หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.11 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,522.40 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815837

 

หุ้นไทยวันที่ 19 ธ.ค. 59 ปิดตลาดลดลง 0.11 จุด เปลี่ยนแปลง -0.01% ดัชนีอยู่ที่ 1,522.40 จุด มูลค่าซื้อขาย 36,233.42 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 19 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.11 จุด เปลี่ยนแปลง -0.01% ดัชนีอยู่ที่ 1,522.40 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 36,233.42 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน).

 

ขนส่ง เข้มตรวจการให้บริการรถสาธารณะ พ.ย. เดือนเดียว พบทำผิด 787 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 14:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815642

 

ขนส่ง เข้มตรวจสอบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะช่วงปีใหม่ กำชับ ห้ามฉวยเอาเปรียบผู้โดยสารเด็ดขาด หากฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกราย เผย เดือน พ.ย.59 ตรวจแท็กซี่ รถตู้โดยสาร จยย.รับจ้างในเขต กทม. รวม 13,316 คัน พบความผิดรวม 787 ราย เปรียบเทียบปรับ บันทึกประวัติความผิดแล้วทุกราย เตือนผิดซ้ำ พักใช้-เพิกถอนใบอนุญาตขับรถ …

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อป้องกันรถโดยสารสาธารณะ ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก ลงพื้นที่กวดขันการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง และเตรียมเพิ่มความเข้มข้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 เพื่อดูแลการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะอย่างใกล้ชิด

สำหรับผลการกวดขันการให้บริการของรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะและรถจักรยานยนต์สาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร เดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 13,316 คัน พบการกระทำความผิดรวม 787 ราย เป็นรถแท็กซี่กระทำผิดจำนวน 553 ราย เปรียบเทียบปรับทุกรายโดยความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้รถไม่ตรวจรอบมิเตอร์ตามที่กำหนด จำนวน 137 ราย ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 84 ราย ขับรถไม่แสดงใบอนุญาตหรือสำเนาคู่มือรถ จำนวน 72 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียน จำนวน 62 ราย สำหรับการนำรถแท็กซี่หมดอายุมาให้บริการ จำนวน 38 รายนั้น นอกจากเปรียบเทียบปรับแล้วยังดำเนินการยึดแผ่นป้ายทะเบียนไว้ทุกคัน เพื่อป้องกันการลักลอบนำรถออกให้บริการอีก

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ พบการกระทำความผิด จำนวน 169 ราย เปรียบเทียบปรับทุกราย โดยความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ นำรถออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 33 ราย ไม่นำรถเข้าหยุดหรือจอด ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร จำนวน 24 ราย ไม่นำรถเข้าตรวจสภาพตามระยะเวลาที่กำหนด จำนวน 21 ราย ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำนวน 13 ราย อุปกรณ์ส่วนควบของตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่ถูกต้อง จำนวน 12 ราย เป็นต้น ในส่วนของการตรวจสอบการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ พบการกระทำความผิด จำนวน 65 ราย เป็นการฝ่าฝืนนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการ จำนวน 61 ราย นอกนั้นเป็นความผิดอื่นๆ

ในช่วงปีใหม่ 2560 กรมการขนส่งทางบก จะเพิ่มความเข้มงวดดูแลการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะอย่างใกล้ชิด พบรถสาธารณะไม่ปลอดภัย เอาเปรียบผู้โดยสาร เรียกเก็บอัตราค่าโดยสารเกินราคา การปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร ทิ้งผู้โดยสาร ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุด ถึงขั้นพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

ทั้งนี้ หากพบรถโดยสารสาธารณะเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง และที่ศูนย์ 1584 เฉพาะกิจ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง, ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, หรือร้องเรียนผ่านทาง application ชื่อว่า “ร้องเรียนรถสาธารณะ” ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และระบบปฏิบัติการ Android หรือ ผ่านทาง facebook ชื่อ “กตส กรมการขนส่งทางบก”

นอกจากนี้ ยังสามารถร้องเรียนผ่านทาง LINE ID ในชื่อ “1584dlt” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก โดยระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่เกิดเหตุ

 

กฟผ.ยันโปร่งใส ปมซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินอินโดฯ ย้ำผ่านการพิจารณาทุกระดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 13:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815602

 

ภาพจากเว็บไซต์ : บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล เผยการลงทุนซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รองรับการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของ EGATi ตปท.ในอนาคต ยันขั้นตอนโปร่งใส ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานกำกับดูแลทุกระดับ

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 59 นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) กล่าวถึงการลงทุนเข้าซื้อหุ้นบริษัท Adaro Indonesia (AI) ซึ่งประกอบกิจการเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 มูลค่าการลงทุนรวม 325 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.17 หมื่นล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 11–12 ซึ่งการที่ EGATi เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวนั้น ถือว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน เพราะมูลค่าภาพรวมของบริษัท AI จากที่มีการประเมินมีกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่ง EGATi มีเงินที่สามารถไปลงทุนได้เพียงร้อยละ 11.53 เท่านั้น แต่ EGATi มีสิทธิการร่วมบริหารโดยได้ส่งตัวแทนเข้าไปเป็น 1 ใน 6 ของคณะกรรมการบริษัท AI (Board of Commissioners) นอกจากนี้ ยังได้สิทธิในการจัดสรรถ่านหินสำหรับบริษัทตามสัดส่วนที่ EGATi ถือหุ้นอยู่ นอกจากนี้ ราคาที่ซื้อขายกับ AI เป็นช่วงที่ถ่านหินมีราคาต่ำ ถือว่าลดความเสี่ยงในการลงทุนไปมากแล้ว โดยช่วงเวลาที่ EGATi เข้าไปทำสัญญาในการจะซื้อจะขายหุ้นกับบริษัท AI ขณะนั้น ราคาถ่านหินในตลาดโลกอยู่ที่ตันละประมาณ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันราคาของถ่านหินในตลาดโลกขึ้นไปอยู่ที่ประมาณตันละ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ EGATi จะได้กำไรจากเงินปันผลในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของบริษัท

นายวัชรา กล่าวต่อว่า การเข้าซื้อหุ้นบริษัท AI ของ EGATi มีขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบการบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกเข้ามาศึกษาในด้านกฎหมาย การตรวจสอบทรัพย์สิน บัญชีและภาษีและด้านเทคนิค อีกทั้ง ยังมีการกำกับดูแลรายละเอียดของการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งต้องเสนอเพื่อพิจารณาตามลำดับขั้น ได้แก่ คณะกรรมการ EGATi คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กระทรวงพลังงาน และ ครม. ซึ่งในทุกระดับจะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของการดำเนินโครงการ อีกทั้งบริษัท AI ที่เข้าไปลงทุนนั้น มีบริษัทแม่คือ บริษัท Adaro Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย ที่ได้รับการตรวจสอบการดำเนินงานจากหน่วยงานภาครัฐของอินโดนีเซีย ทำให้มีความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ

“การลงทุนในครั้งนี้มีความโปร่งใส เพราะมีหน่วยงานกำกับของภาครัฐคอยตรวจสอบการดำเนินงานในทุกขั้นตอน และที่สำคัญ EGATi ยึดมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) EGATi เพื่อพิจารณาโครงการ ได้มีความเคร่งครัดต่อการดำเนินงานทุกโครงการ ทั้งนี้ คณะกรรมการบอร์ด รวมทั้งฝ่ายบริหารทราบดีว่า EGATi มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง กฟผ. ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะตรวจสอบโครงการลงทุนนี้อยู่แล้ว แม้ไม่มีผู้ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบก็ตาม” นายวัชรา กล่าว

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวยังถือเป็นการสร้างความมั่นคง และประกันความเสี่ยงในด้านเชื้อเพลิงให้กับการลงทุนของ EGATi ในโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1 ซึ่ง EGATi เข้าไปลงทุนก่อสร้างในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และลักษณะการลงทุนดังกล่าวก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีการถือหุ้นในธุรกิจต้นน้ำ คือ เหมืองถ่านหิน เพื่อลดความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า เป็นต้น อีกทั้งเหมืองถ่านหินของบริษัท AI มีกำลังการผลิตสูงเป็นอันดับ 2 และมีปริมาณถ่านหินสำรองเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งจะมีความมั่นคงในการดำเนินกิจการไปอีกอย่างน้อย 20 ปี นอกจากนี้ ถ่านหินที่ผลิตจากเหมืองแห่งนี้เป็นถ่านหินซับบิทูมินัส ที่มีคุณภาพดีมีค่ากำมะถันต่ำ ทำให้ไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีแบรนด์การค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่า Envirocoal มีลูกค้าถึง 14 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ สเปน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการลงทุนถือเป็นความลับทางธุรกิจที่จะไม่เปิดเผยต่อบุคคลหรือสาธารณชน ทั้งนี้ ทางบริษัทพร้อมจะรับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานตรวจสอบอื่นของภาครัฐ ซึ่งการที่บริษัท EGATi เป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้การดำเนินการของบริษัทจะมีการตรวจสอบมากกว่าบริษัทเอกชนทั่วไป

บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เผยการลงทุนซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานรองรับการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของ EGATi ในต่างประเทศในอนาคต ยืนยันขั้นตอนการลงทุนโปร่งใส ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานกำกับดูแลทุกระดับ.

 

ฟิลลิป มอร์ริส มุ่งพลิกโฉมอุตสาหกรรม ชูแนวคิดลดอันตรายจากยาสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 11:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815347

 

ฟิลลิป มอร์ริสฯ ทุ่มงบราว 105,000 ล้าน วิจัย-พัฒนาผลิตภัณฑ์ หวังลดความเสี่ยงในพิษภัยยาสูบ ตอบสนองทางเลือกผู้บริโภค…

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมไร่ยาสูบ ณ อ.ท่าวังผา จ.น่าน เนื่องในวาระครบรอบ 25 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย


นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์และผู้บริหารฟิลลิป มอร์ริสฯ

นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์และผู้บริหารฟิลลิป มอร์ริสฯ กล่าวว่า ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกได้เผยว่า เมื่อปี 2555 มีผู้สูบบุหรี่ทั่วโลก 927 ล้านคน และมีการคาดการณ์ต่อว่า ในปี 2568 จะยังคงมีผู้สูบทั่วโลกจำนวนกว่า 1,400 ล้านคน ขณะที่เป็นที่ทราบกันดีว่านิโคตินก่อให้เกิดภาวการณ์ติด แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคจากการสูบบุหรี่ แต่อันตรายจากการสูบบุหรี่เกิดจากควันที่มาจากการเผาไหม้ของบุหรี่ ถ้าหากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการเผาไหม้ ก็อาจเป็นทางเลือกที่อาจมีศักยภาพในการลดความเสี่ยง แทนที่การสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ในปัจจุบันได้

พีเอ็มไอ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของฟิลลิป มอร์ริสฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 105,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 430 คน ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสูบลดความเสี่ยงในพิษภัยยาสูบ ที่มุ่งเน้นการศึกษาการกำจัดการเผาไหม้ในผลิตภัณฑ์ยาสูบ หนึ่งในนั้น คือ การใช้เทคโนโลยีที่ให้ความร้อนกับใบยาในจุดที่ต่ำกว่า 300 องศาฯ  เพื่อไม่ให้เกิดการเผาไหม้อันเป็นต้นกำเนิดของสารพิษต่างๆ


นายพงศธร กล่าวด้วยว่า แนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวขณะนี้ คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่อาจจะมีศักยภาพที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ยาสูบ  ซึ่งจะเป็นจุดพลิกโฉมของอุตสาหกรรมยาสูบ เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการทางเลือกที่มีศักยภาพที่จะเป็นอันตรายน้อยลง โดยในขณะนี้ เราติดตามความเคลื่อนไหวในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งกฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางเลือกของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่ารัฐบาลจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสและกฎระเบียบที่จะเป็นประโยชน์ทางด้านสาธารณสุข

ทั้งนี้ บริษัทฯ กำลังเตรียมการปรับตัว ทั้งด้านทรัพยากรและการบริหารงาน เพื่อรองรับการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาสูบ และยินดีที่จะได้ร่วมงานกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เพื่อลดอันตรายจากยาสูบ


ไร่ยาสูบ ณ อ.ท่าวังผา จ.น่าน

ขณะที่ ผลจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบเต็มเพดานที่ร้อยละ 90 ล่าสุดเมื่อเดือน  ก.พ.59 ส่งผลให้ปีงบประมาณ 59 รัฐสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้ 64,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 เพียง 2,163 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปบริโภคบุหรี่ราคาถูก.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 09:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815306

 

ทองเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250 ขายออกบาทละ 19,350 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850 บาท …

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250.00 บาท ขายออกบาทละ 19,350.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 บาท ขายออกบาทละ 19,850.00 บาท

 

อัดโปรโมชั่นรูดปื๊ดช็อปช่วยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815147

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันการเงินได้แข่งกันจัดแคมเปญโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกันอย่างคึกคัก เพื่อสนับสนุนมาตรการช็อปช่วยชาติและลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าการใช้จ่ายช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค.59 จะมียอดรูดบัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% โดยมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เช่น รูดบัตรซื้อสินค้าก่อนและผ่อนทีหลังโดยไม่เสียดอกเบี้ย โปรโมชั่นผ่อนซื้อโทรศัพท์มือถือ ทองคำ 0% หรือการคืนเงินผ่านบัตร เป็นต้น น.ส.ณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส ผู้ให้บริการบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า เม็ดเงินที่ใช้จ่ายปีนี้น่าจะคึกคักกว่าปีก่อน เนื่องจากมีเวลาซื้อสินค้านานกว่าเดิม ทำให้ประชาชนวางแผนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น ซึ่งบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์คาดว่าจะมียอดใช้จ่ายโต 20% หรือมีเงินสะพัดตลอดทั้งเดือน ธ.ค.มากกว่า 6,000 ล้านบาท ส่วนโปรโมชั่นช่วงนี้เน้นคืนเงินผ่านบัตรหรือแคชแบ็กแก่ลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านถึงยอดที่กำหนด และยังมีโปรโมชั่นแบ่งจ่ายไม่เสียดอกเบี้ยนาน 3 เดือน หรือผ่อนซื้อทองคำ ไอโฟน 7 ดอกเบี้ย 0% นาน 15 เดือน

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเคทีซีมั่นใจว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีช่วงช็อปช่วยชาติจะสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากปีนี้ออกมาตรการมาเร็วและนานขึ้น และเคทีซียังได้จับมือพันธมิตรร้านค้ามอบสิทธิพิเศษให้ใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกรับส่วนลดเพิ่ม 20% โดยไม่มีเงื่อนไขยอดใช้จ่ายขั้นต่ำและไม่จำกัดยอดแลกคะแนน ด้านนางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ได้ออกแคมเปญสำหรับลูกค้าที่ช็อปช่วยชาติผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 4,500 บาท และประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารโตขึ้น โดยเฉพาะไตรมาส 4 มีเม็ดเงิน 97,000 ล้านบาท ขยายตัว 7%.

 

คลี่พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่! เนื้อหาเข้มข้นมุ่งจัดระเบียบสังคมโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815152

 

คลี่เนื้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ปิดช่องกดไลค์ กดแชร์เนื้อหาที่หมิ่นเหม่กระทบความมั่นคง ความปลอดภัย และบริการสาธารณะ ขณะที่ให้ทางออกแอดมินแก้ไข ลบข้อความที่มีปัญหา และได้รับการแจ้งเตือนภายใน 3 วัน หากไม่ลบเจอรับโทษเท่าผู้โพสต์ นอกจากนี้ยังยอมเพิ่มจำนวนกรรมการกลั่นกรองตีกันรัฐใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติด้วยคะแนนเสียง 161 เสียง ผ่าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. …ท่ามกลางกระแสคัดค้านของผู้คนในโลกโซเชียล ที่แม้จะร่วมกันกดดันให้ สนช.ชะลอการลงมติกฎหมายดังกล่าวแต่ก็ไม่เป็นผลนั้น เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่านที่ประชุม สนช.ไปแล้ว สิ่งที่ประชาชนคนใช้คอมพิวเตอร์จะต้องเพิ่มความระมัดระวังนับจากนี้ประกอบด้วย 1. การระมัดระวังการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯฉบับใหม่ได้เพิ่มความเข้มงวดต่อการเผยแพร่ข้อความ โดยระบุว่าการเผยแพร่ “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” ในข้อความตามมาตรา 14 (2) ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ได้กำหนดฐานความผิดให้คลุมเครือมากยิ่งขึ้น เช่น ความผิดฐานโพสต์ข้อมูลเท็จที่กระทบต่อ “ความปลอดภัยสาธารณะ” “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” หรือ “การบริการสาธารณะ” ซึ่งไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าหมายถึงอะไรบ้าง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ เฝ้าจับตามองการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้อย่างใกล้ชิด และระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นที่อาจจะขัดแย้งกับผู้มีอำนาจโดยตรง

2.สำหรับผู้ให้บริการเว็บไซต์ท่า (เว็บที่รวบรวมบทความ หรือลิงก์ต่างๆ เอาไว้ในเว็บเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง) และโซเชียลมีเดียต่างๆ มีภาระรับผิดชอบใหม่ตามข้อ 5 (2) ตามอำนาจมาตรา 15 ของกฎหมายใหม่ที่ระบุว่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ท่าและโซเชียลมีเดียจะต้องระงับหรือลบข้อมูลภายใน 3 วันหลังได้รับแจ้ง ไม่เช่นนั้นจะต้องรับโทษเท่ากับผู้โพสต์ แต่หากผู้ให้บริการได้ระงับหรือแก้ไขตามที่แจ้งเตือนถือว่าพ้นผิด ซึ่งขั้นตอนการแจ้งตามมาตรา 15 นี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีการตรวจสอบโดยศาล

3.ไม่มีความปลอดภัยในโลกอินเตอร์เน็ตอีกต่อไป เพราะมาตรา 20 ของร่างใหม่ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศเพิ่มเติมเรื่องวิธีการปิดกั้นเว็บไซต์ได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรากฏเอกสารของกระทรวงไอซีทีว่ามีการเตรียมออกประกาศให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส เพื่อให้สามารถปิดกั้นเว็บไซต์ที่เข้ารหัส HTTPS (เว็บที่ปลอดภัยสำหรับการซื้อ การกรอกแบบฟอร์ม เช่น บัตรเครดิต) ได้ 4. เว็บถูกบล็อกได้เบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียวจากเดิมที่ต้องขอคำสั่งศาลตามมาตรา 20 แต่ตามกฎหมายใหม่ได้ขยายอำนาจในมาตรา 20 ให้สามารถปิดเว็บไซต์ที่อาจจะผิดกฎหมายอาญาอื่นรวมถึงเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่า “ละเมิดลิขสิทธิ์” ได้

5.แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ “ผิดศีลธรรม” ก็ถูกบล็อกได้ อีกมาตราหนึ่งที่ถือเป็นปัญหาสำหรับ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่คือมาตรา 20/1 เรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์ระบุว่าหากคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์เห็นว่าเนื้อหาเหล่านั้น “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” ก็อาจทำให้เว็บไซต์ถูกบล็อกได้เช่นกัน แม้ว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์จะไม่ผิดกฎหมายใดๆเลยก็ตาม จากที่ก่อนหน้าแม้เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จะตรวจพบเว็บไซต์ที่มีวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายต่างๆ เช่น เว็บไซต์เล่นการพนัน เว็บไซต์ขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ แต่ก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้ เนื่องจากเป็นกระทำความผิดที่อยู่นอกเหนือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ แต่ตามกฎหมายใหม่กำหนดให้เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สามารถขอหมายศาลให้บล็อกเว็บที่มีเนื้อหาผิดต่อกฎหมายอื่นได้ด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นๆร้องขอมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอจะลดความกังวลไปได้บ้างก็คือ ในส่วนของคณะกรรมการกลั่นกรองฯที่เดิมมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ 5 คน แต่ในกฎหมายที่ได้แก้ไขปรับปรุงใหม่ได้เพิ่มจำนวนกรรมการกลั่นกรองเป็น 9 คน ทั้งยังกำหนดคุณสมบัติของกรรมการกลั่นกรองที่ต้องมาจากภาคเอกชน 3 คนคือ จากภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังกำหนดให้คำตัดสินของคณะกรรมการต้องมีกรรมการเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งหรือเกิน 5 คน ทำให้การพิจารณาเนื้อหาของกรรมการกลั่นกรองน่าจะยังมีความรอบคอบมากขึ้น.

 

กสทช.-ค่ายมือถือ แจกบัตรเติมเงินฟรี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815146

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า เมื่อเวลา 05.00 น.ของวันที่ 18 ธ.ค. 2559 สำนักงาน กสทช. ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 ราย ได้แก่ AIS DTAC TRUE CAT และ TOT แจกบัตรเติมเงินมูลค่า 50 บาท จำนวน 20,000 ใบ ให้กับประชาชนที่เดินทางไปร่วมถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สำหรับการแจกบัตรเติมเงินในครั้งนี้จะแจกให้กับประชาชนผู้ที่มาเข้าคิวรอถวายบังคมพระบรมศพ โดยเริ่มแจกตั้งแต่เวลา 05.00 น. ไปจนครบ 20,000 ใบ

นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสัญญาณให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และสัญญาณไวไฟ ในเขตพื้นที่พระบรมมหาราชวัง สนามหลวง และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง โดยแจ้งย้ำไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเพิ่มความระมัดระวัง ในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม แก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการที่มีประชาชนเดินทางมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมากกว่าปกติ.

 

โปรแรงส่งท้ายปี! เปิดทุกข้อสงสัย คุณได้อะไรจาก ‘ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814166

 

รัฐบาลจัดโปรโมชั่นร้อนแรงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีระกา ด้วยมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” เอาใจสายช็อป สายกิน สายเบิร์นเงินทั้งหลาย แต่เดี๋ยวก่อน เห็นชื่อมาตรการแบบนี้ อย่าเพิ่งดี๊ด๊าหน้าบาน ลองพินิจพิจารณาสักนิดว่า “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” เขาช่วยชาติ ช่วยคุณ หรือช่วยใคร แล้วช่วยได้จริงไหม คุณลองอ่านดู!

‘เจ๊ดำ’ แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จัดเซต 5 ข้อ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ฉบับอ่านง่าย ได้ประโยชน์มาฝาก…อ่านจบแล้ว ลองตอบคำถามเจ๊ซิ คุณได้อะไร ชาติได้อะไร?


คุณได้อะไร ชาติได้อะไร?
1. เช็กก่อนคุณขา…คุณได้ประโยชน์จากช็อปช่วยชาติหรือไม่?

– ผู้ซื้อสินค้าและบริการเป็นบุคคลธรรมดา ไม่รวมคณะบุคคล
– ยกเว้นภาษีให้สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าและค่าบริการ ตามจำนวนจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
– ต้องซื้อสินค้า และชำระราคาค่าสินค้าระหว่างวันที่ 14 – 31 ธันวาคม 2559
–  ต้องเป็นร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษีให้ได้ เช่น ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าทั่วไป (คุณต้องสอบถามเจ้าของร้านเขาก่อนว่า สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้ได้หรือไม่)
– หากคุณเป็นคนที่ไม่มีรายได้ หรือไม่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อสินค้าเพื่อไปลดหย่อนภาษีตามโครงการนี้ เพราะคุณได้รับการยกเว้น
– หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (ใบกำกับภาษีที่มีข้อความระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ)
– เป็นการซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น
– การซื้อสินค้าหรือค่าบริการในแต่ละครั้ง หากมีมูลค่าไม่ถึง 15,000 บาท สามารถนำการซื้อหลายครั้งมารวมกันได้ แต่ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15,000 บาท
– สินค้าทุกประเภท ยกเว้นสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน และก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รวมทั้งค่าบริการที่จ่ายเป็นค่าสำหรับค่าไกด์นำเที่ยว ค่าที่พักที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม


2. อู้หู! ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท เลยเหรอ?

อย่าเพิ่งตกอกตกใจ หรือคิดว่าตัวเองจะได้เงินหมื่น ใจเย็นๆ ทำความเข้าใจกันก่อน โอเค! เจ๊ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ โดยพิจารณาจากตารางด้านล่างประกอบกันนะคะคุณขา เริ่ม! หากแดงเป็นคนชั้นกลาง ที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน (ยกเว้นภาษีสูงสุด 5%) แดงตัดสินใจไปซื้อสินค้าเพื่อเข้าโครงการช็อปช่วยชาติ จนมีราคาครบ 15,000 บาท เพราะฉะนั้น แดงจะได้รับเงินภาษีคืนจากมาตรการดังกล่าวเพียง 750 บาท

ในขณะที่ เขียวเป็นคนชั้นสูงที่มีรายได้ 4 ล้านบาทต่อเดือน (ยกเว้นภาษีสูงสุด 35%) เขียวตัดสินใจไปซื้อสินค้าเพื่อเข้าโครงการช็อปช่วยชาติ จนมีราคาครบ 15,000 บาทเหมือนกันกับแดง เพราะฉะนั้น เขียวจะได้รับเงินภาษีคืนจากมาตรการดังกล่าวสูงถึง 5,250 บาทกันเลยทีเดียว

ลองคิดเล่นๆ ดูซิคุณขา คุณว่า คนกลุ่มไหน คนฐานะแบบใดได้ประโยชน์?



ลองคิดเล่นๆ ดูซิคุณขา คุณว่า คนกลุ่มไหน คนฐานะแบบใดได้ประโยชน์?
3. รัฐบาล หวังอะไรใน “ช็อปช่วยชาติ”?

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับสื่อมวลชนไว้ว่า เมื่อปีที่แล้ว มีคนใช้ประมาณ 1 ล้านคน เม็ดเงินลดภาษีประมาณ 1,200 ล้านบาท มียอดขายเกือบหมื่นล้านบาท เนื่องจากปีที่แล้วมีเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีคนใช้ 2 ล้านคน เม็ดเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยช่วยประชาชนในช่วงปลายปีให้เกิดความคึกคัก และถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่ง

ขณะที่ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า มาตรการช็อปช่วยชาติจะส่งเสริมให้บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการซื้อของขวัญ ที่พบว่านักท่องเที่ยวมีสัดส่วนการซื้อของขวัญมากถึงร้อยละ 25-30 ซึ่งถือเป็นการทำให้เกิดบรรยากาศในการกระตุ้นการซื้อมากขึ้น


รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า มาตรการช็อปช่วยชาติจะส่งเสริมให้บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น
4. ช็อปช่วยชาติ…เอ๊ะ ช่วยชาติอย่างไร?

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ของมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ผ่านเจ๊ดำว่า โดยส่วนตัวแล้วนั้น ตนมองว่า มาตรการดังกล่าว ช่วยภาคธุรกิจมากกว่า แต่ถ้าถามว่าช่วยชาติหรือไม่นั้น คงจะตอบได้ว่า “ไม่ชัด”

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แสดงทรรศนะต่ออีกว่า กรณีที่หลายคนอาจมองว่า ช็อปช่วยชาติ จะส่งผลดีต่อการผลิตและการจ้างงานนั้น ผมมองว่าไม่น่าจะใช่ เพราะ 1. สินค้าที่ภาคธุรกิจนำออกมาขาย คือ สินค้าในสต๊อก ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผลิต หรือลงทุนอะไรใหม่ๆ หรือถ้าจำเป็นต้องลงทุน ก็อาจจะต้องมีลงทุนบ้างบางส่วน แต่จะไม่เยอะเท่าที่ควร และ 2. เมื่อภาคธุรกิจไม่มีการลงทุน หรือไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าใหม่ เพราะฉะนั้น การจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้น และคนกลุ่มแรงงานก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้

ดร.นณริฏ กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “แม้ว่า ระยะเวลา 18 วันที่มาตรการกำลังดำเนินอยู่จะไปทำให้เม็ดเงินสะพัดสูงขึ้น จนทำให้ภาครัฐรู้สึกว่ามาตรการที่ฉันทำนั้น ประสบผลสำเร็จ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มาตรการช็อปช่วยชาติไม่ได้ช่วยให้เงินสะพัดมากเท่าใดนัก”


นักวิชาการมองว่าช็อปช่วยชาติไม่ได้ช่วยให้เงินสะพัดมากเท่าใดนัก

ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ อธิบายต่อจากข้อคิดเห็นข้างต้นว่า “เพราะในช่วงก่อนหน้านี้ หรือในช่วงเดือนพฤศจิกายน ประชาชนเลือกที่จะชะลอการใช้จ่ายออกไปก่อน หรือบางคนก็จะเอาเงินอนาคตของเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์มาใช้ก่อน เพราะพวกเขาเริ่มรู้และจับทางได้แล้วว่า ในช่วงปลายปีรัฐบาลจะออกมาตรการประเภทนี้ขึ้นมา ดังนั้น เขาก็จะตุนเงินในช่วงอื่นๆ เพื่อมาใช้ระหว่าง 18 วันนี้ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงินจำนวนเดิมที่จะต้องนำออกมาใช้อยู่แล้ว แต่แค่ถูกโยกมาใช้ในช่วงนี้

ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการดังกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน คนไทยประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้และมีการก่อหนี้กันอยู่แล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขการผิดชำระหนี้ของปี 2559 ขยับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มาตรการดังกล่าว กลับผลักให้ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้อย่างมาก


นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ มองว่า มาตรการดังกล่าว กลับผลักให้ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้

ดร.นณริฏ ได้ยกตัวอย่างประเทศที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยประโยชน์จากภาษีว่า ในประเทศญี่ปุ่นมีมาตรการชะลอการขึ้นภาษี เพื่อแก้ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจซบเซา และมุ่งหวังให้ประชาชนออกมาจับจ่ายมากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเงินไปกองอยู่ภาคธุรกิจ แต่ภาคธุรกิจก็ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมใดๆ

“ส่วนข้อดีของมาตรการช็อปช่วยชาติก็คือ ประชาชนแฮปปี้ และเม็ดเงินเกิดการไหลเวียน” ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แสดงความเห็นไว้เช่นนี้

“ทุกครั้งที่มีมาตรการเช่นนี้กำเนิดเกิดขึ้น พวกเราอย่าเพิ่งดีใจจนเกินควร เพราะ 1. พิจารณาเสียก่อนว่า เราอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้ประโยชน์หรือไม่ 2. พวกคุณมั่นใจหรือยังว่า การจับจ่ายใช้สอยครั้งนี้ มันถูกที่ถูกเวลา ลองถามตัวเองดูซิว่า สถานะทางการเงินของตัวเองเป็นอย่างไร มั่นใจแล้วหรือที่จะตัดสินใจซื้อ ในอนาคตคุณจะเดือดร้อนไหม และ 3. คุณควรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต แต่ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่า สิ่งๆ นั้น เหมาะและเป็นประโยชน์ต่อท่านจริงๆ ก็ถือว่าครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ท่านจะใช้เงิน” ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ทิ้งท้าย

5. ช็อปช่วยชาติ = ประชานิยม = ทำร้ายคุณทางอ้อม?

รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กล่าวไปในทิศทางเดียวกันกับ ดร.นณริฏ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ โดยเพิ่มเติมข้อคิดเห็นอื่นๆ เกี่ยวกับช็อปช่วยชาติอีกว่า มาตรการกระตุ้น การกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจในลักษณะแบบนี้ ถูกรัฐบาลเข็นออกมาใช้ค่อนข้างถี่ จนหลายคนมองว่า มาตรการดังกล่าว เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือเป็นนโยบายที่มีลักษณะกึ่งๆ ประชานิยม

โดย รศ.ดร.ศาสตรา กล่าวถึงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในแง่ของพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนผ่านเจ๊ดำเอาไว้ว่า พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อ มนุษย์มีรายรับที่ถาวร ยกตัวอย่างเช่น นายแดงมีรายรับจากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นถาวร นายแดงก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หรือออกไปจับจ่ายสินค้ามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้านายแดง มีรายรับเพิ่มขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว พฤติกรรมการบริโภคของนายแดงก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก


ต้นทุนของนโยบายมาจากภาษีของประชาชน

“ผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่า นโยบายทุกนโยบายของประเทศชาติมีต้นทุน ซึ่งต้นทุนที่เราว่านี้ก็คือ ภาษีของประชาชน ดังนั้น คำถามที่ตามมาคือ รัฐจัดเก็บภาษีอากรของประชาชนไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐที่เป็นประโยชน์และมีความจำเป็นที่สุดแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการออกนโยบายใดนโยบายหนึ่งออกไป สิ่งที่จะตามมา คือ งบประมาณของรัฐบาลที่ควรนำไปใช้กับโครงการอันเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลจะถูกจำกัดลง และงบประมาณที่จะเอาไปช่วยแก้ปัญหาคนจน ก็จะต้องจำกัดลงตามไปด้วย” รศ.ดร.ศาสตรา จากนิด้า วิเคราะห์ภาพใหญ่

“โครงการบางโครงการได้เกิด แต่อีกโครงการที่เป็นประโยชน์และมีความจำเป็นจริงๆ กลับไม่ได้เกิด ซึ่งอันที่จริงแล้ว สิ่งที่ผมกังวลมากก็คือ กระบวนการออกมาตรการเหล่านี้ ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดนัก เพราะออกโดยมติครม. โดยไม่ผ่านการพิจารณาจากฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้ว การออกงบประมาณต่างๆ จะต้องผ่านสภา และมีการตรวจสอบจากภาคประชาชน” รศ.ดร.ศาสตรา แสดงความกังวล


นักวิชาการกังวล กระบวนการออกมาตรการเหล่านี้ ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดนัก

“อีกหนึ่งเรื่องที่ผมกังวลเช่นกัน คือ นโยบายเหล่านี้ จะทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเสียหาย และไร้วินัย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกต้องการซื้อสินค้า 1 ชิ้น แต่ว่าลูกมีเงินไม่พอ แม่จึงบอกว่า เดี๋ยวแม่จะช่วยออกเงินส่วนหนึ่งเพื่อซื้อสินค้าให้ลูกด้วยนะ ซึ่งการกระทำของแม่เช่นนี้ จะเป็นการสร้างนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยให้แก่ลูกโดยไม่รู้ตัว” รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

รศ.ดร.ศาสตรา ขยายความต่ออีกว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้ว แต่รัฐบาลกลับผลักดันให้ประชาชนออกไปใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่ภาครัฐควรจำกัดการบริโภคของประชาชน หรือจำกัดปัจจัยต่างๆ ที่จะไปกระตุ้นให้ประชาชนมีภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น

“สุดท้าย อย่าคิดว่าเงินนี้ คือ เงินที่คุณได้มาฟรีๆ แล้วคุณต้องรีบออกไปใช้ เพราะถ้าคุณใช้จ่ายเกินตัว คุณก็จะไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ เพราะเงินที่ต้องจ่ายหนี้ คือ เงินเรา ส่วนเงินที่รัฐอุดหนุนให้เรานั้น มีเพียงเล็กน้อย” รศ.ดร.ศาสตรา กล่าวทิ้งท้าย


ขนส่งยัน ทะเบียนรถมีแค่ 1 คัน ไม่มีแฝด แนะอย่าโอนลอยเปิดทางมิจฉาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814141

 

ขนส่งทางบก ยืนยันป้ายทะเบียนจะมีรถเพียงหนึ่งคันเท่านั้น ย้ำไม่มีรถฝาแฝด แนะซื้อขายรถ ควรโอนทะเบียนด้วยตนเอง อย่าโอนลอย และควรนำรถเข้าตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันการซื้อรถที่ไม่ถูกกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรณีที่มีเจ้าของรถ คันหมายเลขทะเบียน 4กน-4557 กทม.ร้องเรียนผ่านสื่อว่าอาจถูกสวมทะเบียน หลังจากได้รับใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับ จากการฝ่าฝืนกฎจราจรขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น ทางกรมการขนส่งทางบกได้ประสานพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ให้เร่งติดตามรถทะเบียนแฝดอีกคันมาตรวจสอบอีกครั้ง

ทั้งนี้ ระบบฐานข้อมูลทางทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกมีความชัดเจน ถูกต้อง และตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และมีการจัดทำระบบป้องกันการจดทะเบียนรถซ้ำซ้อนไว้แล้ว ดังนั้นจะมีข้อมูลรถหนึ่งคันต่อหนึ่งหมายเลขทะเบียนรถเท่านั้น ไม่มีโอกาสที่หมายเลขทะเบียนรถจะซ้ำซ้อนกันได้

อย่างไรก็ตาม กรณีสวมทะเบียนปลอมมักเกิดขึ้นกับการซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอยที่ผู้ซื้อไม่นำรถไปดำเนินการตรวจสภาพรถและจดทะเบียนด้วยตนเองตามขั้นตอนของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพนำรถโจรกรรมมาหลอกขาย

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ผู้ซื้อควรดำเนินการโอนทะเบียนรถด้วยตนเอง ควรตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถโดยละเอียด ซึ่งสภาพรถต้องตรงตามที่ระบุในคู่มือจดทะเบียน หรือหากมีการแก้ไขดัดแปลงสภาพรถต้องมีเอกสารหลักฐานระบุชัดเจน และสามารถขอหลักฐานทะเบียนรถจากเจ้าของรถหรือผู้ขายมาขอตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นที่สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งสาขา และเพื่อเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้น สามารถนำรถเข้ามาตรวจสอบความถูกต้อง ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขาที่รถนั้นจดทะเบียนไว้

ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบถูกต้องจึงค่อยดำเนินการซื้อขายรถต่อไป ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดกวดขันการตรวจสภาพรถตามรายการที่กำหนดทุกคัน เพื่อป้องกันไม่ให้รถผิดกฎหมายดำเนินการทางทะเบียนได้โดยเด็ดขาด เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะมีการระงับการดำเนินการทางทะเบียนที่ไม่ถูกต้องทันที และหากประชาชนพบเห็นรถต้องสงสัยสามารถแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย และป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที