ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 19,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 09:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817552


ราคาทองวันที่ 21 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 ขายออกบาทละ 19,900 บาท…เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท

 

“กัลฟ์” ชนะคดีฟ้อง 4 หน่วยงานรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817421


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัทอินดิเพนเดนท์ เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด, บริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด ผู้ฟ้องคดี ที่ต่อไปนี้จะเรียกว่า เครือกัลฟ์กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, กระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหากรณีการดำเนินการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 กรณีการตรวจสอบโครงการประมูลการรับซื้อไฟฟ้าตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) 5,000 เมกะวัตต์ทั้งนี้ คำพิพากษาสรุปได้ว่า กรณีที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้ตรวจสอบการประมูลโครงการนี้ โดยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ดำเนินการนั้นสามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการตรวจสอบขององค์กรทางปกครอง แต่ต้องไม่ทำให้เครือกัลฟ์เสียหาย ซึ่งกรณีนี้กระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ชะลอการส่งเสริมการลงทุนแก่เครือกัลฟ์ จนข่าวรั่วไปถึงธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้ไม่ปล่อยกู้เงินให้เครือกัลฟ์ จึงทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น

ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาห้ามกระทรวงพลังงานตรวจสอบหรือกระทำด้วยวิธีใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เครือกัลฟ์ รวมทั้งห้ามนำผลการตรวจสอบการประมูลโครงการไปใช้หรืออ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นการภายในหรือต่อหน่วยงานอื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายและให้กระทรวงพลังงานแจ้งยกเลิกหนังสือที่ส่งไปบีโอไอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่เครือกัลฟ์เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์เมื่อปี 56 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสัญญาได้มีการลงนามระหว่างเครือกัลฟ์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว และผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่เมื่อเกิดรัฐประหารปี 57 โครงการนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบทั้งจาก คตร.และคณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งจากกระทรวงพลังงาน แต่จนถึงขณะนี้ไม่มีข้อสรุปจากทั้ง 2 คณะทำงาน และล่าสุดพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้ระบุว่า อาจเจรจาให้เครือกัลฟ์ลดกำลังการผลิตลงจาก 5,000 เมกะวัตต์ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป จนถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าว.

 

โออิชิยกระดับร้านอาหารญี่ปุ่น ส่ง “อีทเทอเรียม” กรุยทางนำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817417


นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในเครือไทยเบฟฯ เปิดเผยว่า ปี 60 การดำเนินธุรกิจของโออิชิกรุ๊ป โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจอาหารจะเน้นเชิงรุก พร้อมชูความเป็นพรีเมียมแมสและอินโนเวชั่น, คุณภาพสินค้า และความช่างคิด รวมถึงปรับภาพลักษณ์และยกระดับร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิทั้ง 7 แบรนด์ รวมกว่า 246 สาขาทั่วประเทศ อาทิ โออิชิ แกรนด์ 1 สาขา, โออิชิ อีทเทอเรียม 1 สาขา, โออิชิ บุฟเฟ่ต์ 16 สาขา, ชาบูชิ 126 สาขา, นิกุยะ 18 สาขา, โออิชิ ราเมน 51 สาขา, คาคาชิ 24 สาขาใหม่ ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรง ความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้บริโภคทั้งนี้ นำร่องที่การทุ่มเงินกว่า 22 ล้านบาท ปรับสาขาโออิชิ บุฟเฟ่ต์สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ขนาดพื้นที่ 600 ตารางเมตรใหม่ เป็นร้าน “โออิชิ อีทเทอเรียม” (OISHI EATERIUM) สาขาแรก คอนเซปต์ “ยาไตสไตล์” (Yatai) ที่รวมร้านอาหารญี่ปุ่นหลากหลายมาไว้ในที่เดียว แบบรับประทานไม่อั้นแค่ 659 บาท ซึ่งเป็นการสร้างนิยามใหม่ของร้านอาหารญี่ปุ่นในตลาดประเทศไทย และมีแผนเปิดสาขา 2 ที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ในเดือน เม.ย.ปี 60 ก่อนลุยเปิดสาขา 3 เดือน ก.ย. และสาขา 4 ในต่างจังหวัดช่วงปลายปี ซึ่งในอนาคตอาจปรับสาขาเดิมของโออิชิ บุฟเฟ่ต์เป็นร้านโออิชิ อีทเทอเรียมหมด แต่คงต้องดูความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เนื่องจากโออิชิ บุฟเฟ่ต์เป็นธุรกิจที่เปิดให้บริการมา 17 ปีแล้ว ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าเมื่อ 17 ปีที่แล้ว การปรับเป็นแบรนด์ใหม่จะช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ “งบลงทุนปี 60 บริษัทได้เตรียมไว้กว่า 241 ล้านบาท ปี 59 ธุรกิจอาหารของโออิชิ 9 เดือน (1 ม.ค-30 ก.ย.) ทำรายได้ 4,906 ล้านบาท มีผลกำไร 88 ล้านบาท เติบโต 183%”.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกต่อ จากแรงหนุนกลุ่มธนาคาร ดาวโจนส์จ่อ 20,000 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 06:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817451


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในวันอังคาร จากแรงหนุนบริษัทกลุ่มธนาคารรวมทั้งอุตสาหกรรม โดยดัชนีดาวโจนส์ขยับเข้าใกล้ 20000 จุดมากขึ้นเรื่อยๆ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 20 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 91.56 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 19974.62 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 8.23 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 2270.76 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 26.50 จุด หรือ 0.49% ปิดที่ 5483.94 จุด

บริษัทกลุ่มธนาคารอย่าง โกลด์แมน แซคส์, เจพี มอร์แกน เชส และ แคเทอร์พิลลาร์ บวกเพิ่มมากกว่า 1% หนุนดาวโจนส์บวกจนห่างจากค่า 20000 จุด เพียง 13 จุด ก่อนจะลดลงเล็กน้อยในเวลาต่อมา

ขณะที่นาย แจ็ก อาบลิน จากธนาคารเอกชน บีเอ็มโอ ระบุว่า ตลาดยังคงอยู่ในกระแสเชิงบวก และเขาจะจับตาดูว่าตลาดช่วงหลังปีใหม่จะเป็นอย่างไร

 

ขอ 8.3 หมื่น ล.กู้ชีพเศรษฐกิจ ตจว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817412


นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และโฆษกหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชารัฐกำลังหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาโครงการจาก 18 กลุ่มจังหวัด รวมกว่า 1,000 โครงการ มูลค่ารวม 83,000 ล้านบาท เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการใช้งบประมาณเพิ่มเติมปี 60 ภายในเดือน ม.ค.60 และจะเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้งบประมาณดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดได้ภายในเดือน มี.ค.60 คาดว่าเมื่อเม็ดเงินกระจายลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดแล้ว จะช่วยเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ 0.5% หรือขยายตัวได้ 4-4.5% จากเดิมที่หอการค้าไทยคาดจีดีพีปี 60 จะขยายตัวอยู่ที่ 3.5-4%ทั้งนี้ ในเบื้องต้นมีโครงการที่นำเสนอเข้ามาแบ่งเป็น 1.โครงการด้านกลุ่มเกษตร 400 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างแหล่งน้ำชุมชน 2.ด้านท่องเที่ยวและบริการ 400 โครงการ 32,000 ล้านบาท เพิ่มความปลอดภัย และเน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สร้างอัตลักษณ์จังหวัด 3.ด้านการค้า การลงทุนและการค้าชายแดน 116 โครงการ 7,900 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานตามด่านชายแดน และ 4.ด้านโลจิสติกส์ 27 โครงการ 18,200 ล้านบาท ทั้งนี้ นโยบายการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นถ้าทำต่อเนื่องจะลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกที่ปัจจุบันสูงถึง 70% ของจีดีพีประเทศ ลงมาอยู่ที่ 60% และเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจในประเทศจาก 30% เป็น 40% ได้ใน 10 ปี.

 

ผีหนีภาษีโผล่!ลงทะเบียนคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817411


นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน ที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐจำนวน 8.3 ล้านคน แต่ถูกตัดสิทธิ์ 230,000 คน เนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบ หลังกรมสรรพากรตรวจสอบประวัติ ด้านรายได้และเงินฝากพร้อมตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร เช่น ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนร่วมกับกระทรวงมหาดไทย “เราเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไปใช้สิทธิ์ แต่ไม่ได้รับสิทธิ์จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ในจำนวนนี้เรามีความมั่นใจว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่ถูกหลอกเอาชื่อจากบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้าน ไปรับผลตอบแทนหรือค่าจ้างแทนคนอื่นเพื่อหวังเลี่ยงภาษีนายประสงค์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพากรไม่สามารถตรวจสอบสิทธิ์ทางภาษีของบุคคลได้อย่างทั่วถึง เพราะบางรายใช้ชื่อมาขอเปิดบัญชีกับธนาคาร เพื่อรับเงินค่าจ้างแทนคนอื่นทั้งแบบสมรู้ร่วมคิด แต่บางรายก็ไม่รู้เรื่องเลย เพื่อให้ผู้รับเงินตัวจริงเสียภาษีเงินได้ในฐานที่ต่ำ เมื่อมีการขึ้นทะเบียน บุคคลเหล่านี้ที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างจึงขาดคุณสมบัติ เพราะมีชื่อและมีรายได้ไปปรากฏอยู่ในระบบภาษีแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมสรรพากรได้ให้สรรพากรพื้นที่ไปเปิดรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนทั่วประเทศเพื่อรวบรวมข้อมูลและส่งมาส่วนกลาง เพื่อขยายผลและตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกต่อไป โดยขณะนี้มีประชาชน 10-20 ราย ที่ยืนยันว่ารายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ซึ่งสมควรที่จะได้รับสิทธิ์จากรัฐบาล แต่ถูกตัดสิทธิ์ส่งมาให้กรมสรรพากรตรวจสอบแล้ว

นายประสงค์กล่าวว่า การลงทะเบียนรับสวัสดิการจากรัฐบาลปีนี้ถือเป็นปีแรก และปีหน้ายืนยันว่าจะมีการลงทะเบียนอย่างแน่นอน ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลจากประชาชนที่ถูกหลอกหรือถูกแอบอ้าง นำไปรับรายได้หรือค่าจ้างแทนบุคคลบางกลุ่มที่มีรายได้สูงเพื่อหวังเลี่ยงภาษีจะค่อยๆทยอยออกมาอย่างแน่นอน.

 

ตลาดหุ้นไทยโชว์ผลงานปี 59 สตรอง! แชมป์ซื้อขายสูงสุด 5 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817406


ตลาดหลักทรัพย์ครองแชมป์วอลุ่มซื้อขายสูงสุดในอาเซียน 5 ปีติดต่อกัน โดยปี 59 มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 5.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีมาร์เกตแคปเพิ่มขึ้น 434,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ความแข็งแกร่งในทุกด้าน ขณะที่ปี 60 มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ปี 60 ตลาดหลักทรัพย์จะเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market Work for Everyone” คือการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งตลาดทุน เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ ตามทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเตรียมขยายโอกาสสำหรับบริษัทขนาดเล็ก โดยเปิดตัวดัชนี sSET Index ที่จะเริ่มเผยแพร่ดัชนีอย่างเป็นทางการ 4 ม.ค.60 รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ๆในตลาดซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้ตลาดทุนไทยมีสินค้าเพื่อการลงทุนและบริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการใหม่ (Startup) เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ Startup พบกับแหล่งเงินทุน

สำหรับผลงานของตลาดหลักทรัพย์ในปี 59 ถือว่าน่าพอใจแม้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก แต่พื้นฐานประเทศที่แข็งแกร่ง และศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ปรับตัวรับสถานการณ์ได้ดี ทำให้ตลาดหลัก-ทรัพย์ยังเติบโตได้ดีและโดดเด่นเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นจากสิ้นปี 58 มาอยู่ที่ 1,519.65 จุด สร้างผลตอบแทนเติบโตถึง 17.98%

ขณะที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 53,208 ล้านบาทต่อวัน ขณะทีมีมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) เพิ่มขึ้นราว 434,000 ล้านบาท มาจากบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ (IPO) ราว 155,605 ล้านบาท และบริษัทจดทะเบียนที่ระดมทุนเพิ่ม 279,344 ล้านบาท

ด้านฐานผู้ลงทุนก็ขยายตัวต่อเนื่องโดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน 53% ส่วนผู้ลงทุนบุคคล 47% ด้านคุณภาพบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ก็ มีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดย บจ.ไทยถูกเลือกเข้าคำนวณดัชนีดาวโจนส์ DJSI 14 แห่ง มากที่สุดในอาเซียน ขณะที่จำนวน “หุ้นยั่งยืน” ในรายชื่อ Thailand Sustainability Investment เพิ่มขึ้นเป็น 55 บริษัท จาก 51 บริษัทในปีแรก นอกจากนี้ คะแนน ASEAN CG Scorecard ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความมีบรรษัทภิบาลที่ดีเพิ่มจาก 84 เป็น 87 คะแนน และ บจ.ไทยยังได้เข้าคำนวณในดัชนี MSCI 34 บริษัท ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้มีการยกระดับประสิทธิภาพระบบงานให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังแสดงศักยภาพในระดับสากล เพื่อความน่าสนใจมากขึ้นในเวทีโลกมากมาย และยังเตรียมจัดการประชุม WFE General Assembly and Annual Meeting 2017 ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.60 เพื่อหารือความร่วมมือและพัฒนาการที่สำคัญของตลาดทุนโลก และล่าสุดได้รับเลือกเป็นกรรมการสหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (WFE) เป็นครั้งแรก ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียนและตลาดหลักทรัพย์สมาชิกทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เรื่องการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเกิดใหม่

ด้านนายประพันธ์ เจริญประวัติ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีเป้าหมายที่จะนำธุรกิจเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนรุ่นใหม่มองว่าการที่บริษัทจะเติบโตได้ต้องนำเข้าตลาดทุน ส่วนหนึ่งต้องการเงินทุนเพิ่ม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจ โดยปี 60 คาดว่าจะมีบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ 15 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัวและธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ส่วนความคืบหน้าการนำธุรกิจสตาร์ตอัพเข้ามาระดมทุนในรูปแบบการซื้อขายใหม่ของตลาดหลักทรัพย์นั้น ปัจจุบันมีสตาร์ตอัพแห่งหนึ่งที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สนใจจะเข้ามาระดมทุน ซึ่งช่วงกลางปีหน้า ตลาดหลักทรัพย์จะจัดการอบรมให้ธุรกิจสตาร์ต อัพและเอสเอ็มอีมีความรู้ด้านการเงินและพร้อมที่จะเข้ามาระดมทุน.

 

ฟุ้งเศรษฐกิจปีหน้าพุ่ง “กอบศักดิ์” หักดิบ “เวิลด์แบงก์” ประเมินต่ำเตี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817402


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือถึงกรณีที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 3.1% และปี 2560 จะเติบโต 3.2% ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานให้ ครม.ทราบว่า เวิลด์แบงก์ได้เคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2% และขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนรอบล่าสุดอยู่ที่ 3.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าที่เวิลด์แบงก์คาด และที่เวิลด์แบงก์คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องได้ที่ 3.2% ในส่วนของรัฐบาลมองว่า ปกติการประเมินของเวิลด์แบงก์จะต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นแบบอนุรักษนิยม ดังนั้นจึงน่าจะเติบโตได้ดีกว่านั้น “ผมคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ที่ 3-3.5% ดีกว่าปีที่แล้วที่ขยายตัวได้ 2.8% โดย 3 ไตรมาสที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวได้เฉลี่ย 3.2-3.3% และเหลือรอดูผลตัวเลขไตรมาส 4 อีกไตรมาสเดียวว่าจะขยายตัวได้ดีแค่ไหน ซึ่งคนเริ่มทยอยออกมาจับจ่ายใช้สอยตามมาตรการช็อปช่วยชาติแล้ว ส่วนปีหน้าก็จะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้อีกเล็กน้อย”สำหรับปี 2560 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่องนั้น เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการลงทุน โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 โครงการรถไฟทางคู่หลายเส้นทาง รถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่ประมูลไปแล้ว เตรียมจะลงทุนในปีหน้า เช่น สายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีส้ม รวมถึงปี 2560-2561 จะเน้นการทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยจะมีวงเงินลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 20,000 ล้านบาท จึงคาดว่าปี 2560 เศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ 3.5-4% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ.

 

คุกเปิดประตูรอพ่อค้าฉวยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817396


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด และเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ โดยให้ติดตามภาวะราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาจนกระทบกับประชาชน“ในช่วงการเดินทางก่อนและหลังปีใหม่ ให้เน้นตรวจสอบที่สถานีขนส่ง ทั้งสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ จตุจักร (หมอชิต 2) สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ สถานีขนส่งเอกมัย คิวรถตู้ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารไปจังหวัดต่างๆ สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว สนามบิน ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสนามบินในภูมิภาค รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆในภูมิภาคต่างๆ นอกจากนี้ จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟทั่วประเทศ สนามบิน และสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ให้บริการรับฝากของ บริการรถเข็นสัมภาระ ต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการในที่เปิดเผย เห็นได้ชัดเจน เพื่อป้องปรามไม่ให้ฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการสูงเกินควร”

อภิรดีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้เน้นตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติด้วยว่ามีการเติมเต็มลิตรหรือไม่ โดยเน้นเส้นทางหลักที่ประชาชนใช้เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการฉวยโอกาส เพราะเป็นเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมากที่สุด ส่วนสินค้าอื่นๆขอให้เน้นตรวจสอบการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เช่น ยาดม ยาลม ยาหม่อง และค่าบริการต่างๆ รวมถึงน้ำดื่ม เพราะได้รับการร้องเรียนเป็นประจำด้วย

“หากประชาชนพบการกระทำผิด จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินควร หรือจำหน่ายในราคาไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย โทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอให้ประชาชน “ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้” เลือกซื้อสินค้าอย่างฉลาดและคุ้มค่า เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง”.

 

จัดเต็ม! คืนดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี 30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817392


รัฐโดดอุ้มคนไทยรายได้น้อย ส่งแบงก์ออมสินช่วยซับน้ำตานายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนของธนาคารออมสิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย โดยธนาคารออมสิน ได้จัดทำโครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อย สำหรับลูกหนี้ที่มีวงเงินกู้รวมไม่เกินรายละ 300,000 บาท และส่งชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระของลูกหนี้ แยกเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 12 เดือนติดต่อกัน ซึ่งจะพิจารณาจากการไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดชำระในรอบ 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค.2559-พ.ย.2560 กลุ่มนี้จะได้รับการคืนดอกเบี้ย 30% ของดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารอย่างต่อเนื่องในรอบ 12 เดือน ทางธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับลูกหนี้ หรือนำไปหักเงินต้นคงเหลือให้มีจำนวนลดลง

ส่วนลูกหนี้ที่ค้างชำระหรือตัดหนี้สูญไปแล้ว ธนาคารออมสินจะให้การช่วยเหลือดังนี้ คือ ปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะในส่วนของต้นเงินกู้ โดยขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญากู้หรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี ยกเว้นระยะเวลาคงเหลือตามสัญญาเงินกู้เกินกว่า 10 ปี ให้ใช้ระยะเวลาคงเหลือเป็นระยะเวลาของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และให้พักดอกเบี้ยผิดนัดชำระและดอกเบี้ยปกติในช่วงเวลาที่ผิดนัดด้วย ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้สามารถผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขที่ปรับโครงสร้างหนี้ได้ติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือน ธนาคารออมสินจะยกดอกเบี้ยผิดนัดที่พักหนี้ไว้ให้ และคืนดอกเบี้ยที่ชำระในรอบระยะเวลา 12 เดือนให้จำนวน 30% เพื่อนำไปลดจำนวนดอกเบี้ยปกติที่พักไว้ โดยดอกเบี้ยที่พักไว้ ให้จ่ายชำระภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา

“ธนาคารออมสินขอแยกบัญชีโครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อยจัดเป็นโครงการตามนโยบายรัฐบาล (พีเอสเอ) รวมถึงนำดอกเบี้ยที่คืนหรือลดให้ตามโครงการมาบวกกลับเป็นกำไรที่ใช้ในการคำนวณโบนัสให้พนักงานด้วย นอกจากนี้ยังระบุวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ด้วยว่า เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ความสามารถในการหารายได้ของประชาชนลดลง นำไปสู่ปัญหาการเป็นหนี้ค้างชำระ ซึ่งสถาบันการเงินจะดำเนินการกับลูกหนี้ที่ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ส่งผลให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระของลูกหนี้ให้กลับเข้าสู่กระบวนการสร้างโอกาสในการใช้บริการของธนาคารออมสินได้ จึงจัดทำโครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อยขึ้นมา”.