กรมบัญชีกลางใจดีเพิ่มค่าอวัยวะเทียม ผู้พิการเฮลั่น! มีผลใช้จริง 1 ม.ค.ปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816131

 

นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมได้ปรับอัตราค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อให้ประเภทและอัตราค่าอวัยวะเทียมฯ สอดคล้องกับสถานการณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ซึ่งจะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว รวมทั้งเข้าถึงรายการอวัยวะเทียมฯที่จำเป็น และเหมาะสมต่อ การดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.60 เป็นต้นไป คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น ปีละ 7.442 ล้านบาท ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด

ทั้งนี้ กรมได้ประกาศยกเลิกและกำหนดประเภทและอัตราค่าอวัยวะเทียมฯใหม่ทั้งสิ้น 109 รายการ โดยปรับเพิ่ม 53 รายการ ปรับปรุงแก้ไขข้อบ่งชี้ คุณลักษณะ และอัตราเบิกจ่าย 31 รายการ และยกเลิก 18 รายการสำหรับอุปกรณ์บางรายการที่ไม่มีการใช้แล้ว เช่น แขนเทียมต่ำกว่าระดับศอกส่วนปลายชนิดห้านิ้วมีระบบการใช้งาน เดิมข้างละ 25,000 บาท อัตราใหม่ 36,500 บาท, ขาเทียมระดับข้อเท้า เดิมข้างละ 5,000 บาท อัตราใหม่ 11,000 บาท, รองเท้าคนพิการขนาดกลาง เดิมคู่ละ 800 บาท อัตราใหม่ 1,000 บาท, รถนั่งคนพิการชนิดพับได้ด้วยโลหะ แบบปรับให้เหมาะสมกับความพิการได้ เดิมคันละ 6,000 บาท อัตราใหม่ 6,600 บาท, โลหะดามขาชนิดสั้น เดิมไม่มี ปรับใหม่เป็นข้างละ 5,500 บาท, ไม้ค้ำยันรักแร้แบบอะลูมิเนียม เดิมไม่มี ปรับใหม่เป็นคู่ละ 650 บาท เป็นต้น.

 

นวัตกรรมเปลี่ยนโลกเข้าสู่ประเทศไทย ช็อปอัตโนมัติผ่านแอพมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816121

 

ห้างค้าปลีกไทย-เทศปรับตัวสอดรับเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถบริการตัวเองได้ผ่านเคาน์เตอร์ที่เรียกว่า Self Check Out แล้ว ทั้งนี้ ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาแจ้งวัฒนะ ได้เปิดให้ลูกค้าใช้บริการเช็คบิลรายการสินค้าที่ซื้อในจำนวนไม่มากเกินไป ด้วยเครื่องบริการตนเอง ซึ่งติดตั้งไว้ด้วยกัน 6 เครื่อง

การปรับปรุงบริการในรูปแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ เป็นไปเพื่อตอบโจทก์คนต่างชาติ และหนุ่มสาวรุ่นใหม่ โดยเบื้องต้น เครื่องนี้จะมีขั้นตอนการใช้บริการเขียนไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งมีเสียงพูดอธิบายการทำงานควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันก็มีบริการทางเสียงที่มีภาษาให้เลือกทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย


สำหรับขั้นตอนการชำระเงิน สามารถเลือกชำระได้ทั้งเงินสด ประเภทธนบัตร และเหรียญ หรือเลือกชำระผ่านบัตรเครดิตก็ได้ โดยที่หน้าจอจะแสดงผลรายการสินค้า และยอดชำระเงินไว้ชัดเจน และหลังจากชำระเงินเรียบร้อยเครื่องจะทำการพิมพ์ใบเสร็จออกมาให้ ถือเป็นการจบขั้นตอนการใช้บริการ ทั้งนี้ลูกค้าที่มีบัตร เดอะวัน การ์ด สามารถนำมาใช้บริการสะสมแต้มได้เช่นกัน ที่สำคัญที่เครื่องบริการอัตโนมัตินี้ ยังมีการสอบถามว่า ลูกค้ามีถุงมาใส่สินค้าเองหรือไม่ หากเลือกว่ามีถุงมาเอง ก็จะได้รับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นอีก

ด้าน น.ส.ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้านท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ สโตร์, ท็อปส์ ซูเปอร์ คุ้ม, ท็อปส์ เดลี่, อีทไทย และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ เปิดเผยว่า การเปิดให้บริการเคาน์เตอร์ Self Check Out หรือเคาน์เตอร์แคชเชียร์แบบบริการตัวเอง ซึ่งเป็นอินโนเวชั่นใหม่ ที่ให้บริการลูกค้า โดยจะให้บริการลูกค้าในบางทำเล ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหนาแน่น และสำนัก งานออฟฟิตจำนวนมาก เพื่อรองรับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ หนุ่มสาวออฟฟิศ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ซื้อสินค้าจำนวนไม่กี่ชิ้นหรือประมาณ 200 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายกับลูกค้า และลดการรอคิวจ่ายเงินนาน หากมีลูกค้าซื้อสินค้าครั้งละมากๆ และในช่วงเวลานั้นๆ มีการใช้บริการหนาแน่น


ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายวางเคาน์เตอร์ Self Check Out ให้บริการลูกค้าเพิ่มขึ้น หลังทดลองเปิดให้บริการแล้ว 6 สาขา รวม 25 เครื่อง ใช้เงินลงทุนเครื่องละ 1 ล้านบาท นำร่องที่เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 4 เครื่องเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตามด้วยเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัล ชิดลม 3 เครื่อง, ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาออลซีซันส์ 4 เครื่อง, ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขามาบุญครอง 4 เครื่อง, ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาเอ็มไพร์ทาวเวอร์ 4 เครื่อง และท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ 6 เครื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นวัตกรรมใหม่ของการชำระค่าสินค้า หรือ เครื่องคิดเงินอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้คนในห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ เป็นไปตามเทรนด์จากต่างประเทศที่ร้านค้าสินค้าทางออนไลน์รายใหญ่ๆอย่าง อเมซอนดอทคอม หรือ อเมซอน โก (Amazon.com-Amazon go) ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ พยายามพัฒนาแอพพลิเคชั่น ผ่านสมาร์ทโฟนเพื่อให้บริการการจำหน่ายสินค้าของตนต่อผู้ซื้อเกิดความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าเมื่อสะดวกขึ้นก็จะทำให้ผู้ซื้อบริโภคสินค้าในจำนวนที่มากขึ้น เช่น ร้าน อเมซอน โก ในเมืองแอตเติล สหรัฐอเมริกา กำลังทดลองใช้ระบบเซ็นเซอร์ผ่านแอพลิเคชั่นมือถือที่พัฒนาแล้วของอเมซอน ด้วยการให้ผู้คนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือผ่านระบบเซ็นเซอร์เข้าไปหยิบสินค้าที่ต้องการได้โดยระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะเชื่อมโยงถึงบัตรเครดิตของธนาคารที่ลูกค้าเหล่านั้นใช้บริการอยู่

ขณะที่ญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้ออย่าง ลอว์สัน (Lawson) ได้จับมือกับ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อย่าง พานาโซนิค เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการชำระเงินอัตโนมัติด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านเคาน์เตอร์ที่ใช้คน ระบบนี้ ทำงานควบคู่ไปกับตะกร้าของร้านเมื่อลูกค้าหยิบสินค้าจากชั้นวางใส่ลงไป เซ็นเซอร์จะตรวจจับรหัสบาร์โค้ดของสินค้าชนิดนั้นๆเอง และเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบถ้วน ก็เพียงแต่ใช้บัตรเครดิตเสียบเข้าช่องที่ทำขึ้น สินค้าทั้งหมดจะถูกนำใส่ถุงโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ใบเสร็จรับเงินจะออกมาพร้อมกัน ซึ่งสะดวกและง่ายดายแก่ลูกค้า ทั้งยังเป็นการประหยัดต้นทุนในเรื่องของการจ้างพนักงานไปในตัวด้วย.

 

“เบสท์ริน” เลื่อนส่งแผนเมล์เอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816117

 

นายสุระชัย เอี่ยมวชิระกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประกวดราคาจัดหารถโดยสาร ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) หรือรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน มูลค่า 3,389 ล้านบาท ยังไม่ได้จัดส่งแผนการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีให้กับ ขสมก.พิจารณา ตามที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้แจ้งมาว่ายังจัดทำแผนไม่แล้วเสร็จ จึงขอเวลาอีก 2-3 วันจึงจะส่งมอบแผนให้ ขสมก.ได้ ขสมก.จึงต้องรอให้บริษัทส่งแผนให้ก่อน จึงจะให้รายละเอียดได้ว่าจะส่งมอบได้ทันตามสัญญา คือ วันที่ 29 ธ.ค.นี้ได้หรือไม่

“ขสมก.ได้แจ้งเตือนบริษัทไปแล้ว 1 ครั้ง เพื่อให้เร่งส่งมอบรถให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด หากในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ไม่สามารถส่งมอบรถได้ ก็จะแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ 2 และหากยังไม่สามารถส่งมอบได้อีกภายใน 7 วัน ก็จะแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ 3 พร้อมกับระบุว่าจะให้เวลาอีกกี่วัน เช่น อาจเป็น 1 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบรถได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะยกเลิกสัญญา ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวสอดคล้องกับการหักเงินค้ำประกันที่บริษัทวางไว้กับ ขสมก.จำนวน 330 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าปรับตลอดระยะเวลาที่ส่งมอบล่าช้าจำนวน 17,000 บาทต่อคันต่อวัน”

ล่าสุด ขสมก.ได้คำนวณเงินที่บริษัทได้วางค้ำประกันไว้แล้ว หากไม่สามารถส่งมอบรถได้ภายในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ขสมก.จะเริ่มหักเงินดังกล่าวทุกวัน คาดว่าเงินค้ำประกันจะหมดภายในเดือน ก.พ.2560 โดยจะสอดคล้องกับที่ ขสมก.จะยกเลิกสัญญากับบริษัทพอดี กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ รถเมล์ที่อาจนำเข้ามาโดยไม่ถูกต้อง จะมีปัญหาการรับมอบรถของ ขสมก.หรือไม่ เรื่องนี้หากกรมศุลกากรตีทะเบียนให้นำรถออกมาได้ก็ถือว่ารถเมล์ได้นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ขสมก.ก็รับมอบได้.

 

เช็กเงื่อนไข! มาตรการ ‘ช็อป-เที่ยว’ ช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีรวม 3 หมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815326

 

เป็นข่าวดีสำหรับเหล่าบรรดานักช็อป รวมทั้งมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย หลังรัฐบาลประกาศลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปี 59 นอกจากเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ได้ลดภาษีจากการซื้อสินค้าแล้ว ในเดือนเดียวกัน ยังมีมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศที่ออกมาก่อนหน้าอีกด้วย เรียกว่า ภายในเดือนเดียว ลดหย่อนภาษีรวมแล้วถึง 30,000 บาท

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศตลอดช่วงเดือน ธ.ค. ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค.59 เป็นเวลา 1 เดือน โดยให้หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเป็นผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค.2559 เป็นค่าบริการที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือเป็นค่าที่พักในโรงแรมที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยว และรายชื่อผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่สามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้ที่ rd.go.th



แต่สำหรับค่าโดยสารต่างๆ ค่าอาหาร ค่าเข้าชมการแสดง ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ และต้องไม่ลืมว่าการเดินทางท่องเที่ยวและใช้บริการจะต้องเกิดขึ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 นี้เท่านั้น หากชำระค่าบริการไว้ในปี 2559 แล้วเดินทางหรือเข้าพักในปี 2560 จะถือว่าไม่เข้าข่ายสามารถนำมาหักลดหย่อนได้

อย่างไรก็ดี มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ทางภาครัฐออกมานั้น ก็เหมือนจะมีจุดที่ทำให้ไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ อ้างอิงตัวข้อมูลดังกล่าว จากทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งได้มีความเห็นเกี่ยวกับมาตรการตัวนี้ว่า อาจจะส่งผลดีเมื่อถูกใช้ผ่านการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ตัวผลกระตุ้นดังกล่าวอาจเผชิญข้อจำกัดอยู่บ้าง

ข้อจำกัดที่ว่า มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยวไทย ส่วนใหญ่มักจะมีการวางแผนล่วงหน้าไปแล้ว จึงทำให้ผู้ที่คิดจะวางแผนท่องเที่ยวแบบกะทันหันในช่วงนี้อาจจะเผชิญปัญหาไม่สามารถจองที่พักในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายได้


คาด เม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในเดือนธันวาคม 2559 ประมาณ 82,000-84,000 ล้านบาท

สำหรับผลของมาตรการดังกล่าว คาดว่า จะทำให้เกิดเม็ดเงินกระจายสู่ธุรกิจท่องเที่ยวเพิ่มเติม 2,000-4,000 ล้านบาท เทียบกับในกรณีที่ไม่มีมาตรการการท่องเที่ยว และส่งผลให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในเดือนธันวาคม 2559 ประมาณ 82,000-84,000 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 8.8-11.5 เมื่อเทียบกับที่เติบโตร้อยละ 13.4 ในเดือนเดียวกันของปี 2558 ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เที่ยวในช่วงนี้จะได้รับประโยชน์จากมาตรการ ที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อจากการขอคืนภาษีในปีหน้า

อีกหนึ่งมาตรการที่มีความสอดคล้องกัน คือ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ช็อปช่วยชาติ สำหรับผู้ซื้อสินค้าและบริการ ในระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค.59 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษี โดยต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งต้องระบุข้อความ ดังนี้


1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้ชัด
 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของร้านค้า
 3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ
 4. หมายเลขของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)

5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
 6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการอย่างชัดแจ้ง
 7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
 8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด (ถ้ามี)


มาตรการลดหย่อนภาษี ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

ขณะที่ วิธีขอใบกำกับภาษีก็ไม่ยาก เพียงแค่ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมใบเสร็จรับเงินให้ผู้ขายสินค้าเท่านั้น และใบกำกับภาษีต้องมีชื่อผู้ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพียงคนเดียว ไม่สามารถนำใบกำกับภาษีที่มีผู้ซื้อสินค้าหลายคนมาหักลดหย่อนได้

สำหรับสินค้าที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้นั้น ต้องเป็นสินค้าที่เสียมูลค่าเพิ่ม เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ สินค้าเสริมความงาม อาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารและโรงแรม (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) โดยร้านอาหารต้องจดทะเบียน VAT ยารักษาโรค อาหารเสริม อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า บริการนวดหน้า สปา ทองรูปพรรณ (ลดหย่อนได้เฉพาะค่ากำเหน็จ) ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดต้องซื้อหรือใช้บริการจากร้านที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปให้ได้เท่านั้น


ดังนั้น เมื่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ถูกนำไปรวมกับมาตรการช็อปช่วยชาติ จึงเท่ากับว่าสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาทเลยทีเดียว

แต่อย่าลืมเช็กดีๆ เพราะทั้ง 2 มาตรการ ผู้มีเงินได้จะได้รับภาษีคืนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของตัวเอง เช่น ผู้มีฐานภาษี 35% หากจ่ายเงินสำหรับท่องเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม ไป 15,000 บาท จะได้ภาษีคืน 5,250 บาท ซึ่งเป็นอัตราคืนภาษีสูงสุด แต่ถ้ามีฐานภาษีเพียง 5% จ่ายไป 15,000 บาทเต็มจำนวน ก็จะได้ภาษีคืนเพียง 750 บาทเท่านั้น


เมื่อดูจากเงื่อนไขของทั้งสองมาตรการก็ชวนให้คิดได้ว่า คนที่มีฐานภาษีสูง หรือฐานเงินเดือนสูง ย่อมได้ประโยชน์จากมาตรการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนที่ผู้เสียภาษีในอัตราขั้นต่ำ หรือมีฐานเงินเดือนที่ไม่สูงมาก อาจจะต้องพิจารณาด้วยว่าสินค้าที่ตนซื้อนั้นจำเป็นหรือไม่ เพราะหากซื้อสินค้ามูลค่า 15,000 บาท เพื่อแลกกับส่วนลดไม่ถึงพันบาทก็อาจจะไม่คุ้มค่า


ท้ายที่สุดนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทางท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อของช่วงส่งท้ายปี และขอสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าค่ะ.

 

ไทยลุ้นปลดธงแดง “ไอเคโอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816107

 

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง ที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการบิน (เอสเอสซี) ของไทย ตามข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) เพื่อปลดธงแดงว่า จากการที่นางฟ่าง หลิว เลขาธิการไอเคโอ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการแก้ไขเอสเอสซี ซึ่งเลขาธิการไอเคโอได้ขอให้ไทยยื่นเรื่องเพื่อเข้ามาตรวจสอบซ้ำภายในวันที่ 30 มิ.ย.2560 และไอเคโอจะเข้ามาตรวจไม่เกิน 3 เดือนหลังจากนั้น กพท.จึงต้องเร่งประชุมทีมงานขยับแผนที่วางไว้ใหม่ทั้งหมด และทำให้แผนมีความแม่นยำมากขึ้น ระบุให้ชัดว่าแต่ละเดือนต้องทำอะไร เพื่อให้ทันเวลาที่ไอเคโอกำหนด แม้ก่อนหน้านี้ กพท.ตั้งใจว่าจะยื่นเรื่องในเดือน มิ.ย.2560 แต่เป็นเพียงการกำหนดไว้คร่าวๆ ไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจนแบบนี้

“การแก้ไขเอสเอสซีทั้ง 33 ข้อใหญ่ คืบหน้าแล้ว 75% ซึ่ง จะเร่งให้แล้วเสร็จก่อนเดือน มิ.ย.2560 โดยที่รายงานให้ไอเคโอทราบ ได้รับคำตอบว่าเราเดินถูกทางแล้ว ขณะนี้เหลือในส่วนของกฎหมาย คาดว่าในสัปดาห์นี้จะนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การบินพลเรือน พ.ศ. …เสนอให้ รมว.คมนาคมพิจารณา จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก่อนจะประกาศใช้ต่อไป”

สำหรับการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (รีเอโอซี) ที่ต้องดำเนินการทั้งหมด 25 สายการบิน คาดว่าในเดือน มิ.ย.2560 คงตรวจและออกเอโอซีไม่ครบทั้งหมด อาจได้ 10-12 ราย จึงต้องคุยในรายละเอียดกับไอเคโอ แต่ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะสายการบินหลักๆที่บินประจำ ฝ่ายไทยก็ได้จัดมาไว้เป็นลำดับต้นๆอยู่แล้ว.

 

“เทนเซ็นต์” ไสช้างศึก ร่วมทุนสตาร์ตอัพไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816102

 

นายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การตัดสินใจปรับเปลี่ยนชื่อบริษัทจากสนุกออนไลน์ (Sanook) เป็นเทนเซ็นต์ก็เพื่อให้การทำตลาดผลิตภัณฑ์ในเครือของเทนเซ็นต์มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเทนเซ็นต์ไม่ได้มีแต่สินค้าอย่างสนุกออนไลน์ แต่ยังเป็นเจ้าของสินค้าอีกหลากหลายแบรนด์ทั้งวีแชท (Wechat) และจูกซ์ (JOOX)

ทั้งนี้ เทนเซ็นต์ (Tencent) เป็นผู้ให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากประเทศจีน ปัจจุบันมีมูลค่าการตลาดหรือมาร์เกตแคปใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่ 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าไชน่า โมบาย, อาลีบาบา และซัมซุง และติด 1 ใน 10 บริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดของโลก โดยเทนเซ็นต์เข้ามาถือหุ้นในสนุกออนไลน์ 100% เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ทำการตลาดแบรนด์เทนเซ็นต์เท่าใดนัก

“พันธกิจหลักของปีหน้า คือการสร้างแพลต ฟอร์มด้านคอนเทนต์ และบริการภายใต้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เว็บไซต์และข่าว ภายใต้บริการสนุกออนไลน์และนิวส์อัพ (NoozUp) 2.บริการด้านความบันเทิงและมัลติมีเดีย นำโดยแอพพลิเคชั่นเพลง JOOX ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานในไทย 22 ล้านคน และเกมบนมือถือ 3.บริการด้านดิจิทัล เซอร์วิส เอเจนซี่ครบวงจร ในนามบริษัท Topspace ซึ่งมีช่องทางแอพพลิเคชั่นสนทนา WeChat ของเทนเซ็นต์เป็นจุดแข็ง รวมทั้งเน้นการให้เงินสนับสนุน เข้าไปลงทุนร่วมกับบริษัทสตาร์ตอัพไทย โดยเฉพาะสตาร์ตอัพที่ทำเกี่ยวกับคอนเทนต์”.

 

แห่ลงทุนพลังงานทดแทน! เสริมรายได้มั่นคงระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816097

 

นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้ซื้อหุ้นในบริษัท อัครวัฒน์ พลังงานพืชหมุนเวียน จำกัด ผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) ขนาด 4.9 เมกกะวัตต์ ที่สุพรรณบุรี ในสัดส่วน 50% วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 290 ล้านบาท เนื่องจากพลังงานทดแทนเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว มีผลตอบแทนชัดเจน หากสามารถซื้อหรือพัฒนาโครงการได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในอนาคต ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้บมจ.ดีมีเตอร์ฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจจากเดิมมีธุรกิจมีเดียเป็นหลักแล้วหันมาทำธุรกิจพลังงานทางเลือกเต็มรูปแบบเนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอนาคต ส่วนบริษัทอัครวัฒน์ฯ ทำโรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส ที่มีสัญญาการขายไฟให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือ กฟภ.อยู่แล้ว

น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด ผู้ดำเนินโครงการหมู่บ้านใช้พลังงานแสงอาทิตย์กล่าวว่าเสนาฯได้ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนในรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีการขยายตัวอย่างมากทั่วโลก.

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% ยาวถึงปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 21:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815987

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% ยาวถึงปี 2560 โดยการประชุมครั้งสุดท้ายในปี 59 ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน มองจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.59 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% ต่อเนื่องในการประชุม กนง. รอบสุดท้ายของปี 2559 ในวันที่ 21 ธ.ค. 2559 นี้ และน่าจะส่งสัญญาณยืนดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพื่อรอประเมินสถานการณ์หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า และเพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ แม้การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมเดือน ธ.ค.59 ที่ผ่านมา จะเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด อย่างไรก็ดี สัญญาณที่สะท้อนว่าเฟดอาจเร่งจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยเล็กน้อยในปี 60 ที่กำลังจะมาถึงทำให้ประเด็นที่ต้องติดตามของไทยจะอยู่ที่กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่อาจจะมีความอ่อนไหวและผันผวนมากขึ้น เนื่องจากตลาดการเงินทั่วโลกอาจยังคงต้องการเวลาในการซึมซับ และประเมินช่วงเวลาที่ชัดเจนของการขยับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กนง. น่าจะยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.50% ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เพื่อรอประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟดต่อเศรษฐกิจไทยอีกระยะ นอกจากนี้ ยังมองว่า กนง.น่าจะรอติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากที่ได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มเติมจากมาตรการของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังมีพื้นที่หรือเครื่องมือผ่อนคลายทางการคลังที่สามารถนำปรับใช้ได้อย่างทันท่วงที เช่นมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศ และช็อปช่วยชาติ มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการประชารัฐสร้างไทยให้กลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม เป็นต้น เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก ประมาณ 42-43% ของจีดีพี ต่ำว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี ประกอบกับตามกฎหมายแล้ว รัฐบาลยังมีพื้นที่ในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อไฟแนนซ์การใช้จ่ายในส่วนนี้ โดยไม่ละเมิดกรอบวินัยทางการคลังอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท

สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของไทยในปี 60 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กนง.น่าจะยังคงส่งสัญญาณรักษา Policy Space และดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรนต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า ยังคงมีความเปราะบาง ขณะที่ เงินเฟ้อที่อาจจะขยับขึ้นในปีหน้าจะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. ซึ่งยังไม่น่าจะสร้างแรงกดดันต่อ กนง. มากนัก

ทั้งนี้ แม้สัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นจากเฟดจะสะท้อนว่าสภาวะแวดล้อมของตลาดการเงินโลกในช่วงหลังจากนี้ คงจะทยอยปรับเปลี่ยนเข้าสู่บริบทใหม่ที่ต้นทุนทางการเงินของหลายๆ ประเทศจะเริ่มทยอยขยับขึ้น แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงคาดว่า มีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% ตลอดทั้งปี 60

โดยมองว่า กนง.น่าจะยังคงดูแลให้นโยบายการเงินของไทยอยู่ในระดับที่ผ่อนปรนต่อเนื่อง เพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ควบคู่ไปกับการปรับใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ มาช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ

 

‘พาณิชย์’ เล็งโละข้าวเสื่อมคุณภาพ 5 ล้านตันให้พลังงานต้นเดือนม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 20:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815982

 

‘พาณิชย์’ ชง นบข. ระบายข้าวเสื่อม 5 ล้านตันให้กระทรวงพลังงานต้นเดือนม.ค.60 พร้อมตั้งเป้าปีหน้าต้องระบายข้าวในสต๊อกได้หมดทั้ง 8 ล้านตัน

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯ กำลังหารือกับกระทรวงพลังงานในการระบายข้าวเสื่อม ที่เก็บรักษามานานเกินกว่า 5 ปี ซึ่งมีประมาณ 4-5 ล้านตัน จากข้าวทั้งหมดในสต๊อกรัฐบาลที่เหลืออยู่ 8 ล้านตัน เบื้องต้นอาจใช้วิธีการขายทางตรงให้กับกระทรวงพลังงาน เพื่อเข้าอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น ผลิตเอทานอล ไฟฟ้า เป็นต้น แต่จะตั้งที่ปรึกษามาศึกษารูปแบบการระบายก่อนที่จะนำผลสรุปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาภายในสัปดาห์แรกของเดือนม.ค.60 อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 60 จะพยายามระบายข้าวในสต๊อกออกให้หมดทั้ง 8 ล้านตัน

ส่วนสถานการณ์ส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ธ.ค. 59 นั้น ไทยส่งออกแล้ว 9.3 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 146,000 ล้านบาท คาดว่า ทั้งปีจะส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 149,000 ล้านบาท โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 2% เทียบกับปี 58 โดยในปริมาณ 9.5 ล้านตัน แบ่งเป็นการขายผ่านรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 2 ล้านตัน ให้จีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เหลือส่งออกตามช่องทางปกติ โดยเป็นการส่งออกข้าวขาวมากสุด 50% ที่เหลือเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวชนิดอื่นๆ ส่วนปี 60 ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าว

นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการหารือเรื่องราคากับขายข้าวจีทูจีให้กับจีนในส่วน 100,000 ตัน ที่จะส่งให้เป็นลอตที่ 2 จากสัญญาขายข้าวที่ทำไว้กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน 1 ล้านตัน โดยได้เสนอราคาขายสูงกว่า 400 เหรียญสหรัฐฯ ในชนิดของข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นข้าวฤดูกาลใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงราคาข้าวที่มีทิศทางดีขึ้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า และเริ่มส่งมอบข้าวได้ภายในเดือน ม.ค.-ก.พ.60 ซึ่งจะรองรับผลผลิตข้าวใหม่ที่จะออกสู่ตลาด ส่วนฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย คาดว่าจะนำเข้าข้าวในปีหน้า ทั้งนี้ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ ระบายข้าวไปแล้ว 23 ครั้ง ปริมาณรวม 8.68 ล้านตัน มูลค่า 89,100 ล้านบาท

 

‘พาณิชย์’ ร่อนหนังสือถึงกรมบังคับคดี รีดค่าข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 20:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815976

 

บุญทรงพร้อมพวกอีก 6 คน อ่วม ‘พาณิชย์’ ส่งหนังสือถึงกรมบังคับคดี รีดค่าเสียหายข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้าน หลังส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ 2 ให้ชดใช้ใน 15 วันไปแล้ว

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯ ได้ส่งหนังสือบังคับทางปกครองไปยังกรมบังคับคดี เพื่อขอให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท จากนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดไปแล้ว โดยการส่งหนังสือไปยังกรมบังคับคดีครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กรมฯ ได้ส่งหนังสือเตือนให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นครั้งที่ 2 ภายใน 15 วัน ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายข้าวจีทูจี และขอให้ทุเลาการบังคับคดีดังกล่าว หากศาลปกครองพิจารณาแล้วมีคำสั่งทุเลา การดำเนินการเรียกค่าเสียหายจะหยุดไว้ก่อน เพื่อรอการพิจารณาทางคดีของศาลปกครอง แต่หากศาลมีคำสั่งไม่ทุเลา กรมบังคับคดีต้องดำเนินการตามขั้นตอนการบังคับทางปกครอง เพื่อยึดทรัพย์กับบุคคลที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

สำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนโครงการรับจำนำข้าว ที่เรียกเก็บจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวงเงินประมาณ 35,000 ล้านบาท หรือราว 20% ของวงเงินค่าเสียหายจำนำข้าวรวม 178,000 ล้านบาท และอีกสัดส่วน 80% หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท จะเรียกจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้สรุปผู้เกี่ยวข้องเบื้องต้นถึง 6,000 รายชื่อนั้น ผลสรุปสุดท้ายคงไม่ถึง 6,000 รายชื่อ เพราะการสรุปบุคคลที่เกี่ยวข้องออกมานั้น เป็นการตั้งต้น เพื่อแสวงหาข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องจริงๆ และผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ควรเป็นผู้กำหนดนโยบายมากกว่าผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักการเมืองและอดีตข้าราชการ 6 ราย ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาท, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท ส่วน พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องชดใช้ค่าเสียหายคนละ 4,000 ล้านบาท