รฟท. คาด เปิดเสนอแข่งราคา รถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ภายใน มี.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818002


รฟท. เร่งเปิดประมูลโครงการทางคู่ 5 เส้นทาง ระยะทางรวม 668 กม. มูลค่ารวม 9.58 หมื่นล. คาด เปิดให้เสนอแข่งราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใน มี.ค.60 ก่อนลำเลียงระยะ 2 เข้า ครม. ปีหน้า …วันที่ 21 ธ.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. จะเร่งเปิดประมูลโครงการทางคู่ 5 เส้นทางระยะทางรวม 668 กิโลเมตร มูลค่ารวม 9.58 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างเปิดขายเอกสารประมูลในช่วงวันที่ 14 ธ.ค.59-5 ม.ค.60 คาดว่า จะเปิดให้เสนอแข่งราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายในเดือน มี.ค.60

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และเส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ

ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ที่ประกอบด้วยมี 9 เส้นทาง จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการทั้งหมดภายในปี 60 โดย 2 เส้นทางแรก คือ เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงิน 76,978.82 ล้านบาท และ เส้นทางบ้านไผ่-นครพนม วงเงิน 60,351.91 ล้านบาท คาด จะนำเสนอ ครม. ภายในไตรมาสแรกของปี 60

 

สปส.ยืนยัน จัดจ้างมหาวิทยาลัยทำประชาสัมพันธ์ โปร่งใส ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 15:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817951


เลขาฯ สปส. ยัน โครงการจัดจ้างมหาวิทยาลัยทำประชาสัมพันธ์โปร่งใส ไม่ใช่วิธีพิเศษ ขู่ตั้งกรรมการสอบคนปล่อยข่าวทำลายองค์กรเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.59 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีมีข่าว พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กำลังตรวจสอบมีบุคคลพยายามวิ่งเต้นให้ผู้บริหาร สปส. อนุมัติงบประมาณกองทุนประกันสังคมหลายสิบล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งเข้ามารับงานประชาสัมพันธ์โดยใช้วิธีพิเศษ ไม่ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างระบบปกติ สวนทางกับนโยบายรัฐบาลว่า เชื่อว่าคนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมา ต้องการทำให้องค์กรเสื่อมเสีย หากจะออกมาเปิดเผยต้องชี้แจงกระบวนการทั้งหมด เพราะการดำเนินงานโครงการนี้ต้องการให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับ สปส. ถ้าเห็นว่าตนเซ็นอนุมัติแล้วผิด ก็สามารถไปร้องสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เห็นว่าแนวโน้มของฝ่ายที่สนับสนุนจะสู้ไม่ได้ จึงไปปล่อยข่าวทำลายองค์กร เรื่องนี้ยังไงก็คงต้องตั้งกรรมการสอบ

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า จุดเริ่มต้นการดำเนินโครงการนี้เนื่องจากที่ผ่านมา สปส. ได้ประชาสัมพันธ์งานออกไปจำนวนมาก แต่ยังมีประชาชนบางกลุ่มไม่รับทราบข่าวสารขององค์กร จึงต้องปรับปรุงเรื่องการสื่อสารให้สร้างการรับรู้มากยิ่งขึ้น ส่วนวิธีการหาผู้ที่เข้ามาทำ ได้เชิญมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เข้ามานำเสนอ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีเพียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามานำเสนองานเท่านั้น ซึ่งแนวคิดของ 2 มหาวิทยาลัยนี้ไม่ต่างกัน แต่มีความแตกต่างเรื่องการเตรียมตัวทำความเข้าใจเนื้อหาของ สปส.โดยในเบื้องต้นคณะกรรมการ จะพิจารณารายละเอียดในขั้นตอนรับฟังการนำเสนอโครงการ จากนั้นจะมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ

“การเชิญมาร่วมเสนอโครงการ 4-5 มหาวิทยาลัย ถือว่าทำให้เกิดการแข่งขันแล้ว ไม่ใช่วิธีพิเศษ ขอยืนยันว่าการจ้างหน่วยงานของรัฐ ทำโครงการนี้ ไม่แพงกว่าการจ้างเอกชน ได้ประโยชน์คุ้มค่าแน่นอน คาดว่าจะได้ความชัดเจนเร็วๆ นี้”

 

ออมสินใจป้ำ คืนดอกเบี้ยลูกค้า จ่ายตรง กู้ไม่เกิน 2 แสน รับสูงสุด 3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817921


ธนาคารออมสิน เปิดโครงการมอบของขวัญปีใหม่ 2560 ให้แก่ลูกค้าธนาคาร ขานรับนโยบายรัฐ ใจปล้ำคืนดอกเบี้ยให้ลูกค้าเงินกู้ประวัติดี หนี้ไม่เกิน 2 แสนสูงถึง 3% พร้อมให้กู้เพิ่มอีก 4 หมื่น โดยไม่ใช้หลักประกันเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 59 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า โครงการมอบของขวัญปีใหม่ 2560 แก่ลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคารนั้น จะมีลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ได้รับของขวัญในปีใหม่นี้กว่า 1 ล้านราย คิดเป็นเงินรวมประมาณ 200 ล้านบาท โดยคาดว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

ทั้งนี้ ธนาคารมอบของขวัญผ่านโครงการคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าที่มีประวัติการส่งชำระหนี้ดี 1 ปีขึ้นไป มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย คืนดอกเบี้ยให้ 1-3% เช่น ส่งชำระดี 1 ปี คืน 1% ส่งชำระดี 2 ปี คืน 2% ส่งชำระดี 3 ปี คืน 3% โดยคิดเป็นที่ต้องจ่ายคืนดอกเบี้ยให้กับลูกค้าประมาณ 100 ล้านบาท และจะมีผู้ที่เข้าเกณณ์ดังกล่าวจำนวน 412,208 ราย ส่วนโครงการสินเชื่อคืนความสุข เป็นการให้สินเชื่อกับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดีมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 40,000 บาท

สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ ธนาคารจะมอบของขวัญผ่านโครงการคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 1 ปีขึ้นไป มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งมีลูกค้ากลุ่มนี้จำนวน 28,249 ราย ธนาคารจะคืนดอกเบี้ยให้ 1-3% ของดอกเบี้ยรับ เช่น ส่งชำระดี 1 ปี คืน 1% ส่งชำระดี 2 ปี คืน 2% ส่งชำระดี 3 ปี คืน 3% โดยจำนวนเงินที่คืนดอกเบี้ยประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งธนาคารจะโอนเงินฝากเข้าบัญชีประเภทเผื่อเรียกของลูกค้า ตั้งแต่วันที่ 15-31 ม.ค. 60

สำหรับลูกค้าในกลุ่มลูกค้าบุคคล ธนาคารได้จัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยสินเชื่อเคหะ อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 อยู่ที่ 3.25% ต่อปี สำหรับผู้ที่ทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ (MRTA) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 อยู่ที่ 3.25% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 MRR-3.625% ต่อปี = 3.50% และอัตราดอกเบี้ยปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-0.75% ต่อปี= 6.375% โดยปัจจุบัน MRR=7.125% และลูกค้าที่จดจำนองและทำนิติกรรมสัญญาและเบิกจ่ายเงินกู้ภายในวันที่ 21-30 ธ.ค. 59 จะได้รับเงินคืน 5,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ในโปรโมชั่นนี้ประมาณ 2,500 คน คิดเป็นจำนวน 12.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินภายในธนาคารออมสินผ่าน ATM, Internet Banking และ Mobile Banking สำหรับประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 59-3 ม.ค. 60 อีกด้วย

 

ธ.ก.ส. มอบของขวัญ คืนดอกเบี้ยเกษตรกร ประวัติชำระหนี้ดี 2.2 ล้านราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 14:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817811


ธ.ก.ส. มอบของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกรรายย่อยที่มีประวัติชำระหนี้ดี ไม่เกินรายละ 3 แสนบาท จำนวน 2.2 ล้านราย วงเงิน 5,700 ล้านบาท เตรียมจ่ายรอบแรก 1,200 ล้าน เดือน ม.ค.60 ให้เกษตรกรที่ชำระหนี้ตั้งแต่ พ.ย.-ธ.ค.59 …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้ดำเนินโครงการชำระดีมีคืนแก่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีประวัติการชำระหนี้ดีที่มีหนี้ ณ วันที่ 15 ก.ย. 2559 ไม่เกินรายละ 300,000 บาท จำนวน 2.2 ล้านราย รวมต้นเงินคงเหลือ 272,000 ล้านบาท คิดเป็นดอกเบี้ยที่คืนให้กับเกษตรกร 5,700 ล้านบาท ถือเป็นการคืนกำไรและมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มาชำระหนี้ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2559-31 ต.ค. 2560 ในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระและจะไม่คืนเป็นเงินสด แต่จะนำไปชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่เหลืออยู่ของสัญญาที่ส่งชำระ หากมีจำนวนเงินเหลือหรือลูกค้าไม่มีหนี้เงินกู้คงเหลือแล้วจึงจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้า

สำหรับในรอบแรกเกษตรกรลูกค้าที่ชำระหนี้ ตั้งแต่เดือน พ.ย.–ธ.ค. 2559 ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยคืนในเดือนมกราคม 2560 จำนวน 1,200 ล้านบาท รอบที่ 2 ลูกค้าที่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม–มีนาคม 2560 ธ.ก.ส.จะจ่ายดอกเบี้ยคืนในเดือนเมษายน 2560 จำนวน 2,600 ล้านบาท และลูกค้าที่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน–ตุลาคม 2560 ธ.ก.ส.จะจ่ายดอกเบี้ยคืนในเดือนตุลาคม 2560 จำนวน 1,900 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการกดเงินสดข้ามเขตที่เครื่องกดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ของ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2560 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา

 

‘สนธิรัตน์’ เร่งผลักดันนโยบายรัฐ เตรียมเข็น SME ไทยโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 13:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817851


“สนธิรัตน์” รมช.พาณิชย์ ป้ายแดง ยันปี 60 ต้องผลักดันนโยบายรัฐบาลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เตรียมเข็นเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์ สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 ย้ำเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แม้ไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.59 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ได้เดินทางมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ภายหลังการสักการะเสร็จสิ้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญที่ได้รับมอบหมายในการรับตำแหน่ง คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า ซึ่งรัฐบาลอยากเห็นปี 60 เป็นปีของการทำงานเป็นรูปธรรม ต้องเห็นผลงานชัดเจน ภายหลังช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระยะเวลาของการปรับตัว และวางโครงสร้าง ยกตัวอย่างงานที่จะต้องดำเนินการให้เห็นชัดในปีหน้านั้น เช่น เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการค้าทั้งภายในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ จะต่อยอดในการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้สามารถแข่งขันในระดับต่างประเทศ และสอดคล้องไปกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถการค้าภายในประเทศให้เข้มแข็งและวางรากฐานเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพราะตอนอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องเอสเอ็มอีมาก่อน

“ช่วงเวลาที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราไม่ได้แย่ และดีกว่าประเทศอื่นด้วยซ้ำไป เรามีขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่ที่เห็นว่าค่าครองชีพไม่ดี สินค้าแพง แต่อัตราเงินเฟ้อเราก็ยังต่ำ สถานการณ์ที่ผ่านมา จึงเป็นภาวะของผลกระทบทั้งโลก เห็นได้จากสหรัฐฯ เองก็กีดกันทางการค้า การลงทุน เพราะเศรษฐกิจไม่ดี โดยสรุปแล้วภาพรวมประเทศเรา ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เราอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้เน้นเติบโตแบบหวือหวา แต่เน้นเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาเราก็อยู่ในช่วงของการวางรากฐานเศรษฐกิจ”

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ภาครัฐ ดำเนินการวางรากฐานเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค อินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมไปถึงการเร่งผลักดันให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจ (อีอีซี) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และได้รับการยอมรับในระดับสากล ถือว่าเป็นนโยบายที่เดินมาถูกทางแล้ว โดยสิ่งเหล่านี้เป็นการปรับฐานเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ และจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตของไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการได้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 10 เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนของคณะรัฐมนตรีใหม่ ได้มีพระราโชวาทให้นำแนวทางการทำงานของรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินงาน และปฏิบัติงาน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายกำชับให้ช่วยดูแลเศรษฐกิจทุกๆ ด้าน ที่รัฐได้วางโครงสร้างไว้ มาผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในปี 60 เพราะถึงเวลาของการผลักดันโครงการงานต่างๆ ให้เกิดขึ้นทันที เพื่อจะทำให้ประเทศสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ทั้งเรื่องของการส่งออกและการทำธุรกิจในประเทศ.

 

ลูกค้า ธอส. เฮ! ผ่อนหนี้ดี ไม่มีค่าธรรมเนียมค้าง รับเงินคืน 1,000 บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 12:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817787


ธอส. หนุนนโยบายรัฐ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จัดโครงการของขวัญปีใหม่ 2560 ให้ลูกค้าที่ไม่เคยประนอมหนี้ มีประวัติผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน นำใบเสร็จชำระเงินงวดเดือน ธ.ค. 59 พร้อมบัตร ปชช. ติดต่อขอรับเงินจำนวน 1,000 บาทได้ทุกสาขา ตั้งแต่ 22 ธ.ค.ถึง 31 ม.ค. 60 …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย เพิ่มกำลังซื้อในช่วงปีใหม่ ให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งเสริมการมีวินัยทางการเงินในการผ่อนชำระเงินกู้ ธอส.จึงได้จัดทำ “โครงการของขวัญปีใหม่ 2560 เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินสำหรับลูกค้า ธอส.ผู้มีรายได้น้อย” โดยธนาคารจะจ่ายเงินจำนวน 1,000 บาท ให้แก่ลูกค้า (ผู้กู้หลัก)

ทั้งนี้ ทุกบัญชีต้องเข้าเงื่อนไขที่ ธนาคารกำหนด ประกอบด้วย 1. วงเงินกู้ทุกบัญชีภายใต้หลักประกันเดียวกันไม่เกิน 1 ล้านบาท 2. ต้องไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวมถึงไม่เคยประนอมหนี้กับธนาคาร และไม่เคยมีประวัติการติดตามขอให้ชำระหนี้ค้าง 3. มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน โดยต้องชำระไม่น้อยกว่าเงินงวดที่ธนาคารกำหนดและตรงตามเวลาที่ธนาคารกำหนดทุกเดือน และ 4. ต้องชำระเงินงวดของเดือนธ.ค. 2559 ในระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2559 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2559 และไม่มีค่าธรรมเนียมค้างชำระ

สำหรับลูกค้าที่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว สามารถติดต่อที่ทุกสาขาขอรับเงินของขวัญปีใหม่จำนวน 1,000 บาทได้ด้วยตัวเอง เพียงนำใบเสร็จรับเงินที่ชำระเงินงวดรอบเดือน ธ.ค. 2559 พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ/บัตรพนักงานองค์การของรัฐ (ตัวจริง) ที่ทุกสาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2559 ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2560

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขได้รับเงินตามโครงการดังกล่าว เป็นจำนวน 178,000 ราย ซึ่งจะช่วยเป็นแรงจูงใจที่จะส่งเสริมให้ลูกค้ามีวินัยในการชำระเงินกู้ เพื่อโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ ธอส. จัดทำขึ้น โดยเชื่อว่า ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไข ได้รับเงิน 1,000 บาท จะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายที่จำเป็นในช่วงปีใหม่ และมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศได้อีกทาง

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลการผ่อนชำระ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

 

ช็อปปลายปี ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ย. ขยับที่ 87.6 พุ่งสูงรอบ 20 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817702


ส.อ.ท. เผย ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พ.ย. อยู่ที่ระดับ 87.6 ปรับตัวสูงสุดในรอบ 20 เดือน รับปัจจัยบวกมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายช่วงปลายปี พร้อมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 102.0 จากความกังวลต่อราคาวัตถุดิบ การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน ราคาน้ำมัน …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พ.ย.59 ว่า อยู่ที่ระดับ 87.6 ปรับตัวสูงสุดในรอบ 20 เดือน โดยปรับเพิ่มขึ้นจาก 86.5 ในเดือน ต.ค.59 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ซึ่งปัจจัยบวกมาจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปี ทำให้มีการผลิตเพื่อรองรับบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศที่ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เห็นได้จากดัชนีฯ ปริมาณการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น อาทิ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอาหาร

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.0 ปรับตัวลดลงจาก 102.9 ในเดือน ต.ค.59 เนื่องจากความกังวลต่อราคาวัตถุดิบ การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน และราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรม และพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ industry 4.0 มีการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไทย เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงาน รวมถึงมีการเจรจากับประเทศที่มีนโยบายกีดกันทางการค้า เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการค้าการลงทุน และสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าให้เชื่อมโยงในกลุ่มประเทศ CLMV อำนวยความสะดวกการค้าไทย

 

รมว.ดีอี ไม่หนักใจ รับไม้ต่อ พ.ร.บ.คอมพ์ พร้อมพาประเทศสู่ ศก.ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 11:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817697


รมว.ดีอี ถือฤกษ์ 08.59 น. เข้ากระทรวงอย่างเป็นทางการครั้งแรก มอบนโยบายให้หน่วยงานใต้สังกัด ระบุ ไม่หนักใจเรื่อง พ.ร.บ.คอมพ์ พร้อมมุ่งสร้างความเข้าใจ ให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล …วันที่ 21 ธ.ค.59 นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวภายหลังเข้าสักการะท้าวมหาพรหม และพระพิฆเนศ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ และกระทรวงดีอี ว่า สิ่งแรกที่จะดำเนินการหลังถวายสัตย์ปฏิญาณ คือ เดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อการพัฒนาประเทศ และรวมใจข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในกระทรวงให้เป็นหนึ่งเดียว และทำงานร่วมกันในกระทรวง รวมทั้งรู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามาร่วมงานกับผู้บริหารกระทรวงนี้

ส่วนเวลาที่เข้ากระทรวง 8 นาฬิกา 59 นาที รัฐมนตรีว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ถือฤกษ์นี้ เพราะเป็นการก้าวไปข้างหน้า ส่วนปัญหา พ.ร.บ.คอมพ์ ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่หนักใจอะไร และจะเรียนรู้เรื่องกฎหมาย จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา

รัฐมนตรีว่าการทรวงดีอี ระบุว่า ขอให้สังคมไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล เพราะในฐานะรัฐมนตรีจะทำให้สังคมได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดูแลความมั่นคงความปลอดภัย และจะพาทุกคนไปสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล เริ่มตั้งแต่ทั้งการเรียนรู้ ถึงการทำมาหากิน เพื่อก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารต่อสาธาณชนอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังระบุในที่ประชุมคณะผู้บริหารหน่วยงานใต้สังกัด 9 หน่วยงาน เช่น ทีโอที กสท โทรคมนาคม ไปรษณีย์ไทย สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่า ส่วนตัวเป็นคนที่มาไว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปไว พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานทำงานอย่างรวดเร็ว

 

บิ๊กซีจับมือกระทรวงพาณิชย์ จัดงานลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค สูงสุด 80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 21 ธ.ค. 2559 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817617


นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำคณะเยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค โดยลดราคาพิเศษสูงสุด 80% ภายใต้ โครงการ “รวมใจ..ช่วยไทย..ลดรับปีใหม่” ซึ่งบิ๊กซีจับมือกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวไทยทั่วประเทศ โดยมีนางวิภาดา ดวงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) พร้อมทีมผู้บริหารและพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆ นี้ 

เชียงใหม่หมอกลงจัด! ทัศนวิสัยต่ำวันที่ 2 กระทบการบินล่าช้า 5 เที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 09:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817562


สนามบินเชียงใหม่ต้องหยุดปฏิบัติงานในเขตการบินเป็นเวลา 10 นาที หลังเกิดทัศนวิสัยต่ำ ในเขตการบินเป็นวันที่สอง ส่งผลเที่ยวบินล่าช้ากว่ากำหนด 5 เที่ยวบิน แนะ ผู้โดยสาร เผื่อเวลาต่อเครื่องให้มากขึ้น …วันที่ 21 ธ.ค.59 นาวาอากาศเอกวิสูธ จันทนา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทชม.ทอท.) กล่าวว่า เช้าวันนี้ ยังคงเกิดหมอกลงจัดบริเวณท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยเมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ทัศนวิสัยการมองเห็นในเขตการบินอยู่ที่ระยะประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่ จึงได้เปิดไฟทัศนวิสัยต่ำพร้อมประกาศเตือนการปฏิบัติงานในเขตการบิน

ต่อมา เวลาประมาณ 07.40 น. ทัศนวิสัยการมองเห็นลดลงต่ำกว่า 100 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ประกาศหยุดการทำงานในเขตการบินทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติงานในเขตการบิน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่ออากาศยานและผู้ใช้บริการ โดยหยุดปฏิบัติงานเป็นเวลาประมาณ 10 นาที และสามารถให้บริการได้ตามปกติ เมื่อเวลาประมาณ 07.50 น.

อย่างไรก็ตาม เหตุทัศนวิสัยต่ำ (Low visibility) ดังกล่าว ทำให้อากาศยานไม่สามารถทำการบินขึ้นลงได้ ส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้า จำนวน 5 เที่ยวบิน ดังนี้

1.สายการบินไทยสมายล์ เที่ยวบิน WE 150 เส้นทางดอนเมือง เชียงใหม่ กำหนดเวลาลงปกติ 07:40 น. บินวนและสามารถลงได้เมื่อเวลา 08:05 น.
2.สายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD 101 เส้นทาง อู่ตะเภา-เชียงใหม่ กำหนดเวลาลงปกติ 07.35 น. บินวนและสามารถลงได้เมื่อเวลา 08:20 น.
3.สายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD 3437 เส้นทาง ดอนเมือง-เชียงใหม่ กำหนดเวลาลงปกติ 07:50 น. บินวนและสามารถลงได้เมื่อเวลา 08:17 น.
4.สายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน DD 8302 เส้นทาง ดอนเมือง-เชียงใหม่ กำหนดเวลาลงปกติ 08:00 น. บินวนและสามารถลงได้เมื่อเวลา 08:14 น.
5.สายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน DD 8301 เส้นทาง เชียงใหม่-ดอนเมือง กำหนดออกเวลา 07.45 น. เลื่อนเวลาออกเป็น 08.09 น.

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวด้วยว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นลงในช่วงนี้ อาจส่งผลให้เกิดทัศนวิสัยต่ำในเขตการบินขึ้นได้อีก ดังนั้น ผู้ที่ต้องเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างประเทศ อาจจะต้องเผื่อเวลาในการต่อเครื่องให้มากขึ้น