ดึงบริษัททัวร์เข้าระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812671

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เปิดเผยในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้องของธุรกิจนำเที่ยว” ว่า รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบด้านการท่องเที่ยว เพื่อแก้ปัญหาทัวร์ผิดกฎหมาย จากนี้ไปจะเดินหน้าสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่มีประมาณ 5,000 ราย เข้าสู่ระบบการเสียภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับผู้ประกอบการเองที่สามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างไกด์ทัวร์ ค่าน้ำ และอื่นๆ มาหักลดหย่อนภาษีได้ “ปัจจุบันรัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปีละ 300,000 ล้านบาท หากมีการท่องเที่ยวมากขึ้น ก็จะมีเงินภาษีมากขึ้น ต่อไปหากผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าสู่ระบบมากขึ้น ก็เป็นไปได้ที่รัฐอาจมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีเพิ่มขึ้น เช่น มาตรการเที่ยวช่วยชาติ”

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การที่ธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาจดทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีนิติบุคคล ถือเป็นเรื่องดี ไม่อยากให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลัวไปก่อน เพราะค่าคอมมิชชั่นที่ให้ไกด์ ค่าแวะจอดรถในร้านค้าที่ตกลงกันไว้ (ค่าเหยียบเบรก) ที่บริษัททัวร์ต้องจ่าย ถือเป็นค่าใช้จ่าย ที่นำไปหักลดหย่อนภาษีได้

ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ รองประธานฝ่ายนโยบายและวิชาการ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า มีแนวคิดจะเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการจูงใจให้กับบริษัททัวร์เหมือนสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ให้ลดหย่อนภาษีการลงทุนได้ เพราะธุรกิจท่องเที่ยวก็ถือเป็นธุรกิจที่นำรายได้เข้าประเทศเช่นกัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ กลับมาบวก หลังสะดุดเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 06:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812777

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดบวกในวันพฤหัสบดี หลังจากลดลงเมื่อวันพุธ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 59.71 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 19852.24 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 8.75 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 2262.03 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 20.19 จุด หรือ 0.37% ปิดที่ 5456.86 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ 3 ตัวของสหรัฐฯ กลับมาบวกอีกครั้งในวันพฤหัสบดี นำโดยหุ้นกลุ่มการเงิน หลังจากดิ่งแรงในวันพุธเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอีก 0.25% เป็นระหว่าง 0.5% ถึง 0.75% ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดกลับมาสู่จุดเดิมที่นักลงทุนทุกคนคาดหวังนโยบายหนุนการเติบโต, หนุนธุรกิจ และลดข้อบังคับ จากรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะรับตำแหน่งในปีหน้า

 

“เฟด” ขึ้นดอก “คลัง” ไม่หวั่นเงินไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812707

 

(Janet Yellen)

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากกรอบเดิม 0.25-0.50% เป็น 0.50-0.75% เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ทิ้งช่วงการขึ้นดอกเบี้ยมาเกือบปีจนมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งนี้ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ยังส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าและปีต่อไปอีก 3 ครั้ง

มติดังกล่าวแม้จะเป็นไปตามการคาดการณ์ก่อนหน้า แต่ตลาดเงินตลาดทุนโลกก็ยังสั่นไหวด้วยอาการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกับทุกสกุลเงินตั้งแต่เอเชียไปจนถึงยุโรป โดยเงินบาทอ่อนค่าลง 0.43% อยู่ที่ 35.77 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อยู่ที่ 1.25 ปอนด์, ยูโร 1.048 ยูโร และเยนอยู่ที่ 118.04 เยน ส่วนตลาดหุ้นผันผวนเล็กน้อย ตลาดหุ้นไทย -1.60 จุด ปิดตลาดที่ 1,519 จุด

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงต่ำสุดเป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบเงินใน 12 สกุลของภูมิภาค โดยดอลลาร์ฮ่องกง และไต้หวันอ่อนค่าต่ำสุด ขณะที่เงินเยน ดอลลาร์สิงคโปร์ และเงินวอนอ่อนค่า 2.2, 1.1 และ 0.73% ตามลำดับ ด้านนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธาน บมจ. ธนาคารกสิกรไทย เชื่อว่า ธปท.ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่ภาครัฐกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจ กระนั้นก็ต้องอ่านโจทย์เรื่องเงินไหลออกด้วย

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ตลาดเงิน บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า ค่าเงินบาทจะอ่อนลงในกรอบ 35.80- 36.00 บาท จากปัจจัยภายนอกเช่นเศรษฐกิจจีน สหรัฐฯ และผลของ Brexit ส่วนนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่าผลกระทบต่อไทยมีน้อย เพราะเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศมีน้อยมากเพียง 4% เท่านั้น เงินกู้ส่วนใหญ่ 96% อยู่ในประเทศ แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีความผันผวนทางการเงินบ้าง.

 

ปตท.โชว์ถือเงินสดในมือ 4 แสนล้าน เล็งลงทุนปิโตรเลียมเพิ่ม ตอกย้ำธุรกิจปีหน้ายังแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812652

 

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่ม ปตท. มีสภาพคล่องทางการเงินสูงมาก โดยมีกระแสเงินสดในมือประมาณ 400,000 ล้านบาท ดังนั้น ปตท.จึงต้องวางแผนบริหารจัดการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะยังคงแผนการซื้อกิจการปิโตรเลียมในต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปีหน้า รวมถึงการลงทุนธุรกิจปิโตรเลียมในระยะยาวซึ่งต้องวางแผนก่อนตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ

“ขณะนี้กลุ่ม ปตท.ได้มอบให้บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ที่ถือว่ามีสถานะการเงินแข็งแกร่ง ปัจจุบันมีกระแสเงินสด 100,000 ล้านบาท เร่งพิจารณาการเข้าไปซื้อกิจการเพิ่มเติม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตหลายรายทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก เน้นลงทุนแหล่งปิโตรเลียมในแถบเอเชียแปซิฟิกเป็นหลัก เพราะมีความคล่องตัวในการเข้าไปลงทุนมากกว่าแหล่งปิโตรเลียมที่อยู่ไกลๆ ”

แม้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปลายปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่คงไม่สูงขึ้นไปกว่านี้มากนัก เพราะมีแรงกดดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เต็มที่ หลังราคาน้ำมันดิบเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่ง ปตท.มองว่าราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 จะทยอยปรับขึ้น จากการลดกำลังการผลิตขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) และนอกโอเปก.

 

หนุนลดคาร์บอน 7 พันตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812646

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ไทยฮอนด้า) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ 1.7 ล้านคันต่อปี เครื่องยนต์อเนกประสงค์ 3 ล้านหน่วยต่อปี ได้ร่วมกับบริษัท เอ็นเอส โอจี เอ็นเนอร์จี โซลูชั่นส์ (ไทยแลนด์) จำกัด (NSET หรือเอ็นเซ็ท) ผู้ให้บริการด้านธุรกิจพลังงานแก่โรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศพันธกิจในการเริ่มวางระบบผลิตพลังงานร่วมบนพื้นที่ภายในบริษัทไทยฮอนด้าที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยระบบผลิตพลังงานร่วมแห่งนี้ จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการภายในเดือน ก.พ. 2561 สำหรับเทคโนโลยีของระบบจะสนับสนุนให้ไทยฮอนด้าสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าพร้อมพลังงานร่วม ได้แก่ ไอน้ำ น้ำร้อน และน้ำเย็น สู่กระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสมและเต็มกำลัง ช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตได้ถึง 13% ต่อปี พร้อมทั้งเพิ่มเสถียรภาพให้ระบบการจ่ายพลังงานของโรงงานไทยฮอนด้า โดยผลจากการลดพลังงานทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละกว่า 7,000 ตันคาร์บอน ทั้งนี้ ไทยฮอนด้าและเอ็นเซ็ทคาดว่าระบบพลังงานสะอาดใหม่นี้จะร่วมสนับสนุนให้สังคมไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ.

 

กำเงินเตรียมช็อป “เทอร์มินอล 21 โคราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812636

 

นายประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวศูนย์การค้า “เทอร์มินอล 21 โคราช” อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ โดยการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ระยะยาว มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายการลงทุนจากเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ในตลาดภูมิภาค โดยใช้จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) เป็นจังหวัดนำร่อง เนื่องด้วยศักยภาพของจังหวัดนี้มีจำนวนประชากรสูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ประชากรผู้ที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงเป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของโครงการคมนาคมขนส่งต่างๆ จึงทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสการลงทุนในโครงการนี้

“เทอร์มินอล 21 โคราช ได้กำหนดคอนเซปต์ไว้ให้เป็น “แลนด์มาร์กใหม่ ใจกลางเมืองโคราช” ท่าอากาศยานแห่งการช็อปปิ้ง ในบรรยากาศแบบมาร์เกตสตรีทจาก 7 มหานครแห่งการช็อปปิ้งระดับโลก กับแนวคิดความเป็นศูนย์การค้า Innovative Shopping Mall ที่มีการผสมผสานระหว่างฟู้ด, แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ แบบครบวงจร”

สำหรับในปีหน้า 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 700 ล้านบาท และคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ อยู่ที่ประมาณ 55,000 คนต่อวัน และจะมีผู้ใช้บริการศูนย์อาหาร Pier 21 ไม่ต่ำกว่าที่เทอร์มินอล 21 อโศก อยู่ที่ประมาณ 4,000 คนต่อวัน โดยมีรายได้สะพัดที่ 400,000 บาทต่อวัน อีกทั้งในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการโรงแรมขนาด 400 ห้องเพิ่มที่เทอร์มินอล 21 โคราชด้วย คาดใช้เงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท.

 

เดินหน้ารถไฟฟ้าชมพู-เหลือง มั่นใจก่อสร้างทัน ยอดใช้พุ่ง2ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812632

 

(แฟ้มภาพ)

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี มูลค่า 53,490 ล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง มูลค่า 51,810 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ทางกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ซึ่งประกอบด้วยบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จะหารือกับ รฟม.เจรจาต่อรองราคา และการพิจารณารายละเอียดต่างๆ ร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังจากบีเอสอาร์ชนะการประกวดราคา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน จึงจะได้ข้อสรุป และสามารถลงนามในสัญญาได้ ซึ่งอาจจะเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดลงนามไว้ในเดือน เม.ย. ปี 60

ด้านนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบีทีเอส กล่าวว่า โครงการนี้ บีทีเอสถือหุ้น 75% ซิโน-ไทย 15% และผลิตไฟฟ้าราชบุรี 10% โครงการนี้จะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน นับจากวันลงนามและให้บริการเดินรถอีก 30 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จบริษัทจะมีรถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการรวม 3 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียวในปัจจุบัน รถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง ระยะทาง 139 กิโลเมตร (กม.) มีผู้โดยสารใช้บริการรวมประมาณ 1.7-2 ล้านคนต่อวัน.

 

ชู’ธุรกิจท่องเที่ยว’เป็น’เรือธง’ทำรายได้เข้าประเทศมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812601

 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปลื้ม ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกว่า 500 ราย เข้าร่วมสัมมนา“เสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้องของธุรกิจท่องเที่ยว” รองนายกฯ พล.อ.ธนศักดิ์ ให้คำมั่น รบ.มุ่งยกระดับ-ปลัดทท.เร่งวางรากฐาน

วันที่ 15 ธ.ค. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้องของธุรกิจท่องเที่ยว” ที่โรงแรมแม่น้ำ รามาดา กรุงเทพฯ จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดย่อม กว่า 500 ราย เข้ารับฟังแนวทางการปฏิบัติทางภาษีอากรที่ถูกต้อง จากอธิบดีกรมสรรพากรโดยตรง โดยมีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมการสัมมนาด้วย

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายในการจัดการปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ และต้องการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของไทยให้มีคุณภาพ ตลอดจนสร้างธรรมมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ตนจึงมีแนวความคิดที่จะให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการให้ความรู้และช่วยชี้นำแนวทางการประกอบธุรกิจให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันนี้ นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ได้รับความร่วมมือทั้ง 4 ฝ่าย คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนระดับสูงจากรัฐบาลมาให้คำมั่นกับผู้ประกอบการ ว่า รัฐบาลมุ่งสู่การยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพและพร้อมจะเดินเคียงข้างภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และตนในฐานะปลัดกระทรวงฯเป็นผู้ให้คำมั่นว่า กระทรวงฯพร้อมสนับสนุนและจัดระเบียบเพื่อเดินหน้าอย่างเต็มความสามารถ

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรม สรรพากร ให้เกียรติมาแนะนำแนวทางที่ถูกต้องในระบบภาษีแก่ผู้ประกอบการ และสุดท้ายคือภาคเอกชน ที่ให้ความสนใจมาร่วมสัมมนากันอย่างคับคั่งกว่า 500 ชีวิต จนต้องจัดเก้าอี้เสริมแทบจะล้นห้องประชุม

พงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับวงการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย นับจากนี้จะเป็นมิติใหม่ และเชื่อว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว “ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะวางรากฐานและยกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เป็นเรือธง ที่จะนำรายได้เข้าประเทศให้ได้มากที่สุด อีกทั้งรายได้นั้นต้องกระจายสู่ชุมชน และคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง” นายพงษ์ภาณุ กล่าว.

 

มาแล้วธนาคารในเซเว่น ซีไอเอ็มบีไทย บุกทำสาขา พุ่งเป้าจับลูกค้ารายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812471

 

วันนี้ก็มาถึง! ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย บุกเซเว่นอีเลฟเว่นทำสาขาย่อย บริการเงินฝาก เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ เริ่มทดลองที่สาขาสีตบุตร เป็นที่แรก พุ่งเป้าจับฐานลูกค้ารายย่อย

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.59 นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เราได้ทำการเปิดสาขาแห่งใหม่ล่าสุดที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาสีตบุตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยกับการเข้าไปเปิดสาขาในร้านสะดวกซื้อ



ทั้งนี้ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย สาขขาดังกล่าวเปิดดำเนินการโดยเช่าพื้นที่ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาสีตบุตร 2 ซึ่งเป็นร้านเซเว่นฯ เปิดใหม่ ที่ถูกออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ มีพื้นที่กว้างขวาง และลานจอดรถ โดยธนาคารจะให้บริการเปิดบัญชีเงินฝาก บริการโอนเงินด่วนระหว่างประเทศ บริการแลกเงินตราต่างประเทศ บริการสินเชื่อรายย่อย บริการบัตรเดบิต และบัตรเครดิต ซึ่งธนาคารได้นำนวัตกรรม DSE หรือ Digital Solution Engagement ซึ่งเป็นการให้บริการสินเชื่ออนุมัติรวดเร็วด้วยบัตรประชาชนใบเดียวมาไว้ที่สาขาแห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะเริ่มทดลองกับเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาสีตบุตร 2 ก่อน ส่วนจะขยายการเปิดสาขายย่อยในร้านสะดวกซื้อเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ต้องขอดูผลการตอบรับของลูกค้า หากผลตอบรับดี แบงก์อาจขยายต่อไปอีกเรื่อยๆ


นายอดิศร กล่าวอีกว่า การที่ธนาคารปรับกลยุทธ์ด้านช่องทางสาขานั้น แม้สาขาน้อยลง แต่ธุรกิจกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งมีลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มเกือบเท่าตัวจาก 20,000 เพิ่มเป็น 50,000 ราย ส่วนธุรกรรมงินฝากก็ไม่ได้ลดลง และเม็ดเงินที่ลูกค้านำมาลงทุนกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนภาพความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์ตามทำเล และลูกค้าตอบรับการบริการมากขึ้น

“ผมมองว่าการที่แบงก์เข้าไปเปิดสาขาในร้านสะดวกซื้อ เป็นนวัตกรรมการให้บริการทางการเงินที่สร้างสรรค์การให้บริการลูกค้า วันนี้ ธนาคารไม่ได้เป็น ‘One bank for all’ ดังเช่นสมัยก่อน ที่ลูกค้าทุกกลุ่มทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างเดินเข้าสาขาเดียวกัน ใช้บริการเคาน์เตอร์เดียวกัน วันนี้แบงก์ให้บริการตามเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงความต้องการที่หลากหลาย และ แบงก์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการหาพื้นที่ของตัวเองอีกต่อไป”

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 1.60 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,519.65 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812317

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 1.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.11% ดัชนีอยู่ที่ 1,519.65 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,530.71 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 15 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 1.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.11% ดัชนีอยู่ที่ 1,519.65 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,530.71 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).