ส่องเศรษฐกิจ ผ่านตลาดรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816477


การซื้อรถยนต์สักคัน ไม่เพียงสะท้อนถึงกำลังซื้อผู้บริโภค แม้ว่าตลาดรถยนต์ใหม่ป้ายแดงช่วงเดือน ม.ค.–ก.ย.ปีนี้ ภาพรวมยังคงมีทิศทางเป็นบวก หรือโตอยู่ 0.5% แต่เมื่อล้วงลึกลงไปดูเป็นรายยี่ห้อ กลับพบว่า ยังคงมีอาการหืดจับให้เห็นโฟกัสไปที่เจ้าตลาดอย่างโตโยต้า ก่อนหน้านี้ วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานยอดขายรถยนต์เดือนตุลาคมปีนี้ว่า มีปริมาณการขายทั้งสิ้น เพียง 60,634 คัน ลดลงไป 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

คำถามตามมา แล้วตลาดรถยนต์มือสอง หรือยูสด์คาร์ สถานการณ์แตกต่างไปจากรถป้ายแดงหรือไม่ อย่างไร

แมนฤทธิ์ อินตา ผู้จัดการทั่วไป วิสารออโตคาร์ ถ.กาญจนาภิเษก ศูนย์จำหน่ายรถยนต์มือสองขนาดกลาง ฉายให้เห็นภาพว่า แม้ในช่วง 4–5 ปี ก่อนหน้านี้ ตลาดรถยนต์มือสองโดยรวม ยังสามารถขายได้ แต่ก็ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ไม่ถึงกับหวือหวา เพราะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา

แมนฤทธิ์ แบ่งตลาดรถยนต์มือสอง ออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรก คือ เต็นท์หรือศูนย์จำหน่ายรถยนต์มือสองขนาดใหญ่ มีรถขายเกินกว่า 100 คันขึ้นไป ถัดมาคือ เต็นท์รถมือสองระดับกลาง มีรถขายประมาณ 30-40 คัน และ ระดับเล็ก มีรถขายในเต็นท์ประมาณ 15-20 คัน

“ถามว่าตลาดรถมือสองปีนี้ ในภาพรวมเป็นอย่างไร คงตอบได้ว่าทรงๆหรือดีขึ้นกว่าปีที่แล้วสัก 10% ในแง่ของการให้สินเชื่อ โดยสถาบันการเงินที่รับจัดไฟแนนซ์เริ่มแข่งขันกันเรื่องอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่างๆมากขึ้น ช่วยให้ลูกค้าจัดไฟแนนซ์ผ่านได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม”

แมนฤทธิ์บอกว่า ขณะเดียวกัน ปี 2559 ตลาดรถยนต์มือสองยังมีปริมาณรถยนต์เข้ามาเพิ่มในตลาดมากขึ้น และมีลูกค้าที่หันมาสนใจซื้อรถมือสองเพิ่มขึ้นด้วย

เขาว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ย เทียบกันระหว่างการออกรถมือสองกับรถป้ายแดง

แมนฤทธิ์ยกตัวอย่าง สมมติว่ารถป้ายแดงราคาคันละ 8 แสนบาท มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระ 1-2% ต่อการปล่อยรถป้ายแดง 1 คันของไฟแนนซ์ แต่ถ้าเอางบก้อนเดียวกันนี้ไปจัดไฟแนนซ์ให้แก่รถมือสอง ดอกเบี้ยเริ่มต้นของรถมือสองอยู่ที่ 2.99% นอกจากนี้ราคารถมือสอง ยังถูกกว่ารถใหม่มาก ทำให้สามารถจัดไฟแนนซ์ได้ 2-3 คัน ยิ่งผ่อนนานปี ก็ยิ่งได้ดอกเบี้ยมากขึ้น สถาบันการเงินจึงเริ่มหันมาสนใจตลาดรถมือสอง

แมนฤทธิ์บอกว่า โดยทั่วไปราคาที่จับต้องได้ของลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มือสอง เพดานราคามักไม่เกินไปกว่าคันละ 400,000 บาท เพราะโดยมากกลุ่มลูกค้าที่สนใจซื้อรถยนต์ใช้แล้ว ถ้าไม่อยู่ในวัยเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ก็มักจะเป็นกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ซื้อรถให้ลูกหลานขับไปเรียน ที่มหาวิทยาลัย ถ้ารถมีราคาแพงกว่านี้ ลูกค้ามักจะหันไปซื้อรถใหม่ป้ายแดงแทน

“เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่ซื้อรถมือสอง มักจะเป็นลูกค้าเงินผ่อน เรื่องของไฟแนนซ์จึงมีบทบาทอย่างยิ่ง อีกอย่างผู้บริโภคต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย จึงชะลอซื้อรถใหม่ หันมาเล่นรถมือสอง ขณะที่ไฟแนนซ์เอง ก็พร้อมจะให้การสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดรถมือสองเริ่มกระเตื้อง”

