ททท.คาดหยุดปีใหม่ 4 วัน ต่างชาติขนเงินเที่ยวไทยสะพัด 5,550 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814032

 

ททท.คาดวันหยุดปีใหม่ 4 วัน นักท่องเที่ยวชาติกว่า 375,500 คน จะเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทย นำรายได้เข้าประเทศ 5,550 ล้านบาท พบจีน รัสเซีย สวีเดน และญี่ปุ่น บินเที่ยวไทยมากที่สุด

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.59 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้จัดทำคาดการณ์การเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.59-3 ม.ค.60 รวม 4 วัน จะมีนักท่องเที่ยว ต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยประมาณ 375,500 คน เพิ่มขึ้น 5% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 5,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีใหม่ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากมีปัจจัยบวกด้านการบิน คือ มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำเข้าไทยทั้งสิ้น 65 เที่ยวบิน รวม 16,389 ที่นั่ง โดยบินเข้ากรุงเทพฯ มากที่สุด 39 เที่ยวบิน รองลงมา คือ ภูเก็ต 23 เที่ยวบิน เชียงใหม่ 3 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินที่มาจาก 11 ประเทศ และมากที่สุดคือ จีน รัสเซีย สวีเดน และญี่ปุ่น

ขณะที่การจองบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้า ในช่วงวันหยุดปีใหม่รวม 4 วันดังกล่าว จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ในภาพรวม เพิ่มขึ้น 3% ซึ่งมีแนวโน้มการจองเพิ่มขึ้นในตลาดระยะไกลคือ ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย นอกจากนั้น ในเดือนธันวาคมมีการเปิดเที่ยวบินใหม่มาไทย ประมาณ 25 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในเส้นทางจากอินเดีย รัสเซีย กาตาร์ และจีน

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ไทยยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมช่วงฤดูหนาวปีนี้ในหลายๆตลาดโดยรัสเซียมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น เห็นได้จาก พีกัส ทัวร์ บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ของรัสเซียคาดว่าสถานการณ์ยอดขายแพ็กเกจทัวร์ในช่วงฤดูหนาวปีนี้คือระหว่างตุลาคม 2559 ถึงตุลาคม 2560 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20-25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวรัสเซีย 3 อันดับแรก ในปีนี้คือตุรกี เวียดนาม และไทย ขณะที่ทางการญี่ปุ่นมีการสำรวจยอดการจองผ่านบริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่ ที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวของญี่ปุ่น (จาต้า) พบว่าในไตรมาสที่ 4 แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น คือ ไต้หวัน เวียดนาม กรุงเทพฯ สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยมีปัจจัยบวกคือ ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

ราคาทองปรับขึ้น 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 11:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813896

 

เช้าวันเสาร์ ทองเปิดตลาดปรับราคาขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ทองแท่งขายออกบาทละ 19,350 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,850

วันที่ 17 ธันวาคม สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250 บาท ขายออกบาทละ 19,350 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 บาท ขายออกบาทละ 19,850 บาท

 

เปิดตัวหีบห่อขนมลิมิเต็ด กระตุ้นยอดขายช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 10:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813816

 

“มอนเดลีซ” จัดทำบรรจุภัณฑ์ขนมลิมิเต็ดเอดิชั่นดีไซน์สวยหรูด้วยผลิตภัณฑ์ชุด Hello Joy ทำตลาดช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หวังสร้างความประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ…

น.ส.ณัฐณี เกษมรัฐกุล หัวหน้าฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมรายใหญ่ กล่าวว่า เพื่อร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันความสุขในช่วงเทศกาลนี้ ได้จัดทำบรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชั่นดีไซน์สวยหรู โดยจะสร้างความประทับใจให้แก่ทั้งผู้ให้และผู้รับด้วยผลิตภัณฑ์ชุด Hello Joy ทั้งคุกกี้โอรีโอ ช็อกโกแลตแคดเบอรี และช็อกโกแลตทอปเบอโรน โดยหาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ จนถึงเดือน ม.ค. 2560 พร้อมรับโปรโมชั่นของกำนัลสุดพิเศษต่างๆ.

 

ห้าง-ค่ายมือถือพาเหรดร่วมมาตรการช็อปช่วยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 10:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813841

 

ห้างใหญ่ทั้ง “เซ็นทรัล-เครือเดอะมอลล์” ร่วมมาตรการช็อปช่วยชาติโดยลดราคาสินค้าพร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี ด้าน “เอไอเอส” จัดโปรเร้าใจให้ลูกค้า ขณะที่ “ไทวัสดุ” ขนอุปกรณ์ด้านแต่งบ้านแจม…

ภาคเอกชนทั้งห้างสรรพสินค้าและค่ายโทรศัพท์มือถือเดินหน้าร่วมมาตรการช็อปช่วยชาติของภาครัฐและกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเทศกาล โดยห้างสรรพสินค้าห้างเซ็นทรัลจัดรายการ Central Season of Giving 2017 Extra ซึ่งนอกจากส่วนลด สิทธิลดหย่อนภาษี ยังมีฟรีคูปองส่วนลดแทนเงินสด เมื่อช็อปถึงมูลค่าที่กำหนด ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 2 ม.ค. 2560 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส สนับสนุนนโยบายช็อปช่วยชาติ จัดโปรโมชั่นขนสมาร์ทโฟนตัวท็อปและโปรโมชั่นเร้าใจ พร้อมมอบส่วนลดค่าเครื่องและแพ็กเกจสุดคุ้ม โดยออกใบกำกับภาษีให้ได้ทันที เพื่อให้ลูกค้านำไปลดหย่อนภาษี โดยผู้สนใจไปได้ที่เอไอเอส ช็อป และร้านเทเลวิซทั่วประเทศ

ขณะที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัด มหกรรมลดราคาสินค้าเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนชาวไทยและเข้าร่วมกับมาตรการช็อปช่วยชาติ โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษี โดยสามารถซื้อสินค้าได้ที่เดอะมอลล์และห้างในเครือทุกสาขา

นายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด กล่าวว่า ไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์ สนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมแคมเปญ รวมใจ ช่วยไทย ลดรับปีใหม่ ขนสินค้ากว่า 1,000 รายการ จัดโปรโมชั่น ลดสูงสุด 70% หวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นกำลังซื้อ และเศรษฐกิจปลายปี ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. ถึงวันที่ 4 ม.ค. 2560.

 

รัฐไล่ปราบเหรียญปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813657

 

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้ประกอบการที่ปลอมแปลงเหรียญกษาปณ์ และเหรียญที่ระลึกตามแหล่งค้าต่างๆ ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมและดำเนินคดีไปแล้วหลายราย โดยพบว่าเหรียญปลอมที่ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบเหรียญกษาปณ์ของกรมธนารักษ์บางรุ่นจะดูง่ายมาก เพราะขาดความประณีต และที่พบเห็นจำนวนมากคือ มีการผลิตเหรียญด้านหัวเป็นงานหนึ่ง และเหรียญด้านก้อยเป็นอีกวาระหนึ่ง เพื่อตบตาผู้ซื้อว่ากรมธนารักษ์ผลิตเหรียญออกมาเป็นรุ่นพิเศษ แต่ก็มีเหรียญปลอมบางรุ่นที่ผลิตออกมาเหมือนหรือคล้ายคลึงกับของกรมธนารักษ์ โดยเหรียญเหล่านี้จะถูกส่งเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจสอบเนื้อโลหะปลอมหรือไม่ สำหรับโทษตามกฎหมายนั้นถือเป็นคดีอาญามีทั้งโทษปรับและจำคุก

ส่วนเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกอีก 2 รุ่นสุดท้ายของรัชกาลที่ 9 ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตเอาไว้เรียบร้อยแล้วคือ 1.เหรียญการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และ 2.เหรียญ 100 ปีการสหกรณ์ไทย คาดว่าจะผลิตเสร็จและพร้อมเปิดให้ประชาชนซื้อเหรียญได้ในเดือน มี.ค.2560 ขณะที่เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนนั้น ยังคงผลิตเหรียญของรัชกาลที่ 9 ต่อไปจน กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 22-25 ธ.ค.นี้ กรมธนารักษ์จะจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ธ สถิตกลางใจไทยนิรันดร์ น้อมรำลึกองค์นวมินทร์มหาราชา ทรงคุณค่าเหรียญกษาปณ์ไทย” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในงานจะนำเหรียญที่เหลืออยู่ในคลังของกรมธนารักษ์และเหรียญหายากมาเปิดประมูลด้วย.

 

ไถ่บาปอุ้มทีวีดิจิตอล กสทช.ออกแพ็กเกจลดค่าใช้จ่ายในยุคฝืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813656

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้ประกาศนโยบายการทำงานในปี 2560 โดยมีนโยบายหลักที่จะผลักดันและรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนให้มากที่สุด ดังนี้ ผลักดันช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่สำนักงาน กสทช.จะให้เกิดขึ้นภายในปี 60 นอกจากนี้ยังจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้ยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมรายปี จากการออกอากาศรายการเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยให้ถือเป็นรายการข่าวสารประโยชน์ที่นำมาลดหย่อน หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ และขยายงวดการชำระเงินค่าประมูลในงวดที่ 4 งวดที่ 5 และงวดที่ 6 ออกเป็นหลายๆงวด เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการจากเดิมชำระเต็มจำนวน ก็ปรับลดลงเหลือ 50%

ส่วนการแจกคูปองดิจิตอลเพิ่มเติมอีก 4 ล้านใบ จะแจกในกลางเดือน ม.ค. 60, เร่งรัดขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอลเพื่อให้ครอบคลุมการออกอากาศ ส่วนนโยบายที่ 2 คือ จะคืนคลื่นวิทยุของสถานีวิทยุที่สำนักงาน กสทช. ดูแล วิทยุ 1 ปณ. อย่างน้อยจำนวน 9 สถานี ในต้นปี 2560, เร่งรัดติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน, ประมูลเบอร์มือถือสวย โดยจะเปิดประมูลเบอร์มือถือสวยจำนวน 1,500 เลขหมาย ในวันที่ 18-19 มี.ค.60, การสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้งานระบบพร้อมเพย์ หรือโมบายเพย์เมนต์, เปิดให้บริการซิมคนพิการได้ไม่เกินเดือน มี.ค.60, จัดระเบียบสายโทรคมนาคม สายเคเบิล โดยจะนำสายลงใต้ดิน, หาข้อสรุปการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์, การคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนในการใช้บริการ, กระจายอำนาจการออกใบอนุญาตไปยังภูมิภาค เป็นต้น.

 

3 แบงก์ยิ้มร่าหนี้สหวิริยาฯหลุด NPL

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813651

 

ศาลเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ได้ฤกษ์สางภาระ 6.9 หมื่นล้าน

นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2559 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ โดยให้บริษัทเป็นผู้บริหารแผน ซึ่งในแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ที่ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ออกเป็น 13 กลุ่ม รวมเป็นภาระหนี้ 69,220 ล้านบาท เป็นหนี้เงินต้น 63,924 ล้านบาท และดอกเบี้ย 5,295 ล้านบาท มีทั้งสกุลเงินบาทและต่างประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการลดทุนจดทะเบียนจาก 32,166 ล้านบาท เหลือ 1,109 ล้านบาท โดยลดจำนวนหุ้นสามัญของบริษัทจากสัดส่วนหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม 29 หุ้น เป็น 1 หุ้น จากนั้นให้เพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 10,000 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 10,000 ล้านหุ้น รองรับการแปลงหนี้เป็นทุนให้เจ้าหนี้ตามเงื่อนไข ในราคาแปลงหนี้เป็นทุนที่ 0.05 บาทต่อ 1 หุ้น ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเป็น 11,109 ล้านบาท

ด้านนางกิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี มี 3 ธนาคารเป็นเจ้าหนี้ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทิสโก้ ในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ มีมูลหนี้ 11,000 ล้านบาท โดยธนาคารยังไม่นำกลับมาเป็นรายได้ แต่จะนำเงินส่วนนี้ไปเพิ่มในส่วนของเงินสำรองแทน

“ยอมรับว่าหลังศาลผ่านแผนฟื้นฟูกิจการของสหวิริยาฯได้ส่งผลดีต่อธนาคารทันทีในแง่ความจำเป็นในการตั้งสำรองที่ลดลง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงทันที เพราะหนี้ของสหวิริยาฯต้องถูกจัดชั้นหนี้ใหม่ ทำให้เอ็นพีแอล ณ สิ้นปีนี้จะลดลงอีก จาก 9 เดือนแรก อยู่ที่ 2.89% หรือคิดเป็นเม็ดเงินอยู่ที่ 62,000 ล้านบาท และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพสิ้นปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ดีสำหรับธนาคารคือแรงกดดันลดลงสำหรับการตั้งสำรองเพิ่มเพราะมีเงินตุนไว้อยู่แล้วอีก 11,000 ล้านบาท”.

 

นักชิมจานด่วนเซเว่นฯ ฝึกลิ้นอย่างน้อยสองปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812901

 

เซเว่น อีเลฟเว่น พัฒนาไปเรื่อย จากคำเรียก

“ร้านสะดวกซื้อ” อยากได้อะไรก็เดินเข้าไปซื้อ ตอนนี้คำโฆษณาเปลี่ยนไปเป็น “หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา” เซเว่นฯวันนี้กลายเป็น “ร้านอาหารจานด่วน” ไปแล้ว

วาสนา สงวนสัตย์ ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ด้านบริหารผลิตภัณฑ์ Meal & Dessert สำนักบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ขอทำความเข้าใจก่อนว่า เซเว่นฯไม่ได้คิดค้นรายการอาหารเอง เซเว่นฯจึงไม่ได้เป็นเชฟ ไม่ได้เป็นภัตตาคารสร้างสรรค์เมนู

ด้วยหลักการเน้นสุขลักษณะ ความสะอาด ความอร่อย ราคาคุ้มค่าลูกค้ารับได้ คุณภาพต้องมาตรฐานที่ได้จากคนผลิตเป็นจำนวนร้อย แล้วอาหารเมนูเหล่านั้นก็มาถึงทีม…ที่เป็นคนชิม

ก่อนจะถึงการชิมในกระบวนการที่สี่ อาหารแต่ละเมนู วาสนา บอกว่า มีหลักอยู่ห้าขั้นตอน

หนึ่ง วิเคราะห์ข้อมูลและศึกษาพฤติกรรม ลูกค้าเป็นกลุ่มใด รับประทานอาหารอะไรเป็นประจำ มีรสนิยมส่วนใหญ่เป็นแบบไหน เช่น คนไทยกินข้าวสวยเป็นหลัก ก็ต้องศึกษาว่าลูกค้ารับประทานข้าวกับอะไรเป็นประจำ

หรือข้าวกับผัดกะเพรา ข้าวกับไข่เจียว ข้อสังเกตก็จะเป็นอาหารที่แม่บ้านทำเป็นกันทุกบ้าน ส่วนใหญ่เราจะเลือกเมนูพวกนี้มาพัฒนาก่อน

สอง เมื่อได้เมนูที่จะวางขายแล้วก็ต้องมากำหนดแนวคิดสินค้าให้ละเอียดลงไป เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนา เช่น ถ้าจะทำผัดกะเพรา ต้องเลือก เนื้อสัตว์ชนิดใด เนื้อตรงไหนที่เหมาะสม กลิ่น สี รสชาติจะเป็นอย่างไร

“เสน่ห์ของเมนูที่แตกต่างจากทั่วๆไปนั้นมาจากไหน ซึ่งพวกนี้ต้องเกิดจากการกินมามากๆ หลายๆแห่ง และช่างสังเกต ถึงจะกำหนดแนวคิดออกมาได้”

สาม การให้โรงงานพัฒนาสินค้าให้ได้ตามแนวคิดผลิตภัณฑ์ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่ยากสุด เพราะต้องคิดถึงเรื่องที่ทำในระดับโรงงานผลิตทีละชุดใหญ่ๆ ครั้งละ 500-1,000 กล่อง ต้องคำนวณต้นทุน คำนวณอุณหภูมิ คำนวณเวลา

วัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆต้องสะอาด มีที่มาตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีคุณภาพสม่ำเสมอ
ข้อสำคัญต้องมีความเชื่อว่า ต้องทำให้อร่อยเหมือนกับเชฟผัดทีละกระทะ ทีละจาน

สี่ การชิม หลังจากที่โรงงานนำแนวคิดผลิตภัณฑ์ไปพัฒนาแล้ว ต้องมีการชิมสินค้านั้น และชิมกันหลายครั้งมาก เราจึงมีคณะผู้ชิม มีการ ให้คะแนน ติชมกัน เพื่อปรับปรุงต่อไป

การชิมแต่ละครั้งต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีการชิมเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราพรรณนาไว้ และมีการจดบันทึกทุกครั้ง

คณะผู้ชิมต้องผ่านการฝึกฝนทดสอบทางด้านการรับรู้รสชาติเป็นสิบๆครั้ง กว่าสินค้าจะผ่านจนได้วางขาย เราจะชิมแยกเป็นคุณลักษณะต่างๆ ตั้งแต่ลักษณะปรากฏ เนื้อสัมผัส กลิ่น รสชาติต่างๆ ก่อนสรุปความชอบรวม

คุณสมบัติของคนชิมที่คัดเลือก

หนึ่ง ใจต้องรักการชิม สอง ช่างสังเกต สาม ต้องมีรสนิยมเป็น ของตัวเอง

คือถ้าคิดว่า ฉันกินอาหารประเภทนี้เก่ง ต้องฝึกความเก่งของตัวเอง ต้องเชี่ยวชาญ ต้องมีเหตุผล จะบอกว่าชิมเพราะตัวเองชอบไม่ได้

เวลาที่จะอธิบายว่าอันนี้ดีหรือไม่ต้องมีเหตุผล ต้องแนะนำได้ว่าชอบเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะอะไร อยากให้เป็นอะไร อยากให้ลดเค็มลง ห้าหรือสิบเปอร์เซ็นต์ ต้องมีความเชี่ยวชาญ ต้องมีการฝึกไปเรื่อยๆ

ถ้าเป็นเด็กใหม่ก็ต้องผ่านระยะเวลาฝึกการชิมถึงสองปี จนกว่าจะรู้ตัวเองเก่งด้านไหน

วาสนาย้ำว่า “เราต้องศึกษาตลาดก่อน เราจะไม่ชิมมั่ว ต้องมีวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นจะอ้วนฟรี รสนิยมก็จะเสียฟรีด้วย”

เมื่อเราคัดกลุ่มไว้แล้วว่าใครชอบอะไร เวลาที่ชิมนอกเหนือจากการไปชิมตามร้าน เราจะเลือกเจ้าดังๆสี่ห้าเจ้ามาชิมแล้วดูว่ามีอะไรดี ไม่มีดีแตกต่างยังไง ทำไมคนถึงชอบ ถ้าไม่ชอบเพราะอะไร

เราจะใช้เทคนิคประมาณนี้ ลิ้นของพวกเราเปรียบเป็นลิ้นตัวแทนของลูกค้า

“เราจะชิมอาหารที่มีรสชาติ ชิมบ่อยๆจะไม่เพี้ยน ทักษะการชิม อย่าใช้อารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง คนที่มีอารมณ์อ่อนไหวตลอดเวลาจะชิมอาหารไม่ดี คนชิมต้องมีความนิ่งระดับหนึ่ง

ถ้าไม่สบายก็จะไม่มีการชิม เพราะการรับรสอาจเปลี่ยน”

จบจากกระบวนการชิม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ก็มาถึง…ห้า กระบวนการควบคุมและตรวจสอบสินค้า ต้องอร่อย สะอาด ได้มาตรฐานเหมือนกันทุกกล่อง โดยนึกถึงความสะดวกของลูกค้าและราคาที่คุ้มค่า

มีเมนูไหน เซเว่นฯทำออกไปแล้วขายไม่ออก?

“มีเยอะ” วาสนายอมรับ “ของบางอย่างที่ต้องกินแบบสดๆ อย่าง แกงส้ม ผักจะต้องไม่เฉา พอเอามาเข้าในระบบการผลิต ความสำเร็จอาจจะไปสู้ของที่กินใหม่สดตามโต๊ะไม่ได้ แต่เราก็ยังทำขาย หรือน้ำซุปที่ต้องเดือดแบบก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ เราก็ยังไปไม่ถึง”

เวลาที่ยอดขายไม่ดี เราจะวิเคราะห์ก่อนว่าไม่ดีเพราะพัฒนายังไม่ดี หรือไม่ดีเพราะตลาดไม่ดีจริงๆ ลูกค้าไม่รับจริงๆ เราจะหยุดแล้วกลับมาทบทวนปรับปรุงใหม่

“เซเว่นฯมีพื้นที่น้อย ตู้เล็กนิดเดียว สินค้าเป็นเงินเป็นทอง ต้องแข่งกันด้วยความแข็งแกร่งด้วยการยอมรับของลูกค้า” วาสนาบอก

เพราะเหตุนี้ คนทำงานจึงต้องตื่นตัว ตามไปดูเทรนด์ตลาด ลูกค้า เปลี่ยนไปยังไง เซเว่นฯไม่ใช่เป็นคนสร้างเทรนด์ แต่เราจะจับเทรนด์ตลาด เช่น เทรนด์ขนมหวาน เค้กสไตล์ญี่ปุ่น เทรนด์อาหารเกาหลี

เราใกล้ชิดกับลูกค้า เราเป็นครัวของลูกค้า เป็นตู้เย็นของลูกค้าต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ

สินค้าเก่าที่ดีๆ เราก็พัฒนาปรับปรุงต่อเนื่อง สินค้าใหม่ที่เป็นเทรนด์ สุขภาพก็มีออกมา อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิ เราถือว่าสุดยอด เป็นงานที่ภูมิใจที่สุด

วาสนาบอกว่า ทุกวันนี้ต้องดูเรื่องสัดส่วนอาหารการกินของลูกค้า เรานึกถึงคุณภาพชีวิตของลูกค้า อะไรที่ไม่ดีก็พยายามจะลด เช่น น้ำตาล เกลือ แต่อาจจะไม่ถึงศูนย์ เพราะยังไงคนไทยก็ยังต้องกินอาหารที่มีรสชาติ เราจะค่อยๆทยอยลด

คำถามที่ไม่ถามไม่ได้ มีหลายคนคิดว่า…กินอาหารเซเว่นฯไม่ดีต่อสุขภาพ

“ไม่จริง” วาสนาเสียงดัง “ทุกวันนี้พี่กินอาหารเซเว่นฯ ทุกคนที่ทำ กล้ากินอาหารเซเว่นฯ ขอให้มั่นใจ ความสะอาดเรามาอันดับหนึ่ง บางครั้งเรากินผักข้างทาง ยังล้างไม่สะอาดเท่าเซเว่นฯ”

เซเว่นฯดูตั้งแต่ต้นทางการผลิต ข้าว ผัก หมู ทุกอย่าง เราคุมตลอด เส้นทาง เรื่องสารพิษ สารปนเปื้อน

ตั้งแต่เอาเข้ามาในโรงงาน กระบวนการผลิต ผักเราใช้น้ำอาร์โอล้าง อย่างดี คนเด็ดผักหั่นผักสวมถุงมือ เวลาจะเข้าไปดูการผลิต ต้องแต่งตัว ครึ่งชั่วโมงกว่าจะเข้าไปดูได้

ขอให้มั่นใจ เราอยากส่งคุณภาพดีๆให้ลูกค้า ลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในทางเลือกของคนไทย อะไรที่สามารถดึงความเป็นไทยไว้ได้ เราพยายามจะดึง

อย่างเช่นแกง เราก็ใส่กะทิจริงๆ เราพยายามที่สุด ทำให้ใกล้เคียง กับที่บ้านทำ นี่เป็นความฝันของเรา ถ้าทำได้ เราแน่ใจ ลูกค้าก็จะยังอยู่กับเรา.

 

คลังลงทะเบียนคนจนรอบ 2 เลิกแจกเงินให้รับเป็นส่วนลดค่าน้ำ-ค่าไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813641

 

“อภิศักดิ์” ยืนยันเดือน ก.พ.–มี.ค.ปีหน้า คลังจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนคนจนรอบที่ 2 ไม่มีการแจกเงิน แต่ให้รับเป็นสวัสดิการส่วนลดค่าน้ำ–ค่าไฟ 80% เริ่มมาตรการเดือน เม.ย.60 พร้อมกับเดินหน้าระบบพร้อมเพย์เต็มสูบ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า หรือไม่เกินเดือน เม.ย.2560 กระทรวงการคลังจะเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนโครงการขอรับสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 2560 หลังจากการลงทะเบียนในครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ก.ค.จนถึงวันที่ 15 ส.ค.2559 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนมากกว่า 8.3 ล้านราย แสดงให้เห็นว่ายังมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและต้องการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

“เศรษฐกิจไทยในปีนี้ประสบปัญหาต่างๆ มากมายทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยในช่วงต้นปีประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเกษตรกร ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคภายในประเทศเกิดภาวะชะงักงันตามไปด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรยังประสบกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเช่น ข้าว และยางพารา ยิ่งทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดหายไปอีก”

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลไม่ใช่แค่ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยวางเป้าหมายให้เดินตามแผนระยะยาวและระยะกลางเท่านั้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้นรัฐบาลก็ไม่ได้ทอดทิ้ง และพร้อมที่จะดูแลปากท้องชาวบ้าน และประชาชนควบคู่ไปด้วย โดยการหารือในตอนแรก กระทรวงการคลังก็ไม่อยากแจกเงินให้แก่ประชาชน เพราะเกรงว่ารัฐจะสร้างค่านิยมที่ผิด และถูกมองว่าเป็นประชานิยม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแจกเงินในลักษณะนี้ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างถูกฝาถูกตัว และตรงกับความต้องการของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่จะโอนเงินให้แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 8.3 ล้านคน ภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและบรรเทาความเดือดร้อน โดยคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินจากรัฐบาล 3,000 บาท ส่วนคนที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินคนละ 1,500 บาทนั้น หลายคนอาจจะมองว่าน้อยมาก แต่สำหรับตนเองแล้ว เห็นว่าเงินเหล่านี้ มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จึงสั่งกำชับให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย เร่งโอนเงินให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่ในจำนวนนี้ คงไม่สามารถโอนได้ครบทั้งหมด 8.3 ล้านคน เนื่องจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกรมสรรพากรพบว่ามีประชาชนบางคนที่มีรายได้เกินกว่า 100,000 บาทต่อปี หรือมีเงินฝากเกินกว่า 100,000 บาท บางรายก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงต้องตัดสิทธิ์ออกไปประมาณ 230,000 คน ทำให้ยอดคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 8 ล้านคนเท่านั้น โดยตั้งงบประมาณเอาไว้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท

“เม็ดเงินทั้งหมดเกือบๆ 20,000 ล้านบาทจะไปถึงมือประชาชนในเดือน ธ.ค.นี้ และจะเป็นแรงส่งที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย 3.2%”

ส่วนในปีหน้านั้น รัฐบาลวางแผนเรื่องการใช้เงินงบประมาณปี 2560 ที่เร่งตัวมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรก (ต.ค.-ธ.ค.2559) การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการตั้งงบประมาณกลางปีอีก 160,000 ล้านบาท ที่จะต้องเบิกใช้จ่ายให้หมดภายในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากกว่า 3.3% อย่างแน่นอน

“ในช่วงระหว่างที่กำลังรอเงินงบประมาณจากรัฐก็เกรงว่า หากไม่มีการดำเนินมาตรการใดๆ เศรษฐกิจภายในประเทศก็จะชะงักอีก กระทรวงการคลังจึงเสนอโครงการช็อปช่วยชาติหักค่าลดหย่อนได้ 15,000 บาท สามารถใช้ได้ถึงสิ้นปี 2559 และก็ยังคิดต่อไปว่า มาตรการช็อปช่วยชาติ อาจจะยังแรงไม่พอ จึงคิดต่อไปว่า ควรต้องออกโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 2561 อีกครั้ง ในไตรมาสแรกของปี 2560 โดยคาดว่าเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค.2560 และรัฐบาลจะมอบสวัสดิการให้ภายในเดือน เม.ย.”

สำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนจากนี้ไปจะไม่ใช้ มาตรการเหวี่ยงแหที่คนจนและคนรวยจะได้สิทธิ์เท่าเทียมกัน เช่น โครงการบัตรทอง รถเมล์-รถไฟฟรี และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยในปีหน้ากระทรวงการคลังวางแผนที่จะมอบสวัสดิการให้แก่ประชาชนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้สั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาเพิ่มเติมแล้ว โดยประชาชนที่มีรายได้น้อยจะได้รับส่วนลดจากสวัสดิการการเดินทาง เช่น รถเมล์ รถไฟ รวมถึงค่าน้ำและค่าไฟฟ้า โดยในเบื้องต้นน่าจะมอบส่วนลดให้ได้ถึง 60-80% ส่วนอีก 40-20% ที่เหลือ ประชาชนก็ออกค่าใช้จ่ายเงิน เช่น ค่าน้ำ 100 บาท รัฐบาลออกให้ 80 บาท ที่เหลืออีก 20 บาท ก็จ่ายเงินกันเองทุกเดือน

“ประชาชนที่พลาดโอกาสจากการลงทะเบียนในปีนี้ ก็ขอให้มาลงทะเบียนใหม่ในปีหน้า เพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐในด้านต่างๆ ซึ่งอาจจะมากกว่าเงินสดที่รัฐบาลมอบให้ปีนี้ เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.ปีหน้า เราคาดว่าระบบพร้อมเพย์ของภาครัฐและเอกชนจะสามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วให้แก่ประชาชนได้มากขึ้น” รมว.คลังกล่าว.

 

จ่อยึดใบอนุญาต-ถอนชื่อวิน จยย.ข่มขืนฝรั่งสาว เป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 00:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813551

 

กรมการขนส่งทางบก เตรียมยึดใบอนุญาตวินจักรยานยนต์รับจ้างที่ก่อเหตุข่มขืนชาวต่างชาติ หากศาลสั่งจำคุก พร้อมถอนรายชื่อออกจากการเป็นสมาชิกวิน หลังพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร แนะ เจอการกระทำผิด ก.ม. โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏผ่านสื่อกรณี นายเอกบุรุษ ฤทธิ์รักขพันธุ์ ผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะข่มขืนกระทำชำเราชาวต่างชาติ และขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน นั้น (ไม่รอด! ตร.หิ้ววิน จยย.ข่มขืนสาวออสซี่เข้ากรุงสอบ อ้างเฉยเหยื่อสมยอม)

ในส่วนของกรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล นายเอกบุรุษ พบว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ เลขที่ 58000508 สิ้นอายุวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ใช้รถจักรยานยนต์ (ป้ายเหลือง) หมายเลขทะเบียน 1กฆ5080 กรุงเทพมหานคร ประจำอยู่ที่วินสถานีรถไฟธนบุรี เขตบางกอกน้อย ซึ่งในเบื้องต้นจะประสานพนักงานสอบสวน หากมีการยื่นฟ้องในข้อหาดังกล่าวเมื่อใด นายทะเบียนจะดำเนินการยึดใบอนุญาตขับรถไว้ตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้องต่อศาลจนถึงเวลาศาลมีคำพิพากษาที่สุด และหากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก นายทะเบียนจะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะและเพิกถอนทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะคันดังกล่าวทันที รวมถึงถอนชื่อ นายเอกบุรุษ ออกจากการเป็นสมาชิกวินด้วย เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้บริการรถสาธารณะ และส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมาย ให้บริการประชาชนด้วยความปลอดภัย เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถโดยสารสาธารณะของประเทศด้วย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย หากพบเห็นการให้บริการไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้โดยสาร มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง สามารถร้องเรียนมายังกรมการขนส่งทางบกได้ทันที โดยระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ ซึ่งจะทำให้กระบวนการติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง, ทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, หรือร้องเรียนผ่านทางแอพพลิเคชั่น “ร้องเรียนรถสาธารณะ” หรือ แอพพลิเคชั่น “Dlt Check-in” หรือ ผ่านทาง facebook ชื่อ “กตส กรมการขนส่งทางบก”

นอกจากนี้ ยังสามารถร้องเรียนผ่านทาง LINE ID ในชื่อ “1584dlt” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ ห้องศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ กรมการขนส่งทางบก อาคาร 3 ชั้น 1 และสำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่ กรมการขนส่งทางบก ได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 เฉพาะกิจ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 – 4 มกราคม 2560 ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพทั้ง 3 แห่ง และสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและรับเรื่องร้องเรียนกรณีประชาชนถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยกรมการขนส่งทางบก จะตรวจสอบด้วยความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโดยทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะต่อไป.