‘พิชัย’ แจงละเอียด ทำไมปรับ ‘ครม.ประยุทธ์ 4’ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816701


“พิชัย” วิจารณ์ยิบการปรับ “ครม.ประยุทธ์ 4” แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้ หลายคนถูกโยกย้าย เพราะผลงานไม่เข้าตา แต่ไม่แน่ใจในศักยภาพว่าจะสามารถทำให้กระทรวงใหม่ดีขึ้นได้หรือไม่…เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ได้ออกมาวิจารณ์การปรับ ครม. ว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้นั้น จึงอยากขออธิบายตามรายละเอียดคือ การปรับ รมว.อุตสาหกรรม ที่เคยเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมาก่อน แต่ผลงานอาจจะไม่ดีถึงถูกปรับเปลี่ยนไปอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ทราบว่าจะทำงานให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ดีขึ้นได้อย่างไร ขนาดกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีความชำนาญยังบริหารได้ไม่ดี และอดีต รมว.ไอซีที ที่ถูกปรับออกจากกระทรวงไอซีที เพราะเปลี่ยนชื่อกระทรวง แต่ไม่ถูกตั้งกลับมา เพราะผลงานไม่เป็นที่ประทับใจ แถมถูกโจมตีเรื่องซิงเกิล เกตเวย์ และความไม่โปร่งใส แต่กลับถูกแต่งตั้งให้มาเป็น รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ไม่น่าจะสร้างปาฏิหาริย์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ ต้องดูว่าจะสามารถเข็นการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดขึ้นจริงได้ขนาดไหน ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเลขการขอบีโอไอ แต่กลับไม่มีการลงทุนจริงเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ อีกทั้ง รมช.เกษตรคนใหม่ เป็นคนเก่งของกระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะให้ไปอยู่กระทรวงพาณิชย์ กลับให้มาอยู่กระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่แน่ใจว่าจะคุยกับเจ้ากระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นทหารรู้เรื่องไหม

ส่วน รมช.พาณิชย์คนใหม่ ไม่เคยได้ยินชื่อและไม่ทราบประวัติเลย จะสามารถสร้างความมั่นใจให้ส่งออกเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ขนาดอดีต รมช.พาณิชย์คนเก่า ที่พูดแต่เรื่อง ไทยแลนด์ 4.0 จนชาวบ้านยังงง ยังเข็นไม่ขึ้น อีกทั้งขนาดเจ้ากระทรวงพาณิชย์ยังเข็นส่งออกไม่ขึ้นเลย แถมเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศต่างๆ ก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตอนรับตำแหน่ง  รมว.พาณิชย์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า สภาวะการเมืองไม่เป็นปัญหาสามารถเจรจาการค้าได้  แต่ก็ไม่เห็นทำได้ และ รมว.กระทรวงดิจิตัล อีโคโนมี คนใหม่ที่ย้ายมาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ ผลงานเดิมแทบไม่ได้ยิน คนก็แทบจะจำชื่อไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าจะทำกระทรวงให้สำเร็จได้ ยิ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ออกมา ยิ่งทำให้การลงทุนจากต่างประเทศยิ่งลดลง  เพราะบริษัทต่างประเทศคงไม่อยากถูกแอบดูและถูกล้วงข้อมูลได้โดยถูกกฎหมาย ดังนั้นโอกาสจะสำเร็จจะเป็นไปได้ยาก

ด้าน รมช.คมนาคม ที่มาจาก บมจ.กองทุนรวมและประธานบอร์ดการรถไฟ ก็ต้องดูว่าจะสามารถทำรถไฟความเร็วสูงได้ยาวกว่า 3.5 กิโลเมตร ที่เป็นอยู่เดิมได้ไหม และการเข็นเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะคืบหน้าได้อย่างไร ดังนั้นหากมองภาพโดยรวมของการปรับ ครม. ทางด้านเศรษฐกิจตามที่ได้กล่าวมาแล้ว โอกาสที่การปรับ ครม.ใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ จึงเป็นไปได้ยากมาก.

 

คาราวานจีนแห้วเข้าไทยปีใหม่ เบนเข็มไป ปท.เพื่อนบ้าน เหตุเข้มใบขับขี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 12:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816497


คาราวานรถจีนแห้วเข้าไทยช่วงปีใหม่ เหตุขนส่งเข้มใบขับขี่จีนต้องผ่านรับรองของแต่ละมณฑล ให้กงสุลแปลไทย ทำล่าช้า ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทัวร์ร้องรัฐประสานจีนแก้ปัญหาก่อนตรุษจีนที่จะมีคาราวานกลุ่มคนชั้นกลางถึงสูงเข้ามามาก…วันที่ 19 ธ.ค. 59 ที่โรงแรมทีคการ์เด้น สปารีสอร์ท จ.เชียงราย นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผวจ.เชียงราย สำนักงานขนส่งเชียงราย เปิดประชุมโครงการการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางถนนแก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติช่วงเทศกาลปีใหม่ มีผู้เกี่ยวข้องและบริษัททัวร์  จ.เชียงราย-เชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน

ในที่ประชุม ผู้ประกอบการทัวร์ได้ร้องเรียนว่า ขณะนี้บริษัทนำเที่ยวทุกบริษัทไม่สามารถนำกรุ๊ปคาราวานนักท่องเที่ยวจีนข้ามด่านพรมแดน อ.เชียงของ เหตุจากติดข้อกำหนดของกรมการขนส่งฯ เรื่องใบขับขี่จีน ต้องผ่านการรับรองจากกรมการต่างประเทศของแต่ละมณฑล และกงสุลไทยในจีนแปลเป็นไทย ทำให้เรื่องล่าช้า นักท่องเที่ยวจีนไม่สามารถเข้าได้ทันเทศกาลปีใหม่นี้ ต้องเบนเข็มไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน

น.ส.ขวัญฤดี โพธิ์สะอาด ตัวแทนจากบริษัท ฮัลโหล ทราเวล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้ประสานขนส่งฯ ลดเงื่อนไขการยื่นเรื่องขออนุญาตนำกรุ๊ปคาราวานจีนเข้าล่วงหน้าจาก 30 วัน เหลือ 15 วัน เป็นผลดีระดับหนึ่ง ส่วนใบขับขี่จีนต้องผ่านการรับรองหลายขั้นตอน ทำให้เสียเวลาและต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก จึงต้องการให้รัฐบาลรีบประสานฝ่ายจีนร่วมแก้ปัญหา เพื่อให้คาราวานทัวร์รถจีนกลุ่มคนชั้นกลางถึงสูง ที่มีศักยภาพการใช้จ่ายได้เข้ามาท่องเที่ยวได้ทันช่วงตรุษจีน โดยทุกบริษัทพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐบาล.

ย้ำใช้สิทธิ์ลดภาษี ‘ท่องเที่ยว-ช็อปช่วยชาติ’ ต้องมีใบเสร็จเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 12:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816552


สรรพากรย้ำเงื่อนไขใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี มาตรการ “ท่องเที่ยว-ช็อปช่วยชาติ” ต้องขอใบเสร็จรับเงิน-ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทุกครั้ง นำมาลดหย่อนไม่เกิน 15,000…เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวถึงเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวปลายปีนี้ ระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค. 2559 และมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (ช็อปช่วยชาติ) ให้ประชาชนใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการในประเทศเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. โดยผู้เสียภาษีต้องนำใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยที่ผู้เสียภาษีต้องเรียกขอจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

“ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี เช่น ค่าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ หรือจากห้างสรรพสินค้า ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารหรือในโรงแรม ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถ อะไหล่รถ ค่าซ่อมรถที่มีการซ่อมแล้วเสร็จ และชำระค่าบริการในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559 ค่าบริการนวดหน้า ค่าบริการสปา”

ส่วนค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนไม่ได้ เช่น ค่าซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ บุหรี่ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยว ค่าที่พักในโรงแรม ค่ารักษาพยาบาล ค่าซื้อทองคำแท่ง ค่าซื้อแพ็กเกจทัวร์ไปต่างประเทศ ค่าซื้อประกันชีวิต ประกันภัยรถยนต์

ทั้งนี้กรณีที่ผู้ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการหลายครั้งระหว่างวันที่ 14-31 ธันวาคม 2559 สามารถนำมูลค่าในใบกำกับภาษีมารวมกันได้ แต่ใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 15,000 บาท และหากใบกำกับภาษีมีทั้งสินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในใบเดียวกันหักลดหย่อนได้เฉพาะค่าสินค้าและค่าบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม.

 

สัมผัส A350 เครื่องบินลำใหม่ ล่องเรือ พักหรู ไปภูเก็ตกับทัวร์เอื้องหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 11:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815881


“ทัวร์เอื้องหลวง” ชื่อนี้อยู่คู่กับการบินไทยมานาน กว่า 30 ปี แต่สำหรับ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ต้องบอกว่าเพิ่งได้มีโอกาสร่วมทริปดีๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก จากการถูกเทียบเชิญจาก บริษัท การบินไทย จำกัด ในการร่วมทริปที่แสนพิเศษกับทัวร์เอื้องหลวง ที่มุ่งหน้าจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่จังหวัดภูเก็ต เพื่อร่วมฉลองและต้อนรับการมาของ Airbus A-350 XWB เครื่องบินลำใหม่ที่การบินไทยภูมิใจนำเสนอ เนื่องจากถือเป็นเครื่องบินที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่สำคัญต้องบอกเลยว่า เครื่องบินลำนี้ยังได้รับนามพระราชทานว่า “วิเชียรบุรี” อีกด้วย

เครื่องบินลำนี้ยังได้รับนามพระราชทานว่า “วิเชียรบุรี”

แน่นอนว่า “ครั้งแรก” ของการร่วมทริปกับทัวร์เอื้องหลวงครั้งนี้ ค่อนข้างตื่นเต้นหนักมาก เพราะแค่เอ่ยว่า “ภูเก็ต” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย ของกินอร่อยอยู่แล้ว มีหรือจะไม่ตื่นเต้นกับการล่องใต้ครั้งนี้ แต่ที่รู้สึกพิเศษมากกว่านั้น ก็คงหนีไม่พ้นความพิเศษของเครื่องบิน A350 นี่แหละ…

แอร์โฮสเตสและกัปตันต่างต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ทันทีที่ทีมข่าวฯย่างเท้าเข้าสู่ภายในเครื่องบิน Airbus A-350 XWB (Extra Wide Body) เก้าอี้ผู้โดยสารถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ 3-3-3 สะอาดหูสะอาดตา ลำตัวเครื่องกว้างขวาง จนทำให้รู้สึกถึงความโปร่งโล่งสบายมากเป็นพิเศษ

ผู้โดยสารที่ร่วมทริปมากับเราในครั้งนี้ ต่างตื่นเต้นกันไม่น้อย สัมผัสได้จากรอยยิ้มและการถ่ายรูปก่อนเครื่องออก โดยที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ทุกที่นั่งมีจอส่วนตัวแบบ touch screen รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมระบบ entertainment แบบจัดเต็ม ทั้งดูหนัง ฟังเพลง หรือชมสารคดี มีให้เลือกสรรอย่างครบครัน จนผู้โดยสารมีความสุขและสนุกไปตลอดการเดินทางแน่นอน

ส่วนถามว่า ขนาดของที่นั่ง (Seat pitch) กว้างและสะดวกสบายแค่ไหนนั้น ถือว่ากว้างสบายแบบขาไม่ติด ก็เป็นอันว่าใช้ได้แล้วล่ะ แต่แน่นอนว่า คงไม่ได้กว้างขนาดที่จะเอาไปเทียบกับ economy ขนาดนั้น

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับลูกเล่นของจอส่วนตัวแบบ touch screen รุ่นใหม่ เพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสนามบินภูเก็ตท่ามกลางสายฝนโปรยปรายทั่วท้องฟ้า อากาศที่เย็นชื้นให้ความสบายในช่วงค่ำของวันนี้…ท้องร้องพอดิบพอดี โปรแกรมแรกของทริปนี้ก็คือ แวะรับประทานบุฟเฟต์หรูหรา ที่โรงแรม Renaissance Phuket Resort & Spa ที่เต็มไปด้วยอาหารทั้งของคาวของหวาน มีให้เลือกสรรหลากหลาย

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 23.00 น. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงที่พักโรงแรม The Nai Harn Phuket รีสอร์ตสุดหรูตั้งอยู่บนหาดในหาน ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต

เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา ต้องบอกว่าหรูหราสมราคาจริงๆ เพราะนอกจากภายในห้องจะมีการแบ่งโซนแยกและจัดตกแต่งอย่างเป็นสัดส่วน สวยหรูแล้ว ที่เป็นไฮไลต์ที่สุดของห้องพักที่นี่คือ เมื่อแหวกม่านเปิดประตูกระจกห้องปุ๊บ จะเจอกับวิวหาดในหาน และมองไปเห็นวิวแหลมพรหมเทพอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเลยทีเดียว

ส่วนไฮไลต์อีกหนึ่งโปรแกรมที่การบินไทยจัดให้ และแน่นอนว่าทุกคนในทริปต่างตื่นเต้นและเฝ้ารอแบบสุดๆ เห็นได้จากการเตรียมตัวและแต่งตัวของแต่ละท่าน เรียกว่า “จัดหนักจัดเต็มแบบกินกันไม่ลง” เพื่อให้พร้อมกับการ “ล่องเรือหรู” ของบริษัท Discover Catamaran ออกไปท่องทะเลอันดามันอ่าวพังงา

แต่ทั้งนี้ สำหรับใครที่อยากรู้ว่า สามารถล่องเรือไปเกาะอื่นๆ ได้ไหม ก็ได้สอบถามมาให้แล้วน้า… ก็มีให้เลือก อาทิ เกาะไม้ท่อน เกาะราชา

เมื่อถึงเวลาเรือค่อยๆ แล่นออกไปท่องทะเลอันดามัน วนตามเกาะแก่งในอ่าวพังงา ระหว่างทางก็ถ่ายรูป ฟังเพลง นอนเล่น ชิลวนไปค่ะ บรรยากาศดีมากๆ ได้คุยกับเจ้าของเรือบอกว่าฝรั่งหลายเจ้าก็จะมาเหมาเรือออกไป 3-4 วัน กินนอนดูดาวบนเรือน่าสนุกจริงๆ ไว้ต้องหาโอกาสมา overnight กันนะคะทุกคน

ล่องเรือ 3 ชั่วโมง และไปแวะทานข้าวกันที่เกาะนาคา ที่ Como beach club เกาะนี้วิวสวยมาก ส่วนอาหารกลางวันเป็นซีฟู้ดแบบฟิวชั่น มีให้เลือกทุกอย่าง และที่ทำให้เหล่าบรรดาลูกทริปทั้งหลายประทับใจแบบสุดๆ คือความสดของอาหารทะเลที่นี่ ซึ่งสดมากกกกกก เรียกได้ว่า หากมาทะเลอันดามันแล้ว ไม่ได้กินอาหารทะเลสดๆ แบบนี้ เหมือนมาไม่ถึงนะคะคุณณณณ

หลังจากเสร็จภารกิจ พักผ่อนเต็มที่แล้ว ก็ล่องเรือกลับสู่ที่พัก เตรียมตัวแต่งหน้าจัดเต็มเพื่อร่วมงาน Gala dinner คืนนี้…

เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสดใส เริ่มต้นวันพักผ่อนด้วยการนอนตื่นสายๆ ลงมาเดินเล่น ว่ายน้ำสระในโรงแรม ที่มองเห็นวิวทะเลหาดในหาน ชิลๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง

หลังจากนั้นก็รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม พร้อมเช็กเอาต์ออกจากโรงแรม The Nai Harn Phuket เพื่อไปไหว้พระขอพร พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือ พระใหญ่ ประดิษฐานอยู่ที่เขานาคเกิด แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของภูเก็ตที่อยู่ไม่ไกลที่พักมากนัก

โดยลักษณะเด่นของพระใหญ่ ได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่เห็นได้รอบเกาะภูเก็ต โดยมีนัยสำคัญในการก่อสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสันติ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวและความหวัง การก่อสร้างพระพุทธรูปมิ่งมงคลเอกนาคคีรี สำเร็จได้ด้วยการร่วมมือร่วมใจบริจาคของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หากคุณมีโอกาสมาเยือนภูเก็ต ควรหาโอกาสไปกราบไหว้ เคารพสักการะที่วัดพระใหญ่บนเขานาคเกิด และชมทัศนียภาพที่สวยงามของเกาะภูเก็ตในมุมสูง

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี (พระใหญ่) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะแบบร่วมสมัย ขนาดหน้าตักกว้าง 25.45 เมตร ความสูง 45 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว “สุริยกันต” (สุริยกันตะ) จากพม่า น้ำหนักเฉพาะหินอ่อน หยกขาวประมาณ 135 ตัน หรือประมาณ 2,500 ตารางเมตร สร้างอยู่บนภูเขาสูง นอกจากจะได้มาไหว้พระแล้วก็จะได้ชมวิวภูเก็ตจากมุมสูงไปด้วย

หลังจากไหว้พระจนอิ่มบุญอิ่มใจแล้ว เราไปทานข้าวกันที่ร้านดังใจกลางเมืองภูเก็ต “ตู้กับข้าว” ร้านนี้ถือว่าเป็นคู่แข่งกับร้านระย้า ถ้าใครเคยทานร้านระย้า ว่าสไตล์ใกล้เคียงกัน อร่อยขั้นเทพเหมือนกันเลยล่ะ

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลากลับสู่กรุงเทพมหานครไปทำงานที่เรารักกันแล้วจ้า…สำหรับการมาทัวร์เอื้องหลวงในครั้งนี้ รู้สึกประทับใจและรู้สึกได้ถึงความคุ้มค่ามาก เทียบได้จาก ราคา 15,350 บาทต่อท่าน แต่ได้ทั้งนั่งเครื่องบินการบินไทยลำใหม่ ที่พักสุดพิเศษระดับ 5 ดาว แถมได้ล่องเรือสุดหรูอีกด้วย

นี่ก็ใกล้ช่วงหยุดยาวกับเทศกาลปีใหม่เข้ามาทุกทีแล้ว ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน…ทัวร์นี้ตอบโจทย์หลายๆ คนนะ โดยเฉพาะคนที่มีไลฟ์สไตล์ชิลๆ ชอบเที่ยวทะเล เหมาะกับคู่รักหรือไปกันแบบยกแก๊ง ก็ลองเข้าไปติดตามข่าวสารทัวร์เอื้องหลวงได้ที่ https://goo.gl/05tD1o

ดีเซลแตะลิตรละ 26.09 ประกาศขึ้นค่าตั๋วเรือทุกชนิด เริ่ม 22 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 09:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816362


ตามระเบียบ ดีเซลขึ้นราคาติดต่อกัน 10 วันแตะลิตรละ 26.09 บาท กรมเจ้าท่า ประกาศขึ้นค่าตั๋วเรือ ทั้งด่วยเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบ เรือข้ามฟาก มีผล 22 ธ.ค.นี้…ภายหลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน โดยน้ำมันดีเซล ปรับขึ้นเป็นลิตรละ 26.09 บาท ล่าสุดกรมเจ้าท่า ได้ออกประกาศปรับอัตราค่าโดยสาร เรือด่วนเจ้าพระยา เรือโดยสารคลองแสนแสบ เรือข้ามฟาก มีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ธ.ค. 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง เรื่อง การกำหนดอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ลงวันที่ 29 ก.ย. 2559 ประกาศอัตราค่าโดยสารตามช่วงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็น 4 ช่วงอัตรา โดยหากราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงติดต่อกัน 10 วัน และกรมเจ้าท่าประกาศอนุญาตให้เปลี่ยนแปลง ค่าโดยสารในวันถัดไปจึงจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 5 วัน และเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 มีการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันจากราคาเดิมขึ้นเป็นลิตรละ 26.09 บาท ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน กรมเจ้าท่าจึงออกประกาศ โดยใช้ราคาที่อยู่ในช่วง อัตราที่ 3 เมื่อราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระหว่าง 25.01-29.00 บาทต่อลิตร สำหรับเรือด่วนเจ้าพระยากับเรือข้ามฟาก และระหว่าง 25.01- 27.00 บาทต่อลิตร สำหรับเรือโดยสารคลองแสนแสบ

คณะกรรมการฯ ได้กำหนดอัตราค่าโดยสารช่วงอัตราที่ 3 ของ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ได้แก่ เรือด่วนเจ้าพระยา(ธรรมดา) ราคา 9, 11, 13 บาทตามระยะทาง สำหรับเรือด่วนพิเศษ(ธงส้ม) ราคา 15 บาท, เรือด่วนพิเศษ(ธงเหลือง) 20 บาท ตลอดเส้นทาง ส่วนเรือด่วนพิเศษ(ธงเขียว) ราคา 13, 20, 32 บาทตามระยะทาง ในด้านเรือโดยสารคลองแสนแสบ กำหนดอัตราโดยสารช่วงที่ 3 เป็นราคา 9, 11, 13, 15, 17 และ 19 บาทตามระยะทาง

สำหรับอัตราค่าโดยสารเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา คณะกรรมการฯ ได้กำหนดอัตราที่ 3 โดยแยกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรกประกอบด้วย เส้นทางนนทบุรี-บางศรีเมือง, ท่าช้าง-วังหลัง, ท่าช้าง-วัดระฆัง, วังหลัง-ท่าพระจันทร์เหนือ, วังหลัง-มหาราช และ ราชวงศ์-ดินแดง อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 3.50 บาท

กลุ่มที่สองประกอบด้วยเส้นทางโอเรียนเต็ล-วัดสุวรรณ และ ท่าเตียน-วัดอรุณ อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 4 บาท กลุ่มที่สามมี 1 เส้นทางคือ สี่พระยา-คลองสาน อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 4.50 บาท กลุ่มที่สี่ประกอบด้วยเส้นทาง พระสมุทรเจดีย์-วิบูลย์ศรี และ สะพานตากสิน(สาทร) ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 5.50 บาท และกลุ่มสุดท้ายมี 1 เส้นทาง คือ ปากคลองตลาด-วัดกัลยาณมิตร-วัดกุฎีจีน อัตราค่าโดยสารไม่เกิน 6 บาท.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816342


ทองเปิดตลาดเช้าวันที่ 20 ธ.ค. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950 ขายออกบาทละ 19,900 บาท…

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท.

 

ช.การช่างตั้งเป้าลุยประมูล ปี 60 หวังสอยลงทุนรัฐ 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 09:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816336


นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดว่าในปี 2560 บริษัทจะได้ส่วนแบ่งจากโครงการภาครัฐ 20% จากงานภาครัฐที่คาดว่าจะทยอยเปิดประมูลทั้งสิ้นกว่า 50 โครงการ มูลค่ารวม 4-5 แสนล้านบาท โดยแต่ละโครงการคาดว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 8-10% ทั้งนี้ จากงานที่รอรับรู้รายได้ที่ปัจจุบันมีอยู่ 71,287 ล้านบาท จะส่งผลให้ในปี 2560 บริษัทจะมีรายได้จากการก่อสร้างขั้นต่ำประมาณ 35,000 ล้านบาทส่วนจะมากกว่านี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการเจรจากับภาครัฐและขั้นตอนเปิดประมูลของภาครัฐว่าจะรวดเร็วเพียงใด ซึ่งมีโอกาสสูงที่บริษัทจะมีรายได้มากกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีงานรอลงนามอีก 2 สัญญามูลค่ารวม 26,982 ล้านบาท และยังเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดในการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม จำนวน 3 สัญญา คือ สัญญาที่ 1, 2, 5 มูลค่ารวม 47,171 ล้านบาท หากการลงนามในสัญญาทั้งหมดเป็นไปตามแผนและไม่มีปัญหาจะทำให้บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้แตะระดับ 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเชื่อว่าในปี 2560 จะเป็นปีทองของอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยภาพรวมตลาดจะเติบโตถึง 30-40% ปัจจัยหลักมาจากภาครัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลเร่งลงทุนและออกโครงการมาจำนวนมากขนาดนี้ และเชื่อว่าทุกโครงการจะเดินหน้าได้ตามแผนงานเห็นได้จากโครงการต่างๆ เริ่มเดินหน้าตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2559 ทำให้ความมั่นใจของภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศฟื้นตัวขึ้น.

 

โชว์กึ๋นทีมเศรษฐกิจ “ประยุทธ์ 4” วาดฝันดันยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” ถึงฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816146


4 รัฐมนตรีเศรษฐกิจใหม่ย้ำชัดเดินหน้าดันประเทศไปสู่เป้าหมาย “” ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่อยู่ในแผน พร้อมขับเคลื่อนเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพสู่ยุคดิจิทัล ลุยโครงการโครงสร้างพื้นฐานเต็มสูบ หวังยกระดับไทยขึ้นแท่นประเทศพัฒนาแล้ว ยันบูรณาการทำงานร่วมกันหมดทุกกระทรวงผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด 12 ตำแหน่ง เป็นการปรับกระทรวงเศรษฐกิจถึง 9 ตำแหน่ง โดยให้รัฐมนตรีเดิมหมุนเวียนตำแหน่งกัน และเสริมทัพพลเรือนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ ตามความต้องการโดยตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษากับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพียง 2 คนในช่วง 2 วันก่อนหน้าที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่โดยนายสมคิดเป็นผู้คัดกรองและเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมต่อนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง ไม่มีโอกาสรับรู้ก่อนว่าจะไปนั่งในตำแหน่งใด

อุตตม

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จะมุ่งเน้นภาพรวมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นรูปธรรมทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S Curve) และ ต่อยอดเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเดิม (S Curve) ซึ่งจะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และจะเชื่อมโยงการทำงานกับกระทรวงอื่นๆ โดยต้องดูแลไปถึงเทคโนโลยีการผลิต การเตรียมคนให้มีทักษะความรู้ และสอดคล้องกับความต้องการในการผลิต รวมถึงจะร่วมกับกระทรวงอื่นๆขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เป็นรูปธรรม

สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมเช่นกันคือ ให้มีองค์ความรู้ ทักษะในกระบวนการสมัยใหม่ และหาทางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการสมัยใหม่ และเชื่อมโยงระบบดิจิทัล นอกจากนี้ได้หารือกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงแล้วเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาคือ การปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานภายในกระทรวงให้เน้นการส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการตามแนวยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งกระบวนการได้เริ่มแล้ว และตั้งเป้าหมายว่าภายในไตรมาส 2 ปี 60 การทำงานจะเข้าที่เข้าทาง

ส่วนนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดีอี กล่าวว่า ไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญและมีเจตนาชัดเจนที่จะยกระดับประเทศ ซึ่งคีย์เวิร์ดที่ว่า ไทยแลนด์ 4.0, ดิจิทัล ไทยแลนด์ หรือสตาร์ตอัพ ไทยแลนด์ เป็นตัวอย่างที่จะทำให้เห็นรูปธรรม ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ในแผนเท่านั้น และจากการที่ทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์มา 6-8 เดือน ระบบสตาร์ตอัพของไทยก้าวหน้าไปมากในระยะเวลาสั้นเมื่อเทียบประเทศอื่น และหลายประเทศจ้องเราอยู่ว่ามีคุณภาพ ฉะนั้นโอกาสของการพัฒนาจึงมีสูงมาก หากสามารถเอาทั้งพลังใจและพลังกายของคนทำงานมาร่วมกันจะง่ายกว่าที่คิดมาก อีกอย่างการสร้างการรับรู้ให้กับสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม

“สิ่งที่จะทำที่กระทรวงใหม่อยากให้มองว่าเป็นโอกาสบูรณาการข้ามกระทรวง แม้ผมย้ายไปกระทรวงดีอี แต่ไปแล้วไม่ไปลับ จะยังกลับมาร่วมมือกับเพื่อนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นพลังธรรมชาติ เพราะรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่และจะเอาดิจิทัลกับวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงไปภาคอุตสาหกรรมจะสร้างนวัตกรรม วางระบบดิจิทัล และเป็นไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นรูปธรรม เป็นนวัตกรรมทางการผลิต ทางสังคมที่จะทุ่มเทให้เยาวชนมีความสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น”

ขณะนายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม อีกหนึ่งรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่ใช้คำพูดว่า “รู้ตัวล่วงหน้าเดี๋ยวเดียวว่าจะได้ร่วมรัฐบาล” กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเกี่ยวเนื่องกัน 2 เรื่องใหญ่ๆ ระยะสั้นเป็นเรื่องการลงทุน เป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคในแง่การพลิกฟื้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น เม็ดเงินที่ลงทุนมีจำนวนมาก และเป็นเครื่องยนต์ที่จะพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ในระยะยาวผลกระทบจากการลงทุนตรงนี้มีผลกระทบระยะยาว เพราะเป็นการลงทุนในโลจิสติกส์ของประเทศมีส่วนสำคัญในการดึงเอาประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าในประเทศลดลง และทำให้เกิดการเชื่อมโยงของตลาดเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้การค้าการขายการลงทุน ทำได้โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะในประเทศ ส่งผลให้การเติบโตของระบบเศรษฐกิจในระยะยาวมีความยั่งยืน ซึ่งเป็นภาพใหญ่ๆที่คุยกันไว้ และต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรม

ส่วนเรื่องการพัฒนาอีอีซี เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยไทยกำลังขายโลจิสติกส์และความสะดวกสบายในการผลิตสินค้า ซึ่งอีอีซีจะเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้ภาพของไทยที่จะขึ้นสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วเกิดขึ้นได้จริง และจะรวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นี้ด้วย

“เคยหารือกับรองฯสมคิด เบื้องต้นแล้ว ผมมาจากภาคตลาดทุน และแผนพัฒนาตลาดทุนน่าจะมีส่วนผลักดันการพัฒนาประเทศได้ ผมคิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อลงทุน ซึ่งคมนาคมเองมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เงินทุนในรูปแบบต่างๆ การเชื่อมโยงกับระบบตลาดทุนจะทำให้ไม่มีข้อจำกัดของจำนวนเงินลงทุน เพราะตลาดทุนเชื่อมโยงกับทั่วโลก และเครื่องไม้เครื่องมือทางการเงินในปัจจุบันสามารถดูแลได้ ไม่ใช่เฉพาะด้านการลงทุน แต่รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้วย”

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ หนึ่งในรัฐมนตรีหน้าใหม่ กล่าวว่า รู้ตัวว่าได้ร่วม ครม.ตอนที่เขียนประวัติลงในใบสมัคร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้นั่งตำแหน่งใด ทราบชัดเจนตอนที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีแล้ว ขณะที่การทำงานคงต้องรอให้ รมว.พาณิชย์มอบหมายงานก่อน แต่ความตั้งใจในการทำงานครั้งนี้ คือ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยต้องส่งเสริมเอสเอ็มอี และโอทอป โดยใช้ความต้องการของตลาดเป็นหลัก เพราะช่วงที่เป็นที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม เป็นภารกิจหลักที่ได้รับมอบหมาย

อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับนายสมคิด การขับเคลื่อนเอสเอ็มอีต้องทำอย่างครบวงจรและใช้การตลาดนำ ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเป็นคลัสเตอร์ หรือเป็นประเภทอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ขาดตัวชี้นำจากฝั่งตลาด การไปกระทรวงพาณิชย์ตั้งใจว่าจะนำเอาแนวคิดการใช้ตลาดเป็นตัวชี้นำมาเป็นหลักในการพัฒนา ไม่เช่นนั้นจะมัวพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ โดยที่ไม่ทราบเลยว่าความต้องการของตลาดที่แท้จริงคืออะไร

“ประเด็นต่อมา การจะไปสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี 4.0 ซึ่งต้องขับเคลื่อนดิจิทัลทั้งระบบ สำคัญที่สุดจะต้องมีตลาดรองรับและปลายทางตลาดคือ ระบบของอี-คอมเมิร์ซ จึงเป็นจุดที่รองนายกฯเอาอาลีบาบาและหัวเหว่ยเข้ามา เพื่อให้รู้เท่าทัน เช่น รูปแบบการขายผ่าน AMAZON GOLD ที่ฮือฮา หรือที่ AMAZON มีการขนส่งสินค้าผ่านทางโดรนในกรุงลอนดอน สิ่งเหล่านี้คือมิติการค้าใหม่ หากยังคงใช้มิติเดิมๆ จะไม่สามารถแข่งขันได้เลย”.

 

“อาคม” ลุ้นครม.ตัวโก่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816141

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตั้งระบบและบริหารการเดินรถ ต่อเชื่อม 1 สถานี จากเตาปูน-บางซื่อ ว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้สรุปเรื่องมายังกระทรวงคมนาคมแล้วว่าขอแยกสัญญาเพื่อจ้างบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้ติดตั้งระบบและบริหารการเดินรถ 1 สถานี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งต้องลุ้นว่าจะทันเสนอ ครม.ในวันนี้ (20 ธ.ค.) หรือไม่ด้านนายพีระยุทธ์ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่า รฟม. กล่าวว่า ขณะนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า ครม.จะพิจารณาได้เมื่อใด ซึ่งตามขั้นตอน รฟม.ได้ส่งเรื่องมายังกระทรวงคมนาคมแล้ว หากเป็นเรื่องเร่งด่วนขึ้นอยู่กับทางเลขาธิการ ครม.จะพิจารณาว่าจะนำเสนอ ครม.อย่างเร่งด่วนหรือไม่ โดยหลังจาก ครม.ให้ความเห็นชอบแล้วจะต้องขอเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.อนุมัติอีกครั้ง จากนั้นจึงจะลงนามในสัญญาว่าจ้างได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเร่งดำเนินการดังกล่าวเป็นผลมาจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อและได้ตำหนิความล่าช้าของการดำเนินการเชื่อมต่อการเดินรถไฟฟ้า 1 สถานีระหว่างสถานีเตาปูน-บางซื่อ ส่งผลให้ล่าสุดกระทรวงคมนาคมพยายามประสานและผลักดันเพื่อให้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก หลังมีลอบสังหารทูตรัสเซีย-รถบรรทุกชนคนในเบอร์ลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 06:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816227


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกในวันจันทร์ แต่ปิดน้อยกว่าที่เพิ่มขึ้นระหว่างวันหลังจากเกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี และเหตุลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียในตุรกีด้วย…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 39.65 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 19883.06 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.46 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 2262.53 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึน 20.28 จุด หรือ 0.37% ปิดที่ 5457.44 จุด

ตลาดสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากเหตุการณ์รถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี และเหตุลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียในตุรกีเมื่อวันจันทร์ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนต้องการความมั่นใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และจะไม่กระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจหรือในพื้นที่อื่นๆ