แต่จากสถานการณ์ดังกล่าว แมนฤทธิ์มองว่า เฉพาะผู้ประกอบการรถยนต์มือสองรายใหญ่ ที่มีรถอยู่ในมือมากกว่า 100 คันขึ้นไปเท่านั้น น่าจะได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ จากเหตุปัจจัยข้างต้น เพราะบรรดาไฟแนนซ์หรือสถาบันการเงิน มักให้ความสำคัญกับผู้ค้ารถมือสองรายใหญ่ มากกว่าผู้ค้าฯขนาดกลางและขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง อัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ หรือแคมเปญต่างๆที่อัดให้อย่างไม่อั้น

ส่วนผู้ค้ารถมือสองระดับกลางและระดับเล็ก แมนฤทธิ์บอกว่า จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น ประเมินตลาดให้แม่นยำมากขึ้นว่า ลูกค้าน่าจะมีความต้องการใช้รถมือสองกลุ่มใด นอกจากนี้ยังต้องพยายามหาทางระบายสินค้าออกให้เร็ว เช่น ภายใน 1-2 เดือน หากยังไม่สามารถขายได้ ก็ต้องหันไปใช้วิธีอื่น เช่น ขายตัด ขายส่ง หรือขายลดราคา ให้แก่ผู้ค้ารายอื่นในต่างจังหวัด เป็นต้น

สมศักดิ์ สาระคำ ผู้จัดการทั่วไป อินเตอร์ ยูซท์คาร์ เต็นท์รถมือสองขนาดเล็ก ภายในศูนย์รวมรถยนต์พี เซ็นเตอร์ ย่านกาญจนาภิเษก นอกจากเห็นด้วยกับแมนฤทธิ์ เขายังมีข้อคิดเห็นเสริม

“โดยทั่วไปรถมือสองที่สภาพดี และปีใหม่ๆ ถ้าราคาขายห่างกับรถใหม่เยอะ ลูกค้าจะให้ความสนใจ ถือเป็นตัวเลือกที่จะไปเบียดกับรถใหม่ป้ายแดง แต่ก็มีปัญหาตรงที่ กรณีนี้ต้องเป็นเต็นท์รถมือสองรายใหญ่ ที่มีรถเป็นร้อยคันขึ้นไป ซึ่งมียอดขายมากๆเท่านั้น จึงจะได้ประโยชน์ เพราะไฟแนนซ์จะเข้าไปสู้เต็มตัว หรืออัดแคมเปญให้เต็มที่”

สมศักดิ์บอกว่า ส่วนเต็นท์รถมือสองขนาดเล็กอย่างเขา จะมีความเสียเปรียบ ทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ย และยอดจัดไฟแนนซ์

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่เล่นรถมือสอง ถ้าเป็นรถขนาดเล็ก ขนาดประหยัด หรืออีโค คาร์ ซึ่งมีราคาคันละไม่เกิน 300,000- 400,000 บาท ถ้าไม่อยู่ในวัยเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ก็มักจะเป็นกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ซื้อรถให้ลูกหลานไว้ใช้ แต่ถ้าเป็นรถมือสองที่แพงกว่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดกลาง ที่อยากได้รถ ซึ่งมีสมรรถนะสูง ในราคาที่ต่ำกว่าซื้อใหม่ป้ายแดง เช่น เบนซ์ หรือบีเอ็มฯ มือสอง เป็นต้น”

“ลูกค้าที่ออกรถมือสอง กับเต็นท์รถรายใหญ่ หรือเกรดเอ มักจะได้ยอดจัดไฟแนนซ์เต็มวงเงิน เช่น ขอไป 4 แสนบาท ก็กู้ได้เต็มทั้ง 4 แสนบาท เท่ากับว่าลูกค้าไม่ต้องควักเงินส่วนต่างของตัวเองออกเลยสักบาท เทียบกับเต็นท์รถมือสองขนาดเล็กและขนาดกลาง นอกจากมักไม่ได้สินเชื่อเต็มวงเงิน ต้องมีการควักเงินของตัวเองออกเป็นส่วนต่างบ้างประมาณ 3-4 หมื่นบาท ยังเสียเปรียบในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่าง”

สมศักดิ์ยกตัวอย่าง โดยมากเต็นท์ขายรถยนต์มือสองขนาดเล็ก ที่มีรถขายไม่เกิน 20 คัน อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำอาจปาเข้าไปถึง 3.65% หรือถ้าเป็นเต็นท์รถขนาดกลาง ลูกค้าอาจเสียดอกเบี้ยประมาณ 2.99% แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถรายใหญ่ เขาเสียดอกเบี้ยพิเศษเพียงแค่ 2.50%

“จะเห็นว่า อานิสงส์ไปตกอยู่กับเต็นท์รถมือสองรายใหญ่เป็นหลัก สถานการณ์ของเต็นท์รถมือสอง จึงไม่ได้ดี หรือพลอยฟ้าพลอยฝน ดีตามเหมือนกันไปหมดทั้งระบบ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเต็นท์รถประเภทไหน”

สมศักดิ์ทิ้งท้ายว่า ถ้าให้เขาช่วยประเมินสภาพตลาดรถยนต์มือสองโดยรวมของปีนี้ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจ หรือกำลังซื้อของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง เขามองว่า

“ตลาดรถมือสองปีนี้โดยภาพรวมยังอยู่ในสภาพทรงตัวเท่านั้น แต่ถ้าปีหน้า 2560 ทุกอย่างเดินไปตามโรดแม็ป เช่น จะมีการเลือกตั้งทั่วไป ผมเชื่อว่า ผู้คนจะเริ่มมั่นใจ และกล้าใช้จ่ายเงินกันมากกว่าปีนี้ และแน่นอนย่อมส่งผลให้ทั้งตลาดรถป้ายแดงและรถมือสอง ลืมตาอ้าปากได้มากกว่านี้”.

 

ปลุกเชื่อมั่น! แบงก์มือถือ-พร้อมเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817391


ธปท.-กสทช.ลั่นปลอดภัยข้อมูลลูกค้าไม่รั่วไหลชัวร์ธปท.จับมือ กสทช.ออกกฎ 3 ข้อ ดูแลความปลอดภัยพร้อมเพย์–ธนาคารมือถือ “ฐากร” ออกกฎทำธุรกรรมมือถือต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น ส่วนการแสดงใช้ลายนิ้วมือตัวตนเริ่ม มี.ค.ปีหน้า “วิรไท” ยันพร้อมเพย์รัดกุมกันความลับรั่วไหล–ภัยไซเบอร์ 2 ฝ่ายประสานเสียงไม่ให้ใครขายข้อมูลลูกค้า

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงข่าวร่วมกันถึงการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการกำกับดูแลบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน 3 เรื่องเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการธนาคารมือถือ หรือโมบายแบงก์กิ้ง รวมถึงบริการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ที่จะเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2560 นี้ โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนพร้อมเพย์แล้ว 19 ล้านบัญชี

นายฐากรกล่าวว่า ข้อแรก สำนักงาน กสทช. จะมีหนังสือลงวันที่ 20 ธ.ค.นี้กำชับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องการดำเนินการโอนย้ายเลขหมาย เปิดเบอร์ใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ใช้บริการ ให้ดำเนินการตามกฎหมายและประกาศ กสทช. อย่างเคร่งครัด โดยในการขอออกซิมการ์ดใหม่ การขอเปลี่ยนแปลงเจ้าของซิมการ์ด การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ ลูกค้าจะต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงมาใช้ในการติดต่อเท่านั้น

ส่วนกรณีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นก็จะต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงทั้งผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ โดย กสทช. ได้จัดทำมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวตนเพื่อรองรับการตรวจสอบบัตรประชาชนดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงิน และป้องกันการโอนย้ายเลขหมายที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับข้อที่ 2 ที่ตกลงกัน นายวิรไทกล่าวว่า เป็นการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง และพร้อมเพย์ การเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้บริการพร้อมเพย์นั้น สถาบันการเงินจะส่งข้อมูลให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉพาะเลขหมายโทรศัพท์เท่านั้น และเป็นข้อมูลที่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บริการแล้ว โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะไม่รู้ชื่อหรือเลขที่บัญชีที่ลูกค้าสมัครบริการพร้อมเพย์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือเบอร์ที่ผูกอยู่กับพร้อมเพย์ต้องการเปลี่ยนแปลงเลขหมายเบอร์ดังกล่าว ซึ่งทำให้ข้อมูลการผูกบริการกับพร้อมเพย์เปลี่ยนไป ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวไปยังสถาบันการเงินเจ้าของบัญชีพร้อมเพย์ให้รับทราบ และปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน โดยจะต้องขอคำยินยอมจากเจ้าของหมายเลขก่อน และหากเจ้าของโทรศัพท์ประสงค์ผูกหมายเลขใหม่กับบริการพร้อมเพย์ให้ติดต่อสถาบันการเงิน

“ในส่วนของ ธปท.นั้น มีนโยบายที่จะรักษาความลับของลูกค้าอย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบระบบการชำระเงินทางอิเลกทรอนิกส์ การเก็บข้อมูลพร้อมเพย์ รวมทั้งการจัดลำดับการเข้าถึงความลับในแต่ละขั้นตอน ซึ่งไม่ใช่พนักงานทุกคนจะรู้ข้อมูลทั้งหมด นอกจากนั้น ธปท.ยังได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์มีการสร้างมาตรฐานในการดูแลข้อมูลความลับของลูกค้า รวมทั้งการดูแลพนักงานของธนาคารพาณิชย์ไม่ให้นำข้อมูลความลับของลูกค้าออกไปใช้หรือนำไปขาย ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการดูในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ได้กำชับธนาคารพาณิชย์ให้มีระบบป้องกันอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การรั่วไหลของข้อมูลเกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

นายฐากรกล่าวต่อว่า ส่วนข้อ 3 ที่ ธปท.และสำนักงาน กสทช.ตกลงกันครั้งนี้ คือมีการขอรับคืนเงินค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน กรณียกเลิกการใช้บริการ ซึ่งจากเดิมที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องโอนผ่านบัญชีธนาคาร คืนเป็นเช็ค หรือโอนไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่อื่นนั้น ขณะนี้สามารถขอรับเงินคืนผ่าน e-wallet หรือบริการพร้อมเพย์ได้ โดยไม่มีการจำกัดวงเงินการโอน เหลือเงินเพียง 1 บาทก็โอนได้

ส่วนกรณีการขายข้อมูลความลับลูกค้า ตามกฎของสำนักงาน กสทช.หากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีการนำข้อมูลของลูกค้าไปขายถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีเมื่อ 2-3 เดือนก่อนนั้น การนำข้อมูลของลูกค้าไปเปิดเผยเป็นการกระทำของพนักงาน ซึ่ง กสทช.ได้กำชับผู้ให้บริการแล้วให้ดูแลพนักงาน และดูแลชั้นข้อมูลความลับอย่างเป็นระบบ ส่วนกรณีการใช้ลายนิ้วมือในการแสดงตน (Fingerprint) ในการใช้บริการโทรศัพท์มือถือนั้น กสทช.คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในเดือน มี.ค.ปีหน้า โดยใช้กับการเปิดซิมใหม่เท่านั้น โดยผู้ที่สมัครซิมใหม่จะต้องแสดงลายนิ้วมือในการสมัครรับบริการ แต่ในส่วนของผู้ใช้บริการรายเก่านั้น หากต้องการใช้ระบบดังกล่าวสามารถสมัครใช้บริการได้ เช่นเดียวกับการยกเลิกเบอร์ที่ลูกค้าไม่ได้ใช้แล้ว (Register NO) ที่จะเริ่มใช้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งลูกค้าสามารถที่จะตรวจสอบเบอร์มือถือทั้งหมด หากเบอร์ไหนไม่ใช่ของตนเอง หรือเลิกใช้บริการแล้ว สามารถแจ้งยกเลิกได้.

 

รฟท.เปิดแผนอำนวยความสะดวกปชช. คาดปีใหม่คนใช้บริการกว่า 1 แสนคนต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 21:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817141


การรถไฟฯ เตรียมแผนอำนวยความสะดวกรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 คาดประชาชนใช้บริการวันละ 1 แสนคนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ได้ประเมินแนวโน้มการเดินทางของประชาชนช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2560 จะมีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟเดินทางกลับไปเยี่ยมภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากกว่า เฉลี่ยวันละ 100,000-110,000 คน เพื่อเป็นการดูแลการเดินทางของประชาชนให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย ตรงต่อเวลา และมีขบวนรถไฟโดยสารได้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ การรถไฟฯ จึงได้จัดแผนอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนดังนี้ จัดเดินขบวนรถประจำ จำนวน 244 ขบวนต่อวัน รองรับประชาชนได้ 90,638 คน แบ่งเป็นขบวนรถสายเหนือ 42 ขบวน รองรับได้ 17,294 คน สายตะวันออกเฉียงเหนือ 58 ขบวน รองรับได้ 21,280 คน สายใต้ 76 ขบวน รองรับได้ 28,040 คน สายตะวันออก 26 ขบวน รองรับได้ 12,936 คน และสายแม่กลอง 42 ขบวน รองรับได้ 11,088 คน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งเพิ่มตู้รถโดยสารชั้นสามพ่วงเพิ่มเติมในขบวนรถประจำ โดยเฉพาะขบวนรถเร็วทุกสายอีกขบวนละ 1-2 ตู้ ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเติมประมาณ 10,000 คนต่อวัน ขณะเดียวกันยังได้เปิดเดินขบวนรถพิเศษในเส้นทางสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เที่ยวไปช่วงวันที่ 28-30 ธ.ค. เพิ่มอีก 8 ขบวน รองรับได้เฉลี่ยวันละ 5,300 คน และเที่ยวกลับช่วงวันที่ 2-4 ม.ค.อีก 10 ขบวน รองรับได้เฉลี่ยวันละ 6,500 คน และสำรองขบวนรถพิเศษอีกวันละ 2 ขบวน ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 4,000 คน จึงมั่นใจว่าจากแผนดำเนินการดังกล่าวจะสามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารได้หมดและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า การรถไฟฯ ยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัย และการให้บริการเดินรถให้ตรงต่อเวลาในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกำชับกวดขันผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ ฝ่ายบริการโดยสาร ฝ่ายการช่างกล ฝ่ายการช่างโยธา ฝ่ายการอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน โดยคอยระมัดระวังป้องกันมิให้เกิดอันตราย และให้ขบวนรถออกจากสถานีต้นทางปลายทางตรงต่อเวลา

นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือไปยังกองบังคับการตำรวจรถไฟ ให้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานีและบนขบวนรถเข้มงวดตรวจตราอำนวยความสะดวกรักษาความปลอดภัยในทุกที่ ตามข้อบังคับ ระเบียบการอย่างเคร่งครัด พร้อมกับงดเว้นการเสพสุรา เครื่องดื่มมึนเมาขณะปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด ตลอดจนให้ร่วมกันสอดส่องความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ หรือวัตถุที่ต้องสงสัย และขอความร่วมมือผู้โดยสาร หากพบเห็นสิ่งใดที่ผิดปกติสามารถแจ้งมาที่เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ หรือสายด่วนการรถไฟ โทร 1690 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

จ่ายดีมีวินัยรัฐช่วย ครม.สั่งแบงก์ออมสินจ่ายดอกเบี้ย 30% คืนลูกหนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 20:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817126


ลูกหนี้ชั้นดีของแบงก์ออมสิน เตรียมยิ้มไม่หุบ หลังครม.ผ่านฉลุย โครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อย จ่ายดีจ่ายตรงติดต่อกัน 1 ปี หรือ 12 รอบเดือนตั้งแต่ ธ.ค.59– พ.ย.60 รอรับดอกเบี้ยคืน 30%หลังจากครม.มีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลายคนคงอยากรู้ว่า ใครบ้างที่มีเกณฑ์จะได้รับความช่วยเหลือนี้บ้าง ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปสำรวจดังนี้

มาตรการเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จะประกอบด้วย

– เงินฝากประชารัฐเพื่อผู้สูงวัย ซึ่งจะให้สิทธิสำหรับประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยบวกเพิ่มร้อยละ 100 จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเผื่อเรียกปกติของธนาคารออมสิน ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเผื่อเรียกปกติอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ต่อปี โดยมีเพดานเงินฝากไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ซึ่งธนาคารออมสินให้บริการไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย.59 ที่ผ่านมา

– สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) ผู้สูงวัยสามารถนำที่อยู่อาศัยของตนเองที่ปลอดภาระหนี้มาใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต โดยธนาคารออมสินจะจ่ายเงินกู้เป็นรายเดือน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี เมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาการกู้เงินตามสัญญาแล้วต้องไม่เกินอายุ 85 ปี

เมื่อครบกำหนดตามสัญญา ผู้กู้สามารถขอขยายเวลาเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด หรือชำระหนี้เพื่อปิดบัญชี หรือให้ธนาคารขายหลักประกันเพื่อปิดบัญชีต่อไป โดยธนาคารออมสินคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี MRR–0.5% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ร้อยละ 7.125 ต่อปี

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ธนาคารออมสินจะให้บริการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อไป และกระทรวงการคลังจะมอบหมายให้ธนาคารออมสินให้ความรู้แก่ผู้ขอสินเชื่อเกี่ยวกับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในอนาคต

– สินเชื่อเคหะลูกกตัญญู สำหรับผู้ที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งของตนเอง หรือคู่สมรส โดยผู้กู้ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านเดียวกับบิดาและหรือมารดาไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือมีหลักฐานการหักลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาในการยื่นเสียภาษีไม่น้อยกว่า 1 รอบบัญชี โดยสินเชื่อดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปจัดหาหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย รวมถึงการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก วงเงินสินเชื่อสูงสุดร้อยละ 100 ของราคาประเมินหลักทรัพย์ตามเงื่อนไขของธนาคาร โดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าลูกค้าทั่วไปและมีระยะเวลา ปลอดดอกเบี้ย 6 -12 เดือน และสามารถผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี ทั้งนี้ ธนาคารออมสินเริ่มให้บริการตั้งแต่พ.ย.59–30 มิ.ย.60

– สินเชื่อประชารัฐเพื่อผู้สูงวัย สำหรับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 60–70 ปี เพื่อการประกอบอาชีพอิสระเพื่อหารายได้และใช้เป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน และธนาคารออมสินจะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนผู้กู้ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไปจนครบสัญญา ทั้งนี้ ธนาคารออมสินเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน พ.ย.59 เป็นต้นไป

มาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ประกอบด้วย

– สินเชื่อโครงการประชารัฐเพื่อประชาชน สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซ่อมแซม หรือจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพใหม่ ตลอดจนเพื่อการอุปโภค บริโภค ในช่วงที่รายได้ลดลงอันเนื่องมาจากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปีที่ 1 ร้อยละ 0 ต่อเดือน และในปีที่ 2-5 ร้อยละ 1 ต่อเดือน โดยผู้กู้สามารถใช้บุคคล หรือ บสย. ค้ำประกันได้

– มาตรการประชารัฐแก้ไขหนี้ประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมและไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติส่งผลให้รายได้ลดลง โดยธนาคารออมสินจะดำเนินการพักชำระหนี้ให้แก่ลูกค้าสินเชื่อทุกประเภทที่ประสบภาวะน้ำท่วมสูงสุดไม่เกิน 3 ปี โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ยระหว่างร้อยละ 50 – 100 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระตามปกติ รวมถึงขยายเวลาในการชำระหนี้ได้เท่ากับระยะเวลาที่ขอพักชำระเงินต้น

มาที่ มาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย ได้แก่ โครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการผ่อนชำระลูกหนี้ ทั้งลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ลูกหนี้ค้างชำระและที่ตัดหนี้สูญไปแล้ว เพื่อให้กลับเข้าใช้บริการของธนาคารออมสินได้ในโอกาสต่อไป โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

– ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 12 เดือนติดต่อกัน ซึ่งจะต้องไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดในรอบ 12 เดือน ระหว่างเดือน ธ.ค.59–พ.ย.60 ธนาคารออมสินจะคืนดอกเบี้ยร้อยละ 30 ของดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารต่อเนื่องในรอบระยะเวลา 12 เดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับลูกหนี้หรือนำไปหักเงินต้นคงเหลือให้มีจำนวนลดลง

– ลูกหนี้ค้างชำระและลูกหนี้ที่ตัดหนี้สูญไปแล้ว ณ วันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ธนาคารออมสินจะดำเนินการ ดังนี้

1. ปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะในส่วนของต้นเงินกู้ โดยขยายระยะเวลาได้ ไม่เกิน 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญากู้หรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แต่ไม่เกิน 10 ปี ยกเว้นระยะเวลาคงเหลือตามสัญญากู้เกินกว่า 10 ปี ให้ใช้ระยะเวลาคงเหลือเป็นระยะเวลาของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และพักดอกเบี้ยผิดนัดและดอกเบี้ยปกติในช่วงเวลาที่ผิดนัด

2. เมื่อลูกหนี้สามารถผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขที่ปรับโครงสร้างหนี้ได้ ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 12 เดือน ธนาคารจะยกดอกเบี้ยผิดนัดที่พักไว้ให้ และคืนดอกเบี้ยที่ชำระ ในรอบระยะเวลา 12 เดือน จำนวนร้อยละ 30 เพื่อนำไปลดจำนวนดอกเบี้ยปกติที่พักไว้

3. ดอกเบี้ยที่ตั้งพักไว้คงเหลือ ให้จ่ายชำระหนี้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา และไม่เกินระยะเวลาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนส่วนฐานรากเป็นหลัก ซึ่งคงต้องตามดูอีกว่า ครม.และกระทรวงการคลัง จะมีมาตรการอะไรบ้างที่จะมาช่วยประชาชนในส่วนฐานกลางอีกหรือไม่ โดยเฉพาะการช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดีที่กำลังผ่อนบ้าน.

 

กฟผ.หนุนพัฒนาโรงไฟฟ้าภาคใต้ ชี้ ใช้ถ่านหินต้นทุนต่ำกว่าก๊าซเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 19:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817092


กฟผ. ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังประเมินทิศทางเชื้อเพลิงถ่านหินในภูมิภาคต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งมีความผันผวนตลอดเวลา การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงาน พร้อมยืนยันดำเนินงานโครงการโดยคำนึงถึงชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนวันนี้ 9 ธ.ค. 2559 นายศานิต นิยมาคม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยเสนอขอให้สร้างโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น กฟผ. ขอขอบคุณที่พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสนใจต่อการพัฒนาไฟฟ้าในภาคใต้ ซึ่งเห็นตรงกันว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอ รวมทั้งเข้าใจถึงภารกิจของ กฟผ. ที่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักและเชื้อเพลิงพลังงานที่เหมาะสม มีเสถียรภาพมั่นคง รวมถึงใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซใกล้เคียงกับถ่านหินนำเข้า ซึ่ง กฟผ. ได้ติดตามและประเมินอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะ กฟผ.จำเป็นต้องทบทวนลำดับการผลิตโรงไฟฟ้า (Merit Order) และแผนการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่มีแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2564–2565 ซึ่งช่วงดังกล่าวจะมีการนำเข้า LNG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในปริมาณสูงมาก และจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหินนำเข้า หากคิดที่โรงไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ต้นทุนค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกกว่าประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และจากการคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงในอนาคต แม้จะประเมินโดยสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญก็ตาม ก็ไม่อาจจะยืนยันได้ตามนั้น

ดังนั้น เรื่องสำคัญที่สุดตามหลักสากลประเทศต่างๆ ใช้หลักการกระจายความเสี่ยงโดยการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีความหลากหลาย โดยมีสัดส่วนเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ในโลกในการใช้ถ่านหินประมาณร้อยละ 30 ขึ้นไป และใช้ก๊าซประมาณร้อยละ 20–25 จึงทำให้หลายประเทศยังคงมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่าง เยอรมนี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ มาเลเชีย ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ยังเลือกใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 30–40 เพราะมีต้นทุนถูกกว่า เเละยังส่งก๊าซธรรมชาติออกไปขายนอกประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเพียงไม่ถึงร้อยละ 12 จึงจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

กฟผ. สนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับพลังงานหลักที่มั่นคงเชื่อถือได้ รวมทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นำมาใช้เป็นระบบ Ultra Super Critical (USC) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งได้บรรจุไว้ในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตามที่ได้ให้สัตยาบันไว้ในการประชุม COP 21 ซึ่ง กฟผ. ตระหนักเสมอว่าการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีการติดตั้งเครื่องกำจัดมวลสารที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อควบคุมให้ดีกว่ามาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ตลอดจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินงาน เพื่อแสดงความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน

“กฟผ. ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นเหตุเป็นผล โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยึดมั่นในประโยชน์โดยรวมเป็นสำคัญ” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ กฟผ. กล่าว.

 

สมาคมซีเอฟเอเตือน ผู้ลงทุนเพิ่มความระวัง หากซื้อตราสารหนี้ไม่มีเรตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 19:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817101


สมาคม CFA ออกโรงเตือนผู้ลงทุนตราสารหนี้ เพิ่มความระมัดระวังการลงทุนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิต (Non-rated) หลังจากเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 59 นายวิน พรหมแพทย์ รองประธานสมาคมซีเอฟเอประเทศไทย (CFA Society Thailand) ในฐานะสมาคมวิชาชีพด้านการวิเคราะห์และจัดการลงทุน กล่าวว่า จากภาวะดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ทำให้มีนักลงทุนจำนวนมากแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิต (Non-rated) ทั้งที่เป็นการลงทุนโดยตรง เช่น ซื้อตั๋วแลกเงินหรือหุ้นกู้ที่เสนอขายกับนักลงทุนในวงจำกัด และลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนตราสารหนี้ หรือ Term Fund

ทั้งนี้ จากข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยและทริสเรตติ้งระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 มีหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตวงเงิน 19,795 ล้านบาท เกือบเท่ากับยอดที่ออกทั้งปีของปี 2558 และคิดเป็น 5.76% ของการออกหุ้นกู้ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 4.61% ในปี 2558 และ 2% ในช่วง 2 ปีก่อน ยังไม่นับตัวเลขการออกตั๋วแลกเงิน (บีอี) ระยะสั้นอีกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจะให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มักจะมีสภาพคล่องต่ำและก็แลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ โดยความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ 1. ความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to Pay) ซึ่งผู้ลงทุนต้องวิเคราะห์งบการเงินและทำการคาดหมายกระแสเงินสดล่วงหน้า และ 2. ความเต็มใจในการชำระหนี้ (Willingness to Pay) ซึ่งต้องเกิดจากการวิเคราะห์ตัวผู้บริหาร การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจึงเหมาะกับนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเวลาและมีความรู้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน

นายวิน กล่าวอีกว่า ความน่าเป็นห่วงคือ นักลงทุนบุคคลจำนวนมากไม่มีเวลาในการวิเคราะห์งบการเงินหรือตัวผู้บริหาร และมักทุ่มเงินลงทุนในตั๋วแลกเงินหรือหุ้นกู้เพียง 1-2 ใบโดยไม่ได้กระจายความเสี่ยง หากเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ก็จะทำให้มีความเสียหายได้ โดยล่าสุด มีกรณีผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

ทั้งนี้ หากต้องการลงทุนด้วยความสบายใจ แนะนำให้เลือกลงทุนในตราสารหนี้ ผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเปิด หรือกองทุนประเภท Term Fund ที่เน้นลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไป (หรือลงทุนในตราสาร BBB เป็นส่วนใหญ่) ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนที่ควรจะต้องทำหน้าที่วิเคราะห์งบการเงินและคัดกรองตราสารหนี้ รวมทั้งติดตามผลประกอบการของบริษัทผู้ออกตราสารอย่างใกล้ชิด ทั้งยังช่วยให้ผู้ลงทุนได้กระจายความเสี่ยง โดยใช้เงินลงทุนจำนวนน้อย แต่ได้ลงทุนในตราสารหลากหลายมากขึ้น

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 10.75 จุด ดัชนียืน 1,511 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816991


หุ้นไทยวันที่ 20 ธ.ค.59 ปิดตลาดปรับลด 10.75 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,511.65 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,238.21 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 20 ธ.ค.59 พบว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับลด 10.75 จุด เปลี่ยนแปลง -0.71% ดัชนีอยู่ที่ 1,511.65 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,238.21 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

 

หอการค้าไทย เผย ประชารัฐเล็งของบ ครม.ดันพันโครงการลง 18 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816961


หอการค้าไทย เผย ประชารัฐเตรียมเสนอ ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมปี 60 อีก 8.3 หมื่นล้านบาท ดัน 1,000 โครงการลงใน 18 กลุ่มจังหวัด คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.5%เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 59 นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และโฆษกหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ ประชารัฐกำลังหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาโครงการจาก 18 กลุ่มจังหวัด รวมกว่า 1,000 โครงการ มูลค่ารวม 83,000 ล้านบาท เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการใช้งบประมาณเพิ่มเติมปี 60 ภายในเดือน ม.ค. 60

นอกจากนี้ จะเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้งบประมาณดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดได้ภายในเดือน มี.ค. 60 คาดว่าเมื่อเม็ดเงินกระจายลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดแล้ว จะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ได้ 0.5% หรือขยายตัวได้ 4-4.5% จากเดิมที่หอการค้าไทยคาดจีดีพีปี 60 จะขยายตัวอยู่ที่ 3.5-4%

“แนวทางการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับ 18 กลุ่มจังหวัดไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ให้เข้มแข็ง เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้น ถือว่าเป็นมิติใหม่ ที่ระบบงบประมาณทำโดยกระบวนการประชารัฐ ที่มีภาคเอกชนและท้องถิ่นมีส่วนด้วย ทำให้สามารถดึงศักยภาพของกลุ่มจังหวัดให้เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในอนาคต” นายวิชัย กล่าว

เบื้องต้น มีโครงการที่นำเสนอเข้ามาแล้วรวมกว่า 1,000 โครงการ มูลค่ารวม 83,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. โครงการด้านกลุ่มเกษตร 400 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแหล่งน้ำชุมชน 2. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ 400 โครงการ มูลค่า 32,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ประวัติศาสตร์ และความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด

3. การค้า การลงทุน และการค้าชายแดน 116 โครงการ มูลค่า 7,900 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานตามด่านชายแดนต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจของกลุ่มซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) และ 4. ด้านโลจิสติกส์ 27 โครงการ 18,200 ล้านบาท เพื่อยกระดับการผลิตและการส่งออก

 

พวกฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าช่วงปีใหม่มีหนาว ‘พาณิชย์’ ส่งทีมจับตา 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 16:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816907


‘พาณิชย์’ ส่งทีมตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ คิวรถตู้ สนามบิน และแหล่งท่องเที่ยว ป้องกันประชาชนโดนเอาเปรียบเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาจนกระทบกับประชาชน

ทั้งนี้ ได้เน้นการตรวจสอบที่สถานีขนส่ง ทั้งสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ จตุจักร (หมอชิต 2) สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ สถานีขนส่งเอกมัย คิวรถตู้ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารไปยังจังหวัดต่างๆ สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว สนามบิน ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสนามบินในภูมิภาค รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ในภูมิภาคต่างๆ

นอกจากนี้ จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟทั่วประเทศ สนามบิน และสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ให้บริการรับฝากของ บริการรถเข็นสัมภาระ ต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการในที่เปิดเผย เห็นได้ชัดเจน เพื่อป้องปรามไม่ให้ฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการสูงเกินสมควร

ขณะเดียวกัน ยังมอบหมายให้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติว่ามีการเติมเต็มลิตรหรือไม่ โดยให้เน้นตามเส้นทางหลักที่ประชาชนใช้เดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางไปท่องเที่ยว ส่วนสินค้าอื่นๆ ขอให้เน้นการตรวจสอบการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เช่น ยาดม ยาลม ยาหม่อง และค่าบริการต่างๆ รวมถึงน้ำดื่ม เพราะเป็นส่วนที่ประชาชนใช้บริการมาก มักจะได้รับการร้องเรียนเป็นประจำ

“หากประชาชนพบการกระทำผิด จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร หรือจำหน่ายในราคาไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย ต้องโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

คาดปี 60 ศก.ไทยรอการลงทุนภาครัฐ บอกช็อปช่วยชาติให้ดีต้องมาโลว์ซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 14:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816666


หอการค้าไทย คาดเศรษฐกิจไทยปี 60 ต้องการแรงหนุนจากภาครัฐและการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่น คาดจะช่วยผลักดันจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 0.5% มองมาตรการลดภาษีช็อปช่วยชาติควรออกมาช่วงโลว์ซีซั่นมากกว่าเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.59 นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมา จะเข้ามาช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปี 60 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.5% จากที่คาดการณ์เดิมไว้ที่ระดับ 3.5-4.0% ส่วนภาคการส่งออกจะฟื้นตัวมาเติบโตได้ 0-2%ส่วนในปี 59 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.3-3.5% และการส่งออกหดตัวในช่วง -1 ถึง 0%

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยและแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในปีหน้าจะมาจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการของภาครัฐ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังต้องติดตาม คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลจากแนวนโยบายของรัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความเสี่ยงทางการเมืองในภูมิภาคยุโรป และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง

“ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้รัฐบาลมีแนวทางในการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกลุ่มจังหวัด ทั้ง 18 กลุ่ม จำนวน 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้แต่ละกลุ่มจังหวัดนำงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ ไปพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ เป็นการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น และจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น”

นายวิชัย กล่าวอีกว่า การที่จะบรรลุเป้าหมายของนโยบายได้ รัฐบาลจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในเบื้องต้นได้มีการเสนอโครงการต่างๆ จาก 18 กลุ่มจังหวัด ประมาณ 1,000 โครงการ รวมใช้งบประมาณ 83,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ด้านการเกษตร ประมาณ 25,000 ล้านบาท ด้านการท่องเที่ยวและบริการ 32,000 ล้านบาท ด้านการค้าการลงทุนและการค้าชายแดน 7,900 ล้านบาท และด้านโลจิสติกส์ 18,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณลงไปสู่ระดับท้องถิ่น จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนได้หลายรอบ และตรงตามความต้องการของท้องถิ่นเอง โดยคาดว่าจะช่วยทำให้ GDP ปี 60 ขยายตัวเพิ่มได้อีก 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5-4.0% ส่วนการปรับ ครม.ใหม่นั้นไม่ทำให้เกิดความกังวลอะไร เพราะเป็นคนเดิมที่สลับตำแหน่งตามความเหมาะสม โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของนโยบาย ที่อาจเกิดผลกระทบบ้างนั้นเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างของรัฐมนตรีที่จะมาทำโครงการประชารัฐเท่านั้น

ขณะที่มาตรการช็อปช่วยชาติ มองว่ามาตรการดังกล่าวควรนำมาใช้ในช่วงที่ไม่ใช่น่าท่องเที่ยว (Low Season) จะเกิดประโยชน์มากกว่า เนื่องจากการนำมาตรการนี้มาใช้ช่วงปลายปี ซึ่งตามปกติจะถือเป็นช่วงหน้าท่องเที่ยว (High Season) ของการจับจ่ายใช้สอยอยู่แล้วนั้น อาจทำให้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการจับจ่ายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากนัก