‘หมอเสริฐ’ คว้าแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 59 รวย 6.7 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804467

 

“นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ถือหุ้นมูลค่ารวม 6.7 หมื่นล้าน ขณะที่ตระกูลปราสาททองโอสถ รั้งแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย พร้อมสร้างสถิติใหม่ เป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่ง แตะระดับแสนล้านบาท…

วันที่ 7 ธ.ค.59 มีรายงานว่า วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ฉบับเดือนธันวาคม 2559 ปรากฏว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ “หมอเสริฐ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 โดยเป็นแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยในปี 2559 หมอเสริฐ ถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 67,244.71 ล้านบาท รวยขึ้น 4,879.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.82


นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

หุ้นที่ นพ.ปราเสริฐ ถือครองมี 3 บริษัท ได้แก่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือ โรงพยาบาลกรุงเทพ, บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) ร้อยละ 0.79 มูลค่า 61.64 ล้านบาท ทั้งนี้หุ้นที่ นพ.ปราเสริฐถือครอง ล้วนแล้วแต่ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2558 ทำให้ความมั่งคั่งของ นพ.ปราเสริฐ เพิ่มขึ้นอีกในปีนี้


นายคีรี กาญจนพาสน์

เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ถือครองรวมมูลค่าทั้งสิ้น 29,348.60 ล้านบาท ลดลง 2,860.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.88 เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ได้แก่ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 29,281.40 ล้านบาท ลดลง 5,998.69 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา มูลค่ารวม 27,147.25 ล้านบาท รวยขึ้น 7,275.60 ล้านบาท หรือร้อยละ 36.61


นายอนันต์ อัศวโภคิน

เศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 25,600.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,573.80 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.18 เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 ได้แก่ นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 22,407.91 ล้านบาท ลดลง 10,087.83 ล้านบาท หรือร้อยละ 31.04


นายพิชญ์ โพธารามิก

เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 ได้แก่ นายพิชญ์ โพธารามิก ทายาทคนเดียวของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดิศัย โพธารามิก ผู้ก่อตั้ง บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นมูลค่ารวม 19,886.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,395.17 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.54 เศรษฐีหุ้นอันดับ 8 ได้แก่ นางยุพิน ธีระโกเมน เจ้าของอาณาจักรธุรกิจแบรนด์สุกี้ MK ถือหุ้น บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) เป็นอันดับ 1 ในสัดส่วนร้อยละ 39.90 รวมมูลค่า 18,886.40 ล้านบาท ลดลง 2,083.70 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.94

เศรษฐีหุ้นอันดับ 9 ได้แก่ นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ทายาทของหมอเสริฐ  ที่รับผิดชอบดูแลกิจการโรงพยาบาลของตระกูล ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 15,609.44 ล้านบาท รวยขึ้น 1,763.30 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.73 เศรษฐีหุ้นอันดับ 10 ได้แก่ นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการ บมจ.เมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) ถือหุ้น MTLS มูลค่า 14,661.25 ล้านบาท รวยขึ้น 2,377.50 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.35

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยยังคงรักษาแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยไว้ได้อีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 แล้ว ตระกูลปราสาททองโอสถ ยังสร้างสถิติใหม่ โดยเป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับแสนล้านบาท จาก 5 เครือญาติในตระกูลที่ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 107,918.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 19,831.76 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.51

ส่วนตระกูลอื่นๆ มูลค่าหุ้นที่ถือครองปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความมั่งคั่งลดลงไป โดย ตระกูลจิราธิวัฒน์ ปีนี้ยังอยู่ในอันดับ 2 ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 58,142.15 ล้านบาท ลดลง 406.77 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.69 ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลกาญจนพาสน์ ถือครองหุ้น รวมมูลค่า 42,210.54 ล้านบาท ลดลง 2,842.36 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.31

อันดับ 4 ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,401.40 ล้านบาท ลดลง 7,209.94 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.92 และ ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ ตระกูลทองแตง ถือครองหุ้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 31,612.86 ล้านบาท ลดลง 10,040.74 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.11

 

ขนส่ง จับมือภาคีเครือข่ายเอกชน ให้บริการตรวจสภาพรถรับปีใหม่ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804356

