำให้ไปได้ไกลมากกว่าเดิมแบบก้าวกระโดดเท่าทวีคูณ ทั้งนี้ แนวทางการปรับกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งของแสนสิริจะมุ่งจับเทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงในปี 2560 นี้ แต่จะไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถูกรบกวนหรือล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว

อีกด้านหนึ่ง นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้กลยุทธ์ AP Think Different บริษัทฯ ต้องการสร้างความได้เปรียบทางกลยุทธ์ที่จะนำพาองค์กรเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จแบบยั่งยืน วันนี้ กระแสของเทคโนโลยีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมทางสังคมอย่างมาก จึงเป็นเหตุผลที่เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ อย่าง ศาสตราจารย์ ดร. ไมเคิล เลอเพ็คช์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐฯ ร่วมกับทีมงานของเอพีในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจแบบยั่งยืน

ทั้งนี้ เอพีมุ่งสร้างความแตกต่างด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมดีไซน์เพื่อพื้นที่ใช้สอยที่ไม่จำกัด โดยจัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการพิเศษ LEAD – INNOVATE – DISRUPT – CHANGE โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ไมเคิล ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sustainable Engineering เป็นวิทยากรและร่วมวางแผนกลยุทธ์ ผสาน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการและการบริหารจัดการโครงสร้างองค์กร โดยทั้ง 3 ส่วนงานต้องทำงานสอดรับกันสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจให้แก่องค์กรแบบยั่งยืน พร้อมลงพื้นที่โครงการที่กำลังพัฒนา แชร์ประสบการณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์และวางกลยุทธ์ร่วมกับคณะผู้บริหารและทีมงานเอพี เพื่อความเป็นผู้นำทางธุรกิจอย่างยั่งยืนของเอพี
ควบคู่ไปกับการสร้างเพื่อสังคมที่น่าอยู่.

 

สมคิด ยันไม่ขยับแวตแน่! แจงนายกฯ พูดปรับขึ้น 1% แค่เปรียบเทียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880586


สมคิด ยืนยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดขึ้นแวตแน่นอน เพราะเศรษฐกิจขณะนี้อยู่ในช่วงฟื้นตัว ไม่ใช่เวลาเหมาะสม และสัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ระดับต่ำที่ 44% ของจีดีพี ชี้ที่นายกฯ พูด แค่เปรียบเทียบให้คนไทยมีความรู้สึกรับผิดชอบเสียสละ…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 1% ไม่เป็นความจริง โดยระบุว่า จากที่พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ไม่เคยบอกจะปรับขึ้นแวต แต่สิ่งที่พูดเป็นการเปรียบเทียบว่า การขึ้นแวต 1% จะมีรายได้เข้ารัฐเท่าไหร่ และเพื่อให้คนไทยมีความรู้สึกรับผิดชอบ ว่าหากจะดำเนินการจะทำอะไรต้องมีการเสียสละบ้าง

ทั้งนี้ยืนยันขณะนี้รัฐบาลไม่มีแนวคิดขึ้นแวตอย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจเวลานี้อยู่ในช่วงการฟื้นตัว ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ซึ่งต้องรอให้เศรษฐกิจแข็งแรงกว่านี้ อีกทั้งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 44% ของจีดีพี ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี ดังนั้นยังมีช่องว่างในการก่อหนี้อีกมาก ถือได้ว่ารัฐบาลไม่ได้ถังแตก ขณะเดียวกันรัฐบาลยังได้ทำโครงการรัฐร่วมทุนกับเอกชน หรือ PPP เพื่อลดภาระงบประมาณและเงินกู้ของประเทศ.

 

‘พิชิต’ ฟันธง อูเบอร์ผิดกฎหมาย จ่อเรียกหารือ หลังอ้าง ก.ม.ล้าสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 15:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880450


“พิชิต” ยืนยัน ให้บริการแท็กซี่อูเบอร์ผิดกฎหมายแน่นอน หากจะให้บริการรถโดยสารสาธารณะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบขนส่งทางบก ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ จะเรียกมาหารือ หลังอ้างว่ากฎหมายล้าสมัย

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสเรียกร้องในสื่อโซเชียล ขอให้ประชาชนลงชื่อเพื่อสนับสนุนให้รถอูเบอร์เป็นการบริการที่ถูกกฎหมาย ว่า ในเรื่องนี้ยืนยันว่าการให้บริการรถแท็กซี่ส่วนบุคคลผ่านแอปพลิเคชันของอูเบอร์เป็นการให้บริการที่ผิดกฎหมาย หากอูเบอร์จะให้บริการรถแท็กซี่ ต้องอยู่บนเงื่อนไขกฎหมายภายใต้ข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก ทั้งนี้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก จะเรียกผู้ให้บริการอูเบอร์มาหารือถึงประเด็นข้อกฎหมายที่อูเบอร์อ้างว่า ไม่สามารถเข้ามาจดทะเบียนในระบบของกรมการขนส่งทางบกได้ โดยอ้างว่ากฎหมายมีความล้าสมัย

advertisement

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขกฎหมายจะไม่แก้ไขเพื่อรองรับบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเด็ดขาด และขณะนี้กรมการขนส่งทางบก อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อยกระดับมาตรฐานแท็กซี่ทั้งความปลอดภัยและการให้บริการ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการบริการที่ปลอดภัยมากที่สุด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

ชี้วงการความงามเป็นหนึ่งธุรกิจดาวรุ่งปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880500


ผู้จัดงานอาเซียนบิวตี้ชี้ธุรกิจความงามเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งของปีนี้ ด้วยมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.5 แสนล้านบาท ส่วนในตลาดอาเซียนมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้าน…

น.ส.อนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานอาเซียนบิวตี้ 2017 ระหว่าง 27-29 เม.ย. 2560 กล่าวว่า ธุรกิจความงามเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งในปี 2560 และครองแชมป์ธุรกิจดาวรุ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จึงไม่น่าแปลกที่ธุรกิจความงามจะเป็นหนึ่งในธุรกิจยอดนิยมที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจ ยิ่งได้เห็นมูลค่าของตลาดความงามในประเทศที่มากถึง 250,000 ล้านบาท ทำให้ธุรกิจความงามคึกคัก ทำให้ผู้ประกอบการรายเก่าคุ้นเคย หรือผู้ประกอบการหน้าใหม่เริ่มต้นทำธุรกิจ ต่างงัดกลยุทธ์สารพัดมาลงสนามมากกว่า 1,800 ราย ซึ่งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนนับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย  เพราะนอกจากจะได้เปรียบเรื่องต้นทุนการขนส่งแล้ว มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมในอาเซียนยังมากถึง 500,000 ล้านบาท

advertisement

ทั้งนี้ นิยามความงามของชาวฟิลิปปินส์นั้น ต้องยิ้มสวย ผิวพรรณสะอาดหมดจด รูปร่างสวยงามสมส่วน และมีผิวขาวกระจ่างใส ซึ่งหากใครมีคุณสมบัติความงามเหล่านี้ จะได้รับโอกาสมากกว่าในการทำงาน ส่วนเมียนมา ผู้ที่มีรายได้ระดับกลางและระดับสูงในเมียนมา นิยมเลือกใช้บริการสถานเสริมความงามและบริการทางการแพทย์ในไทยและสิงคโปร์ โดยอัตราการใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 150,000-200,000 บาท/ครั้ง ด้านกัมพูชา คนกัมพูชามีความเชื่อว่ารูปลักษณ์ที่ดีนั้นสื่อถึงฐานะทางการเงินที่ดี ทำให้ประชากรส่วนมากหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามของตนเองมากยิ่งขึ้น.

 

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ. พุ่งสูงรอบ 14 เดือน จากส่งออก-ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 14:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880410


ม.หอการค้าฯ เผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ. ขยับมาที่ 75.8 พุ่งต่อเนื่องเดือนที่ 3 สูงสุดรอบ 14 เดือน จากส่งออก-ท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น แต่คนยังระมัดระวังใช้จ่าย หวังเม็ดเงินลงทุน หนุนศก.ไทยครึ่งปีหลังโต 4%…

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.พ. 60 ว่า อยู่ที่ 75.8 จาก 74.5 ในเดือน ม.ค.60 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 64.3 จาก 63.1 ในเดือน ม.ค.60 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำ อยู่ที่ 70.3 จาก 69.1 และ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 92.8 จาก 91.2 ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนก.พ. 60 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 14 เดือน จากผลการส่งออกและท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น

สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อดัชนีฯ มาจากเรื่องการส่งออกในเดือนม.ค.60 ที่เพิ่มขึ้น 8.83%, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 59 โตได้ 3.2% ตามคาด และคง GDP ปี 60 ที่ 3-4%, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%, พืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น, เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อย

ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, SET Index เดือนก.พ.ปรับตัวลดลง 17.75 จุด,ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง, ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการบริโภคภาคประชาชนจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับในช่วงครึ่งปีแรก แต่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เพราะมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคต อีกทั้งราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศยังไม่ฟื้นตัวมากนัก คาดว่าการฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ตลอดจนราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญรัฐบาลใช้งบประมาณกลางปีในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้า ยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 60 ไว้ในระดับเดิมที่ 3.5-4.0% ซึ่งหากประเมินเป็นรายไตรมาสจะมีการเติบโต ดังนี้ ไตรมาส 1/60 คาดว่า GDP จะโตได้ 3.2%, ไตรมาส 2/60 โต 3.4%, ไตรมาส 3/60 โต 3.6-3.8% และไตรมาส 4/60 โต 4.0-4.2% พร้อมคาดการส่งออกทั้งปีโต 2-3% และเงินเฟ้อทั้งปี 1.5-2%

พร้อมระบุ เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกยังไม่โดดเด่นมากนัก คาดว่าครึ่งปีแรกจะโตได้ 3.3% โดยไตรมาส 2 เป็นช่วงที่รัฐบาลจะเริ่มลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ เม็ดเงินงบประมาณที่อัดฉีดผ่าน 18 กลุ่มจังหวัดจะเริ่มลงไปถึง การส่งออก การท่องเที่ยวจะเริ่มดีขึ้น รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจากการอัดฉีดเม็ดเงินดังกล่าว จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโตได้ถึง 4% และทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะโตได้ราว 3.6%.

 

ปตท.-บางจาก ลดราคากลุ่มเบนซินลิตรละ 30 สต. ดีเซล 50 สต. มีผลพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 10:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/880226


ปตท.-บางจาก ประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน ลิตรละ 30 สต. เว้น E85 ลง 15 สต. ส่วนดีเซล ลดลง 50 สต. มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (11 มี.ค.)

วันที่ 10 มีนาคม มีรายงานว่า ปตท. และบางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ลดลง 15 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซลลดลง 50 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (11 มี.ค. 60) เวลา 05.00 น.

ส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 อยู่ที่ 34.16 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 27.05 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 26.78 บาท/ลิตร, E20 อยู่ที่ 24.54 บาท/ลิตร, E85 อยู่ที่ 19.64 บาท/ลิตร และ ดีเซล อยู่ที่ 26.09 บาท/ลิตร.