หุ้นไทยปิดตลาดบวก 2.86 จุด ดัชนีแตะ 1,522 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813416

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวกเล็กน้อย 2.86 จุด เปลี่ยนแปลง 0.19% ดัชนีอยู่ที่ 1,522.51 จุด มูลค่าซื้อขาย 46,841.99 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 16 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 2.86 จุด เปลี่ยนแปลง 0.19% ดัชนีอยู่ที่ 1,522.51 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 46,841.99 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

 

‘อนุสรณ์’ จี้ทบทวน พ.ร.บ.คอมพ์ หวั่นกระทบดิจิทัลไทยแลนด์-อีแบงกิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813297

 

“อนุสรณ์” เสนอรัฐชะลอ ก.ม.คอมพ์ฉบับใหม่ นำไปทบทวนแก้ไขปิดจุดอ่อน หวั่นกระทบดิจิทัลไทยแลนด์-อีแบงกิ้ง เหตุถูกปิดกั้นควบคุมมากเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการย้ายเซิร์ฟเวอร์ไป ตปท. ย้ำแก้ปัญหาเผยแพร่ข้อมูลผิด ก.ม.ต้องจัดการที่ต้นทาง…

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนช. และรัฐบาล ควรถอนร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ออกไปก่อน เพื่อนำไปทบทวนจุดอ่อนและผลกระทบไม่พึงประสงค์ แม้ตัวกฎหมายใหม่มีข้อดีอยู่บ้างและมีเป้าหมายปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การดำเนินนโยบาย มาตรการหรือออกกฎหมายใหม่ใดๆ ที่สอดคล้องโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันและพลวัตโลกอนาคต ต้องเน้นผ่อนคลายกฎระเบียบ สร้างระบบแรงจูงใจ แทนการออกระเบียบควบคุมเข้มงวด ซึ่งจะควบคุมไม่ได้อยู่ดีและมีผลกระทบทางลบข้างเคียงมากต่อนโยบาย Digital Economy และ Digital Thailand รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อ e-banking และ e-Payment ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ เนื่องจากโลกมีลักษณะไร้พรมแดนมากขึ้นทุกวันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ICT ยิ่งควบคุมจะยิ่งควบคุมไม่ได้เพราะจะย้ายไปต่างประเทศกันหมด เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ การผ่อนคลายกฎระเบียบ สร้างระบบแรงจูงใจและการเปิดเสรีจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ต่อการลงทุนมากกว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่หากไม่มีการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Website และธุรกิจออนไลน์ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ICT ทำให้ยุทธศาสตร์ Digital Economy และ Digital Thailand ไม่บรรลุเป้าหมาย จะไม่มีใครมาลงทุนตั้ง เซิร์ฟเวอร์ (Server) ในเมืองไทย เซิร์ฟเวอร์ในเมืองไทยเมื่อถูกปิดกั้นและควบคุมมากเกินไปจะไม่มีคนใช้ บรรดาผู้ประกอบการก็ต้องย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปอยู่ในต่างประเทศ

“บรรดาผู้เผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายอาจป้องกันได้ไม่มาก เพราะกลุ่มนี้จะย้ายปฏิบัติการไปอยู่ต่างประเทศ ข้อมูลผิดกฎหมายเหล่านี้ต้องตอบโต้ด้วยการชี้แจงด้วยเหตุผลด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง การแก้ปัญหาต้องไปจัดการกับต้นกำเนิดและสาเหตุของปัญหาว่า ทำไมจึงมีการเผยแพร่ข้อความหรือข้อมูลผิดกฎหมาย”

นอกจากนี้ เนื้อหาของ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ (มาตรา 5, 7, 17, 20) ยังเปิดช่องทางให้มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและการรายงานข้อเท็จจริง กระบวนการในการปิดโซเชียลมีเดีย ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจของคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรี (ไม่ใช่อำนาจศาล) อันเป็นอุปสรรค ต่อ ระบบการศึกษา การวิจัย และ กระทบต่อการทำให้สังคมไทยเป็นสังคมของข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ได้ นวัตกรรมด้านต่างๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมหรือในประเทศที่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร หรือ ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือเสรีภาพทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม จึงเสนอให้มีการถอนร่างกฎหมายและนำมาทบทวนอีกครั้ง เมื่อกฎหมายคอมฯใหม่ที่ได้รับการแก้ไขประเด็นต่างๆ ในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพในการแสดงความเห็น และกระบวนการการพิจารณาการลงโทษที่ผ่านกระบวนการศาลแล้ว ก็จะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ทางด้านความมั่นคง เป็นกลไกเครื่องมือป้องกันปัญหาลิขสิทธิ์ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันปัญหาการฉ้อโกง การกระทำความผิดทางกฎหมายออนไลน์และการพนันออนไลน์ได้ หรือ การแก้ปัญหาสแปมหรือการส่งข้อความอันไม่พึงประสงค์ได้ดีขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความเห็นและไม่ละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของประชาชน รวมทั้งไม่กระทบต่อเศรษฐกิจและการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

เด็กหอเฮ! คปภ.ส่งกรมธรรม์ดูแล ชูเบี้ยประกัน 24 บาทคุ้มครองสูงถึง 1 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 15:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813287

 

นิสิต-นักศึกษา เฮ คปภ.ส่งกรมธรรม์ดูแลชีวิตและทรัพย์สิน สำหรับผู้ที่พักอาศัยในหอพักทั้งรัฐ-เอกชนที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี ชูเบี้ยประกันแสนถูกปีละ 24 บาทต่อคนต่อปี คุ้มครองสูงสุดถึง 1 แสนบาท บริษัทประกันกว่า 42 แห่งขอร่วมโครงการแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.59 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. กล่าวว่า คปภ.ได้ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้พักในหอพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเรียน นิสิต-นักศึกษาไม่ว่าจะเป็นหอพักของสถานศึกษา หรือเอกชน

ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้พักในหอพัก จะให้ความคุ้มครองผู้พักขณะเริ่มเข้าพักครั้งแรกอายุไม่เกิน 25 ปี และอยู่ระหว่างการศึกษาในสถานศึกษา ระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ไม่ว่าจะพักอยู่ในหอพักสถานศึกษา หรือหอพักเอกชน ด้วยเบี้ยประกันภัยเพียง 24 บาทต่อคนต่อปี ให้ความคุ้มครองในกรณีผู้พักเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร อันเป็นผลจากหอพักเกิดไฟไหม้ ระเบิด หรือผู้พักถูกฆาตกรรม ถูกทำร้ายร่างกาย โดยอุบัติเหตุซึ่งเกิดขึ้นในขณะพักในหอพัก จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาทต่อคน

กรณีผู้พักได้รับบาดเจ็บอันเป็นผลมาจากภัยที่ได้รับความคุ้มครอง จะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน และกรณีทรัพย์สินของผู้พักเกิดความเสียหายอันเป็นผลมาจากไฟไหม้ หรือระเบิด ซึ่งเกิดขึ้นที่หอพักจะได้รับเงินชดเชยตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน

ทั้งนี้ คปภ.ในฐานะนายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบแบบกรมธรรม์ และอัตราเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริษัทประกันวินาศภัย แจ้งความจำนงขอร่วมจำหน่ายกรมธรรม์ดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น 42 บริษัท

“อยากฝากถึงผู้ประกอบการหอพักให้ยึดถือสวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้พักเป็นสำคัญ และควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งควรตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พักอาศัย ซึ่งนอกจากจะถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ก็ยังจะทำให้ผู้พักมีความอุ่นใจ และเกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการหอพักในระยะยาวอีกด้วย” เลขาธิการ คปภ.กล่าว.

 

ได้สิทธิ ยังไม่ได้เงินเพียบ 3 แบงก์รัฐ ชงขยายเวลาโอนเงินคนจนเข้าบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 14:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813232

 

ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และกรุงไทย เสนอคลังขอขยายเวลาโอนเงินผู้มีรายได้น้อยออกไปอีกระยะหนึ่ง หลังพบปัญหาประชาชนยังไม่ได้รับเงินเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.59 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารได้โอนเงินตามมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐแล้วจำนวน 1.6 ล้านราย จากประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 2.1 ล้านราย โดยปัจจุบันยังเหลือการรอโอนเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านการคัดเลือกอีก 500,000 ราย

ทั้งนี้ พบว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ติดปัญหาในเรื่องไม่มีบัญชีรับเงิน โดยธนาคารพยายามเร่งแก้ปัญหานี้โดยการให้ผู้ที่ได้รับสิทธิที่ยังไม่ได้รับเงินโอนและไม่มีบัญชีรับเงินให้มาเปิดบัญชีได้ถึงวันที่ 27 ธ.ค.59 ซึ่งเงินช่วยเหลือตามมาตรการจะมีการโอนลอตสุดท้ายภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่ได้รับสิทธิที่เหลือไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือได้ทันตามกำหนดระยะเวลาโครงการปัจจุบัน ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย ได้ยื่นข้อเสนอการขยายระยะเวลาการรับเงินช่วยเหลือให้กับกระทรวงการคลังไปแล้ว คาดว่าจะสามารถเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ก่อนวันที่ 30 ธ.ค.นี้ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการขยายระยะเวลาในการโอนเงินช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

โดยธนาคารออมสินยังอยู่ระหว่างการหาแนวทางช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการดังกล่าวที่มีจำนวนอีก 400,000 ราย เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยได้อย่างครบถ้วน

กรุงไทย โอนเงินผู้มีรายได้น้อยแล้ว 8.5 แสนราย 

ขณะที่น.ส.อาริศรา ธรมธัช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ได้โอนเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 9-15 ธ.ค. 2559 ผ่านบริการกรุงไทยพร้อมเพย์ ผู้ที่มีบัญชีธนาคาร และบัตรอีมันนี่แล้ว จำนวน 855,802 ราย วงเงิน 1,994,071,500 บาท โดยโอนให้รายละ 1,500 บาท จำนวน 382,223 ราย จำนวนเงิน 573,334,500 บาท และโอนให้รายละ 3,000 บาท จำนวน 473,579 ราย จำนวนเงิน 1,420,737,000 บาท จากจำนวนผู้ลงทะเบียนกับธนาคารทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านราย

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐกับธนาคารกรุงไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนกรุงไทยพร้อมเพย์ สามารถลงทะเบียนกรุงไทยพร้อมเพย์หรือเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการรับเงินสวัสดิการจากรัฐ โดยธนาคารช่วยแบ่งเบาภาระผู้มีรายได้น้อย ในการลงทะเบียนกรุงไทยพร้อมเพย์ หรือเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้ โดยไม่ต้องมีเงินฝาก ภายในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ และธนาคารจะโอนเงินสวัสดิการดังกล่าวให้ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2559.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– แน่นแบงก์ คนจน แห่เบิกเงิน

– ออมสิน โอนเงินคนจนแล้ว 1.4 ล้านราย แจ้ง 6 แสนกว่าราย เปิดบัญชี

– คนรายได้น้อยทั่วไทยดีใจ แห่ไปถอนเงินช่วยคนจน คึกคักแน่นธนาคาร

 

‘พิชัย’ เตือน กฟผ. อย่าดันทุรังซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินอินโดฯ หวั่นเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 10:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812917

 

“พิชัย” เตือน กฟผ. อย่าดันทุรังเรื่องซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินอินโดนีเซีย จี้ ครม. ต้องร่วมรับผิดชอบหากขาดทุน ชี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศยังระบุอนาคตถ่านหินแย่ อีกทั้งพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์ถูกกว่าถ่านหินแล้ว …

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ได้ออกมาเปิดเผยความผิดปกติเรื่องบริษัทย่อยของกฟผ. จ่ายเงิน 1.17 หมื่นล้าน เข้าซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียได้เพียง 11-12% และแนวโน้มอนาคตราคาถ่านหินน่าจะลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยผู้ว่าการ กฟผ. ได้ออกมาใช้วาจาไม่สุภาพนั้น

ล่าสุดสื่อหลักต่างประเทศ CNBC ได้รายงานข่าวองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ได้ระบุชัดเจนว่าการใช้ถ่านหินในอีก 5 ปีข้างหน้าจะไม่เพิ่มขึ้นและโลกหันพึ่งพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น อีกทั้งมีเหมืองถ่านหินล้มละลายเลิกกิจการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปริมาณถ่านหินโลกมีมากกว่าที่ต้องการใช้ ดังนั้นแนวโน้มอนาคตถ่านหินจึงไม่น่าจะดี ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเหมืองในจีนที่เป็นผู้ใช้รายใหญ่สุดหยุดผลิตถ่านหินชั่วคราว แนวโน้มอนาคตก็ยังไม่ดี ถึงขนาดมีการคาดกันว่าราคาอาจจะลงไปถึง 20$ ได้ แม้ความต้องการใช้ถ่านหินในเอเชียจะเพิ่มแต่ความต้องการถ่านหินทั้งโลกไม่เพิ่ม และต้องอย่าลืมว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่มีนโยบายจะนำเชลล์ก๊าซที่สหรัฐมีเป็นจำนวนมหาศาลออกมาจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซถูกลง และราคาถ่านหินก็จะถูกลงด้วย

อีกทั้งล่าสุด สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ สามารถลดต้นทุนเป็นครึ่งหนึ่งของราคาไฟฟ้าจากถ่านหินแล้ว ซึ่งน่าจะทำให้อนาคตของถ่านหินคงไม่ดีอย่างแน่นอน จึงทำให้การซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินนี้มีโอกาสที่จะเป็นการลงทุนที่ขาดทุน นอกจากนี้ กฟผ. ยังไม่ได้ตอบคำถามที่ยังเป็นที่คาใจของสังคม เพราะการถือหุ้นเพียง 11-12% นอกจากจะไม่มีสิทธิในการบริหารแล้ว ยังไม่มีสิทธิที่จะทักท้วงการบริหารงานของบริษัท หากผู้บริหารโยกเงินไปใช้ผิดทางก็ยังทักท้วงไม่ได้ อยากให้เปิดเผยข้อมูลสัญญาตามที่บอกว่าจะนำเอกสารมาชี้แจงเพราะยังมีความสับสนในข้อมูลของบริษัท เช่น ปริมาณถ่านหินสำรองที่มีอยู่มีจำนวนเท่าใด และคำนวณที่ราคาเท่าใด ถ้าหากอนาคตราคาถ่านหินต่ำลงด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว การลงทุนนี้น่าจะขาดทุนแน่

“ไม่อยากให้เป็นเหมือนกับโครงการออยล์แซนด์ของ ปตท. ที่ลงทุนในประเทศแคนาดาที่ล้มเหลวเพราะมีต้นทุนสูงกว่าราคาน้ำมันตอนนี้ และทำให้ต้องขาดทุนอย่างมาก และไม่อยากให้เหมือนกับโครงการสวนปาล์มในอินโดนีเซียที่มีข้อครหาการทุจริตซึ่งเรื่องอยู่กับประชาชนแล้ว ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดนี้ หาก กฟผ. ยังเดินหน้ากับโครงการนี้ แล้วอนาคตเกิดขาดทุนมาก ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบรวมถึง ครม. ที่อนุมัติด้วย เพราะถือว่าได้รับการเตือนจากข้อมูลที่เป็นสาธารณะแล้ว”

 

ทองเปิดตลาดร่วงไม่หยุด ลดอีก 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812922

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 16 ธ.ค. ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,150 ขายออกบาทละ 19,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,798.40 ขายออกบาทละ 19,750 บาท …

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,150.00 บาท ขายออกบาทละ 19,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,798.40 บาท ขายออกบาทละ 19,750.00 บาท

 

สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมฯวาระ 3 วันนี้ รัฐขอความยุติธรรมชาวเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812662

 

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เลื่อนการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ พ.ศ. ….ในวาระที่ 3 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณากันเมื่อวาน มาเป็นวันนี้ (16 ธ.ค.) หลังจากที่มีเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง Change.org เพื่อคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยวานนี้มีผู้ให้การสนับสนุนแล้ว 338,887 คน ด้วยเหตุผลเพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตภายใต้แนวคิดที่ต้องการจะปิดปากการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกันยังประสงค์จะมีการเชื่อมโยงถึงระบบ Single gateway ที่เป็นระบบปิดประตู หรือตัดการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเครือข่ายต่างๆที่เข้ามายังประเทศไทยด้วย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าไม่มีแนวคิดที่จะใช้มาตรการ ซิงเกิ้ลเกตเวย์ แต่คนกลุ่มนี้ก็พยายามสร้างกระแสต่อต้านโจมตีอย่างต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์ Change.org ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของปี 2550 ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับเวลา สภาพแวดล้อม พฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีสาระสำคัญที่แท้จริงคือ เพิ่มฐานความผิด และบทลงโทษให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ เช่น การเจาะทำลายระบบความมั่นคงของประเทศ ความผิดฐานส่งสแปม หรือข้อความที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ ตลอดจนถึงการนำเข้าข้อมูลเท็จ การเผยแพร่เนื้อหา หรือภาพตัดต่อที่ผิดกฎหมาย และการให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายอาญาอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว เป็นต้น

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลขอให้พี่น้อง ประชาชนสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยคุ้มครอง และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ไม่ใช่มีการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลตามที่มีการกล่าวอ้าง โดยขอให้กลุ่มผู้ไม่หวังดียุติพฤติกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือและสร้างความแตกแยกในทันที

“เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเป็นการอ่านกฎหมายแบบตัดตอนเอาเฉพาะบางส่วน หรือบางท่อนไปตีความ จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไป โดยเฉพาะประเด็นซิงเกิ้ลเกตเวย์นั้น ไม่มีการบัญญัติไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างแน่แท้ โดยในคราวการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการ สนช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการนำร่างประกาศกระทรวงฯไปรับฟังด้วย

….ประเด็นดังกล่าวได้สรุปไว้ในข้อ 6 ของเอกสารสรุปประเด็นสัมมนาที่แนบมาพร้อมนี้ โดยมีเนื้อหาตามข้อ 4 ของร่างประกาศตามมาตรา 20 เป็นการกำหนดให้มีระบบเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ส่งคำสั่งศาล และข้อมูล URL (ที่อยู่ของไฟล์ หรือ เว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต) เพื่อสั่งให้ผู้ให้บริการดำเนินการปิดเว็บไซต์ตามคำสั่งศาล จากเดิมที่ส่งแบบ manual (ตามขั้นตอนปกติ) ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดเพื่อยืนยันว่า รัฐบาลมิได้ต้องการที่จะจัดทำซิงเกิ้ลเกตเวย์ หรือล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้หนึ่งผู้ใดเลย” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

สำหรับเอกสารที่สรุปประเด็นจากการรับฟังความคิดเห็นในข้อ 6 ที่ พล.ท.สรรเสริญกล่าวอ้างก็คือ การเพิ่มเติมมาตรการดูแลเนื้อหา หรือ Content ที่ผิดกฎหมายอื่นซึ่งกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พร้อมขั้นตอนการใช้อำนาจที่ต้องผ่านกลไกของศาลเสมอ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเพียงให้มีระบบที่สามารถตรวจสอบและระงับหรือลบข้อมูลตามครรลองของกฎหมาย และคำสั่งศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น.

 

กสทช.เตรียมอุทธรณ์ “เจ๊ติ๋ม” หลายช่องทีวีดิจิตอลจ้องเดินตามรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812686

 

กสทช. รับทราบคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามบังคับแบงก์กรุงเทพจ่ายค่างวดประมูลแทน “เจ๊ติ๋มทีวีพูล” จนกว่าจะมีคำพิพากษาสิ้นสุด มอบฝ่ายกฎหมายเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป ด้านเอกชนชี้มีแนวโน้มหลายช่องเดินตามรอยเจ๊ติ๋ม ก๊อบปี้กลยุทธ์ “ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่ทำ”

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้กสทช.บังคับให้ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน) ในฐานะผู้ออกหนังสือค้ำประกันค่าประมูลทีวีดิจิตอลต้องชำระค่างวดประมูลแทนบริษัท ไทยทีวี จำกัด ซึ่งยังเหลือค้างชำระอีก 3 งวด โดยให้รอจนกว่าจะมีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ดกสท. ในวันที่ 19 ธ.ค.2559 และได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณารายละเอียดของคำสั่งศาลปกครองกลางด้วย ในเบื้องต้นหากศาลเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ ทาง กสทช.ก็ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 59 ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีหนังสือคำสั่งถึง พ.อ.นที หรือ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.ผู้รับมอบอำนาจในฐานะผู้ถูกฟ้อง โดยสรุปสาระสำคัญคำสั่งที่ห้ามมิให้ กสทช.บังคับให้ธนาคารกรุงเทพชำระหนี้แทนไทยทีวีตามหนังสือค้ำประกัน เนื่องจากหากธนาคารกรุงเทพต้องชำระหนี้ทั้งหมด อาจจะส่งผลกระทบต่อไทยทีวี เพราะธนาคารกรุงเทพจะต้องบังคับเอาทรัพย์สินจากไทยทีวี ซึ่งจะต้องฟ้องร้องคดีต่อไป และเมื่อ กสทช.กำหนดให้ไทยทีวีสามารถแบ่งจ่ายค่าประมูลเป็นงวดๆ ดังนั้น การบังคับให้ธนาคารกรุงเทพชำระเงินทั้งหมดนั้นก็อาจทำให้ไทยทีวีได้รับผลกระทบด้วย และการที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อ กสทช.และการดำเนินงานของรัฐแต่อย่างใด

สำหรับไทยทีวีนั้น มีนางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” เป็นประธานกรรมการบริหาร และได้เข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอล 2 ช่อง คือรายการเด็กช่อง 15 โลก้า มูลค่า 648 ล้านบาท และรายการข่าวสาระ ช่อง 17 ไทยทีวี มูลค่า 1,328 ล้านบาท รวมมูลค่า 1,976 ล้านบาท โดยไทยทีวีได้ชำระค่าประมูลงวดแรก 342 ล้านบาท ส่วนงวดที่ 2 และ 3 ธนาคารกรุงเทพชำระแทน 628.8 ล้านบาท รวมเป็นเงินชำระ 970 ล้านบาท

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี ในฐานะนายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ เปิดเผยว่า คำสั่งศาลที่ออกมานั้น สะท้อนความจริงที่ว่า กสทช.ไม่น่าจะมีอำนาจในการไปไล่บี้ให้ธนาคารกรุงเทพต้องชำระค่างวดประมูลแทนไทยทีวี เพราะคดีความยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากแบงก์กรุงเทพไม่ใช่คู่สัญญาโดยตรงกับ กสทช. เป็นเพียงผู้ออกหนังสือค้ำประกันมูลค่าการประมูล

อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลดังกล่าวจะเป็นตัวบ่งชี้แนวทางเลือกของช่องดิจิตอลที่เหลืออยู่บ้างเหมือนกัน เนื่องจากกรณีไทยทีวีถือเป็นเคสแรกที่ผู้ประกอบการแสดงให้เห็นว่า “ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่ทำ” และเมื่อไม่ต้องจ่ายค่างวดประมูลจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น ก็อาจมีช่องซึ่งประสบปัญหาเช่นกัน ยอมหยุดเลือดตาม แม้อาจต้องเสียหน้าอยู่บ้าง โดยขอยุติการออกอากาศและฟ้องร้องต่อ กสทช.ตามรอยช่องไทยทีวี ซึ่งตนเชื่อว่ามีบางช่องที่อยากหยุดแล้ว

ส่วนกรณีของพีพีทีวีและช่องอื่นๆ ได้แก่ ช่องวัน, จีเอ็มเอ็ม 25, ไทยรัฐทีวี, ไบรท์ทีวี, สปริงนิวส์, เนชั่นทีวี และช่องนาว (Now) ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ กสทช.ช่วยยืดระยะเวลาการชำระเงินค่างวดประมูลออกไป โดยไม่มี ดอกเบี้ย รวมทั้งขอเยียวยาเรื่องอื่นๆนั้น ตนมองว่าสิ่งที่ช่องเหล่านี้ร้องขอถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดีกว่าการไม่จ่าย หรือขอคืนใบอนุญาตด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามขณะนี้ศาลขอขยายเวลาพิจารณาคำฟ้องไปก่อน โดยกำหนดการจ่ายเงินงวดต่อไปคืองวดที่ 4 นั้น จะมีขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.2560

นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ว่าคำสั่งศาลดังกล่าวอาจมีผลให้ช่องทีวีดิจิตอลที่ประสบความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ ตัดสินใจยุติการทำธุรกิจและไปฟ้องร้องต่อศาล รวมทั้งขอระงับการจ่ายเงินค่างวดประมูลตามอย่างกรณีของเจ๊ติ๋ม อย่างไรก็ตาม มองว่าคงต้องรอดูจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ว่าการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น มาจากนโยบายของ กสทช.หรือความสามารถในการทำธุรกิจกันแน่

แต่สำหรับช่องเวิร์คพ้อยท์ ซึ่งไม่ได้มีคดีความฟ้องร้องใดๆ ก็คงปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ประกอบการภายใต้ใบอนุญาตเช่นเดิม นั่นคือชำระค่างวดประมูลตามปกติ โดยมีกำหนดจ่ายค่างวดในครั้งที่ 4 เดือน พ.ค.2560.

 

กล่อมบริษัทประกันช่วยหน่อย สกัดข้าราชการเบิกถลุงเงินรัฐ คลังยังพยายามอุดรูรั่วค่าพยาบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812682

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ยังคงศึกษาให้บริษัทประกันชีวิตเข้ามาดูแลเรื่องการรักษาและดูแลสุขภาพข้าราชการต่อไป สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องนำเสนอเรื่องนี้ เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายรับทราบปัญหาตั้งแต่ต้นว่าการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี จากงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ประมาณ 60,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2559 มียอดขอเบิกสูงถึง 71,000 ล้านบาท

“การเจรจาระหว่างกระทรวงการคลังกับบริษัทประกัน ในเบื้องต้นบริษัทประกันไม่อยากรับประกันข้าราชการ แต่ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่าบริษัทประกันควรรับผิดชอบต่อสังคมด้วย จึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องหารือร่วมกัน ขณะนี้บริษัทประกันกำลังทำตัวเลขและพร้อมเสนอให้กระทรวงการคลังเดือน ก.พ.ปีหน้า”

นายอภิศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เกิดกระแสต่อต้านจากข้าราชการบางกลุ่ม ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องชี้แจงและหารือร่วมกัน เพื่อเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากข้าราชการส่วนใหญ่กลัวว่าเมื่อหมดวงเงินในประกันแล้วจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมาก เพราะกรมบัญชีกลางเป็นผู้ทำสัญญาจ่ายค่ารักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพข้าราชการโดยตรงกับบริษัทประกัน ไม่ใช่ให้ข้าราชการเป็นคนทำประกันแบบตัวต่อตัวกับบริษัทประกัน ดังนั้น สิทธิในการรักษาพยาบาลของข้าราชการจะยังคงเหมือนเดิมทุกประการไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“งบประมาณด้านการรักษาที่เพิ่มขึ้นทุกๆปีมาจากหลายสาเหตุ แต่สิ่งที่กระทรวงการคลังพยายามชี้ให้เห็น คือ งบรักษาพยาบาลมีการรั่วไหลมาก เนื่องจากกรมบัญชีกลางมีฐานะเป็นผู้จ่ายเงินตามใบเสร็จของโรงพยาบาล โดยมีแพทย์ระบุค่ารักษาพยาบาล ทำให้กรมบัญชีกลางแทบจะไม่มีสิทธิ์โต้แย้งในเรื่องความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเลย เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงควรหาคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้มาควบคุมค่ารักษาพยาบาล”.

 

ไฟเขียวกองทุน “ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์” สคร.ฝันปีหน้าคลอดแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812676

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFF) วงเงิน 60,000-80,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้จะทยอยแบ่งออกเป็น 1-3 กอง ตามความต้องการใช้เงิน เบื้องต้นคาดว่าจะมีการใช้เงินทันทีประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อนำไปก่อสร้างทางด่วนดาวคะนอง-พระราม 3 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่จะเริ่มก่อสร้างในเดือน พ.ค.หรืออย่างช้าไม่เกินเดือน มิ.ย.2560

“กองทุนฯของ กทพ.จะเป็นกองทุนแรกของ Thailand Future โดยจะนำรายได้ของเส้นทางพิเศษบูรพาวิถี ทางพิเศษฉลองรัช และถนนกาญจนาภิเษกมาเป็นกองทุน ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีมูลค่ารวมกันประมาณ 60,000-80,000 ล้านบาท จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกกองทุนฯเต็มวงเงิน เพราะจะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย โดยกองแรกคาดว่าจะออกขายหน่วยลงทุนวงเงิน 30,000-40,000 ล้านบาท หาก กทพ.ต้องการใช้เพิ่ม สคร.จะออกกองที่ 2 และ 3 ตามลำดับ”

ทั้งนี้ กทพ.มีเป้าหมายที่จะก่อสร้างถนนเพิ่มอีก 2 เส้นทาง คือ ทางด่วนถนนเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างตอม่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นภูเก็ต-กะทู้ แต่ทั้ง 2 โครงการนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนในเรื่องของงบประมาณค่าก่อสร้าง จึงไม่สามารถกำหนดวงเงินที่ต้องใช้จ่ายที่แท้จริงได้ โดยหลักการการออกกองทุนฯดังกล่าวจะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ เพราะเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไปแทนที่จะกู้เงินที่มีภาระดอกเบี้ยสูง.