 

ขนส่ง มอบความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ให้บริการตรวจสภาพรถก่อนการเดินทางโดยไม่คิดค่าบริการ พร้อมเชิญชวนนำรถเข้าตรวจสภาพฟรี ณ สถานประกอบการที่มีป้าย “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.59 – 31 ม.ค.60 …

วันที่ 7 ธ.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ คือสภาพรถและอุปกรณ์ ส่วนควบที่ไม่มั่นคงแข็งแรง ดังนั้น การตรวจสภาพรถก่อนเดินทางไกล จึงเป็นการเช็กความพร้อมของรถเบื้องต้น และผู้ขับขี่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ 2559 ที่ผ่านมา มีประชาชนนำรถเข้ารับบริการความพร้อมเบื้องต้นมากกว่า 500,000 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ประมาณ 41% รองลงมาคือ รถปิกอัพ 32% และรถยนต์ 24% ตามลำดับ คาดว่า ปีใหม่ 2560 ก็ยังคงมีประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับการตรวจสภาพความพร้อมของรถ นำรถเข้ารับบริการเป็นจำนวนมากเช่นเดิม

กรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัทผู้ผลิต/ศูนย์บริการ/ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์/รถจักรยานยนต์ สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) บริษัทประกันภัย บริษัทติดตั้งแก๊ส NGV/LPG ในรถยนต์ และหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงร่วมกันจัดกิจกรรม “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” และขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 – 31 มกราคม 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน


ทั้งนี้ ประชาชนสามารถนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะยี่ห้อใดเข้ารับบริการได้ ณ สถานประกอบการที่มีป้ายข้อความ “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” โดยจะได้รับบริการตรวจเช็กสภาพรถและอุปกรณ์ส่วนควบจำนวน 20 รายการ โดยไม่คิดค่าบริการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์ ความตึงของสายพานพร้อมปรับตั้ง แบตเตอรี่ และการทำงานของไฟส่องสว่าง/ไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น และผู้เข้ารับบริการยังจะได้รับความรู้ในเรื่องการดูแลบำรุงรักษารถจากช่างผู้ชำนาญงาน รวมถึงประโยชน์ของการหมั่นบำรุงรักษาสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ภาคีบางแห่งยังมอบส่วนลดค่าอะไหล่บางรายการ ของที่ระลึก และบริการอื่นๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของรถก่อนการเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 โดยการตรวจเช็กสภาพรถด้วยตนเองก่อนการเดินทางทุกครั้ง หรือนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กความพร้อมฟรี ณ สถานประกอบการที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้เกิดขึ้นบนท้องถนน นับเป็นการร่วมทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทางหนึ่ง

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804037

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 7 ธ.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,700 ขายออกบาทละ 19,800 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,344.16 ขายออกบาทละ 20,300 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดร่วง 6.4 ดอลลาร์ หรือ 0.54% ปิดที่ระดับ 1,170.10 ดอลลาร์/ออนซ์ รับแรงกดดันจากเงินดอลล์แข็งค่า ประกอบกับกระแส คาด เฟดขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,700.00 บาท ขายออกบาทละ 19,800.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,344.16 บาท ขายออกบาทละ 20,300.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (6 ธ.ค.) 6.4 ดอลลาร์ หรือ 0.54% ปิดที่ระดับ 1,170.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ยังคงสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาด โดยผลสำรวจของ CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 93% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค.

นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ยังส่งผลให้สัญญาทองคำมีราคาที่ไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองเงินสกุลอื่นๆ โดยดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น หลังจากมีรายงานว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 2.7% ในเดือน ต.ค. ซึ่งปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2015 หรือในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.6%

 

“ชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผงาด คว้ารางวัลนักการเงินแห่งปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803921

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการตัดสินรางวัล “นักการเงินแห่งปี” ของวารสารการเงินธนาคาร ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์มอบรางวัลเกียรติยศ “นักการเงินแห่งปี 2559 Financier of the Year 2016” ให้นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ครบถ้วนทั้ง 4 ด้านสะท้อนความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย, เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ, เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญให้องค์กร และเป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้ นายชาติชายเป็นนักการเงินแห่งปีคนที่ 24 และเป็นผู้บริหารธนาคารของรัฐ คนที่ 2 ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนักการเงินแห่งปี ต่อจากนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยคณะกรรมการเห็นว่านายชาติชายเป็นผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่น ทำให้องค์กรมีความก้าวหน้าทันสมัยเติบโตยั่งยืน พลิกโฉมธนาคารออมสินยุคใหม่จนลูกค้าพนักงานสัมผัสได้ ยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งผลงานสำคัญคือการปรับโฉมธนาคารออมสินให้ทันสมัยเป็น GSB New Era หรือออมสินยุคใหม่ ใช้ยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับลูกค้า พลิกโฉมแบรนด์ออมสินด้วยการตลาดสมัยใหม่.

 

“ช็อปช่วยชาติ”ดันยอด เดอะมอลล์อัดงบท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803912

 

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีหรือ “ช็อปช่วยชาติ” จะสร้างบรรยากาศจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าได้แน่นอน ดูจากปี 58 ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายเติบโตถึง 20%

“คงต้องรอดูความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว ซึ่งปีนี้เดอะมอลล์กรุ๊ปมีความพร้อมมาก นอกจากรายการโปรโมชั่นแล้ว อาจมีกลุ่มสินค้าอื่นๆ เข้ามาร่วมจัดรายการด้วย”

สำหรับภาพรวมธุรกิจค้าปลีกปีนี้ ยอมรับว่ากลุ่มสินค้าแฟชั่นค่อนข้างทรงตัว ขณะที่บางกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ากีฬามีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-20% เนื่องจากเป็นกระแส จึงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ ในช่วงปีใหม่ที่ถือเป็นช่วงฤดูกาลขายสินค้า ปีนี้ได้ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท มากกว่าปี 58 ที่ใช้เพียง 120 ล้านบาท จัดแคมเปญ “LET’S GIVE GOOD” ที่จะมีกิจกรรม GOOD MARKET, GOOD THINGS, GOOD THOUGHTS และ GOOD VIBE ระหว่างวันที่ 8 ธ.ค.59-4 ม.ค.60 เพื่อหวังปลุกกำลังซื้อลูกค้า แม้ปีนี้บรรยากาศการจัดงานจะจัดแบบเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส แต่ก็คาดหวังว่ากิจกรรมต่างๆ ที่บริษัทได้ทำต่อเนื่องตลอดทั้งปีจะช่วยผลักดันยอดรายได้รวมสิ้นปีเติบโตไม่ต่ำกว่า 4-5% ตามเป้า.

 

ฮอนด้าเรียกรถ 1.65 แสนคัน! เปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803906

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้แจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อเข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนในชุดถุงลมด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารของทาคาตะ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงป้องกันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับลูกค้า โดยการแจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมในครั้งนี้ มีรถยนต์ฮอนด้าที่เข้าข่ายจำนวน 165,128 คัน ที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ที่ศูนย์บริการฮอนด้าทุกแห่งทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สำหรับรถฮอนด้าที่แจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมครั้งนี้ จากกรณีปัญหาของชุดสร้างแรงดันก๊าซในชุดถุงลมด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารของทาคาตะ ที่อาจสร้างแรงดันสูงผิดปกติในขณะที่ชุดถุงลมทำงานในบางกรณี ซึ่งในกรณีดังกล่าวอาจทำให้ชุดถุงลมแตกออก และก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่ได้ โดยการแจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมครั้งนี้ มีรุ่นรถยนต์ที่เข้าข่ายการเปลี่ยนชิ้นส่วนในชุดถุงลมด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารของทาคาตะ ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า แจ๊ซ รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า ฟรีด รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า ซีวิค รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นปี 2007-2011 และฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นปี 2008-2011 ทั้งนี้ ฮอนด้าได้เริ่มจัดส่งจดหมายไปยังลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้นำรถเข้ามาตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนดังกล่าว จึงขอให้ลูกค้าที่ได้รับจดหมายโทรศัพท์ติดต่อที่ศูนย์บริการฮอนด้าทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการ

ทั้งนี้ การเรียกกลับมารับบริการครั้งนี้เป็นกรณีเพิ่มเติมจากการประกาศครั้งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.59 ที่ฮอนด้าได้แจ้งลูกค้าไปแล้ว ดังนั้น จึงขอให้ลูกค้าที่ยังไม่ได้เข้ารับบริการติดต่อศูนย์บริการฮอนด้าโดยเร็วที่สุด เพื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการเปลี่ยนชิ้นส่วนในชุดถุงลมด้านหน้าของทาคาตะ โดยรุ่นรถยนต์ที่เข้าข่ายในรอบที่ผ่านมา เช่น ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2012-2013, ฮอนด้า ซิตี้ซีเอ็นจี รุ่นปี 2012, ฮอนด้า แจ๊ซ รุ่นปี 2012-2013, ฮอนด้า แจ๊ซไฮบริด รุ่นปี 2013, ฮอนด้า แจ๊ซ (นำเข้าจากญี่ปุ่น) รุ่นปี 2012 และฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นปี 2011.

 

ปตท.สผ.ปัดข้อหาอิเหนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803902

 

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงกรณีสื่ออินโดนีเซีย ระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจอายัดใบอนุญาตและสินทรัพย์ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในอินโดนีเซียทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นผลจากการยื่นฟ้องร้องของชุมชนนูซาเต็งการาติมอร์ ต่อบริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย จากเหตุการณ์การรั่วไหลของน้ำมันในทะเลที่ออสเตรเลีย ในโครงการมอนทาราในออสเตรเลีย ของ ปตท.สผ.เมื่อปี 2552 และมีผลกระทบต่อทะเลติมอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ว่า การฟ้องร้องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นศาลของประเทศออสเตรเลีย และได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินโดนีเซีย จึงเป็นไปได้ว่าอาจเป็นแค่ข่าวเท่านั้น ประกอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวมีการฟ้องร้องในชั้นศาลของประเทศออสเตรเลีย จึงไม่เกี่ยวกับอินโดนีเซีย และจากข้อมูลทางวิชาการก็มีการยืนยันว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออินโดนีเซีย แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้สั่งการให้ ปตท.สผ.ไปตรวจสอบรายละเอียดและกลับมาเสนอให้กระทรวงพลังงานทราบอีกครั้งหนึ่ง

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ว่ามีการอายัดทรัพย์สินของ ปตท.สผ.ในอินโดนีเซีย โดย ปตท.สผ.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความคืบหน้า ปตท.สผ.ก็จะชี้แจงในรายละเอียดในเรื่องนี้ต่อไป ทั้งนี้ ปตท.สผ.ถือหุ้น 11.5% ในโครงการ Natuna sea A ในอินโดนีเซีย มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติทั้งหมด 217 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 1,449 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 1% ของปริมาณการขายทั้งหมดของ ปตท.สผ.

 

รถเมล์เอ็นจีวีเกียร์กระตุกไม่เลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803897

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กรมศุลกากรได้กักรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (NGV) ของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ที่ได้รับสัมปทานจัดหารถเมล์เอ็นจีวีให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จำนวน 100 คัน จากทั้งหมด 498 คัน ไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 59 หลังพบพิรุธว่าได้แจ้งนำเข้าจากมาเลเซีย เพื่อใช้สิทธิลดภาษี แต่น่าสงสัย ว่าจะส่งมาจากจีนนั้น ล่าสุด นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ได้ตั้งข้อสงสัยการสำแดงการขนส่งโดยตู้คอนเทนเนอร์ต้นทางมาจากจีนไปมาเลเซียก่อนมาถึงไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าสินค้าดังกล่าวอาจจะไม่ได้ผลิตในมาเลเซียตามที่แจ้ง และกรมศุลกากรเตรียมตรวจสอบเพิ่มเติมพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าผลิตในจีนทั้งคันอาจเป็นการดำเนินการเลี่ยงภาษี โดยมีมูลค่าความเสียหาย 1.2 ล้านบาทต่อคัน ซึ่งทางศุลกากรจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

ด้านนายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลจัดหารถโดยสารที่ใช้เอ็นจีวีของ ขสมก.เผยว่า หากภายใน 6 ธ.ค.นี้ บริษัทไม่สามารถนำรถเมล์ลอตแรก 100 คัน ที่ขนส่งเข้ามาถึงไทยออกจากท่าเรือแหลมฉบังได้ จะทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ, รมว.คลัง และสภาวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-อาเซียน โดยต้องการให้ทุกหน่วยเข้ามาตรวจสอบความโปร่งใสและมารยาททางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งขอให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ทางกรมศุลกากรไม่แน่ใจว่าเอกสารหนังสือรับรองที่ยื่นขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากร (From D) ของสินค้าที่นำเข้าระหว่างกันของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (เอเอฟทีเอ) ซึ่งเป็นการลดอัตราภาษีศุลกากร 0% ที่บริษัทนำมาแสดง ว่าเป็นหนังสือที่ออกให้โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของมาเลเซียจริงหรือไม่ ดังนั้น 7 ธ.ค.นี้ จะส่งผู้แทนจากกรมศุลกากรไปยังมาเลเซีย เพื่อตรวจสอบเอกสารหนังสือดังกล่าว หากพบว่าถูกต้องตามกติกาก็จะอนุญาตให้ปล่อยรถเมล์ออกมาจากท่าเรือแหลมฉบังได้คาดว่าไม่น่าจะเกิน 3 วัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวก ดาวโจนส์ทำนิวไฮอีก จากแรงหนุนกลุ่มการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803947

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยดัชนีดาวโจนส์ทำนิวไฮใหม่อีกวัน โดยได้แรงหนุนจากบริษัทกลุ่มการเงิน ที่ยังคงได้ประโยชน์จากชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 6 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 35.54 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 19251.78 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 7.52 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 2212.23 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 24.11 จุด หรือ 0.45% ปิดที่ 5333.00 จุด

หุ้นของบริษัทกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นมาตลอดหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 8 พ.ย. จากความคาดหวังว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ขณะที่นาย ไมเคิล เจมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการซื้อขายหุ้นของบริษัท เวดบุช ซีเคียวริตีส์ ระบุว่า หุ้นกลุ่มการเงินยังคงทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และยังคงเป็นแรงหนุนหลักของตลาด

 

ใช้พร้อมเพย์โอนเงินให้เด็กแรกเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803896

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 8 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินภาครัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดให้บริการโอนเงินค่าสวัสดิการภาครัฐให้แก่ผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนละ 600 บาทต่อเดือน ผ่านระบบพร้อมเพย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ในส่วนการให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลได้เลื่อนให้บริการพร้อมเพย์เป็นต้นปีหน้า

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้กรุงไทยพร้อมเปิดให้บริการระบบโอนเงินพร้อมเพย์ ในส่วนของการรับค่าสวัสดิการภาครัฐให้แก่ผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแล้ว โดยไม่มีการเลื่อนออกไป แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศให้เลื่อนบริการธุรกรรมหรือการโอนเงินระหว่างบุคคลไปก็ตาม ทั้งนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างประสานกับกรมบัญชีกลางติดตามยอดลงทะเบียนของผู้ได้รับโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดว่ามีจำนวนเท่าไร ส่วนการโอนเงินจากโครงการสวัสดิการอื่น เช่น มาตรการเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 5.4 ล้านคน ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะให้โอนผ่านระบบพร้อมเพย์ด้วยหรือไม่ “การโอนเงินพร้อมเพย์ในส่วนเงินสวัสดิการจากรัฐยังคงเปิดใช้เหมือน เดิม ธ.ค.นี้ ดังนั้นขอจึงเชิญชวนให้ประชาชนที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐให้เข้ามาลงทะเบียนบัญชีพร้อมเพย์ได้ เพื่อรับการโอนเงินที่สะดวกยิ่งขึ้น”

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์กำลังทดสอบระบบ และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารในการเปิดให้บริการพร้อมเพย์ มั่นใจว่าไตรมาสแรกปีหน้า ทุกแห่งจะพร้อมให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนพร้อมเพย์ 18 ล้านบัญชี และเมื่อเปิดพร้อมเพย์จะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบัญชี.