ทีวีดิจิทัล 1 ช่องขอใช้สิทธิ์ ม.44 “กสทช.” แจงเร่งต่อลมหายใจผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823950


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. รับทราบคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ม.44 เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่ง กสทช.กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนในกรณีให้ใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการนำช่องทีวีดิจิทัล 22 ช่อง และทีวีช่อง 5, 11, ไทยพีบีเอส, ทีวีรัฐสภา รวม 26 ช่อง นำมาออกอากาศผ่านโครงข่ายดาวเทียม ซึ่งช่องใดเป็นเอชดี ก็ต้องได้ออกอากาศเป็นเอชดี ต้องไม่มีรายใดได้เปรียบเสียเปรียบกัน โดย กสทช.จะเสนอบอร์ดกองทุน กทปส.พิจารณาในเร็วๆนี้ ซึ่งจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 ปี วงเงิน 2,600 ล้านบาท หรือปีละ 866 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ม.ค.60 การออกอากาศของทีวีดิจิทัลบนโครงข่ายเทียมจะเป็นไปตามประกาศของกสทช.ส่วนการเลื่อนระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลนั้น ผู้ประกอบการสามารถแจ้งรายละเอียดได้ว่าจะชำระตามหลักเกณฑ์ใหม่ ที่ คสช.ออกคำสั่งจาก 6 งวดเป็น 9 งวดหรือไม่ ซึ่งสามารถแจ้งได้ก่อนวันครบกำหนดชำระค่าประมูลในวันที่ 24 พ.ค.2560 โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 1 ราย ได้แจ้งมายัง กสทช.ว่าจะจ่ายค่างวดตามคำสั่ง คสช.
นายฐากรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายปี 2560 กำหนดไว้ที่ 4,692 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ที่ผ่านมา จำนวน 558 ล้านบาท หรือ 10.80% โดยงบประมาณรายจ่ายปี 2559 อยู่ที่ 5,163 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท และต้นปี 2560 จะนำรายได้จากการประมูลเลขหมายโทรคมนาคม (เบอร์สวย) วงเงิน 62 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผู้ชนะประมูลได้นำเงินมาชำระครบถ้วนแล้ว และในปีนี้ กสทช.จะแจกโบนัสเฉลี่ย 2 เดือน เท่ากับปีที่แล้วกำหนดไว้ 2 เดือนเช่นกัน.

 

ทล. ผุดทาง ‘หนองเอี่ยน–สตึงบท’ บรรเทาความหนาแน่นจราจร รองรับ AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 21:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823730


กรมทางหลวง ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกรมการทหารช่าง สร้างทางหลวง สายอำเภออรัญประเทศ–ชายแดนไทย/กัมพูชา (หนองเอี่ยน–สตึงบท) จังหวัดสระแก้ว เพื่อบรรเทาความหนาแน่นของการจราจร สนับสนุนเศรษฐกิจพิเศษ…วันที่ 28 ธ.ค.59 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงในการก่อสร้างทางหลวง เพื่อสนับสนุนพัฒนาทางหลวงเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพิเศษ สายอำเภออรัญประเทศ–ชายแดนไทย/กัมพูชา (หนองเอี่ยน–สตึงบท) จังหวัดสระแก้ว งบประมาณจำนวน 670,000,000 บาท กับ กรมการทหารช่างกองทัพบก เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการดำเนินงานในพื้นที่ชายแดน และมีความเชี่ยวชาญในการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

โครงการดังกล่าว เป็นงานก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดน เป็นสะพานคอนกรีตอัดแรง แบ่งช่วงสะพานออกเป็น 16 ช่วง โดยแบ่งเป็นสะพานฝั่งไทยยาว 405 เมตร ความยาวช่วงสะพานข้ามห้วยพรมโหด ยาว 60 เมตร สะพานฝั่งกัมพูชายาว 215 เมตรสะพานกว้าง 17 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ผิวจราจรในแต่ละทิศทางกว้าง 3.50 เมตร ไหล่ทางด้านซ้ายกว้าง 2.50 เมตร ทางเท้ากว้างข้างละ 1.20 เมตร ช่องลอดเหนือระดับน้ำสูงสุด 5 เมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่างบนสะพาน

สำหรับภาพรวมโครงการฯ มีจุดเริ่มต้นบริเวณทางหลวงหมายเลข 33 กม.282+000 ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ทางด้านใต้ ตัดผ่านทางรถไฟสายตะวันออก กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ, ทางหลวงหมายเลข 3067 มุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตัดกับทางหลวงชนบท สก.4001, ทางหลวงหมายเลข 3367, ทางหลวงหมายเลข 3366 และทางหลวงหมายเลข 3511 (ถนนศรีเพ็ญ) ตามลำดับ ไปบรรจบกับห้วยพรมโหด ณ จุดผ่านแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ที่ บ.หนองเอี่ยน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กับพื้นที่ บ.สตึงบท ต.ปอยเปต อ.โอโจรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา รวมระยะทาง 29.925 กิโลเมตร งบประมาณ 4,190 ล้านบาท

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กรมทางหลวง ได้รับอนุมัติค่าที่ดินงบประมาณ 100 ล้านบาท ค่าก่อสร้างทางและสะพาน งบประมาณ 860 ล้านบาท ก่อสร้างตั้งแต่จุดตัดทางหลวงหมายเลข 3367 จนถึงจุดผ่านแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ที่ บ.หนองเอี่ยน ระยะทาง 4.714 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยงานก่อสร้างทาง แนวก่อสร้างใหม่ขนาด 4 ช่องจราจร ผิวจราจรและไหล่ทางแบบผิวแอสฟัลต์คอนกรีต ผิวจราจรในแต่ละทิศทางกว้าง 7.00 เมตร ไหล่ทางด้านซ้ายกว้าง 2.50 เมตร ไหล่ทางด้านขวากว้าง 1.50 เมตร ความยาวงานก่อสร้างทางรวมระยะทาง 30 กิโลเมตร งานก่อสร้างอาคารระบายน้ำ และงานก่อสร้างอาคารด้านฝั่งไทย งบประมาณ 500 ล้านบาท จัดสรรงบประมาณและก่อสร้างโดยกรมศุลกากร

ทั้งนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงหมายเลข 33 – สะพานข้ามห้วยพรมโหด เพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทาง ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางและบรรเทาความหนาแน่นของการจราจร จากการขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยวที่มาซื้อสินค้าบริเวณด่านผ่านแดนคลองลึก (โรงเกลือ) รวมทั้ง สนับสนุนศักยภาพจุดผ่านแดนถาวรแห่งใหม่ โดยการขยายพื้นที่การลงทุนบริเวณชายแดนรองรับการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมนโยบายและแนวทางการร่วมมือทางเศรษฐกิจ (AEC) อีกด้วย.

 

BTS-MRT ให้บริการฟรีขยายเวลาปิดถึงตี 2 ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 20:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823798


คนกรุงยิ้ม บีทีเอส เอ็มอาร์ที พร้อมใจให้บริการฟรีตั้งแต่ 12.00 น. ของวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค.59 จนถึง 12.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ม.ค.60 พร้อมทั้งขยายเวลาปิดถึงตี 2 ของวันที่ 1 ม.ค.นี้เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.59 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส กล่าวว่า บริษัทจะขยายเวลาการให้บริการเดินรถในวันส่งท้ายปีเก่า คืนวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค.59 จากเวลา 24.00 น. ไปจนถึงเวลา 02.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ม.ค.60 นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดให้ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าฟรีตั้งแต่ 12.00 น. ของวันเสาร์ที่ 31 ธ.ค. จนถึง 12.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ม.ค.60 อีกด้วย

ด้าน นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. กล่าวว่า รฟม.จะเปิดให้ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล และสายฉลองรัชธรรม ฟรี ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค.59 ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค.60 พร้อมทั้งขยายเวลาการให้บริการ โดยมีขบวนรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายให้บริการออกจากสถานีหัวลำโพง เวลา 02.00 น. และสถานีเตาปูน เวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค.60 พร้อมทั้งขยายเวลาการให้บริการอาคารจอดรถและลานจอดรถของรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ทั้ง 8 แห่ง สายฉลองรัชธรรม ทั้ง 4 แห่ง ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค.59 ถึงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค.60

 

ขึ้นทะเบียนลองกอง-ทุเรียน-สับปะรด-ลำไยอบแห้ง 4 จังหวัด เป็นสินค้าจีไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 20:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823697


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนลองกอง-ทุเรียน-สับปะรด-ลำไยอบแห้ง จาก 4 จังหวัด เป็นสินค้าจีไอ ที่ผลิตได้เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น ส่งผลให้ล่าสุดไทยมีสินค้าจีไอแล้ว 53 จังหวัด เร่งเดินหน้าส่งเสริมให้มีครบทุกจังหวัด หวังสร้างรายได้-ยกระดับความเป็นอยู่ให้ชุมชน…วันที่ 28 ธ.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.59 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตได้เฉพาะในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น เพิ่มเติมอีก 4 รายการ คือ ลองกองตันหยงมัส จ.นราธิวาส, ทุเรียนปราจีน จ.ปราจีนบุรี, สับปะรด บ้านคา จ.ราชบุรี และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน จ.ลำพูน ส่งผลให้ปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอแล้ว 75 สินค้า จาก 53 จังหวัด ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ จาก 15 จังหวัด ทำให้ล่าสุดยังเหลืออีก 9 จังหวัด ที่ยังไม่มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ซึ่งกรมฯ จะเร่งส่งเสริมให้มีสินค้าจีไอครบทั้ง 77 จังหวัดตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ ในปี 60 กรมฯ มีแผนจะลงพื้นที่ 6 จังหวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี และกำแพงเพชร ส่วนกรุงเทพฯ และสระแก้ว อยู่ระหว่างการยื่นคำขอในเร็วๆ นี้ โดยสินค้าจีไอที่ขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะส่งเสริมให้ผู้ผลิตพัฒนาคุณภาพของสินค้า ส่งเสริมการตลาด และสร้างการรับรู้คุณภาพ ชื่อเสียงของสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่น

สำหรับลักษณะเด่นของสินค้าจีไอ ทั้ง 4 รายการนั้น ลองกองตันหยงมัส จ.นราธิวาส เป็นลองกองพันธุ์พื้นเมือง ปลูกใน จ.นราธิวาส ผลอ่อน มีเปลือกสีเขียว เมื่อผลสุกผิวเปลือกจะเป็นสีเหลือง ไม่มียาง ล่อนออกจากเนื้อได้ง่าย รูปทรงเหมือนหยดน้ำ เนื้อใสหอมหวาน มีเมล็ดน้อย หรือไม่มีเลย ส่วนทุเรียนปราจีน จ.ปราจีนบุรี เป็นการนำพันธุ์ก้านยาว หมอนทอง ชะนี กระดุมทอง และพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ เช่น กบชายน้ำ ชมพูศรี กำปั่น มาปลูกในพื้นที่ อ.เมือง กบินทร์บุรี ประจันตคาม ศรีมหาโพธิ์ และนาดี จ.ปราจีนบุรี ทำให้ได้ทุเรียนเนื้อสีเหลือง แห้ง หนา เส้นใยน้อย หวานมัน เปลือกผลบาง ผิวเปลือกสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม หนามถี่

ขณะที่ สับปะรดบ้านคา จ.ราชบุรี เป็นการนำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ที่รสหวานฉ่ำ ไม่กัดลิ้น มีกลิ่นหอม เนื้อละเอียด หนานิ่ม มีตาผลค่อนข้างตื้น มาปลูกใน 4 อำเภอ ได้แก่ จอมบึง ปากท่อ สวนผึ้ง และบ้านคา จ.ราชบุรี ทำให้ได้สับปะรดผลใหญ่ เป็นทรงกรวย น้ำหนักผล 1–3 กิโลกรัม (กก.) และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน จ.ลำพูน เป็นลำไยอบแห้งที่มีสีเหลืองทอง เนื้อหนา แห้งสนิท ไม่ติดกัน ไม่เหนียวติดมือ หวานและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นลำไยพันธุ์ดอที่ปลูกและผ่านกรรมวิธีการอบแห้งในเขตพื้นที่ จ.ลำพูน สามารถเก็บได้นานโดยที่กลิ่นและรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง.

 

กรมขนส่ง เตือน!!! รถทัวร์ อย่าเอาเปรียบผู้โดยสาร ตั้งศูนย์รับร้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 20:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823781


ขนส่งทางบก เปิดศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารฯ บริเวณหมอชิต 2 รับเรื่องร้องเรียนปัญหาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ-ให้ความช่วยเหลือการเดินทางช่วงปีใหม่ เตือน!!! รถโดยสารสาธารณะ อย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสารเด็ดขาด…เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นประธานเปิด “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 เพื่อเป็นจุดรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการภายในสถานีขนส่งฯ สำหรับเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

นอกจากการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร และรับเรื่องร้องเรียน 1584 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง (จตุจักร, เอกมัย, สายใต้ใหม่) กรมการขนส่งทางบกยังให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งดำเนินการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ รวมถึงที่ลานจอดรถหน้าอาคาร 6 กรมการขนส่งทางบกอีกแห่งหนึ่ง พร้อมเน้นย้ำทุกฝ่ายต้องให้บริการด้วยมาตรฐานคุณภาพ สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ควบคู่กับการพัฒนาแก้ไขพฤติกรรมการให้บริการ สร้างจิตสำนึกการขับขี่ปลอดภัย

นายเชิดชัย เปิดเผยว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน ภายใต้แนวคิด “Safe Drive Save Lives ปลอดภัยทุกชีวิต ขับรถเป็นมิตรผู้ร่วมทาง” นอกจากการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานจัดบริการรถโดยสารเสริมในทุกเส้นทางช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2559 – 4 ม.ค. 2560 เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างเพียงพอ ไม่ล่าช้า และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ยังเข้มงวดตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่จะเดินทางด้วยรถโดยสารธารณะ ตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถโดยสาร ควบคู่กับการตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ ตรวจวัดสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานขับรถและผู้ประจำรถทุกคน “ไร้สารเสพติด และแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์” ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดตรวจบนถนนสายหลักและสายรอง หรือจุดจอด/พักรถ จัดหน่วยเคลื่อนที่ตรวจจับความเร็วรถโดยสารสาธารณะด้วยกล้องเลเซอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการใช้ความเร็ว และการกำกับดูแลพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ทั่วประเทศตลอดการเดินทาง

ทั้งนี้หากพบพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ หรือมีการกระทำผิดกฎหมาย กรมการขนส่งทางบกจะพิจารณาลงโทษพนักงานขับรถ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งยังมีความผิดและต้องมีส่วนรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดทั้งหมดด้วยทั้งนี้หากพบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย หรือขับรถประมาทหวาดเสียว สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการขนส่งทางบก โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” ณ กรมการขนส่งทางบกจตุจักร สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง (จตุจักร, เอกมัย, สายใต้ใหม่) รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารทุกจังหวัด ตั้งแต่วันนี้จนสิ้นสุดช่วงเทศกาล.

 

พาณิชย์ พอใจผลงาน ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น ยันเป้าส่งออกปี 60 โตแน่ 3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 19:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823702


รมว.พาณิชย์ พอใจผลงาน แก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ-ส่งออก ชี้ ทำราคาข้าวไทยมีเสถียรภาพ แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมยันเป้าส่งออกปี 60 โตแน่ 3% แต่อาจได้ถึง 3.5% …วันที่ 28 ธ.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลงานที่น่าพึงพอใจของกระทรวงพาณิชย์ ในปี 59 คือ การดูแลราคาข้าวให้ดีขึ้น  เพราะมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการ ทำให้ชาวนาได้รับอย่างทั่วถึง มีรายได้ที่เหมาะสม และราคาข้าวมีเสถียรภาพ ที่สำคัญยังทำให้ราคาข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และไทยสามารถดึงส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาได้ในหลายตลาด ส่งผลให้ในปีนี้ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากกว่า 9.5 ล้านตัน ส่วนปี 60 น่าจะส่งออกได้ประมาณ 10 ล้านตัน

”ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกในประเทศสูงขึ้น และมีเสถียรภาพ โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 11,000-12,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียวก็ใกล้เคียงกัน ทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีขึ้น ส่วนสินค้าเกษตรอื่นๆ มีราคาดีขึ้นเช่นกัน จากมาตรการของรัฐบาล ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง รวมถึงผลไม้ต่างๆ”

ส่วนภาคการส่งออก ในปีนี้ก็น่าพอใจเช่นกัน แม้ในช่วงต้นปี 59 กระทรวงฯ และภาคเอกชนร่วมกันส่งเสริมและผลักดันอย่างเต็มที่ แต่มูลค่าการส่งออกไทยยังติดลบอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงปลายปี การทำงานหนักเริ่มเห็นผลบ ประกอบกับสถานการณ์ต่างๆ  ดีขึ้น โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าส่งออกเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ ส่วนในปี 60 กระทรวงฯ กำหนดเป้าหมายการขยายตัวที่ 3% แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า น่าจะขยายตัวได้ถึง 3.5% เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกไทย รวมถึงกระทรวงฯ ยังมีแผนเจาะตลาดต่างๆ เพิ่มเติม

”ปีหน้ากระทรวงฯ จะเน้นการผลักดันการส่งออก โดยได้วางยุทธศาสตร์เป็นพันธมิตรกับประเทศคู่ค้าเพิ่มมากขึ้น หรือขยายความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น โดยประเทศที่ไทยจะขยายความสัมพันธ์เพิ่มเติม คือ ตลาดเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ที่จะเจาะลึกเป็นรายมณฑล, ตลาดซีแอลเอ็มวี จะเน้นเมียนมา และกัมพูชา รวมถึงตะวันออกกลาง แอฟริกา ปากีสถาน และตลาดหลักทั้ง สหรัฐฯ อียู ญี่ปุ่น” นางอภิรดี กล่าว.

 

ก.แรงงาน จัดหนักของขวัญปีใหม่ ขึ้นค่าจ้าง-เพิ่มค่าทำฟัน-คืนสิทธิ ม.39

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823662


กระทรวงแรงงาน มอบของขวัญปีใหม่ลูกจ้าง-นายจ้าง 1 ม.ค. ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จังหวัด 305-310 บาท ให้สิทธิผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรี เพิ่มค่าทำฟัน 900 บาท ไม่ต้องสำรองจ่าย พร้อมคืนสิทธิผู้ประกันตน ม.39 สิ้นสภาพกว่า 9 แสนคน ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิม…วันที่ 28 ธ.ค. 59 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงแรงงาน และอธิบดีทุกกรม ร่วมแถลงมอบของขวัญปีใหม่ 2560 ให้แก่ลูกจ้าง นายจ้าง และสถานประกอบการ โดย พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า ในปี 2560 ได้เตรียมของขวัญไว้ 9 ชิ้น คือ 1. การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ใน 69 จังหวัด จะได้ปรับค่าจ้างขึ้นเป็นวันละ 305-310 บาท ส่วนอีก 8 จังหวัด ยังคงอัตรา 300 บาทเท่าเดิม

2. การเพิ่มค่าทันตกรรมให้ผู้ประกันตน จากปีละ 600 บาท เป็น 900 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย 3. การให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ผู้ประกันตนด้วยการตรวจร่างกายคัดครองโรค โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ 4. คืนสภาพให้ผู้ประกันตน มาตรา 39 ที่สิ้นสภาพ เพราะขาดส่งเงินสมทบกว่า 9 แสนคน ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิม

5. การส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ โดยน้อมนำพระราชดำรัสและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

6. ส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้คนทำงานมีมาตรฐานฝีมือแรงงาน และได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นสอดคล้องกับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 7. สนับสนุนผู้ประกอบกิจการ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงงาน ให้แก่ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง สาขาระดับละ 10,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้มีการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของสถานประกอบกิจการ 8. เปิดจุดบริการตรวจสภาพรถฟรี 77 จุดทั่วประเทศ ช่วงเทศกาลปีใหม่

9. การส่งแรงงานกลับบ้านในช่วงปีใหม่ โดยจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องประกันสังคม พร้อมมอบของที่ระลึกในการส่งแรงงานกลับบ้านในช่วงปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29–30 ธ.ค.

ด้าน นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ในส่วนของการคืนสิทธิผู้ประกันตน มาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบด้วยตนเองฝ่ายเดียว และขาดส่งเงินสมทบ ทำให้สิ้นสภาพกว่า 9 แสนคน คณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมการกลับเป็นผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพ พ.ศ…. ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตราเป็นกฎหมายเพื่อประกาศบังคับใช้ในปี 60

ส่วนการเพิ่มสิทธิด้านทันตกรรม ตั้งแต่ 1 ม.ค. ผู้ประกันตนสามารถสามารถใช้สิทธิถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด จากเดิม ปีละ 600 บาท เพิ่มเป็น 900 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย รวมทั้งการตรวจสุขภาพช่องปาก แต่หากเกินอัตราที่กำหนด  ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง คาดว่าต้องใช้งบประมาณราว 2 พันล้านบาท

ขณะที่ การให้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรค โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนและบัตรรับรองสิทธิประกันสังคม ใช้สิทธิได้ที่หน่วยบริการในจังหวัดที่ผู้ประกันตนทำงาน ได้แก่ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดภาครัฐอื่นๆ  และภาคเอกชน ที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาทิ ฝากครรภ์ ดูแลหลังคลอด การสร้างภูมิคุ้มกัน วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มเสี่ยง 7 โรคเรื้อรัง คัดกรองเบาหวาน ความดัน โลหิตจาง ภาวะเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด  มะเร็งปากมดลูก เอชไอวี คาดใช้งบปีละ 1.8 พันล้านบาท.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 7.52 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,524.60 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823709


หุ้นไทยวันที่ 28 ธ.ค. ปิดตลาดบวก 7.52 จุด เปลี่ยนแปลง 0.50% ดัชนีอยู่ที่ 1,524.60 จุด มูลค่าซื้อขาย 32,828.60 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 28 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 7.52 จุด เปลี่ยนแปลง 0.50% ดัชนีอยู่ที่ 1,524.60 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 32,828.60 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดท่องเที่ยวปีใหม่คึกคัก เงินสะพัด 62,300 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 16:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823626


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย ภาพรวมท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 7 วัน คาดมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย-ต่างชาติเป็นจำนวนมาก เงินสะพัด 62,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% รับปัจจัยหนุนจากการจัดโปรฯ ของธุรกิจบริการ-มาตรการรัฐช่วยกระตุ้น…วันที่ 28 ธ.ค.59 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์และแนวโน้มของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 โดยระบุว่า ในเดือนธันวาคมของทุกปี เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด และยังเป็นเดือนที่เม็ดเงินสะพัดสูงสุด (เมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ ของปี)

สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2560 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วง 7 วัน (ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 ถึง 4 มกราคม 2560) และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปยังพื้นที่ต่างๆ มูลค่าประมาณ 62,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อนหน้า

ขณะที่ บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2560 นั้น นอกจากการจัดโปรโมชั่นของธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องแล้ว มาตรการของภาครัฐก็ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจวางแผนเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย เช่น การประกาศวันหยุดเพิ่มเติม ทำให้มีวันหยุดยาวติดต่อกัน 4 วันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2560 ในช่วงเทศกาลปีใหม่มีการกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย อย่างล่าสุด ภาครัฐมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงวันที่ 1-31 ธันวาคม 2559 อีกทั้งภาครัฐได้จัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในประเทศ

จากแนวโน้มบรรยากาศการท่องเที่ยวข้างต้น น่าจะเป็นโอกาสให้กับภาคธุรกิจกระตุ้นยอดขายในระยะนี้ อย่างธุรกิจโรงแรม/ธุรกิจบริการด้านที่พักรูปแบบอื่น ร้านอาหาร/ร้านจำหน่ายของฝากของที่ระลึกในท้องถิ่น รวมถึงธุรกิจที่ให้บริการอื่นๆ เช่น บริการแพ็กเกจทัวร์รูปแบบ One-day Trip บริการเกี่ยวกับกิจกรรมสันทนาการ บริการสปา/นวดไทย เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง  โดยอาจดึงนโยบายภาครัฐมาชูเป็นแคมเปญสำหรับการจัดโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย.

 

สรท. คาด ส่งออกไทยปี 59 ทรงตัวที่ 0% ส่วนปี 60 คาดโตได้ 1-2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823577


สรท. คาด ส่งออกไทยปี 59 อยู่ในสภาวะทรงตัวที่ 0% หลังเศรษฐกิจโลกปลายปีกลับมาฟื้นตัว ส่วนปี 60 คาดโตได้ 1-2% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง-มาตรการกีดกันทางการค้า…วันที่ 28 ธ.ค.59 นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก คาดการส่งออกในปี 59 จะอยู่ในภาวะทรงตัวที่ 0% หลังการส่งออกในเดือน พ.ย.59 เติบโตสูงสุดในรอบ 9 เดือน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปีกลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอย่างจีนที่กลับมาขยายตัวถึง 22% ส่วนในปี 60 คาดจะโตเพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ก่อนหน้านี้เป็น 1-2%

“ภาวะการส่งออกในปีนี้ค่อนข้างผันผวน แต่ยังไม่กล้ายืนยันว่าการส่งออกในปีหน้าจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด คงต้องรอดูสถานการณ์ในช่วง Q1/60 ว่าราคาน้ำมันและทองคำจะเป็นอย่างไร” นางคงฤทธิ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า ในปีหน้าหวังว่าปัจจัยสำคัญเรื่องราคาน้ำมันค่อนข้างนิ่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีเสถียรภาพ ขณะที่ผู้ส่งสินค้าทางเรือมียอดจองตู้ค่อนข้างแน่น

ด้าน นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. คาดว่า ในปี 60 การส่งออกสินค้าเกษตรจะมีราคาเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว โต 2% แต่น่าเป็นห่วงหากมีปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น, ยางพารา โต 8%, มันสำปะหลังโต 3% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์โต 8% ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์ตั้งเป้าไว้ที่ 1.22 ล้านคัน

ทั้งนี้ กำลังผลักดันให้นำสินค้าบางประเภทออกจากการพิจารณาเรื่องภาวะการส่งออก เช่น ทองคำไม่ขึ้นรูป เนื่องจากเป็นเรื่องของการค้าไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้น่าจะเหมาะสม เพราะราคาทองคำไม่มีผลต่อภาวะการค้าระหว่างประเทศเหมือนช่วงก่อนหน้านี้

ขณะที่ นายนพพร เทพสิทธา ประธาน สรท. กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ สรท. คาดการณ์ส่งออกในเดือน พ.ย.59 ผิดพลาดไป มาจากปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน, ทองคำ และยอดสั่งสินค้าที่สูงกว่าเดือน ต.ค. ซึ่งผิดไปจากทุกปีที่ผ่านมา เพราะมีการตุนสินค้าล่วงหน้า พร้อมมองว่า ทิศทางการส่งออกของไทยที่ดีขึ้นมาจากปัจจัย 1. สินค้าที่มีความหลากหลาย 2. การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำให้เกิดเสถียรภาพ ไม่ผันผวน และ 3. ความมั่นคงทางการเมือง แต่ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง คือ ความอ่อนไหวของราคาสินค้าในหมวด commodity ที่กำหนดโดยตลาดต่างประเทศ

“แม้ทั่วโลกจะมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังมีหลายปัจจัยเสี่ยง เช่น บริบททางการค้าระหว่างประเทศในปีหน้าจะเปลี่ยนไปหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้งสภานโยบายการค้าต่างประเทศของสหรัฐฯ ขึ้นมาเพื่อดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า โดยไม่สนใจองค์การการค้าโลก หรือสหประชาชาติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันรุนแรงมากขึ้น โดยสภานโยบายการค้าฯ จะหยิบยกประเด็นต่างๆ ขึ้นมาเจรจาต่อรองกับประเทศต่างๆ เช่น ประเทศที่ผลิตสินค้าด้วยแรงงานผิดกฎหมาย, ประเทศที่ผลิตสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม, ประเทศที่รัฐออกระเบียบส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ลอบสังหารทูตรัสเซียในตุรกีที่มหาอำนาจต่างแย่งชิงเพื่อจับขั้วการเมืองใหม่ ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น” นายนพพร กล่าว

ทั้งนี้ ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ทางการค้า

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนในปีหน้านั้น คงต้องดูปัจจัยเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ในกรอบ 36-37 บาทต่อดอลลาร์ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินของไทยไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง.