ขสมก.จัดแผนการเดินรถรับวันหยุดต่อเนื่องวันรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 21:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805816

 

ขสมก.จัดแผนการเดินรถรองรับการเดินทางของประชาชน ช่วงวันหยุดต่อเนื่องวันรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 59 นายสุระชัย เอี่ยมวชิรกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.ได้จัดแผนการเดินรถให้บริการประชาชน ช่วงวันหยุดต่อเนื่องวันรัฐธรรมนูญ ที่จะถึงนี้ เพื่ออำนวยความสะดวก ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ ระหว่างวันที่ 9–13 ธ.ค. 59 โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ในเส้นทางปกติ ได้เพิ่มจำนวนรถ เที่ยววิ่ง และการเปลี่ยนกะของพนักงานประจำรถ ทั้งกะเช้า กะบ่าย และกะสว่าง จำนวน 114 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 9–13 ธ.ค. 59 นี้

2. จัดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่งกรุงเทพ จำนวน 4 สถานี รวม 37 เส้นทาง ดังนี้

สถานีขนส่งกรุงเทพ (จตุจักร) จำนวน 13 เส้นทาง ได้แก่ 3, 16, 26, 49, 77, 96, 134, 136, 138, 145, 509, 517, และ 536

สถานีขนส่งกรุงเทพ (เอกมัย) จำนวน 8 เส้นทาง ได้แก่ 2, 23, 25, 71, 72, 501, 508, และ 511

สถานีขนส่งกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) จำนวน 6 เส้นทาง ได้แก่ 66, 79, 511, 515, 516, และ 556

สถานีรถไฟหัวลำโพง จำนวน 10 เส้นทาง ได้แก่ 4, 7, 21, 25, 29, 34, 73, 73ก, 75, และ 501

3. จัดเดินรถ AIRPORT BUS เชื่อมต่อท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 2 เส้นทาง ดังนี้ -สาย A1 ท่าอากาศยานดอนเมือง–สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร เฉลี่ยวันละ 6 คัน -สาย A2 ท่าอากาศยานดอนเมือง–อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เฉลี่ยวันละ 8 คัน

4. จัดรถเฉพาะกิจ Shuttle Bus รถเมล์ฟรี จำนวน 2 เส้นทาง ให้บริการเฉพาะวันที่ 9 ธ.ค. 59 ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. และวันที่ 13 ธ.ค. 59 ตั้งแต่เวลา 05.00-08.00 น. ดังนี้ เส้นทางวงกลมอู่หมอชิต 2 สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร วันละ 3 คัน เส้นทางอู่หมอชิต 2 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันละ 5 คัน

นายสุระชัย กล่าวว่า ขสมก.ได้เข้มงวดตรวจเช็กการซ่อมบำรุงให้เป็นไปตามแผนและระเบียบปฏิบัติ โดยให้หัวหน้างานคอยย้ำเตือนพนักงานประจำรถให้ตรวจสอบสภาพรถ พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ การติดตั้งเครื่องดับเพลิง เป็นต้น

ส่วนการเตรียมความพร้อมของพนักงานประจำรถ จัดหัวหน้างาน ตรวจความพร้อมร่างกายของพนักงานประจำรถ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตรวจใบอนุญาตขับขี่ก่อนขึ้นปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ตักเตือนพนักงานขับรถ ให้เปิดประตูอัตโนมัติเมื่อรถจอดสนิท และปิดประตูก่อนนำรถออกจากป้าย ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ไม่ขับปาดซ้ายปาดขวาหรือขับแข่งแซงกัน ไม่จอดแช่ป้าย เพื่อป้องกันการจราจรติดขัด และให้ระวังผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน รวมถึงให้พนักงานเก็บค่าโดยสารช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการขึ้น-ลงรถเมล์แก่ผู้ใช้บริการเป็นกรณีพิเศษ

นอกจากนี้ ยังได้จัดพนักงานสายตรวจพิเศษ นายตรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรบริเวณวัดที่รถวิ่งผ่าน และตามป้าย หยุดรถที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น นอกจากนี้ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเดินรถช่วงวันรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ได้แก่ ศูนย์วิทยุรัชดา ศูนย์วิทยุเขตการเดินรถที่ 1-8 และศูนย์แนะนำบริการ Call Center 1348 ให้เป็นหน่วยประสานงานหน่วยงานภายในภายนอก พร้อมทั้งแจ้งปัญหาเสนอผู้เกี่ยวข้องแก้ไข ตั้งแต่วันที่ 9–13 ธ.ค. 59 ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารในการเดินรถ

 

แนะทางรอดธุรกิจร้านกาแฟ บรรยากาศต้องดี-รสชาติมาตรฐานเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805687

 

อโรม่า กรุ๊ป จับมือพันธมิตร จัด Australian-Thai Coffee Talks and Tasting เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องรสชาติ-วัฒนธรรมกาแฟ 2 ประเทศ ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟชื่อดัง แนะทางรอดธุรกิจร้านกาแฟ บรรยากาศต้องดี รสชาติต้องได้ตามมาตรฐานเดิม…

วันที่ 8 ธ.ค.59 มีรายงานว่า กลุ่มบริษัทในเครืออโรม่า กรุ๊ป ประสานความร่วมมือระหว่าง สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และเดอะ คอฟฟี่ คลับ จัดกิจกรรม Australian-Thai Coffee Talks and Tasting งานเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องรสชาติและการชงกาแฟคั่วบดของออสเตรเลียและไทย โดยงานครั้งนี้ จัดขึ้นที่ The Coffee Club สาขาถนนวิทยุ


นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ป

นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ป กล่าวว่า ความนิยมดื่มกาแฟคั่วบด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบการใช้ชีวิตคนไทย และในปัจจุบันวัฒนธรรมกาแฟของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย และเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง จากกาแฟรถเข็นข้างทางสู่ร้านกาแฟทันสมัยที่ผู้คนให้ความสำคัญกับบรรยากาศและการดื่มกาแฟที่สร้างสรรค์และผ่านการชงอย่างพิถีพิถัน นับจากการเลือกสรรพันธุ์และชนิดของเมล็ดกาแฟ รสชาติสูตรต่างๆ วิธีการปรุงที่หลากหลาย ตั้งแต่เอสเพรสโซชอต ไปจนถึงศิลปะฟองนมของกาแฟลาเต้ ซึ่งทุกวันนี้ ได้เห็นร้านกาแฟในรูปแบบพิเศษต่างๆ และทิศทางธุรกิจกาแฟที่มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมากขึ้น


สำหรับกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ดังกล่าว ยังได้ “เอมิลี โอ๊ค” บาริสต้าและผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟจากออสเตรเลีย และอาจารย์ปอ หรือ “ฉันท์ คำทองแท้” บาริสต้าและผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟจากอโรม่า กรุ๊ป มาบรรยายถึงธุรกิจกาแฟ วิธีการทำธุรกิจกาแฟในประเทศไทย รวมถึงทางรอดในธุรกิจกาแฟอีกด้วย

อาจารย์ปอ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟ ว่า การเป็นบาริสต้า จะต้องพลิกแพลงได้ ไม่ยึดติด รู้จักพรีเซนต์ ใช้สื่อออนไลน์ และใช้หลัก 4P ซึ่งลูกค้าในปัจจุบันชอบอะไรที่เหมือนเดิม สังเกตได้จากเวลาลูกค้าสั่งกาแฟที่ร้านประจำ จะชอบสั่งว่า เอาเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ลูกค้าถูกใจในรสชาติมาตรฐานเดิม นอกจากนี้ สิ่งที่ควรเอาใจใส่เป็นพิเศษ คือ การบริการลูกค้า ความสะดวกสบาย ห้องน้ำต้องสะอาด เพียงพอ มีอินเทอร์เน็ต มีไวไฟ เป็นต้น


อาจารย์ปอ สาธิตการทำกาแฟ

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรม ยังมีการสาธิตวิธีการทำกาแฟ จากผู้เชี่ยวชาญอย่าง เอมิลี โอ๊ค และอาจารย์ปออีกด้วย.

 

‘พาณิชย์’ ยิ้มส่งออกข้าวทะลุเป้า 10.5 ล้านตัน ทำนิวไฮในรอบ 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 20:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805726

 

‘พาณิชย์’ คาด ส่งออกข้าวปีนี้ทะลุเป้า 10.5 ล้านตัน ทำนิวไฮในรอบ 2 ปี พร้อมฉวยจังหวะข้าวหอมมะลิไทยได้แชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก เตรียมโรดโชว์โปรโมตข้าวไทยทั่วโลก หวังกระตุ้นการสั่งซื้อเพิ่ม โฟกัสตลาดเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกา

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 59 มีปริมาณ 9.33 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปี 58 ที่ส่งออกได้ 8.58 ล้านตัน โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ เบนิน, จีน, ไอวอรีโคสต์, แอฟริกาใต้, แคเมอรูน, สหรัฐอเมริกา, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย คาดว่า ทั้งปี 59 จะส่งออกได้ 10.5 ล้านตัน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9.5 ล้านตัน ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ข้าวหอมมะลิไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดข้าวดีเด่นปี 59 จัดโดยนิตยสาร The Rice Trader ไปแล้วนั้น ในปี 60 กระทรวงฯ จะจัดกิจกรรมขยาย และเชื่อมโยงตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว โดยในภูมิภาคเอเชีย มีกำหนดเข้าร่วมงานเทศกาลอาหารนานาชาติ ที่ฮ่องกง, จัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขยายตลาดข้าวไทย ที่ฟิลิปปินส์ และจีน, จัดประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงาน Foodex 2017 ที่ญี่ปุ่น, จัดประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับหน่วยงานภาครัฐและผู้นำเข้าสิงคโปร์, ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน China-ASEAN EXPO ครั้งที่ 14 ที่จีน รวมถึงการประชุมความร่วมมือทางการค้าข้าวไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 14

ส่วนตลาดยุโรป มีแผนประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวอินทรีย์และเจรจาขยายตลาดข้าวไทย และการจับคู่เจรจาทางธุรกิจ ในงาน Biofach 2017 ที่เยอรมนี, ส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงาน Thai Festival และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานข้าวไทย ที่เนเธอร์แลนด์, ขณะที่ ตลาดตะวันออกลาง จะส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงาน Gulfood 2017 และจับคู่เจรจาธุรกิจ ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และภูมิภาคอเมริกา จะจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขยายตลาดข้าวไทยในอเมริกาเหนือ และแก้ไขปัญหาปลอมปนข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงาน Summer Fancy ที่สหรัฐฯ และแคนาดา

สำหรับกิจกรรมภายในประเทศ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการเตรียมการจัดงาน Thailand Rice Convention 2017 ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ค. 60 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ โดยจะเชิญคนในวงการค้าข้าวจากทั่วโลก ทั้งผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักวิชาการ สื่อมวลชน เข้าร่วมงาน เพื่อโปรโมตข้าวไทยชนิดต่างๆ รวมถึงข้าวคุณลักษณะพิเศษ ผลิตภัณฑ์จากข้าวและนวัตกรรมจากข้าว ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับข้าวไทย และกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายข้าวไทยอีกทางหนึ่ง

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ จะประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า THAIFEX-World of Food Asia 2017 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี การเข้าร่วมจัดนิทรรศการและประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติประจำปี 2560 ณ กรมการข้าว การเข้าร่วมนิทรรศการและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน Organic & Natural Expo 2017 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นต้น

 

รฟม.เปิดซองประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ–มีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805647

 

รฟม.เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) สัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธา สัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยมี นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ รฟม. ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการสายสีส้มฯ พร้อมด้วยผู้แทนผู้ยื่นซองข้อเสนอประกวดราคางานโยธาเข้าร่วมการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 ของสัญญาที่ 5


นายภคพงศ์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมพิจารณาผลการประเมินข้อเสนอซองที่ 1 (ด้านคุณสมบัติ) งานสัญญาที่ 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในวันนี้ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดให้เปิดซองข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) ของผู้ยื่นซองข้อเสนอฯ ที่ผ่านการประเมินซองที่ 1 (ด้านคุณสมบัติ) โดยเชิญผู้ยื่นซองข้อเสนอประกวดราคาฯ ที่ผ่านการพิจารณาซองที่ 1 เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและร่วมเป็นพยาน ซึ่งมีผู้ยื่นซองข้อเสนอฯ ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินซองที่ 1 งานสัญญาที่ 5 มีดังนี้


1. กิจการร่วมค้า CKST JOINT VENTURE ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ช.การช่าง จํากัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

สำหรับขั้นตอนต่อไปของสัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ คณะกรรมการฯ จะตรวจสอบรายละเอียดของซองที่ 2 และหลังจากนั้นคณะกรรมการฯ จะพิจารณาเปิดซองที่ 3 (ด้านราคา) เฉพาะรายที่ผ่านการประเมินข้อเสนอเป็นลำดับต่อไป

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.88 จุด ดัชนีแตะ 1,525.41 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805662

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายวันที่ 8 ธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.88 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,525.41 จุด มูลค่าการซื้อขาย 51,170.37 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 8 ธ.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 4.88 จุด เปลี่ยนแปลง 0.32% ดัชนีอยู่ที่ 1,525.41 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,170.37 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

มะขามหวาน ส้มโอทับทิมสยาม ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฯ จ่อขึ้นทะเบียนจีไอในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805516

 

“พาณิชย์” ขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ 3 รายการในจีน ทั้งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมะขามหวานเพชรบูรณ์ หวังขยายตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ จีนเตรียมขอขึ้นทะเบียนจีไอชาและหัตถกรรมในไทยด้วย

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 59 นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ทางกรมฯ ได้นำคณะ นางไผ๋ เสี่ยวหลิง รองอธิบดีหน่วยงานด้านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ของจีน ลงพื้นที่ชมกระบวนการผลิตสินค้าจีไอของไทย 3 รายการ ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และมะขามหวานเพชรบูรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการของขึ้นทะเบียนจีไอสินค้าทั้ง 3 รายการที่ประเทศจีน

สำหรับสาเหตุที่ กรมฯ ต้องการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ 3 รายการในจีน เพราะส้มโอและมะขามหวานเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในจีน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกส้มโอไปจีน มูลค่าปีละประมาณ 170 ล้านบาท มีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ราว 65% ของการส่งออกส้มโอไปตลาดโลก และส่งออกมะขามไปจีนเป็นอันดับ 2 รองจากการส่งออกไปสหรัฐฯ มีมูลค่าปีละ 70 ล้านบาท

“การขึ้นทะเบียนจีไอสินค้าไทย 3 รายการในจีน จะช่วยยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียม และสร้างชื่อเสียงสินค้าจีไอของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในตลาดสำคัญ ขณะเดียวกัน หน่วยงานขึ้นทะเบียนจีไอของจีนจะช่วยดูแล และป้องปรามในกรณีที่เกิดการละเมิด หรือปลอมแปลงสินค้าจีไอของไทย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสินค้าไทยที่ถูกละเมิด หรือปลอมแปลงในจีนได้ โดยเฉพาะการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปจีน”

นายทศพล กล่าวต่อว่า สินค้าจีไอของไทย 3 รายการดังกล่าว ถือเป็นตัวแทนสินค้าไทยที่น่าจะขยายตลาดได้ดีในจีน โดยมีคุณสมบัติและเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งเป็นผลมาจากแหล่งผลิตตามสภาพภูมิอากาศ หรือปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ปลูกในพื้นที่ป่าราบลุ่มชายเลน น้ำกร่อย ดินเหนียวเป็นด่างอ่อน มีเนื้อสีชมพูเข้มจนถึงสีแดงคล้ายสีทับทิม รสชาติหวานนุ่ม ผิวผลนิ่มดั่งกำมะหยี่

สำหรับ มะขามหวานเพชรบูรณ์ ปลูกในภูมิประเทศเป็นท้องกระทะ มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน ดินมีธาตุอาหารฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมสูง อากาศร้อนในฤดูร้อน หนาวจัดในฤดูหนาว ทำให้ได้มะขามหวานเปลือกสีน้ำตาล เนียน เนื้อหนา เหนียวนุ่ม หวานหอม สีสวยสม่ำเสมอ สาแหรกน้อยไม่แข็งกระด้าง

ส่วนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ปลูกในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ส่งผลให้ข้าวเกิดความเครียดแล้วหลั่งสารหอม จึงมีความหอมมากกว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่อื่น เมล็ดข้าวยาวเรียว ข้าวสารมีเมล็ดใส ข้าวสุกมีความหอมและนุ่ม

 

ค่าครองชีพสูง ราคาสินค้าเกษตรตก ฉุดดัชนีเชื่อมั่นเดือนพ.ย.วูบทุกรายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805556

 

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคพ.ย.59 ลดลงทุกรายการต่อเนื่องเดือนที่ 2 เหตุผู้บริโภคกังวลเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นชัด ราคาสินค้าเกษตรต่ำ ค่าครองชีพสูง แนะรัฐเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจภูมิภาค กระตุ้นจีดีพีปี 60 โต 3-4% คาดมาตรการช็อปช่วยชาติปลายปี ทำเม็ดเงินเข้าระบบ 5-8 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 2,242 ตัวอย่างว่า ดัชนีทุกรายการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ย.59 อยู่ที่ 72.3 ลดลง 73.1 ในเดือนต.ค.59 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 50.8 ลดจาก 52.0 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 81.1 ลดจาก 81.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 61.2 ลดจาก 62.0 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 66.9 ลดจาก 67.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 88.8 ลดจาก 89.6

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ขยายตัวเพียง 3.2%, การส่งออกของไทยเดือนต.ค. มีมูลค่า 17,700 เหรียญสหรัฐฯ ลดลง 4.22%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดขยายตัวไม่มากนัก, ผู้บริโภคมีความกังวลปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าทรงตัวระดับสูง, ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่ ที่อาจกระทบต่อการดำเนินชีวิตและโอกาสทำธุรกิจ และความกังวลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน

ขณะนี้ พบว่า มีสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวลง และยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น เพราะประชาชนยังกังวลเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวต่ำ ทำให้ศูนย์ฯ คาดว่า การบริโภคของภาคประชาชนยังฟื้นตัวไม่มากนักในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพราะส่วนใหญ่ยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย แต่จากการที่ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการดูแลราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทำให้คาดว่า การบริโภคน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นในไตรมาสแรกของปีหน้า”


นายธนวรรธน์ กล่าวต่อถึงมาตรการช็อปช่วยชาติว่า จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงปลายปีได้ โดยหากสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 15,000 บาท จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาท หรือหากลดหย่อน 30,000 บาท จะมีเงินเข้าระบบ 25,000-30,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีการลดหย่อนด้านการท่องเที่ยว 15,000 บาทไปแล้ว ทำให้ปลายปีนี้น่าจะมีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบ 50,000-80,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจดีขึ้น และคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 โตได้ถึง 3%

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะลงสู่ภูมิภาค เพื่อให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกปีหน้า ขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้มีเงินเข้าสู่ระบบอีก 20,000-30,000 ล้านบาท คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังของปี 60 และทั้งปี 60 คาดจีดีพีจะเติบโต 3-4% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่จีดีพีไทยควรจะเป็นที่ 3.5-4% และหากโตไม่ถึง 4% อาจมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงในระยะยาวอย่างต่อเนื่องได้อีก ขณะที่น้ำท่วมในภาคใต้ คาดว่า น่าจะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย 5,000-10,000 ล้านบาท จากการเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่อาจไม่สะดวก เช่น หาดใหญ่ กระบี่ และนครศรีธรรมราช

 

การเคหะแห่งชาติ ปักธงก่อสร้างแฟลตดินแดง เฟสแรก 19 ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805437

 

พล.ต.อ.อดุลย์ พร้อมผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนดินแดงและดูความพร้อมการปักธงก่อสร้างอาคารดินแดงเฟสแรก 19 ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.59 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมผู้บริหารพม.และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักบริหารชุมชนดินแดงและพื้นที่ก่อสร้างอาคารแปลง G โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงระยะแรก จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้มีการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงมาตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาถึง 16 ปีใน 5 รัฐบาล แต่เพิ่งจะดำเนินการสำเร็จได้ในรัฐบาลชุดนี้


ทั้งนี้จะมีการปักธงวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างระยะแรกแปลง G ในพื้นที่ 2 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนวิภาวดี ติดกับถนนอโศก-ดินแดง เป็นอาคารสูง 28 ชั้น 334 หน่วย กำหนดระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญา 540 วัน หรือ 18 เดือน โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง กำหนดวางศิลาฤกษ์โครงการ วันที่ 19 ธ.ค.นี้ เวลา 09.39 น. โดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี


พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้กคช.จัดตั้งสำนักบริหารชุมชนดินแดง และให้รองผู้ว่ากคช.มาประจำการทุกวันเพื่อบริหารจัดการในพื้นที่พร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยให้ตัวแทนชาวบ้านเข้ามาร่วมตรวจสอบกระบวนการดำเนินโครงการทุกขั้นตอน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นเรื่องความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงต่อเนื่องในระยะที่ 2, 3 และ 4 เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัย 19,958 ครัวเรือน คาดว่าจะเสนอให้ครม.พิจารณาภายในเดือน ส.ค. 2560 โดยรวมทั้งโครงการ 4 ระยะจะก่อสร้างอาคารทั้งหมด 36 อาคาร จำนวน 20,292 หน่วย ซึ่งจะรองรับผู้อยู่อาศัยเดิม 11 อาคาร จำนวน 6,546 หน่วย ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2561

 

‘สมคิด’ ดึง ‘อาลีบาบา’ ดันเกษตรกรไทยก้าวสู่ ‘สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805526

 

‘สมคิด’ โรดโชว์จีน เผย ‘แจ็ค หม่า’ ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ตกลงเข้ามาช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย และชาวบ้าน รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี ให้ทำการค้าจากท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก และใช้อีอีซีของไทยเป็นฐานอีคอมเมิร์ซให้กลุ่มซีแอลเอ็มวี

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานร่วมกับนายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา บริษัท อีคอมเมิร์ซ รายใหญ่ของจีน และได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับบริษัทอาลีบาบา ในระหว่างการโรดโชว์สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 7-12 ธ.ค. ว่า การมาพบบริษัทอาลีบาบาครั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทอาลีบาบา เหมือนที่บริษัทอาลีบาบาให้ความร่วมมือกับรัฐบาลจีน ในการพัฒนาประเทศของเขา โดยความร่วมมือนี้มีจุดประสงค์ใหญ่เพื่อพัฒนาความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ ประเด็นที่จะร่วมมือกัน ทางบริษัทอาลีบาบาตกลงให้การสนับสนุนร่วมกันคือ เรื่องของเทคโนโลยีด้านดิจิตอล และการพัฒนาสนับสนุนคนไทย เกษตรกรไทย ตั้งแต่ในระดับชุมชน ในระดับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และบริษัทที่เริ่มส่งออกได้ ให้มีความรู้ความสามารถในการใช้การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทย หรือ local economy ที่เขาจะมาช่วยพัฒนา คือ การมาพัฒนาในระดับหมู่บ้าน มาช่วยพัฒนาเกษตรกรให้เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ให้รู้จักใช้ข้อมูลข่าวสารในรูปอินเทอร์เน็ต ให้รู้จักการบริหารอุปสงค์อุปทาน รวมทั้งการสอนเกษตรกรให้รู้จักการพัฒนาเว็บไซต์และการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซในหมู่บ้าน เพื่อในอนาคตข้างหน้าเกษตรกรในระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน จะสามารถทำการค้ากับโลกได้

นายสมคิด กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทอาลีบาบากำลังช่วยรัฐบาล จึงเข้าไปใน 20,000 หมู่บ้านในประเทศจีน เข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อช่วยสอนชาวบ้านและเกษตรกรทำการค้าในรูปแบบอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะส่งผลให้คนจนและเกษตรกรของจีนไม่ละทิ้งถิ่นฐาน และเข้ามาหางานทำในเมือง ซึ่งจะเกิดการสร้างงาน และพัฒนาเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านให้เจริญขึ้นมาได้ด้วยสิ่งเหล่านี้ เป็นการระเบิดจากภายใน และคือสิ่งที่อธิบายถึงการจะเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลไทย

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ของไทยและบริษัทอาลีบาบา มีข้อตกลงที่จัดตั้งสถาบันหรือ academy ขึ้นมาภายในประเทศไทย เพื่อที่จะพัฒนาความสามารถในด้านดิจิตอลและเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการจัดตั้งสถาบันดังกล่าวจะไม่เพียงสนับสนุนให้เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่จะเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์กลางการสนับสนุนให้กับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี  ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เสมือนเป็นการเกื้อกูลให้กับประเทศข้างเคียงของไทยด้วย

ขณะเดียวกัน นายแจ็ค หม่า ยังแสดงความสนใจการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีของไทย โดยเขาต้องการที่จะมาสร้างอี-โรด ให้เกิดขึ้นในอีอีซี  เปรียบเสมือนคือถ้ามีรถไฟก็ต้องมีสถานีรถไฟ ถ้ามีการเดินเรือก็จะต้องมีท่าเรือ ฉะนั้นถ้ามีอี-คอมเมิร์ซ ก็จะต้องมีสถานีรองรับ เพื่อดูแลธุรกิจอีคอมเมิร์ซเช่นกัน ซึ่งนายแจ็ค หม่า บอกว่าต้องการใช้อีอีซีเป็นฮับหรือศูนย์กลางการขนส่งอีคอมเมิร์ซให้กับกลุ่มซีแอลเอ็มวี ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเชิงยุทธศาสตร์ของไทยที่ต้องการให้เกิดการเกื้อกูลกันและกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และที่สำคัญการหารือกับอาลีบาบา ไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น

“การเดินทางมาพบกับบริษัทอาลีบาบาครั้งนี้ ถือว่าเรามาได้ถูกเวลาและมาได้เร็วกว่ามาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียพยายามเข้าถึงเช่นกัน และเมื่อได้เข้าไปดูงานของบริษัทอาลีบาบาแล้ว ตนเองรู้สึกถูกใจมาก เพราะอาลีบาบาได้โชว์ให้เห็นว่าทางบริษัทได้เข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในต่างจังหวัดของจีน โดยเขาสามารถพัฒนาร้านค้าชุมชนขนาดเล็กให้เป็นร้านค้าที่สามารถเชื่อมโยงการค้ากับตลาดโลกได้ ซึ่งสิ่งนี้ตรงกับที่รัฐบาลไทยต้องการสร้างให้เกิดขึ้นมา นอกจากนั้น อาลีบาบายังได้เตรียมไปช่วยเหลือชาวบ้านอินเดียในรูปแบบเดียวกัน เพราะขณะนี้ทุกประเทศต่างมองเห็นว่าต้องพัฒนาเศรษฐกิจจากภายในเหมือนกัน” นายสมคิด กล่าว.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 09:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805117

 

ราคาทองวันที่ 8 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400 บาท…

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท