วิจัยกสิกรฯ ชี้เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก โอกาสกนง.หั่นดอกเบี้ยลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812296

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก เหตุไทยมีปัจจัยทาง ศก.แข็งแกร่ง เผย ส่งผลให้โอกาส กนง. หั่นดอกเบี้ยลดน้อยลง พร้อมระบุ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปี 60 …

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่เอกสารระบุ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ทุนสำรองฯ และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่า วัฏจักรการคุมเข้มดอกเบี้ยของเฟดคงส่งผลให้โอกาสความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปลดน้อยลงไปมาก

ขณะที่ วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น อาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจส่งผลให้ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออก (ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น และมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเหลืออีกไม่มาก) ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ คงได้แก่ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระต่างประเทศ รวมทั้งมีระดับการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 39%)

อย่างไรก็ตาม ประเมินในเบื้องต้นว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีในระดับที่ใกล้ศักยภาพในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Policy Normalization) อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของเฟด คงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเว้นระยะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2560 เพื่อรอประเมินผลตอบรับของตลาดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบ ธ.ค.นี้ ตลอดจนรอดูแนวทางที่ชัดเจนของมาตรการทางการคลังภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 เพิ่มเติมจากระดับ 2.1% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ตัวแปรเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัจจัยทางการเมืองในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวนโยบายการค้าของทรัมป์กับประเทศอื่นๆ ก็อาจมีผลทางอ้อมต่อการเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าด้วยเช่นกัน

พร้อมระบุ ตลาดการเงินในหลายๆ ส่วนน่าจะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนอาจต้องการเวลาในการซึมซับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประเมินจังหวะที่ชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในอนาคต.

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก เหตุไทยมีปัจจัยทาง ศก.แข็งแกร่ง เผย ส่งผลให้โอกาส กนง. หั่นดอกเบี้ยลดน้อยลง พร้อมระบุ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปี 60 …

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่เอกสารระบุ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ทุนสำรองฯ และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่า วัฏจักรการคุมเข้มดอกเบี้ยของเฟดคงส่งผลให้โอกาสความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปลดน้อยลงไปมาก

ขณะที่ วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น อาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจส่งผลให้ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออก (ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น และมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเหลืออีกไม่มาก) ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ คงได้แก่ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระต่างประเทศ รวมทั้งมีระดับการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 39%)

อย่างไรก็ตาม ประเมินในเบื้องต้นว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีในระดับที่ใกล้ศักยภาพในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Policy Normalization) อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของเฟด คงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเว้นระยะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2560 เพื่อรอประเมินผลตอบรับของตลาดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบ ธ.ค.นี้ ตลอดจนรอดูแนวทางที่ชัดเจนของมาตรการทางการคลังภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 เพิ่มเติมจากระดับ 2.1% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ตัวแปรเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัจจัยทางการเมืองในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวนโยบายการค้าของทรัมป์กับประเทศอื่นๆ ก็อาจมีผลทางอ้อมต่อการเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าด้วยเช่นกัน

พร้อมระบุ ตลาดการเงินในหลายๆ ส่วนน่าจะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนอาจต้องการเวลาในการซึมซับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประเมินจังหวะที่ชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในอนาคต.

 

ราคาทองร่วง! ปรับลดทั้งวัน 2 ครั้ง รวม 250 รูปพรรณขายบาทละ 19,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812307

 

ทองปิดตลาดครั้งที่ 2 ตลอดทั้งวันราคาปรับลดลงรวม 250 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250 ขายออกบาทละ 19,350 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 59 รายงานสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ พบว่า ราคายังคงลดลงต่อเนื่อง หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นอีก 0.25% โดยตั้งแต่ช่วงเช้าสมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 200 บาท กระทั่งความเคลื่อนไหว ครั้งที่ 2 เวลา 14.18 น. ราคาลดลงอีก 50 บาท ทำให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองลดลง 250 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250.00 ขายออกบาทละ 19,350.00 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850.00

 

บริษัทตั้งใหม่เดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 28% หลังรัฐหนุนร้านทองเข้าสู่ระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812251

 

กรมพัฒน์ฯ เผยยอดจดตั้งบริษัทใหม่ เดือน พ.ย. 5,799 ราย เพิ่มขึ้น 28% เหตุร้านทองแห่จดเพิ่ม หลังรัฐสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบ ส่วนยอดจดเลิกลด 12% มั่นใจทั้งปีทำได้เกินเป้า 6.3-6.5 หมื่นราย …

วันที่ 15 ธ.ค.59 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศเดือน พ.ย.59 ว่า มีจำนวน 5,799 ราย เพิ่มขึ้น 707 ราย หรือเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ที่มีจำนวน 5,092 ราย และเมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.58 ซึ่งมีจำนวน 4,520 ราย เพิ่มขึ้น 1,279 ราย หรือเพิ่มขึ้น 28%

ส่วนสถิติการจดเลิก เดือน พ.ย.59 มีจำนวน 2,397 ราย เพิ่มขึ้น 809 ราย หรือเพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ที่มีจำนวนเลิก 1,588 ราย และเมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.58 ที่มีจำนวน 2,722 ราย ลดลง 325 ราย หรือลดลง 12%

สาเหตุที่เดือน พ.ย.59 มีการจดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น เพราะมีการจดทะเบียนธุรกิจร้านทองเพิ่มขึ้น หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะจะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีมากกว่าผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยสถิติจดตั้งใหม่ 5 อันดับแรก พบว่า ธุรกิจขายปลีกเครื่องประดับ สูงสุดเป็นอันดับแรก 803 ราย รองลงมา คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 649 ราย อสังหาริมทรัพย์ 351 ราย ภัตตาคารและร้านอาหาร 120 ราย ให้คำปรึกษาด้านการจัดการ 115 ราย ส่วนสาเหตุที่จดเลิก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ไม่มีการประกอบการ โดยมีธุรกิจที่จดเลิกมากที่สุด คือ ธุรกิจค้าสลาก

“ผ่านมา 11 เดือน ยอดจดตั้งบริษัทใหม่ทำได้สูงถึง 59,878 ราย เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มั่นใจว่ายอดจดตั้งใหม่ทั้งปีจะทำได้ถึง 63,000-65,000 ราย สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 60,000 ราย เพราะแนวโน้มธุรกิจจดตั้งใหม่จะเพิ่มขึ้น จากการผลักดันให้ร้านค้าทอง ร้านขายยา จดทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงยังมีธุรกิจที่ตั้งใหม่ เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นการลงทุนของรัฐด้านโครงการพื้นฐานคมนาคม การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีหุ้นส่วนบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น 1,355,900 ราย มูลค่าจดทะเบียน 40.42 ล้านล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ 646,460 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 15.77 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 466,230 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,152 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 179,078 ราย

 

ธปท. สำรองธนบัตร 1.5 แสนล้าน รองรับการใช้จ่าย ปชช. ช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812262

 

ธปท. เตรียมสำรองธนบัตร 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน รองรับการใช้จ่ายประชาชนช่วงปีใหม่ ขณะที่ แบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ พร้อมใจอัดเงินสดสำรองให้เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในสาขา-ตู้เอทีเอ็ม พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมเบิก-ถอน เงินสดข้ามเขต ..

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงสิ้นเดือน ธ.ค. 2559 และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ประชาชนมีความต้องการใช้ธนบัตรในระดับสูงกว่าปกติ โดยประมาณการว่า ธนาคารพาณิชย์จะมีการเบิกจ่ายธนบัตรจาก ธปท. ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลปีใหม่ 2560 เป็นมูลค่าสุทธิประมาณ 150,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.0% ซึ่ง ธปท. ได้เตรียมสำรองธนบัตรชนิดราคาต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการไว้อย่างเพียงพอ

มีรายงานข่าว จากธนาคารกรุงเทพ (BBL) ว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2559-วันที่ 3 ม.ค. 2560 ได้สำรองเงินสดไว้ให้บริการแก่ลูกค้าเพิ่มเติมจากภาวะปกติ ประมาณ 60,000 ล้านบาท ผ่านช่องทางบริการเอทีเอ็มที่มีเกือบ 10,000 จุดทั่วประเทศ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม

ทั้งนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้บริการทางการเงินของธนาคารกรุงเทพผ่านสาขาไมโคร ที่เปิดบริการภายในห้างสรรพสินค้าและจุดชุมชนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ได้ตามปกติในช่วงดังกล่าว โดยสาขาธนาคารทั่วประเทศ จะเปิดทำการปกติตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป

ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย เตรียมสำรองเงินสด ใช้ช่วงวันดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 32,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นการสำรองเงินสดผ่านช่องทางสาขา จำนวน 11,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินสำรองสำหรับสาขาในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 4,400 ล้านบาท และสาขาในเขตภูมิภาคจำนวน 6,600 ล้านบาท

สำหรับการสำรองเงินสดเพื่อเครื่องเอทีเอ็ม (K-ATM) ที่มีอยู่จำนวนกว่า 8,900 เครื่องทั่วประเทศ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 21,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการสำรองเพื่อบรรจุเครื่องเอทีเอ็มในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 10,000 ล้านบาท และเอทีเอ็มในเขตภูมิภาคจำนวน 11,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดสำรองเพื่อเครื่อง ATM จะสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 5-6% เนื่องจากแนวโน้มการใช้โดยเฉลี่ยในปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อน

เช่นเดียวกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เตรียมสำรองเงินสด สำหรับการให้บริการที่สาขาและเครื่องกรุงศรีเอทีเอ็ม เพื่อรองรับการเบิกถอนเงินของลูกค้าและประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2559-4 ม.ค. 2560 รวมทั้งสิ้น 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% จากการเบิกใช้ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2559 ที่ 9,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินสดสำรองสำหรับบริการผ่านเครื่องกรุงศรีเอทีเอ็ม จำนวน 8,000 ล้านบาท และผ่านช่องทางสาขาของธนาคารจำนวน 3,000 ล้านบาท

ด้านธนาคารกรุงไทย มีการสำรองเงินสดในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2559 – 4 ม.ค.2560 อยู่ที่ 71,515 ล้านบาท เพิ่ม 5% จากปีก่อน เงินสำรองเพื่อให้บริการผ่านตู้กดเงินสด ATM กว่า 50,000 ล้านบาท และสำรองเพื่อให้บริการตามสาขาอยู่ที่ประมาณ 21,500 ล้านบาท.

 

ออมสิน โอนเงินคนจนแล้ว 1.4 ล้านราย แจ้ง 6 แสนกว่าราย เปิดบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812272

 

ออมสิน ทยอยโอนเงินผู้มีรายได้น้อยแล้ว 1.4 ล้านราย พบอีก 6 แสนกว่าราย ยังไม่มีบัญชีเงินฝาก สามารถเปิดบัญชีภายใน 27 ธ.ค. ย้ำผู้ลงทะเบียนตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ตามเว็บที่แจ้ง…

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารได้โอนเงินตามมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยทั้งที่อยู่ในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร เมื่อวันที่ 9-10 ธ.ค. 2559 รวม 1,286,820 ราย เป็นยอดเงิน 2,878,183,500 บาท จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ที่กระทรวงการคลังได้ส่งรายชื่อมายังธนาคารออมสินจำนวน 2,160,869 ราย โดยยังมีผู้ที่ลงทะเบียนกับธนาคาร ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากกระทรวงการคลังแล้ว อีกประมาณ 874,049 ราย ที่ธนาคารออมสินสืบค้นไม่พบบัญชีเงินฝาก

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ลงทะเบียนจำนวนนี้มาติดต่อเปิดบัญชี เพื่อจะได้ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชี ปรากฏว่า มีผู้ลงทะเบียนเดินทางมายังสาขาธนาคารออมสิน เพื่อแสดงตนขอตรวจสอบคุณสมบัติ ตรวจสอบบัญชี ตลอดจนเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อรับการโอนเงิน ซึ่งธนาคารออมสินทยอยตรวจสอบข้อมูลบัญชีของผู้มีสิทธิ์ และในวันที่ 14 ธ.ค. 2559 สามารถโอนเงินให้ผู้มีสิทธิ์ได้เพิ่มอีก 180,172 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 433.24 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่เกษตรกรจำนวน 156,044 ราย รวมเป็นเงิน 377.75 ล้านบาท และกลุ่มที่เป็นเกษตรกรจำนวน 24,128 ราย เป็นเงิน 55.49 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทะเบียนกับธนาคารออมสิน สามารถตรวจสอบรายชื่อของตนเองว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ และได้รับเงินโอนเข้าบัญชีแล้วหรือไม่ ได้ที่เว็บไซต์ www.epayment.go.th และ www.gsb.or.th ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้รับการโอนเงิน โดยมาเปิดบัญชีเงินฝากภายในวันที่ 27 ธ.ค. 2559 เพื่อธนาคารจะเร่งโอนเงินโดยเร็วที่สุด.

 

กรุงไทยพัฒนาแอพฯ KTB netbank ซื้อ-จองสลากบนมือถือเริ่มใช้ 19 ธ.ค.59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812282

 

ธ.กรุงไทย ปรับรูปแบบการใช้งานบนแอพพลิเคชั่น KTB netbank แก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อ-จองสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเลือกไอคอน Lottery Login ด้วย net ID อัพเดตแอพฯ ในวันที่ 18 ธ.ค.และเริ่มจองได้วันที่ 19 ธ.ค. ผ่านช่องทาง KTB netbank…

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2559 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับรูปแบบการใช้งานบนแอพพลิเคชั่น KTB netbank เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งลูกค้าที่ต้องการซื้อ-จองสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถเลือกไอคอนเมนูหลักที่มุมบนด้านซ้ายมือของหน้า Mobile Pin โดยเลือกไอคอน Lottery จากนั้น Login ด้วย net ID และ Password ของ KTB netbank เพื่อเข้าไปทำรายการซื้อ-จองสลากฯ รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลและยืนยันการทำรายการ และรับ SMS ได้ตามขั้นตอน

สำหรับผู้ลงทะเบียนซื้อ-จองสลาก สามารถอัพเดตแอพพลิเคชั่น ก่อนทำรายการซื้อสลาก ในวันที่ 18 ธันวาคม 2559 และจองสลากในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 และทำรายการผ่านช่องทาง KTB netbank และ ATM ได้ตั้งแต่เวลา 8.15 น. เป็นต้นไป ส่วนผู้ลงทะเบียนซื้อ-จองสลาก ผ่าน www.lotto.ktbnetbank.com โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำรายการได้ตามปกติ

 

ปณท เผยโฉมบัตรภาพผนึกแสตมป์ ร.9 จ่อนำจ่ายถึงมือปชช.กว่า 7 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812241

 


ไปรษณีย์ไทย เผยโฉมบัตรภาพผนึกแสตมป์ ร.9 ก่อนนำจ่ายถึงมือประชาชนกว่า 7 ล้านคน ผู้บริหารนำพนง.500 คน เร่งบรรจุใส่ซองสีทองจ่าหน้าซอง ส่งถึงมือภายใน 20 ม.ค.60 พร้อมเปิดตัวโพสต์ไอดี 6 หลัก รหัสข้อมูลเลขที่บ้านประชาชน…

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2559 นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) นำคณะผู้บริหารและอาสาสมัครจากพนักงาน ลูกจ้าง 500 คน ช่วยกันบรรจุบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ไปรษณีย์ไทยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและกิจการไปรษณีย์ไทย และให้ประชาชนคนไทยได้เก็บเป็นที่ระลึกโดยเปิดให้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.stamprama9.thailandpost.com และ www.stamprama9.com ตั้งแต่วันที่ 7-30 พ.ย. มีประชาชนลงทะเบียนขอรับกว่า 7 ล้านคน


นางสมร กล่าวว่า บัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขนาด A5 จะถูกตรวจความสมบูรณ์เรียบร้อยก่อนใส่ลงในซองสีทองที่พิมพ์ข้อความจ่าหน้าซองถึงประชาชนที่ลงทะเบียนไว้กว่า 7 ล้านคน ก่อนนำไปบรรจุลงในกล่องไปรษณีย์สีแดง ปิดสายรัดปากถุง เพื่อเตรียมนำเข้าสู่ขั้นตอนการส่งต่อไปยังปลายทาง โดยจะจัดส่งตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การนำจ่ายของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ปณท จะนำจ่ายให้ถึงมือประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกันกับบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ EMS สำหรับการบรรจุในวันแรกได้ประมาณ 2 แสนชุด จะให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ธ.ค. หลังจากนั้นจะนำส่งลงไปยังพื้นที่เพื่อรอนำจ่ายพร้อมๆ กัน ภายในวันที่ 20 ม.ค. ส่วนยอดบัตรภาพฯ ที่ ปณท ตั้งเป้าทำไว้ 9,999,999 ชุด มีประชาชนจองกว่า 7 ล้านคน ยังเหลืออีกประมาณ 2 ล้านชุด ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเปิดจองเพิ่มหรือไม่ ขณะนี้ ขอจัดส่งให้คนที่ลงทะเบียนไว้ให้ครบก่อน


กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท กล่าวด้วยว่า ประชาชนบางคนอาจจะวิตกที่ต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัวและเลขที่บัตรประชาชน ขอยืนยันว่า ปณท ไม่ได้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปทำอย่างอื่นจึงอย่าเป็นห่วง เพราะนำมาใช้ในการระบุตัวบุคคลเพื่อไม่ให้การลงทะเบียนรายชื่อซ้ำกันเท่านั้น ครั้งนี้ ปณท ก็ถือโอกาสเปิดตัวโพสต์ไอดี (POST ID) ที่จะเป็นข้อมูลบ้านเลขที่ของประชาชนแต่ละหลัง โดยจะเป็นรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลขรวม 6 ตัว พิมพ์ไว้บนซองด้านหน้า เหนือรายชื่อจ่าหน้าซอง ถือว่าประชาชนกว่า 7 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้จะถูกบันทึกข้อมูลเป็นฐานข้อมูลนำร่อง โดยต่อไปในอนาคตจะมีการนำมาใช้อย่างจริงจัง อาจต้องเปิดลงทะเบียนรหัสบ้านแต่ละหลัง ที่จะต้องทำไม่ซ้ำซ้อนกัน และสามารถเปลี่ยนโพสต์ไอดีใหม่ได้ เพียงแค่มีรหัสโพสต์ไอดีไปรษณีก็สามารถจัดส่งเอกสารหรือพัสดุได้ถึงมือประชาชนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ต่อไปจะมีการรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลและประโยชน์ที่ได้รับ.

 

รฟม. เปิดซองราคา สัญญาที่ 5 รถไฟฟ้าสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯ–มีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812226

 

รฟม. เปิดซองเอกสารข้อเสนอด้านราคา สัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ–มีนบุรี เตรียมตรวจสอบรายการคำนวณ เพื่อประเมินหาผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุด คาด ม.ค.60 ได้ข้อยุติด้านราคา …

วันที่ 15 ธ.ค. 59 มีรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาสัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยมี นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง) ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการสายสีส้มฯ พร้อมด้วย ผู้แทนผู้ยื่นซองข้อเสนอประกวดราคางานโยธาเข้าร่วมการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 ของสัญญาที่ 5 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคาร 1 รฟม.


นายภคพงศ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมพิจารณาผลการประเมินข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) งานสัญญาที่ 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในวันนี้คณะกรรมการฯ ได้กำหนดให้เปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอฯ ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินซองที่ 2 งานสัญญาที่ 5 รายละเอียดดังนี้

สัญญาที่ 5 งานก่อสร้างอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร ราคากลาง 4,915 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 4,901,000,000 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 4,910,145,344.07 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคา 5,214,909,044.23 บาท
(มหาชน)

ทั้งนี้ ราคาที่เปิดจากซองราคาทั้งหมดข้างต้น เป็นราคาในเบื้องต้น ต้องผ่านการตรวจสอบรายการคำนวณเพื่อประเมินหาผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุด (Lowest Evaluated Tender)


สำหรับขั้นตอนต่อไปของสัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ จะเข้าสู่กระบวนการเหมือนกับสัญญาที่ 1/สัญญาที่ 2/สัญญาที่ 3/สัญญาที่ 4 และ สัญญาที่ 6 ซึ่งคณะกรรมการฯ จะตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอราคาทั้งหมด และหลังจากนั้นคณะกรรมการฯ จะเจรจาต่อรองราคากับผู้ที่ประเมินแล้วเสนอราคาต่ำที่สุดของแต่ละสัญญาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมกราคม 2560 จะเจรจาได้ข้อยุติด้านราคา และจะสามารถเสนอคณะกรรมการ รฟม. เห็นชอบผลการประกวดราคาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และลงนามในสัญญาว่าจ้างฯ ได้ภายในเดือนมีนาคม 2560

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รฟม. เปิดซองข้อเสนอราคารถไฟฟ้าสายสีส้ม คาดได้ข้อยุติ ม.ค.60

 

นกแอร์ เข้ารอบสุดท้าย รางวัลสายการบินดีเยี่ยม โดยไฟลท์สแตทส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 15 ธ.ค. 2559 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812232

 

สายการบินนกแอร์ สายการบินพรีเมียมโลว์คอสต์ของคนไทย ได้รับการประกาศรายชื่อให้เป็น 1 ใน 10 สายการบินจากทั่วโลก ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการประกาศผลรางวัลสายการบินที่มีความตรงต่อเวลามากที่สุด ประเภทสายการบินโลว์คอสต์ โดยไฟลท์สแตทส์ (FlightStats) และการประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัลจะจัดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560

นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สายการบินที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ในการเข้าชิงรางวัลสายการบินที่มีความตรงต่อเวลามากที่สุด ประเภทสายการบินโลว์คอสต์จากทั่วโลก และรู้สึกภูมิใจที่มีโอกาสได้เป็นตัวแทนสายการบินของประเทศไทย ในการประกาศให้ทั่วโลกได้ทราบถึงมาตรฐานในการปฏิบัติการการบินของเราที่อยู่ในระดับสูง”

“การที่เราได้มาเป็นหนึ่งในสายการบินที่เข้ารอบสุดท้ายนี้ เป็นเพราะนกแอร์มีทีมงานที่ยอดเยี่ยม พวกเราทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ และทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้ทุกเที่ยวบินมีความตรงต่อเวลา และเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีเยี่ยมให้แก่ผู้โดยสารของเราทุกคน” นายพาที สารสิน กล่าวเสริม

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Best of The Best” Awards Finalist คลิก ที่นี่

 

ก.แรงงาน มั่นใจ ‘อัครา’ พร้อมเยียวยาพนักงาน หลังปิดกิจการเหมืองทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 15:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812192

 

กระทรวงแรงงาน มั่นใจ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการกิจการเหมืองแร่ทองคำ พร้อมจ่ายเงินชดเชย เยียวยาพนักงาน 747 คน ตามสิทธิ์ หลังถูก ม.44 สั่งระงับกิจการตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 พร้อมประมาณการชดเชยอยู่ที่ 395 ล้านบาท …

วันที่ 15 ธ.ค. 59 นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีการติดตามดูแลสิทธิพนักงานของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการกิจการเหมืองแร่ทองคำ และบริษัทคู่สัญญา หลังประกาศเลิกจ้างพนักงาน จากผลที่มีประกาศคำสั่งมาตรา 44 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 60 ว่า กระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่ไปติดตาม จากที่ได้รับรายงานพนักงานที่ได้รับผลกระทบถูกเลิกจ้างจำนวน 747 คน บริษัท อัคราฯ ยินดีจ่ายเงินค่าชดเชยให้ตามกฎหมาย เบื้องต้น ได้มีการประมาณการชดเชยอยู่ที่ 395 ล้านบาท ซึ่งพนักงานทั้งหมดจะถูกทยอยเลิกไปจนถึงเดือน ก.พ. 60

รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า จากการสำรวจความต้องการของพนักงานทั้งหมด ส่วนใหญ่ยังไม่ประสงค์จะทำงานต่อ หรือฝึกอาชีพ เพราะจากการประเมิน คาดว่าพนักงานเหล่านั้น รอใช้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจำนวน 6 เดือน จากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก่อน และหลังจากนั้น จึงอาจจะมาติดต่อประสานหางานทำในอนาคต

“พนักงานทั้งหมดได้รับทราบเรื่องการที่จะถูกเลิกจ้างมาตั้งแต่กลางปี 59 และก่อนหน้านี้ มีการเลิกจ้างไปแล้ว 58 คน โดยได้รับเงินชดเชยไปทั้งสิ้นกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งจำนวนดังกล่าวมี 4 คนได้งานใหม่ 32 คน ยังไม่ประสงค์ทำงานต่อ อีก 10 คน อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนอีก 2 คน อายุเกิน 55 ปี จึงยื่นเรื่องรับเงินบำนาญชราภาพ และไม่ประสงค์ทำงานต่อ” นายวรานนท์ กล่าว