‘หมอเสริฐ’ แชมป์ เศรษฐีหุ้นไทย 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 07:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805087

 

ครองตำแหน่ง 4 ปีซ้อน มั่งคั่งรวม 6.7 หมื่นล้าน

ผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นปี 2559 “หมอเสริฐ” นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของอาณาจักรโรงพยาบาลกรุงเทพ รักษาแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยได้อีกเป็นปีที่ 4 ด้วยความมั่งคั่งรวม 6.7 หมื่นล้านบาท ตามด้วย “คีรี กาญจนพาสน์” เจ้าพ่อบีทีเอส ติดอันดับ 2 รวย 2.93 หมื่นล้านบาท เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” บิ๊กบอสพฤกษา รวย 2.92 หมื่นล้านบาท ด้านตระกูลปราสาททองโอสถยังครองแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย 5 เครือญาติในตระกูลถือครองหุ้นรวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท

วารสารการเงินธนาคารร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ปี 2559 ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 และตีพิมพ์ผลการจัดอันดับในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2559 ปรากฏว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 โดยเป็นแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยในปี 2559 นี้ หมอเสริฐถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 67,244.71 ล้านบาท รวยขึ้น 4,879.52 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.82

โดยหุ้นที่ “หมอเสริฐ” ถือครองมี 3 บริษัท ได้แก่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในสัดส่วนร้อยละ 18.26 รวมมูลค่า 61,680.46 ล้านบาท บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ร้อยละ 10.61 มูลค่า 5,502.60 ล้านบาท และ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) ร้อยละ 0.79 มูลค่า 61.64 ล้านบาท


นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ

ทั้งนี้ หุ้นที่ “หมอเสริฐ” ถือครองล้วนแล้วแต่ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2558 โดย ณ 30 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ใช้คำนวณมูลค่าความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นในปีนี้ หุ้น BA ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.38 BDMS เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.84 และ NTV เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.19 ทำให้ความมั่งคั่งของหมอเสริฐเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้


นายคีรี กาญจนพาสน์

เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) โดยหุ้นที่นายคีรีถือครองรวมมูลค่าทั้งสิ้น 29,348.60 ล้านบาท ลดลง 2,860.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.88 ประกอบด้วย หุ้น BTS ในสัดส่วนร้อยละ 27.50 มูลค่า 28,382.07 ล้านบาท กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGF) ร้อยละ0.94 มูลค่า 682.73 ล้านบาท บมจ.วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) ร้อยละ 0.54 มูลค่า 206.40 ล้านบาท และ บมจ.แกรนด์ คาเนล แลนด์ (GLAND) ร้อยละ 0.51 มูลค่า 77.40 ล้านบาท

เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ได้แก่ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 29,281.40 ล้านบาท ลดลง 5,998.69 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 ประกอบด้วย หุ้น PS ในสัดส่วนร้อยละ 54.38 มูลค่า 29,136 ล้านบาท และ บมจ.แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ร้อยละ 0.86 มูลค่า 145.40 ล้านบาท

เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ทายาทอาณาจักรโอสถสภา สำหรับพอร์ตหุ้นของนายนิติประกอบด้วยหุ้นทั้งหมด 14 บริษัท มูลค่ารวม 27,147.25 ล้านบาท รวยขึ้น 7,275.60 ล้านบาท หรือร้อยละ 36.61 เนื่องจากราคาหุ้นส่วนใหญ่ในพอร์ตได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนแทบทั้งสิ้น

เศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 25,600.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,573.80 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.18 ประกอบด้วย บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ร้อยละ 24.27 มูลค่า 25,589.55 ล้านบาท และ บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) ร้อยละ 1.36 มูลค่า 10.90 ล้านบาท

เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 ได้แก่ นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 22,407.91 ล้านบาท ลดลง 10,087.83 ล้านบาท หรือร้อยละ 31.04 ประกอบด้วย EA ในสัดส่วนร้อยละ 23.30 มูลค่า 22,380.87 ล้านบาท และ บมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี (EE) ร้อยละ 0.94 มูลค่า 27.04 ล้านบาท


นายพิชญ์ โพธารามิก

เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 ได้แก่ นายพิชญ์ โพธารามิก ทายาทคนเดียวของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดิศัย โพธารามิก ผู้ก่อตั้ง บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นมูลค่ารวม 19,886.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,395.17 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.54 ประกอบด้วย บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) ในสัดส่วนร้อยละ 71.35 มูลค่า 6,609.81 ล้านบาท และ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ร้อยละ 25.84 มูลค่า 13,277.14 ล้านบาท

เศรษฐีหุ้นอันดับ 8 ได้แก่ นางยุพิน ธีระโกเมน เจ้าของอาณาจักรธุรกิจแบรนด์สุกี้ MK ถือหุ้น บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) เป็นอันดับ 1 ในสัดส่วนร้อยละ 39.90 รวมมูลค่า 18,886.40 ล้านบาท ลดลง 2,083.70 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.94

เศรษฐีหุ้นอันดับ 9 ได้แก่ นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ทายาทของหมอเสริฐที่รับผิดชอบดูแลกิจการโรงพยาบาลของตระกูล ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 15,609.44 ล้านบาท รวยขึ้น 1,763.30 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.73 ประกอบด้วย บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ในสัดส่วนร้อยละ 3.37 มูลค่า 11,365.99 ล้านบาท และ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) ร้อยละ 8.18 มูลค่า 4,243.45 ล้านบาท

เศรษฐีหุ้นอันดับ 10 ได้แก่ นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการ บมจ.เมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) ถือหุ้น MTLS ในสัดส่วนร้อยละ 37.38 มูลค่า 14,661.25 ล้านบาท รวยขึ้น 2,377.50 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.35

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยยังคงรักษาแชมป์ ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยไว้ได้อีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 แล้ว ตระกูลปราสาททองโอสถยังสร้างสถิติใหม่เป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับแสนล้านบาท จาก 5 เครือญาติในตระกูลที่ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 107,918.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 19,831.76 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.51 ส่วนตระกูลอื่นๆมูลค่าหุ้นที่ถือครอง ปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความมั่งคั่งลดลงไป โดยตระกูลจิราธิวัฒน์ ปีนี้ยังอยู่ในอันดับ 2 ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 58,142.15 ล้านบาท ลดลง 406.77 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.69 ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลกาญจนพาสน์ ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 42,210.54 ล้านบาท ลดลง 2,842.36 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.31 อันดับ 4 ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธ์ ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,401.40 ล้านบาท ลดลง 7,209.94 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.92 และตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ ตระกูลทองแตง ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 31,612.86 ล้านบาท ลดลง 10,040.74 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.11

 

ทุ่มงบกลางปี 1.9 แสนล้าน คลังเทหมดหน้าตักกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804957

 

ครม.เห็นชอบจัดทำงบประมาณกลางปี 2560 พุ่งแตะ 190,000 ล้านบาท มาจากการกู้เงินชดเชยขาดดุล 162,921 ล้านบาท ภาษีและรายได้อีก 27,078 ล้านบาท เพื่อให้กลุ่มจังหวัดใช้พัฒนาเศรษฐกิจภายใน 100,000 ล้านบาท และกองทุนหมู่บ้านกว่า 60,000 ล้านบาท ส่วนช็อปช่วยชาติรอเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวน 190,000 ล้านบาท โดยมีแหล่งที่มาจากภาษีและรายได้อื่น 27,078.30 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 162,921.69 ล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณรายจ่ายดำเนินการตามนโยบายที่จะสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมศักยภาพและเพื่อรักษาวินัยทางการคลังในการตั้งรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

ทั้งนี้ กรอบวงเงินสูงสุดที่รัฐบาลกู้ได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 จะมีจำนวนรวม 611,549.4 ล้านบาท แต่ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายขาดดุล 390,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงยังมีวงเงินกู้ที่สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 221,549.4 ล้านบาท สำหรับการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังครั้งนี้ กระทรวงการคลังแจ้งว่า แหล่งที่มาของรายได้สำหรับชดใช้เงินคงคลังจะมาจากรายได้สภาพคล่องส่วนเกิน และกำไรสะสมของรัฐวิสาหกิจและส่วนราชการอื่น

“งบประมาณที่จัดทำเพิ่มเติมจะนำไปสู่การปฏิรูปการจัดทำงบประมาณในรูปแบบกลุ่มจังหวัด และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นงบวาย (Y) ตามสูตรการบริหารงบ XYZ ของ นายสมคิด โดยวงเงิน 190,000 ล้านบาทซึ่งเป็นงบ Y นี้ จะนำไปใช้ใน 3 ส่วนคือ การใช้จ่ายในโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดวงเงิน 100,000 ล้านบาท งบ ประมาณที่จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 500,000 บาท รวมวงเงินประมาณกว่า 60,000 ล้านบาท และวงเงินเพื่อชดเชยเงินคงคลังของรายจ่ายงบประมาณในปีที่ผ่านมา 27,078.3 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบในหลัก การให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตามแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการที่มีความสำคัญในการกลั่นกรองการจัดทำงบประมาณและโครงการสำหรับการลงทุนในกลุ่มจังหวัดทั้ง 18 จังหวัด โดยผู้แทนประกอบไปด้วยสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตัวแทนจากภาคเอกชนที่เป็นตัวแทนของคณะ กรรมการร่วมรัฐและเอกชน (กรอ.) รวมทั้งตัวแทนจากภาคประชาชน

โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่การกลั่นกรองโครงการต่างๆที่กลุ่มจังหวัดมีการเสนอเข้ามาภายในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอโครงการที่จะมีการทำการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ร่วมกัน จากนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะพิจารณาโครงการต่างๆให้แล้วเสร็จภายใน 5-7 วัน และนำเสนอ ครม.ภายในวันที่ 17 ม.ค.2560 และภายหลังจาก ครม.เห็นชอบจะได้นำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้ พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมปี 2560 มีผลบังคับใช้ในเดือน ก.พ.ปีหน้า

“การจัดทำงบประมาณกลางปี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนในครั้งนี้ การพิจารณาโครงการต่างๆ จะมีการพิจารณาได้รวดเร็วเนื่องจากในการคัดเลือกและเสนอโครงการคณะกรรมการกลั่นกรองจะลงไปทำงานกับกลุ่มจังหวัดตั้งแต่ในขั้นตอนคัดเลือกโครงการเพื่อเสนอมาให้สำนักงบประมาณพิจารณา”

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวหลังประชุม ครม.ว่า กระทรวงการคลังยังไม่ได้เสนอมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท หรือโครงการช็อปช่วยชาติที่จะนำมาใช้ระหว่างวันที่ 15-31 ธ.ค.นี้ เนื่องจากยังมีเวลาที่จะเสนอในสัปดาห์หน้าได้ เพราะตามหลักการของมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาษี หากอนุมัติแล้วจะต้องมีผลในทางปฏิบัติทันที เพราะถ้ามาตรการออกมาก่อน และยังไม่มีผลบังคับใช้ อาจส่งผลให้ประชาชนชะลอการใช้จ่ายในช่วงนี้ได้.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ดาวโจนส์-S&P ทำนิวไฮอีก ก่อนแบงก์ยุโรปประชุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805037

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพุธ จากความคาดหวังว่าธนาคารกางยุโรปจะขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากการมองด้านบวกเกี่ยวกับเศรษฐกิจอเมริกันหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนก่อน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 7 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 297.84 จุด หรือ 1.55% ปิดที่ 19549.62 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 29.12 จุด หรือ 1.32% ปิดที่ 2241.35 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 60.76 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 5393.76 จุด

การเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวก่อนที๋ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะมีการประชุมในวันพฤหัสบดี ซึ่งคาดกันว่าพวกเขาจะขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปอีก ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า ทิศทางของตลาดสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ จะออกนโยบายที่สนับสนุนการเติบโต และผ่อนผลายข้อบังคับลง

 

รถเมล์เอ็นจีวีวุ่นไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804956

 

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงกรณีที่กรมศุลกากรไม่อนุมัติให้บริษัทเอกชนนำรถเมล์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) จำนวน 100 คัน ออกจากท่าเรือแหลมฉบังว่า ในกรณีดังกล่าว ขสมก.เป็นแค่ผู้ซื้อที่มีสัญญาซื้อขายกับเอกชน โดยเอกชนมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันให้กับ ขสมก.ตามสัญญา ภายในวันที่ 29 ธ.ค.59 นี้ หากไม่สามารถส่งมอบได้ตามสัญญาจะถูกปรับวันละ 17,000 บาท/คัน/วันจนกว่าจะส่งมอบรถเมล์เสร็จเรียบร้อย ส่วนจะมีการยกเลิกสัญญาหรือไม่นั้น ขสมก.จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และหากมีการยกเลิกสัญญา ขสมก.ก็ยึดหลักค้ำประกันมูลค่า 10% หรือประมาณ 330 ล้านบาท

“ทุกคนอยากให้มีการส่งมอบรถเมล์ 489 คัน แต่เงื่อนไขต้องทำให้ถูกกฎหมาย ส่วนแนวทางรองรับ หากไม่สามารถนำรถเมล์ใหม่ 489 คันมาให้บริการประชาชนได้นั้น ขสมก.ก็จะนำรถที่เตรียมปลดระวางกว่า 2,700 คันมาให้บริการต่อไป”

นายคณิสสร์ ศรีวชิรประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ในฐานะบริษัทที่ชนะการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี กล่าวว่า คงต้องรอให้กรมศุลกากรของไทยประสานเรื่องไปยังกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของประเทศมาเลเซีย เพื่อตรวจสอบเอกสารใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีนำมาแสดงว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเอกสารจริงก็ไม่มีปัญหาใดๆ บริษัทจะสามารถนำรถออกจากท่าเรือได้ตามปกติ แต่หากผลพิสูจน์พบว่าเอกสารเป็นของปลอม และกรมศุลกากรไทยต้องการจะเรียกเก็บภาษีจากบริษัทเพิ่มเติม 40% ทางเบสท์รินก็พร้อมที่จะจ่ายภาษีตามกฎหมาย แต่บริษัทจะไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการต้องเสียภาษีเพิ่มเติมจากบริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอเชียล วีฮีเคลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี ซึ่งเป็นโรงงานผลิต และประกอบรถเมล์ในมาเลเซียในข้อหาที่นำเอกสารปลอมมาหลอกบริษัท.

 

“บีอีเอ็ม” เชื่อมเตาปูน-บางซื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804952

 

นายพีรยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. ว่า บอร์ด รฟม.มีมติอนุมัติให้ว่าจ้างบริษัททางด่วนรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม เข้ามาติดตั้งระบบการเดินรถ 1 สถานี ระหว่างสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อ แม้ว่าการเจรจาตกลงว่าจ้างบีอีเอ็มเข้ามาให้บริการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ยังไม่ได้ข้อสรุป โดย รฟม.ได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อที่จะเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน ธ.ค. จากนั้นจะเสนอขออนุมัติบอร์ด รฟม. เพื่อว่าจ้างในเดือน ม.ค.2560 โดยบีอีเอ็มจะเปิดเดินรถเชื่อมต่อ 1 สถานีได้ในเดือน ส.ค.2560

ทั้งนี้ วงเงินว่าจ้างระบบเดินรถ 1 สถานี จำนวน 693 ล้านบาท และค่าจ้างเดินรถปีละ 52 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี ส่วนขั้นตอนการเจรจา ว่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินต้องได้ข้อสรุปในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ เพราะต้องจัดทำข้อสรุปต่างๆร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเสนอให้ ครม.เพื่อขออนุมัติได้ในเดือน ก.พ.2560 โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี และมีอายุสัมปทาน 30 ปี หรือสิ้นสุดปี 2592”.

 

‘เบรกเกอร์’ เปิดแผนเขย่าตลาด เล็งเป้าบุกรองเท้าผ้าใบแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804937

 

(ภาพจาก:เฟซบุ๊ก Breakerclub รองเท้าเบรกเกอร์)

นายสมฤกษ์ วงศ์วีระนนท์ชัย กรรมการบริหาร บริษัท เอส.ซี.เอส. สปอร์ตสแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้านักเรียน แบรนด์ “เบรกเกอร์”, “เอส.ซี.เอส.”, “ป๊อปทีน” และ “แคทช่า” เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 59 บริษัทได้รุกทำตลาดรองเท้าผ้าใบเต็มสูบ ด้วยการเข็นรองเท้ารุ่น ลิมิเต็ด เอดิชั่น “Breaker J” เข้ามาทำตลาด ภายใต้แคมเปญ “ตามรอยเท้าพ่อ” ผลิตเพียง 500 คู่ ขายราคา 500 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อหวังปลุกกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ กระตุ้นยอดขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ “เบรกเกอร์” ให้ได้ถึง 500 ล้านบาทในสิ้นปี เพิ่มขึ้นจากปี 58 ที่ทำได้ 450 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เปิดขายวันแรก 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขายหมดเกลี้ยงภายใน 5 ชั่วโมง ทำให้แบรนด์ “เบรกเกอร์” แข็งแกร่งมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องการตอกย้ำความเป็น 1 ใน 3 แบรนด์ผู้นำรองเท้านักเรียนผู้ชายขวัญใจวัยรุ่น ที่เบรกเกอร์มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30% รองจากนันยาง ที่มีส่วนแบ่งตลาด 35% และโกลด์ซิตี้ 35% ของมูลค่าตลาดรวมรองเท้าผ้าใบ (รองเท้านักเรียนผู้ชาย) 3,000 ล้านบาท การแข่งขันของตลาดนี้มีสูงมาก แม้จะเป็นสินค้ายูนิฟอร์ม ที่มีระยะเวลาการขายสั้น แค่ 3 เดือน คือ มี.ค.-เม.ย.-พ.ค.ก็ตาม ไม่เหมือนรองเท้าผ้าใบที่เป็นแฟชั่นทั่วไปที่ขายได้ตลอดทั้งปี

“แบรนด์เบรกเกอร์ถือเป็นสินค้าเรือธงของบริษัท มีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 60% โดยสิ้นปี 59 ผลประกอบการของบริษัทตั้งเป้าทำได้ถึง 900 ล้านบาท เติบโต 10% เป็นรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มรองเท้านักเรียนชายหรือรองเท้าผ้าใบแบรนด์ “เบรกเกอร์” 500 ล้านบาท กลุ่มพีวีซี จากแบรนด์รองเท้านักเรียนหญิง “ป๊อปทีน”, “แคทช่า” และรองเท้านักเรียนอนุบาล “เอส.ซี.เอส.” 400 ล้านบาท ปี 60 ยังคาดหวังเติบโต 10% ต่อเนื่อง หรือทำรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมมีแผนขยายตลาดรองเท้าผ้าใบแนวแฟชั่นในอนาคต แม้จะต้องใช้ความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อย่างหนักก็ตาม”.

 

ดึงข้าวเสื่อมผลิตเอทานอล พลังงานมึนตลาดตึงตัวสั่งเกาะติด 18 โรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804947

 

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ธพ.กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำข้าวเสื่อมคุณภาพ ในสต๊อกของรัฐบาล ซึ่งได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าขณะนี้มีปริมาณ 4 ล้านตัน ที่ยังคงเก็บไว้ในโกดัง เพื่อนำมาผลิตเป็นเอทานอล และในสัปดาห์หน้า ธพ.ได้นัดประชุมร่วมกับกับผู้ผลิตเอทานอลถึงความเป็นไปได้ในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาเคยนำข้าวเสื่อมคุณภาพมาเปิดประมูลแล้วแต่ไม่คุ้มค่า แต่หากจำเป็นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาปริมาณข้าวที่ค้างโกดัง “ได้รับรายงานว่าข้าวเสื่อมคุณภาพนำไปผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆไม่ได้ จึงต้องมาดูว่าถ้าจะทำเอทานอลจะทำได้หรือไม่ แต่หากให้ผู้ผลิตเอทานอลไปประมูลซื้อข้าวมาผลิตเอทานอลก็อาจไม่คุ้มเพราะต้องคิดค่าขนส่งบวกเพิ่มในต้นทุน เพราะการผลิตเอทานอลที่เหมาะสมก็คือ ราคาวัตถุดิบต้องต่ำกว่ามันสำปะหลัง เพราะโรงงานผลิตเอทานอลที่จะผลิตจากข้าวได้จะต้องเป็นโรงงานที่ผลิตจากมันสำปะหลังเท่านั้น เพราะใช้เครื่องจักรประเภทเดียวกัน”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันได้แก่ บริษัทเชฟรอน จำกัด หรือ คาลเท็กซ์ บริษัท เอสโซ่ ประเทศไทย จำกัด และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือถึง ธพ.เพื่อขอนำปริมาณสำรองเอทานอล 1% มาใช้เพราะปริมาณเอทานอลตึงตัว ซึ่ง ธพ.ยังไม่เห็นความจำเป็นในการลดปริมาณสำรอง เพราะปริมาณเอทานอลไม่ถึงกับขาดแคลน แต่เพื่อป้องกันปัญหาจึงได้มีหนังสือกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้ค้าเอทานอล 18 รายรวม 21 โรงงาน รายงานปริมาณการผลิต การซื้อ การจำหน่าย ปริมาณเอทานอลคงเหลือรายวันให้ ธพ.รับทราบตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.59- 28 ก.พ.60 หากผู้ผลิตและผู้ค้าเอทานอลไม่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวจะถือว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ปัญหาเอทานอลตึงตัวน่าจะเกิดจากการวางแผนที่ผิดพลาดของผู้ค้าและมีการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรผลิตเอทานอล 3 บริษัท ทำให้มีปริมาณเอทานอลหายไปจากระบบถึง 1 ล้านลิตร “ขณะนี้ผู้ผลิตเอทานอล 18 ราย 21 โรงงานมีกำลังผลิตรวม 4.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้อยู่ที่ 3.6 ล้านลิตรเอทานอลจึงไม่น่าขาดแคลน”.

 

ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนตลาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804942

 

นางทิพย์สุดา ถาวรามร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้ปรับโครงสร้างองค์กรมีผล 1 ม.ค.60 โดยเพิ่มฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน และฝ่ายจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดทุนเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้โอกาสจากเทคโนโลยี โดยกำหนดแผนงานขับเคลื่อนนวัตกรรมตลาดทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การทำข้อมูลตลาดทุนให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้ ส่งต่อ นำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว 2.เปิดพื้นที่ให้มีที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ เช่น โครงการฟินเทค ชาเลนจ์ โปรแกรมและสนามทดลอง (regulatory sandbox)

3.ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เช่น ศูนย์ข้อมูลตัวตนลูกค้า (e-KYC pool) และการใช้บล็อกเชนในการซื้อขายหลักทรัพย์ 4.ใช้เทคโนโลยีช่วยในการกำกับดูแล 5.การรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ด้วยมาตรฐานตลาดทุน และการซ้อมแผนฉุกเฉินในวงกว้าง

ทั้งนี้ ก.ล.ต.เตรียมเปิดใช้งานสนามทดลอง (Sandbox) สำหรับผู้ให้บริการฟินเทค (Fintech) ในตลาดทุน ภายในครึ่งแรกของปี 60 โดยเบื้องต้นจะเปิดให้ผู้บริการ 3 รูปแบบเข้าทดลองก่อน ได้แก่ 1.กองทุนส่วนบุคคล 2.ผู้แนะนำการลงทุน 3.การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ ก.ล.ต.สามารถออกใบอนุญาตประกอบกิจการจริงได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย.

 

“แคท” โชว์เคเบิลใต้น้ำสุดบิ๊ก บึ้มฝันสู่ศูนย์กลางเกตเวย์อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804936

 

นายดนันท์ สุภัทรพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยว่า จากความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แคทต้องขยายการให้บริการวงจรเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ (อินเตอร์เน็ตเกตเวย์) เพิ่มขึ้นด้วย โดยปัจจุบันแคทมีเส้นทางเคเบิลใต้น้ำทั้งสิ้น 6 เส้น มีความจุรองรับการใช้อินเตอร์เน็ตของประเทศไทยมากกว่า 14 เทเลบิตต่อวินาที โดยเชื่อว่าผู้บริโภคต้องการความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่มากกว่า 100 Gbps เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตที่สะดวกสบายทั้งดูหนัง ฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ต รวมถึงบริการอื่นๆอีก ถือว่าสอดคล้องยุคที่อินเตอร์เน็ตเป็นทุกสิ่ง

“แคทถือเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเกตเวย์รายหลักของประเทศ มีส่วนแบ่งการตลาด 30% ซึ่งแคทต้องวางแผนและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการให้บริการอินเตอร์เน็ตเกตเวย์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้แคทได้เสนอแผนงานไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แล้ว คาดว่าจะได้รับความชัดเจนในการดำเนินการเร็วๆนี้”.

 

คมนาคม จ่อเสนอ ครม.อนุมัติโครงสร้างพื้นฐานปี 60 มูลค่ากว่า 8 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 20:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804776

 

คมนาคมจ่อเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า อนุมัติแอ็กชั่นแพลนปี 60 แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ทั้งรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟฟ้า ทางด่วนมอเตอร์เวย์ กว่า 36 โครงการ มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า กระทรวงคมนาคม จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาขออนุมัติแผนงานโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วน (แอ็กชั่นแพลน) ปี 2560 รวมถึงแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย 20 ปีระยะที่ 2 กว่า 36 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 897,031 ล้านบาท

สำหรับรายละเอียดแอ็กชั่นแพลน ปี 2560 จาก 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการแบ่งเป็นสัดส่วนโครงการลงทุนระบบราง 85% โครงการทางด่วนและมอเตอร์เวย์ 9% และอื่นๆ ประกอบด้วยโครงการสนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกศูนย์กลางการขนส่ง 6% โดยโครงการตามแผนจะเป็นตัวสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษตามจังหวัดชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยว

นายอาคม กล่าวต่อว่า แอ็กชั่นแพลนปี 2560 ที่มี 36 โครงการ แบ่งโครงการออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มโครงการประกวดราคาได้มี 15 โครงการ วงเงิน 468,564 ล้านบาท 2. กลุ่มโครงการเริ่มก่อสร้างมี 5 โครงการ วงเงิน 54,788 ล้านบาท 3. กลุ่มโครงการพร้อมจะให้บริการ มีการเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมอ่าวไทยตอนบน และตั๋วร่วม 4. กลุ่มโครงการพร้อมจะเสนอ ครม. และคณะกรรมการที่ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) มี 8 โครงการ วงเงิน 299,278 ล้านบาท และ 5. เตรียมข้อเสนอโครงการและโครงการสำคัญที่ต้องมีการผลักดัน มี 4 โครงการ วงเงิน 48,985 ล้านบาท