ปตท. มองถึงสิ้นปี แนวโน้มราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นตามตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 15:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812156

 

บมจ.ปตท. ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เผย จากนี้ถึงสิ้นปีราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นเล็กน้อย ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางเริ่มขยับขึ้น คาด ปีนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ ปี 60 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์/บาร์เรล …

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) กล่าวถึงสถานการณ์ของธุรกิจพลังงานในปีนี้และปีหน้าว่า ในเรื่องแรกความผันผวน จะพบว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยปรับขึ้นไปสูงกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ขณะเดียวกัน ก็เคยลงไปสู่ระดับต่ำสุดในต้นปีนี้มาแล้วที่ 26 ดอลลาร์/บาร์เรล และล่าสุดการประชุมของกลุ่มโอเปกที่มีข้อตกลงจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ก็ได้ช่วยกระตุกราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับขึ้นมาได้ ขณะที่กลุ่มนอนโอเปก ก็ประกาศจะลดกำลังการผลิตลงเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ทำให้ลดกำลังการผลิตลงได้ถึง 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน

“ที่ผ่านมาราคาน้ำมันลงไปเยอะ เพราะกำลังการผลิตเกินกว่าความต้องการ 2 ล้านบาร์เรล/วัน พอทยอยลดกำลังการผลิตลง ราคาน้ำมันก็เด้งขึ้นไปที่ 50 ดอลลาร์ ดังนั้นเราเห็นความผันผวนของราคาค่อนข้างมาก ต้นปีอยู่แค่ 20 กว่าดอลลาร์ แต่ปลายปีน่าจะอยู่ที่ 50 กว่าดอลลาร์ ซึ่งหวังว่าราคาน้ำมันในระดับ 50 กว่าดอลลาร์นี้ น่าจะรองรับการพัฒนาและความต้องการใช้ที่จะเติบโตควบคู่ไปด้วยกันอย่างสมดุล”

พร้อมระบุว่า ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ระดับนี้และรัฐบาลยังมีนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของภาษี และกองทุนน้ำมันฯ ก็เชื่อว่าราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศก็จะยังอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างไปจากปัจจุบันมากนัก

เรื่องที่สองความไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่กับ Disruptive Technology หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความยากลำบากต่อการวางแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต

เรื่องที่สามความซับซ้อน เป็นความซับซ้อนระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่ใจในความต้องการที่แท้จริงว่าต้องการจะให้ธุรกิจไปสู่จุดใด ซึ่งกระทรวงพลังงานเห็นว่า ควรจะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลงและหันไปเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาทดแทน แต่สิ่งเหล่านี้เดินหน้าไปได้ช้ามาก เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างของสังคมว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานและความเสี่ยงในการมีพลังงานใช้ในอนาคต

เรื่องที่สี่ ความคลุมเครือ โดยยกตัวอย่างเรื่องทรัพยากรปิโตรเลียมในประเทศไทยที่ใกล้จะหมดจากอ่าวไทย ซึ่งสัมปทานจะหมดอายุลงในอีก 6-7 ปีหน้านี้ ได้เกิดความคลุมเครือว่าจะควรจะให้สัมปทานภาคเอกชนทำต่อไป หรือรัฐบาลจะทำเอง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันอยู่ในสังคม โดยสิ่งที่ได้รับผลกระทบและเกิดขึ้นแล้ว คือ ผลกระทบต่อการผลิตในประเทศที่ลดน้อยลงจากการลงทุนที่หยุดชะงักจากความไม่แน่นอน  ซึ่งอาจทำให้มีแนวโน้มที่จะต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากขึ้น

ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามหาแนวทางในการรองรับความเสี่ยงดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้ลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เช่น การลงทุนวางท่อก๊าซเพิ่มเติม การลงทุนในคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ ยังประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศด้วย จากนี้จนถึงช่วงสิ้นปีราคาน้ำมันในประเทศอาจจะขยับขึ้นอีกเล็กน้อย ตามแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางเริ่มขยับขึ้น โดยคาดว่า ในปีนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าดอลลาร์/บาร์เรล ในขณะที่ ปี 60 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบจะขยับขึ้นไปอยูที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์/บาร์เรล

“ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้ขึ้นไปเพื่อสะท้อนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขึ้นมาเยอะตั้งแต่ช่วงปลาย พ.ย.-กลาง ธ.ค. ซึ่งกลุ่มโอเปก และนอนโอเปก ได้ลดกำลังการผลิตลงไป 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน…ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคงไม่สูงไปกว่านี้มากแล้ว เพราะสต็อกก็ยังมีอยู่ ถ้าจะขยับขึ้นคงไม่ขึ้นไปมากกว่านี้เท่าไรนัก” นายเทวินทร์ กล่าว.

 

กรุงไทยทำแอพฯ KTB Calendar 2017 ปฏิทิน ‘ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 15:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812136

 


ธ.กรุงไทยน้อมนำโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในหลวง ร.9 ทำเป็นปฏิทินตั้งโต๊ะ ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ ในรูปแบบกราฟิก 3 มิติสวยงาม ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น KTB Calendar 2017 ผ่าน Google Play และ App Store…

นางศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปฏิทินตั้งโต๊ะของธนาคารกรุงไทยในปีนี้ ได้น้อมนำโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ 12 โครงการของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา และพระปรีชาสามารถ มาจัดทำเป็นภาพด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก 3 มิติ ที่สวยงามทรงคุณค่า ขณะเดียวกันธนาคารยังได้จัดทำแอพพลิเคชั่น KTB Calendar 2017 เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในยุคดิจิตอล ให้ลูกค้าและประชาชนดาวน์โหลดปฏิทินธนาคารผ่านแอพพลิเคชั่น สำหรับระบบปฏิบัติการ Android สามารถดาวน์โหลดผ่าน Google Play ระบบปฏิบัติการ iOS ดาวน์โหลดผ่าน App Store หรือสแกน QR Code บนปกปฏิทินตั้งโต๊ะ

สำหรับภาพปฏิทินทั้ง 12 เดือน เป็นโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้ราษฎรมีความสุข และประเทศไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1. โครงการฝนหลวง 2. วิทยุสื่อสาร 3. โครงการโรงนม 4. พลังงานธรรมชาติ 5. เครื่องสีข้าวกำลังคน 6. ภาพถ่ายทางอากาศ 7. พลังงานทดแทน 8. ประดิษฐ์ตัวอักษรฟอนต์ 9. โครงการหญ้าแฝก 10. โครงการฝายแม้ว 11. โครงการแก้มลิง และ 12. โครงการดาวเทียมการศึกษาผ่านทางไกล ผู้สนใจสามารถชมคลิปตัวอย่างปฏิทินได้ทาง เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/ktbcare

 

ส.อ.ท. คาด ศก.ไทยปีหน้าโต 3.5-4.0% รับแรงหนุนจากลงทุนภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812131

 

ประธาน ส.อ.ท. เผย เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย กระทบไทยไม่มาก แต่ยังกังวลนโยบายทรัมป์ คาดเศรษฐกิจไทยปี 60 เติบโต 3.5-4.0% จากปัจจัยราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้น ส่งผลดีต่อสินค้าเกษตร ประกอบกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ภาครัฐมีส่วนผลักดัน ขณะที่เงินบาทอ่อนค่า หนุนส่งออกโตระดับ 0-1% …

วันที่ 15 ธ.ค. 59 นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า ไม่น่าจะกระทบต่อไทยมาก เพราะตลาดได้รับรู้ข่าวนี้ไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งค่าบาทอ่อน จะส่งผลดีต่อการส่งออก แต่กังวลนโยบายใหม่ของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น มาตรการกีดกันทางการค้า การแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งต้องติดตามผลกระทบ

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 60 คาดว่าจะเติบโตในระดับ 3.5-4.0% ซึ่งดีกว่าในปีนี้แน่นอน โดยมีปัจจัยมาจากภายในประเทศ และภายนอกประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศมองว่าในปีหน้าภาวะภัยแล้งจะคลี่คลายลง ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวขึ้น มีผลดีไปถึงสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ยางพารา ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อของภาคเกษตรกรดีขึ้น และส่งผลดีในภาพรวมต่อกำลังซื้อภายในประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐก็มีส่วนด้วยเช่นกัน ส่วนปัจจัยจากต่างประเทศ มาจากเศรษฐกิจของหลายประเทศเริ่มฟื้นตัว และทำให้เศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น

ส่วนในภาคการส่งออกนั้น มองว่าในปีหน้าจะเติบโตในระดับ 0-1% ซึ่งดีกว่าปีนี้ ที่คาดว่าจะอยู่ที่ -1 ถึง 0% โดยเงินบาทที่อ่อนค่าได้ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย

 

พาณิชย์ กำชับผู้ประกอบการ กระเช้าของขวัญต้องปิดป้ายแสดงราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 13:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812051

 

พาณิชย์ ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้ากระเช้าของขวัญของผู้ประกอบการ เพื่อป้องกันผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ เน้นย้ำ ต้องปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน สินค้าที่นำมาบรรจุต้องคุณภาพดี มีอายุสินค้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน

วันที่ 15 ธ.ค.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นิยมซื้อกระเช้าของขวัญหรือชุดของขวัญ เพื่อนำไปอวยพรแก่ผู้ที่เคารพนับถือ กรมการค้าภายในมีหน้าที่ดูแลให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสอบให้ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ต ปิดป้ายแสดงราคากระเช้าของขวัญหรือชุดของขวัญพร้อมแสดงรายการสินค้า ขนาดน้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุและราคาสินค้าแต่ละรายการที่บรรจุในกระเช้าหรือชุดของขวัญให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังกำชับให้สินค้าที่นำมาบรรจุในกระเช้าต้องมีคุณภาพดีและมีอายุของสินค้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน นอกจากนี้ ผู้จำหน่ายจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการด้วย

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบการจำหน่ายสินค้ากระเช้าของขวัญของผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า ผู้ค้าปลีก/ค้าส่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พบว่า ส่วนใหญ่มีการปฏิบัติถูกต้อง หากพบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาหรือปิดป้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

สปส. เผย 81 โรงพยาบาลคู่สัญญา ใช้สิทธิรักษาประกันสังคมปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811891

 

สปส. เผย ปี 60 มี รพ. 81 แห่ง เข้าร่วมเป็นคู่สัญญา ส่วนผู้ประกันตน รพ.เปาโลฯ-ปิยะมินทร์-รักษ์สกล ที่ทำเรื่องเปลี่ยน รพ.เรียบร้อยแล้ว สามารถตรวจสอบสิทธิการย้ายได้ ตั้งแต่ 17 ธ.ค.นี้ …

วันที่ 15 ธ.ค.59 นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ในปี 2560 มีสถานพยาบาลที่เข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับ สปส. จำนวน 81 แห่ง ส่วนสถานพยาบาล ปี 2559 ที่ไม่เข้าร่วมเป็นสถานพยาบาล ปี 2560 มีจำนวน 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน โรงพยาบาลปิยะมินทร์ และ โรงพยาบาลรักษ์สกล

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา สปส.ได้เปิดให้ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากสถานพยาบาลทั้ง 3 แห่ง ทำเรื่องยื่นขอเปลี่ยนโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิการย้ายโรงพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป

ในส่วนของผู้ประกันตนกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานพยาบาลทั้งสามแห่ง แต่มีความประสงค์จะย้ายโรงพยาบาล สปส.จะเปิดโอกาสให้ยื่นขอย้ายได้ในวันที่ 4 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยผู้ประกันตนทั้ง 2 กลุ่ม สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลคู่สัญญาได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ หรือที่ www.sso.go.th และโทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506.




ขุนคลัง ระบุตามคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย เชื่อกระทบน้อยค่าบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811886

 

ขุนคลัง ระบุเป็นไปตามคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย จากตัวเลข ศก.สหรัฐฯ มีแนวโน้มสดใส เชื่อกระทบค่าบาทน้อย ชี้ผันผวนเรื่องปกติเมื่อมีเงินไหลออก เป็นหน้าที่แบงก์ชาติดูแล…

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ว่า เป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายตัวต่างมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น เพราะหากเฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำไว้นานจนเกินไป และปล่อยให้เงินไหลออกสู่ตลาดเช่นนี้ จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องดึงให้อัตราดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนผลกระทบที่จะมีต่อภาวะการเงินและค่าเงินของไทยนั้น เชื่อว่า จะมีผลกระทบน้อย เพราะเงินกู้ของไทยในส่วนที่เป็นเงินตราต่างประเทศมีน้อยมาก และค่าเงินบาทมีความผันผวนเป็นเรื่องปกติเมื่อมีเงินไหลเข้าออก ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องดูแล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนนี้ (14 ธ.ค.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) โดยบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลางนับตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ ส่วนการจ้างงานปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และอัตราว่างงานปรับตัวลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีการขยายตัวปานกลาง แต่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรยังคงอ่อนแรง จึงมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาสู่ระดับ 0.50-0.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ และเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 10 ปี

สำหรับกรรมการเฟดผู้ที่ออกเสียงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินของ FOMC ได้แก่ เจเน็ต แอล. เยลเลน ประธานเฟด, วิลเลียม ซี. ดัดลีย์ รองประธานเฟด, ลาเอล เบรนาร์ด, เจมส์ บูลลาร์ด, สแตนลีย์ ฟิสเชอร์, เอสเธอร์ แอล. จอร์จ, ลอเร็ตตา เจ. เมสเตอร์, เจอโรม เอช. เพาเวล, เอริค โรเซนเกรน และดาเนียล เค. ทารุลโล.

 

ทองเปิดตลาดร่วงแรง 200 รูปพรรณขายบาทละ 19,900 หลุดกรอบ 2 หมื่นไปแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811837

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 15 ธ.ค. ลดลง 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 ขายออกบาทละ 19,900 บาท จับตาตลอดทั้งวันนี้ อาจลงอีก 50-100…

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท

ด้าน นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า แนวโน้มราคาทองตลอดทั้งวันมีโอกาสปรับลดลงได้อีกประมาณ 50-100 บาท ส่วนในระยะสั้น 1-2 วัน ราคาจะขึ้น-ลงไม่เยอะ เริ่มคงที่ ส่วนปัจจัยหลักมาจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นอีก 0.25% ส่งให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นไปแตะระดับ 0.5-0.75% นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในปี 59 และเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 10 ปี จึงส่งผลต่อราคาทอง

ทั้งนี้ นักลงทุนควรเริ่มลงทุนในระยะสั้น เพราะราคาเริ่มคงที่แล้ว แต่ควรระมัดระวัง ติดตามสถานการณ์สม่ำเสมอ.

 

“เอไอเอส” ถล่มราคาไฟเบอร์ออปติก ความเร็ว 100 เม็กคิดค่าบริการไม่ถึงพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811682

 

นายศรัณย์ ผโลประการ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตบ้านของคนยุคปัจจุบัน ซึ่งแต่ละคนใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อมากกว่า 1 เครื่องขึ้นไปและต้องการให้ความเร็วไม่ถูกลดทอนลง เอไอเอสจึงได้เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ของเอไอเอสไฟเบอร์ ล่าสุดความเร็ว 100/10 Mbps สำหรับลูกค้าเอไอเอส ในราคาเดือนละ 990 บาท ถือเป็นแพ็กเกจความเร็ว 100 Mbps ที่คิดค่าบริการต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาทรายแรก โดยหากเป็นลูกค้าเซเรเนดด้วยแล้ว จะได้ปรับลดราคาลงอีกเหลือเดือนละ 890 บาท

“เอไอเอสเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เบอร์ 4 ในตลาด เราตามหลังทรู, 3 บีบี และทีโอทีอยู่ และยอมรับว่าต้องใช้ราคาเป็นตัวนำเพื่อให้ลูกค้าหันมาสนใจ นอกเหนือจากการใช้จุดแข็งเรื่องเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อหั่นราคาแพ็กเกจนี้แล้วเชื่อว่าการแข่งขันด้านราคาในปีหน้าจะชะลอตัวลง เนื่องจากความเร็วที่ 100 Mbps ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานตามบ้านในยุคปัจจุบัน”

ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้เอไอเอสจะมีฐานลูกค้าบรอดแบนด์ราว 300,000 ครัวเรือน ตามหลังทรูที่มีลูกค้าประมาณ 2.6 ล้านครัวเรือน, 3 บีบี ราว 2.3 ล้านครัวเรือน, ทีโอที 1.4 ล้านครัวเรือน โดยตั้งเป้าจะขึ้นเป็นอันดับ 2 ภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนปีหน้านั้น หวังว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นราว 300,000-400,000 ครัวเรือน.

 

คำค้นยอดนิยม“กูเกิล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811677

 

กูเกิล ประเทศไทย ประกาศสุดยอดคำค้นหาประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ปรากฏคำค้นหายอดนิยมประจำปีอันดับ 1 ได้แก่ 1. Descendants of the Sun 2. ในหลวง 3. Slither.io 4. การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ริโอ 2016 5. เพื่อนรักเพื่อนร้าย 6. Roblox 7. คนทางนั้น 8. หลวงพี่แจ๊ส 4G 9. Pokèmon Go และ 10. ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน

กูเกิลระบุการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนไทยในปีนี้ ตั้งแต่แถลงการณ์การเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 ต.ค. เป็นต้นมา การค้นหาเกี่ยวกับ “ในหลวง” ได้เพิ่มสูงขึ้นนับจากนั้น โดยมีการค้นหาสูงสุดเป็นอันดับที่สองของการค้นหาที่มาแรงตลอดทั้งปี รวมทั้งการค้นหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9, โครงการในพระราชดำริ, คำถวายพระพร, “ทรงพระเจริญ” นอกจากนั้นยังค้นหาความหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “หมอกธุมเกตุ” “พระบรมโกศ” และ “เครื่องทองน้อย” อย่างไรก็ตาม ซีรีส์เกาหลีเรื่อง “Descendants of the Sun” ซึ่งได้รับความนิยมทั่วเอเชียนั้น คว้าตำแหน่งคำค้นยอดนิยมประจำปีไป นอกจากนั้นคำค้นเกี่ยวกับเกม ก็ติดอันดับมาตลอด เช่น “Slither.io” “Roblox” และ “Pokèmon Go” รวมทั้งเพลงดังอย่าง อาทิ “คนทางนั้น” และ “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน”.

 

แบงก์กรุงเทพแจงไม่จ่าย “ฟ็อกซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811676

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป เอเชีย (ฟ็อกซ์) ประกาศเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลที่ฮ่องกงและไทย ฟ้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีสำหรับค่าลิขสิทธิ์การออกอากาศรายการของฟ็อกซ์ แทนบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) สองธุรกิจเคเบิลทีวีที่ยุติการให้บริการไปแล้ว

ฟ็อกซ์ได้ทำสัญญาให้สิทธิ์ในการออกอากาศรายการต่างๆ แก่จีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช ตั้งแต่ปี 2556 โดยทั้งสองบริษัทได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์การออกอากาศดังกล่าวเป็นมูลค่า 2,200 ล้านบาท และต้องชำระดอกเบี้ยกรณีจ่ายล่าช้า ซึ่งธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ออกแบงก์การันตีเพื่อค้ำประกันการชำระเงินให้กับจีเอ็มเอ็มและซีทีเอช และตั้งแต่ปี 2558 ไม่ได้ทำตามสัญญาเพื่อจ่ายแบงก์การันตีแทน 2 บริษัทดังกล่าวเลย

ด้านนายคณิต สีห์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า ธนาคารกรุงเทพได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันซีทีเอช ให้ไว้กับฟ็อกซ์ จริง โดยมีเงื่อนไขว่าหากซีทีเอชผิดสัญญาที่ซีทีเอชทำไว้กับฟ็อกซ์ ธนาคารจึงจะจ่ายเงินให้ฟ็อกซ์ ซึ่งสัญญาที่ซีทีเอชทำกับฟ็อกซ์ ธนาคารกรุงเทพมิได้ลงนามในสัญญาดังกล่าว ธนาคารกรุงเทพจึงไม่ใช่คู่สัญญากับฟ็อกซ์โดยตรง ฟ็อกซ์เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารกรุงเทพทำให้ไว้ ทั้งนี้ซีทีเอชได้ยืนยันกับธนาคารกรุงเทพว่าฟ็อกซ์เป็นฝ่ายผิดสัญญา

“ขณะนี้ ฟ็อกซ์ได้ยื่นฟ้องซีทีเอช และธนาคารกรุงเทพต่อศาลชั้นต้นที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ธนาคารกรุงเทพจึงไม่สามารถให้รายละเอียดได้เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การให้ข้อเท็จจริง หรือความเห็นที่มีลักษณะเป็นการชี้นำแก่ศาล อาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลและเป็นการเสียมารยาทอย่าง ร้ายแรง”

ส่วนกรณีที่ฟ็อกซ์ฟ้องบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ “จีเอ็มเอ็ม” และธนาคารกรุงเทพในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าต่างประเทศกลาง ข้อเท็จจริงก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับกรณีของซีทีเอช.