ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824142


ราคาทองวันที่ 29 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,500 ขายออกบาทละ 19,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,147.08 ขายออกบาทละ 20,100 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดบวก 2.1 ดอลลาร์ หรือ 0.18% ปิดที่ 1,140.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เหตุตลาดหุ้นร่วงกว่า 100 จุด หนุนนักลงทุนเข้าซื้อทอง …

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.40 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,500.00 บาท ขายออกบาทละ 19,600.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,147.08 บาท ขายออกบาทละ 20,100.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบ เดือน ก.พ. ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (28 ธ.ค.) 2.1 ดอลลาร์ หรือ 0.18% ปิดที่ 1,140.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงกว่า 100 จุดเมื่อคืนนี้ รวมทั้งรายงานของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) ซึ่งระบุว่า ดัชนีทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ประจำเดือน พ.ย. ร่วงลง 2.5% สู่ระดับ 107.3 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปี เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจำนองปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย เป็นมาตรวัดจำนวนสัญญาซื้อบ้านมือสองที่มีการเซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้ปิดการขาย และโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนสำหรับการเซ็นสัญญาไปจนกระทั่งปิดการขาย

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้สกัดแรงบวกของสัญญาทองคำ โดยดอลลาร์สหรัฐได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังที่ว่า รัฐบาลใหม่ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายการคลังที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

 

ตั้งบริษัทลูกบริหารที่ดินทั่วไทย “พิชิต” ลุยล้างขาดทุน ร.ฟ.ท. สั่งเพิ่มรายได้ทะลุหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823973


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กับคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และผู้บริหาร ร.ฟ.ท.ว่า หลังจากนี้ ร.ฟ.ท.ต้องดำเนินการปฏิรูปการรถไฟให้เป็นรูปธรรมโดยต้องลดการขาดทุนและสร้างรายได้ให้ได้มากกว่าเดิมอย่างน้อยปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดผลการขาดทุนของการเดินรถที่ปัจจุบันขาดทุนอยู่ประมาณ 7,500 ล้านบาทต่อปี ส่วนแอร์พอร์ตลิ้งก์ขาดทุนประมาณ 280-300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการที่ ร.ฟ.ท.ขาดทุนในลักษณะนี้ ทำให้ต้องขอเงินสนับสนุนจากภาครัฐอยู่ทุกปี ถือเป็นการสร้างภาระให้แก่ประ ชาชน และ ร.ฟ.ท.ก็ไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาไปข้างหน้าด้วย จึงเป็นเรื่องที่ตนเป็นห่วงและอยากให้แก้ไขโดยด่วนสำหรับแนวทางการปฏิรูปการรถไฟเพื่อลดการขาดทุนนั้น ได้ให้ ร.ฟ.ท.จัดตั้งบริษัทพัฒนาบริหารสินทรัพย์การรถไฟให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดย ร.ฟ.ท.ถือหุ้น 100% แต่บริหารจัดการจะมีความคล่องตัวแบบเอกชน ซึ่งจะช่วยทำให้การรถไฟสามารถดูแลทรัพย์สินที่มีอยู่มหาศาล โดยเฉพาะที่ดินที่ไม่ได้ใช้ในการเดินรถที่มีอยู่ประมาณเกือบ 40,000 ไร่ ให้สามารถหาผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 3,000 กว่าล้านต่อปี ถือเป็นผลตอบแทนที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตลาดค่อนข้างมาก เมื่อดูตัวเลขผลตอบแทนจากการบริหารสินทรัพย์ของรถไฟปัจจุบันอยู่ที่ 1% เท่านั้น ขณะที่องค์กรอื่นๆซึ่งใกล้เคียงกับ ร.ฟ.ท.ทำได้ถึง 4-5% จึงเชื่อว่าการบริหารสินทรัพย์ในครั้งนี้จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัว ซึ่งจะช่วยให้ ร.ฟ.ท.สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายแน่นอน ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่าภายในปี 60 ร.ฟ.ท.จะมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอน และอีก 2 ปี น่าจะเห็นชัดเจนว่าสามารถปลดหนี้ได้หรือไม่

“การดำเนินการบริหารจัดการสินทรัพย์โดยเฉพาะที่ดินจะมีผลต่อการปรับค่าเช่า และจะมีผลกระทบต่อผู้เช่าด้วยหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ได้เน้นย้ำกับ ร.ฟ.ท. แล้วว่าต้องดูแลให้เป็นไปตามอัตราของตลาดไม่เอาเปรียบประชาชน และต้องไม่กระทบกับผู้เช่ามากเกินไป อาจจะค่อยๆปรับ เพราะที่ผ่านมา ร.ฟ.ท.เก็บค่าเช่าต่ำเกินไป”.

 

ดึงดีเอสไอ-ปปง.เชือดทุจริตแก๊งตั๋วปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823969


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ไขปัญหาการซื้อขายปุ๋ยล่วงหน้า (ตั๋วปุ๋ย) ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ โดยกรมต้องหารือร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบการดำเนินธุรกิจตั๋วปุ๋ยของสหกรณ์แต่ละแห่งว่ามีกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บริษัทผู้ค้าปุ๋ยในลักษณะฉ้อโกงสหกรณ์หรือไม่ หากพบว่ามีการฉ้อโกงจะฟ้องร้องดำเนินคดีทันที“ขณะนี้มีตั๋วปุ๋ยคงเหลือปริมาณ 49,594 ตัน มูลค่า 591 ล้านบาท ใน 24 สหกรณ์ จาก 17 จังหวัด เนื่องจากสหกรณ์บางส่วนได้รับปุ๋ยจากบริษัทค้าปุ๋ยแล้ว 9,496 ตัน มูลค่า 65 ล้านบาท โดยบริษัทค้าปุ๋ยโอนเงินคืนสหกรณ์บางส่วนแล้ว 941 ตัน มูลค่า 6 ล้านบาท รวมทั้งเปลี่ยนเป็นสัญญาเงินกู้ 222 ตัน มูลค่า 2 ล้านบาท ซึ่งปุ๋ยที่เหลือยังไม่ได้มีการส่งมอบให้สหกรณ์ กรมจึงได้กำหนด ว่าหากบริษัทค้าปุ๋ยไม่สามารถส่งมอบได้ ให้บอกเลิกสัญญาและขอรับเงินคืนในวันที่ 15 ม.ค.2560 หากไม่ได้รับเงินคืนให้สหกรณ์ฟ้องแพ่งบริษัทขายปุ๋ย และกรรมการสหกรณ์ ผู้จัดการสหกรณ์ ภายในวันที่ 15 ก.พ.2560”.

 

ปรับแผนผลิตข้าวครบวงจรใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823966


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้แผนข้าวครบวงจร ในปี 2559/60 ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการลดพื้นที่การปลูกข้าวรอบ 2 หรือข้าวนาปรัง เนื่องจากเกษตรกรที่ลงชื่อเพื่อร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย 2 ล้านไร่ เปลี่ยนใจหันมาปลูกข้าวเช่นเดิม โดยอ้างว่าไม่มีความชำนาญที่จะปลูกพืชชนิดอื่น ทำให้แผนที่จะลดพื้นที่ปลูกให้ได้ 4 ล้านไร่จาก 10 ล้านไร่ คาดว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จ และทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2.94 ล้านตันข้าวเปลือก จึงจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ปรับแผนข้าวครบวงจรอีกครั้งหนึ่ง แต่หากไม่สามารถลดการผลิตข้าวได้จริง ก็ต้องปรับแผนการส่งออกข้าวให้มีความสอดคล้องกัน ส่วนเรื่องราคาให้ดูกลไกตลาดเป็นหลัก เนื่องจากราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มดีดตัวขึ้นแล้ว“ผมไม่สามารถบังคับให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว ทำได้เพียงให้ทางเลือก เช่น การลดรอบปลูกดีอย่างไรแล้วสนับสนุนให้ปลูกพืชอื่นแทน ซึ่งจะเร่งเดินหน้าในปีหน้าให้มากขึ้น โดยเร่งปรับแผนการผลิต และการเดินหน้าตามแผนที่ปรับเปลี่ยนในช่วงหลังปีใหม่”

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้เห็นชอบร่วมกันว่าจะนำข้าวที่เกินไปขายเป็นข้าวนึ่ง เป็นทางออกที่ดี เพราะตลาดแอฟริกามีความต้องการมาก และกำลังซื้อในปีหน้าก็จะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปีนี้ภาวะการเงินของแอฟริกาตึงตัวมาก ทำให้การสั่งซื้อสินค้ามีน้อย แต่ปัจจุบันเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ผ่อนปรนเงื่อนไขบ้างแล้ว ทำให้คาดว่าในปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น และหวังว่าจะไม่มีพ่อค้ารายใดแสวงหาผลประโยชน์กับแผนดำเนินการของรัฐบาล.

 

คลังรายได้พุ่งรับเศรษฐกิจฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823962


นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 60 (ต.ค.-พ.ย.59) จัดเก็บได้ 369,966 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 19,734 ล้านบาท หรือ 5.6% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 6.5% มีสาเหตุจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น และการจัดเก็บภาษีน้ำมันสูงกว่าประมาณการขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย.59 ปรับตัวดีขึ้นได้รับปัจจัยบวกจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวได้สูงถึง 10.2% ต่อปี มีมูลค่า 18,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยขยายตัวได้ดีในทุกกลุ่มสินค้า ทั้งเกษตรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการลงทุนภาครัฐ เพราะมีหลายโครงการที่เริ่มดำเนินการแล้วในปีงบประมาณปี 60 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-13 ธ.ค.59 มีการเบิกจ่ายงบประมาณรวม 890,000 ล้านบาท เป็นการเบิกจ่ายงบลงทุน 70,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงคมนาคม ดังนั้นหากการเบิกจ่ายภาครัฐมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ 3.3% ในปีนี้ และขยายตัว 3.4% ในปีหน้า.

 

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง จากแรงฉุดกลุ่มธนาคาร-ขายเอากำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824045


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพุธ จากการซื้อขายที่ซบเซา และการลดลงของหุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารและอื่นๆ รวมทั้งการขายหุ้นเอากำไรของนักลงทุนด้วย…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 28 ธ.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 111.36 จุด หรือ 0.56% ปิดที่ 19833.68 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 18.96 จุด หรือ 0.84% ปิดที่ 2249.92 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 48.88 จุด หรือ 0.89% ปิดที่ 5438.56 จุด

การซื้อขายในวันพุธเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อระหว่างวันคริสต์มาสกับวันขึ้นปีใหม่ มีหลายบริษัทที่หุ้นตกเกินกว่า 1% รวมทั้งที่ก่อนหน้านี้มีผลงานดีอย่าง แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป และ แคเทอร์พิลลาร์

ด้าน นายบิล ลีนช์ ผู้อำนวยการด้านการลงทุนของบริษัท ฮินส์เดล แอสโซซิเอตส์ กล่าวว่า คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าดาวโจนส์จะแตะ 20,000 จุด และมีกำไรมากมายให้ไขว่คว้าเมื่อดัชนีเข้าใกล้จุดนั้น

 

“อุตตม” นัดถกหนุนเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823954


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ จะมีการประชุมหารือบูรณาการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปกลุ่มสมุนไพร ที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ได้ เช่น นำไปผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ในปี 2560 ขณะที่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดรับกับอุตสาหกรรม 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ หรือไทยแลนด์ 4.0 จะมีการเสนอกรอบการปรับบทบาท และโครงสร้างกระทรวงใหม่ต่อคณะรัฐมนตรีในเดือน มี.ค.2560 เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีหน้า เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายนายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การปรับโครงสร้างกระทรวงฯ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มภารกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและพัฒนาผู้ประกอบการ กลุ่มที่ 2 สนับสนุนผู้ประกอบการ หน่วยงานหลัก และกลุ่มที่ 3 ขับเคลื่อนมูลค่าวัตถุดิบขั้นต้น ได้แก่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปลี่ยนชื่อเป็นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและวัตถุดิบ ในระยะ 6 เดือนแรกเพื่อมุ่งพัฒนาวัตถุดิบในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่า และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยระยะแรกจะตั้งหน่วยงานด้านชีวภาพมา 2 กรม และใน 2 ปีจะมีการยกร่าง พ.ร.บ.ฯ เพื่อที่จะเปลี่ยนจาก สอน.เป็นสำนักงานคณะกรรมการอุตสาหกรรมชีวภาพ.

 

ฝัน 5 ปีขายแสนล้านบาท “พีทีทีจีซี” นำทัพลงทุนเขตเศรษฐกิจแม่สอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823958


“พีทีทีจีซี” ขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก ปี 2560 สนองนโยบายรัฐบาล ตั้งเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า ขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ได้ 2 ล้านตันในเออีซี โกยรายได้แสนล้านบาท พร้อมหาลู่ทางลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ผงาดขึ้นเป็นเจ้าตลาดเม็ดพลาสติกแห่งภูมิภาคนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ในการขับเคลื่อนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด อ.แม่สอด จังหวัดตาก ด้วยได้ชักชวนให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก และลูกค้าของบริษัทที่ใช้เม็ดพลาสติกในการผลิตบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ขยายฐานการผลิตไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวม 8 ราย เงินลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท

สำหรับผู้ประกอบการรายแรก ที่เข้าไปลงทุนและมีการผลิตเพื่อจำหน่ายไปยังพม่าแล้ว คือ บริษัท เอส.พี. เพ็ทแพค จำกัด และรายอื่นๆอยู่ในระหว่างการศึกษาการลงทุน ทำให้ในปีหน้า ก็จะเห็นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้ประกอบการทั้งหมดถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน โดยการลงทุนนี้จะทำให้เกิดการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ พลาสติก เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันการส่งออกสินค้าไปในพม่าและในเอเชียใต้ คือ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา ฯลฯ โดยทั้ง 8 ราย มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวมกัน 40,000 ตันต่อปี

ขณะที่การลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวของบริษัทได้ดำเนินการผ่านบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM) เป็นผู้สนับสนุนการขนส่งเม็ดพลาสติกให้กับผู้ประกอบการรับไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดต่างๆ และบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการจัดตั้งคลังสินค้า ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว เพื่อใช้จัดเก็บวัตถุดิบเม็ดพลาสติกให้กับผู้ประกอบการที่จะมาตั้งโรงงานผลิตพลาสติก ในพื้นที่ และราคาเม็ดพลาสติกที่จัดจำหน่ายให้กับผู้ผลิต ก็เป็นราคาเท่ากับราคาที่ส่งมอบในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

“เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับจัดตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก เพราะมีความพร้อมทั้งด้านระบบสาธารณูปโภค-สาธารณูปการ การคมนาคมขนส่ง แรงงาน และได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีจากบีโอไอ โดยการลงทุนอุตสาหกรรมพลาสติกเพื่อการอุปโภค ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 8 ปี”

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำยอดขายเม็ดพลาสติกระหว่างปี 2560-2565 ในตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) รวมทั้งตลาดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อให้มียอดขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกให้ได้รวม 2 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยคิดราคาขายที่ 50,000 บาทต่อตัน เพราะมั่นใจว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มซีแอลเอ็มวี และเออีซี มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“บริษัทจะลดสัดส่วนการส่งออกเม็ดพลาสติก ไปในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนส่งออก 50% ของตลาดส่งออกรวมของบริษัท โดยจะลดลงเหลือ 25% เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและราคาไม่ดีนัก และจะนำผลิตภัณฑ์ที่ลดการส่งออกไปจีนมาจำหน่ายในเออีซี รวมทั้งกำลังพิจารณาเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้ จะทำให้บริษัทสามารถเชื่อมโยงการค้าและการส่งออก ที่ทำให้เกิดศักยภาพในด้านการแข่งขันของอุตสาห-กรรมพลาสติกของประเทศไทย ครอบคลุมเออีซีได้ในระยะยาว”.

 

ต้านสลากแพงสั่งพิมพ์ รวมยอด 71ล้านคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 05:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824021


ขายช่วงเทศกาลปีใหม่ตรุษจีน ลอตเตอรี่ราคาพุ่งเกือบเท่าตัว ผอ.สลากยันไม่ได้มอมเมาปชช.บอร์ดสลากฯสั่งพิมพ์สลากขึ้นเป็น 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ กดดันผู้ค้าสลากไม่ให้ขายเกินราคาคู่ละ 80 บาท หลังสำรวจตลาดย้อนหลังปีที่แล้ว ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน ราคาสลากพุ่งขึ้นไปแตะคู่ละ 150 บาท เชื่อช่วยแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา แต่ถ้าปัญหาไม่มีแล้วก็จะลดยอดพิมพ์

ในขณะที่ตลาดสินค้าอื่น มียอดขายซบเซา แต่ในทางตรงกันข้าม “ตลาดหวย” กลับมียอดขายดีชนิดไม่พอขาย ทั้งนี้ พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานสลากฯ ที่มี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ว่า ที่ประชุมบอร์ดมีมติให้สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล จากปัจจุบันที่พิมพ์สลากจำหน่ายทั้งหมด 60 ล้านฉบับคู่ หรือ 120 ล้านฉบับต่องวด เพิ่มยอดการพิมพ์เพิ่มอีก 5 ล้านฉบับคู่ ในงวดวันที่ 30 ธ.ค. หรือรวมเป็น 65 ล้านฉบับคู่ ในงวดต่อไป จะเพิ่มยอดการพิมพ์ขึ้นไปอยู่ที่ 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ ในช่วงเดือน ม.ค.และเดือน ก.พ.2560 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งในช่วงนั้น ประชาชนจะมีความต้องการสลากเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ราคาสลากขายปลีกพุ่งขึ้นไปถึงคู่ละ 150 บาท

สำหรับการเพิ่มยอดการพิมพ์สลากฯในครั้งนี้ จะเริ่มงวดแรกคือ งวดวันที่ 30 ธ.ค.59 มีจำนวนการพิมพ์ทั้งหมด 65 ล้านฉบับคู่ ส่วนในปีหน้าเริ่มงวดวันที่ 17 ม.ค.60 จะพิมพ์ 68 ล้านฉบับคู่ หรือ 136 ล้านฉบับ งวดวันที่ 30 ม.ค.60 จะพิมพ์ 68 ล้านฉบับคู่ และงวดวันที่ 16 ก.พ.60 จะเพิ่มอีก 3 ล้านฉบับคู่ รวมเป็น 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นอีก 3 ล้านฉบับคู่ จะจัดสรรให้กับองค์กร สมาคม มูลนิธิคนพิการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผู้จำหน่ายรายย่อยกับสมาคม องค์กรและมูลนิธิ สำนักงานสลากฯมีความมั่นใจว่า วิธีการนี้จะทำให้การจำหน่ายสลากเกินราคาลดความรุนแรงลง โดยประเมินว่า ราคาขายปลีกหลังจากที่สำนักงานสลากฯเพิ่มยอดการพิมพ์แล้วจะอยู่ที่คู่ละ 80 บาทได้ แต่ยอมรับว่าสลากเลขชุดและสลากที่เป็นเลขเด็ดเลขดังอาจจะมีราคาแพงกว่าคู่ละ 80 บาท แต่ไม่น่ารุนแรงถึงคู่ละ 150 บาท

พลตรีฉลองรัฐกล่าวว่า การพิมพ์สลากเข้าสู่ระบบจำนวนมากนี้ สำนักงานสลากฯ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการมอมเมาประชาชนอย่างแน่นอน แต่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขายเกินราคาและการรวมชุด หากสามารถแก้ปัญหาได้แล้ว สำนักงานสลากฯ จะลดจำนวนพิมพ์ลงในทันที โดยจะติดตามพิจารณาเป็นรายงวด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สาเหตุการพิมพ์สลากเพิ่มสืบเนื่องจากมีผู้สนใจทำรายการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ เป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการสูงถึงครั้งละกว่า 90,000 ราย ในขณะที่มีผู้ทำรายการได้ครั้งละ 67,000 ราย มีผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสลากได้ประมาณ 23,000 ราย คิดเป็นจำนวนสลากประมาณ 120,000 เล่มคู่ ในขณะเดียวกัน ในจำนวนผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการซื้อ-จองล่วงหน้า ยังมีผู้ประสงค์จะรับสลากไปจำหน่ายมากกว่า 5 เล่มอยู่อีกจำนวนหนึ่ง

โฆษกคณะกรรมการฯ กล่าวอีกว่า คาดว่าน่าจะยังมีความต้องการสลากอยู่อีกประมาณ 150,000 -160,000 เล่มคู่ โดยการทำรายการแต่ละครั้ง ใช้เวลาเพียง 6-7 นาที เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีเหตุการณ์วิวาท แย่งกันทำรายการซื้อ-จองล่วงหน้าฯบริเวณตู้เอทีเอ็ม ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความต้องการสลาก ในส่วนของผู้ขายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับขณะนี้ ใกล้ช่วงปีใหม่และตรุษจีน ช่วงนี้ของทุกปีสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเป็นที่ต้องการสูง เนื่องจากเป็นที่นิยมเสี่ยงโชคและให้เป็นของขวัญ อีกทั้งยังมีการจับกุมผู้จำหน่ายสลากเกินราคาอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการลักลอบนำสลากไปจำหน่ายต่อในราคาสูงอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯยังคงความเข้มข้นและความต่อเนื่อง ในการลงพื้นที่กวดขันการจำหน่ายสลากตามราคาและจับกุมผู้จำหน่ายสลากเกินราคาทั่วประเทศ โดยตั้งแต่เดือน มิ.ย.58 จนถึงเดือน ธ.ค.59 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง จับกุมผู้จำหน่ายสลากเกินราคาและดำเนินคดีอาญาแล้ว 986 ราย ยกเลิกสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย 152 ราย ยกเลิกสิทธิการลงทะเบียนโครงการซื้อ-จองล่วงหน้าฯแล้ว 154 ราย นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ผู้ตรวจการของสำนักงานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายผลการบันทึกภาพและบันทึกหมายเลขสลากในเขตปริมณฑลในช่วงต้นเดือน ธ.ค. จากการตรวจสอบสลากที่นำมารวมชุดรวมทั้งสิ้น 667 ชุด 3,277 ฉบับคู่ พบว่าส่วนใหญ่เป็นสลากชุด 5 ฉบับคู่ สลากเหล่านี้ จะถูกนำไปตรวจสอบว่าใครเป็นผู้นำมาจำหน่าย หากตรวจพบว่าเป็นสลากของผู้ใด จะตัดโควตาทันที

สำหรับการทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลาก กินแบ่งรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีอายุสัญญาตั้งแต่งวดวันที่ 16 ธ.ค.59-1 มิ.ย.60 มีตัวแทนจำหน่ายส่วนกลาง ที่ไม่มาทำสัญญาเกือบ 300 ราย คิดเป็นจำนวนสลากเกือบ 1,500 เล่มคู่ สลากจำนวนนี้ ได้นำไปเข้าสู่โครงการซื้อตรง-จองล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ประสงค์จะรับสลากไปจำหน่ายเข้าถึงสลากได้มากขึ้น ในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่มาทำสัญญารอบนี้ สำนักงานฯ ได้ประสานจัดส่งหมายเลขบัตรประชาชนของตัว แทนจำหน่ายรายย่อยบุคคลทั่วไป ทั้งหมดจำนวน 31,934 ราย ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อช่วยตรวจสอบหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตัวแทนจำหน่ายรายย่อยบุคคลทั่วไปว่า ขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการหรือไม่ โดยจัดทำข้อมูลในรูปแบบไฟล์บันทึกลงแผ่น CD เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากพบว่าตัวแทนรายย่อยรายใดขาดคุณสมบัติดังกล่าว จะยกเลิกสัญญาทันทีเช่นกัน

ส่วนการทำรายการซื้อตรง-จองล่วงหน้าในรอบต่อไป นายธนวรรธ์กล่าวว่า จะเปิดให้ทำรายการสลากซื้อตรงงวดวันที่ 17 ม.ค.60 ในวันที่ 5 ม.ค.60 จำนวนสลากประมาณ 165,000 เล่มคู่ และเปิดให้ทำรายการสลากจองล่วงหน้างวดวันที่ 1 ก.พ.60 จำนวน 2 วัน คือ ในวันที่ 6 ม.ค.60 จำนวนสลาก 180,000 เล่มคู่ และวันที่ 7 ม.ค.60 จำนวนสลาก 80,000 เล่มคู่ และมอบหมายให้ผู้ตรวจการของสำนักงานฯ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ตรวจสอบการจำหน่ายสลากของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดกรองผู้จำหน่ายสลากที่แท้จริง หลังจากในรอบปีที่ผ่านมา สำนักงานฯได้ขอความร่วมมือหน่วยทหารและจังหวัด ในการตรวจสอบผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดยการจัดเก็บข้อมูลในครั้งนี้ จะนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาในอนาคต ส่วนการนำสลากออนไลน์มาใช้ในขณะนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะจะมีผลกระทบต่อผู้ค้าสลากจำนวนมาก

ด้าน พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯจะควบคุมการขายปลีกไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท โดยมีความมั่นใจว่า ในปีหน้า ราคาสลากที่ขายตามแผงส่วนใหญ่จะอยู่ที่คู่ละ 80 บาทอย่างแน่นอน

 

“แบล็กโฟน” เตือนโซเชียลปีใหม่ แนะเคล็ดลับ 10 ข้อกันโดนแฮก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823953


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Blackphone2 (แบล็กโฟน 2) สมาร์ทโฟนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่มีชื่อทางด้านความปลอดภัยจากการรั่วไหลของข้อมูล ด้วยแพลตฟอร์ม SilentOS ที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจากแอนดรอยด์ ได้ออกมาเตือนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเมืองไทยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ขอให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนเช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์ข้อมูล รูปภาพ ไปในโลกออนไลน์ พร้อมแนะเคล็ดลับ 10 ข้อควรระวัง เพื่อความปลอดภัยในการใช้สมาร์ทโฟน เริ่มต้นที่ 1.ใครที่ชอบโหลดแอพพลิเคชั่นฟรี ควรเช็กแหล่งที่มาก่อนดาวน์โหลดให้ดี 2.ควรตั้งสติก่อนแชตทุกครั้ง ป้องกันการส่งไลน์ผิดกรุ๊ปผิดคน 3.ควรรู้เรื่องไอทีบ้าง อาทิ จองตั๋วออนไลน์ไปเที่ยวปีใหม่ต้องตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีระบบความปลอดภัยมากพอ สังเกตได้จาก UPL หากเป็น https:// ถือว่ามีความปลอดภัยในการส่งข้อมูลที่สุด4.ซื้อของออนไลน์ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้านค้าให้ดี 5.ควรเก็บรูปส่วนตัวในระบบ Cloud ที่มีการใส่รหัส เพื่อกรณีที่มือถือหาย 6.การใช้ free WiFi ควรตรวจสอบให้ดีว่าสถานที่นั้นมีความปลอดภัยมากแค่ไหน 7.ควรตั้งรหัสก่อนเข้าใช้มือถือ เพื่อกันการเข้าใช้งานจากบุคคลอื่น 8.ควรตั้ง Password สำหรับการใช้มือถือ เพื่อความเป็นส่วนตัว อาทิ เฟซบุ๊ก ออกจากระบบหากไม่ได้ใช้มือถือ

สำหรับข้อ 9.การโอนเงินผ่านมือถือควรเปิดระบบบริการ One Time Password (OTP) กับธนาคารเพื่อตรวจสอบยืนยันก่อนทุกการโอนเงิน และข้อสุดท้ายถ่ายภาพแล้วภาพหลุดไปในเฟซบุ๊ก เพจสาธารณะ ทางแก้คือตั้งรหัสการเข้าเครื่อง เข้าโปรไฟล์ให้ดี สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.zecureasia.com/blackphone2  และเฟซบุ๊ก : BlackphoneThailand.