“หอมมะลิไทย” คว้ารางวัลข้าวดีที่สุดในโลก ประกวด 8 ปีเฉือนขาดคู่แข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803891

 

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะจัดงาน “THAI HOM MALI RICE : The Best Rice of the World” ขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 เวลา 15.00–18.30 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการฉลองรางวัลให้กับข้าวหอมมะลิของประเทศไทยที่ได้รับการเชิดชูให้เป็น “ข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของโลก” จากองค์กรการประชุมข้าวโลก “World Rice Conference 2016” ประจำปี 2016

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานดังกล่าวจะมีการเชิญบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในอุตสาหกรรมข้าวทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ผู้ค้าข้าว ตลอดจนผู้แทนทางการทูตจากประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยมาร่วมงานฉลองด้วย ทั้งนี้ การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก จัดขึ้นครั้งแรกที่งาน “World Rice Conference 2009” ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2552 ถือเป็นงานสัมมนาเรื่องข้าวระดับนานาชาติ ที่จัดโดย The Rice Trader

โดยมีผู้เกี่ยวข้องในวงการค้าข้าวจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ ผู้บริหารจากองค์กรในแวดวงการค้าข้าว และด้านการเกษตร งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ สถานการณ์ด้านราคาข้าว และเพื่อสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมค้าข้าวของโลก โดยในงานยังมีการเปิดตัวโครงการประกวด “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” (Best Rice in the World) ภายใต้ความร่วมมือของ The Rice Trader ที่เป็นองค์กรหลักในธุรกิจการค้าข้าวระหว่างประเทศ ร่วมกับวารสารตลาดข้าวนานาชาติด้วย

การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องข้าวที่มีคุณภาพของแต่ละประเทศ และกระตุ้นให้มีการพัฒนาสินค้าข้าวของผู้ส่งออกในแต่ละตราสินค้า ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่จัดให้มีการประกวดต่อเนื่องในทุกๆปี เมื่อมีการประชุมสัมมนาข้าวโลก

การประกวดในครั้งแรก มีผู้ประกอบการจากประเทศต่างๆ อาทิ ปากีสถาน พม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย สหรัฐฯ และประเทศไทย ส่งข้าวจำนวน 22 ตราสินค้าเข้าร่วมประกวด โดยคณะกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคมบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารในสหรัฐฯ และพ่อครัวที่มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ เป็นกรรมการ โดยใช้เกณฑ์การตัดสิน 4 ด้านหลัก ได้แก่ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะข้าว ที่ใช้วิธีตัดสินด้วยการทดสอบโดยไม่เปิดเผยตราสินค้า (Blind testing) ผลการตัดสินครั้งแรกเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า “ข้าวหอมมะลิ” จากประเทศไทยคว้ารางวัลชนะเลิศ “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี ค.ศ. 2009 มาได้อย่างฉลุย

ข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย ยังคงได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดของโลกในปีถัดมาด้วย ส่วนใน World Rice Conference 2011 ครั้งที่ 3 ที่เมืองโฮจิมินห์ เวียดนาม มีข้าวกว่า 30 สายพันธุ์ที่เข้าประกวด ข้าวหอมปอซาน (Paw Son Rice -Myanmar) หรือ Myanmar Pearl rice
ที่มีลักษณะเม็ดกลมหนา มีความยาว 5-5.5 มม. เมื่อผ่านการหุงแล้ว เมล็ดข้าวจะมีขนาดยาวมากขึ้นกว่าเดิม 3-4 เท่าตัว และยังสามารถรักษากลิ่นหอมเฉพาะไว้ได้ ได้คะแนนสูงสุด 14 จาก 15 คะแนน เฉือนข้าวหอมมะลิไทยที่ได้คะแนน 13.75 และได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลกไปครอง

ในปี 2012 ข้าวหอมมะลิจากกัมพูชาชนะเลิศ ส่วนปี 2013 ข้ามหอมมะลิจากกัมพูชา และมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ รับรางวัลชนะเลิศด้วยกัน

ในปี 2014 รางวัลชนะเลิศยังคงเป็นของกัมพูชา แต่มีไทยร่วมด้วย ส่วนปี 2015 สหรัฐฯได้รางวัลชนะเลิศ มาปี 2016 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่เชียงใหม่ ปรากฏว่าประเทศไทยชนะเลิศได้รับรางวัลนี้ไปครองประเทศเดียวสำเร็จ นับเป็นครั้งที่ 4 ที่ข้าวหอมมะลิไทยได้รางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก ตอกย้ำว่าไทยได้รางวัลมากที่สุด และยังคงครองความเป็นข้าวคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องจากการเข้าประกวดทุกปีตลอด 8 ปีที่ผ่านมา.

 

“เป๊ปซี่โค”ผวาภาษีเครื่องดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803887

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังผู้บริหาร บริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์ เข้าพบว่า เป๊ปซี่โคฯได้หารือกรณีที่รัฐบาลไทยมีนโยบายจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ โดยระบุว่า หากไทยเก็บภาษีดังกล่าวจริง ขอให้เก็บเครื่องดื่มทุกชนิดอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เลือกจัดเก็บภาษีน้ำตาลเฉพาะเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ซอฟต์ดริงก์) และขอให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีระยะเวลาปรับตัวจากมาตรการจัดเก็บภาษีดังกล่าวด้วย ซึ่งตนจะนำข้อเสนอของเป๊ปซี่ โค อิงค์ ไปรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในเร็วๆนี้ “เรื่องการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ยังไม่มีรายละเอียดออกมา เพราะอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (สปท.) ที่จะเสนอเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา เป๊ปซี่โคฯแสดงความกังวลไปก่อน แต่ก็จะนำข้อกังวลนี้ไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับใช้ต่อไป นอกจากนี้ ผู้บริหารเป๊ปซี่โคฯ ยังต้องการรับทราบความคืบหน้ากรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์มันฝรั่งเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย เพราะนอกจากการลงทุนในธุรกิจเครื่องดื่มในไทยแล้ว เป๊ปซี่โคฯยังลงทุนเกี่ยวกับขนมขบเคี้ยว (สแน็ค) ด้วย”.

 

สศช.ฝันหวานยกระดับรายได้คนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803877

 

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะใช้ในปี 2560-2564 ได้ตั้งเป้าหมายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยจะสร้างรายได้และขยายโอกาสให้กับประชากรกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดประมาณ 40% ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 27 ล้านคน ให้มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นคนละ 7,755 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 5,344 บาทต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และยังช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับคนไทยด้วย

ทั้งนี้ นอกจากการยกระดับรายได้ของคนกลุ่ม 40% ที่มีรายได้ต่ำสุดของประเทศแล้ว ยังช่วยยกระดับรายได้เฉลี่ยของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมาย การพัฒนาทางเศรษฐกิจของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่จะให้มีรายได้เฉลี่ยคนละ 8,200 เหรียญสหรัฐฯต่อปี หรือประมาณ 287,000 บาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือประมาณคนละ 23,917 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ยคนละ 5,000-6,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี หรือ 175,000-210,000 บาท เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ตั้งเป้าการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือมีรายได้เฉลี่ยคนละ 12,735 เหรียญสหรัฐฯต่อปี หรือประมาณคนละ 37,144 บาทต่อเดือน “กลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำสุด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และเป็นผู้รับจ้างในภาคเกษตรที่ไม่มีที่ดินทำกิน และอีก 15.6% อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง ส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานทักษะต่ำ สอดคล้องกับระดับการศึกษาของประชากรในกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ขณะที่การกระจายตัวของประชากรกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนใต้มากที่สุด จึงจำเป็นต้องเร่งลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ”.

 

“บีทีเอส-ซิโนไทย” เปิดหวูด รถไฟฟ้าสาย “สีเหลือง-ชมพู” ใกล้มาหาแล้วนะเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803876

 

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม.ได้เปิดซองราคาประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 53,519 ล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 51,931 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 ราย คือ บริษัท ทางด่วนรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ที่มีบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผลปรากฏว่า กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดทั้ง 2 โครงการ โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเจรจาต่อรองราคาและพิจารณาข้อเสนอเพิ่มเติมด้วย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติมของกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์นั้นได้ระบุว่า จะเชื่อมต่อเส้นทางเพื่อความสะดวกในการเดินทาง เช่น สายสีเหลือง จะลงทุนต่อเชื่อมจากสถานีลาดพร้าวไปยังแยกรัชโยธิน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และสายสีชมพู ช่วงแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด จะลงทุนต่อเชื่อมเข้าไปยังเมืองทองธานีระยะทาง 2.8 กม.ให้ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูนั้น มีนายธีรพันธ์ เตชะ–ศิรินุกูล รองผู้ว่าการ รฟม. เป็นประธาน จะต้องเจรจาต่อรองกับเอกชนผู้ชนะการคัดเลือก ก่อนที่จะสรุปเสนอบอร์ด รฟม.และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป เมื่อ ครม.เห็นชอบแล้วคาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาภายในเดือน ธ.ค.นี้ และเริ่มก่อสร้างได้ในต้นปี 2560 แล้วเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2564

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย รฟม. ลงทุนด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เอกชนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางโยธา ระบบเครื่องกลและไฟฟ้า (รถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบคร่อมราง) และให้บริการการจัดการเดินรถและบำรุงรักษา รวมถึงจัดเก็บค่าบริการ โดยมีอายุสัญญาสัมปทานรวม 33 ปี 3 เดือน.

 

เช็คช่วยชาติ VS แจกเงินคนจน เหมือนหรือต่าง? มาตรการรัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800916

 

คนรายได้น้อยได้เฮกันดังๆ อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลผุด “โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ” หรือที่บางคนอาจเรียกว่า “ลงทะเบียนคนจน” เพื่อที่รัฐจะได้จัดสวัสดิการต่างๆ ลงไปให้ถึงมือผู้ที่มีรายได้น้อยตรงกลุ่ม ซึ่งโครงการดังกล่าว เปิดให้ประชาชนที่มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทในปี 2558 ได้ลงทะเบียนกันไป เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

และหลังจากปิดรับการลงทะเบียน ปรากฏว่ามีผู้มาลงทะเบียนกว่า 8.3 ล้านราย ในส่วนของเกษตรกร รัฐบาลได้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองเบื้องต้นจากหน่วยงานราชการแล้ว โดยผู้ที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 3,000 บาทต่อคน และผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 1,500 บาทต่อคน


การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย จะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสม

สำหรับบุคคลทั่วไป ใช้หลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินเหมือนกันกับกรณีเกษตรกร คือ ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีคนละ 3,000 บาท ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีคนละ 1,500 บาท

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีรายได้น้อยได้ที่ เว็บไซต์กรมสรรพากร และล่าสุด กระทรวงการคลัง ได้โอนเงินให้ประชาชนที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 8.3 ล้านคน ตามมาตรการไป เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา

รัฐบาลระบุว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยจะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้องและจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างยั่งยืน

เช็คช่วยชาติ VS รัฐแจกเงินคนจน

“เช็คช่วยชาติ” มูลค่า 2,000 บาท

เมื่อมองย้อนกลับไป โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ ก็ถือว่าไม่ใช่มาตรการตัวแรกที่รัฐเคยทำออกมา เพราะในปี พ.ศ.2552 สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะคล้ายกัน ภายใต้ชื่อ “เช็คช่วยชาติ” มูลค่า 2,000 บาท เพื่อเป็นการรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว เนื่องจากประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลได้มีการลงนามกับภาคเอกชน ร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าเช็คช่วยชาติและลดราคาสินค้า รวมถึงสามารถทอนเป็นเงินสดได้ ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการใช้จ่ายให้เกิดหมุนเวียนในระบบ

รัฐบาลแบ่งการจ่ายเช็คเป็น 3 กลุ่ม รวม 9.7 ล้านราย คือ 1. กลุ่มผู้ประกันตน 8.1 ล้านราย ได้แก่ ผู้ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท และผู้ประกันที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกโดยสมัครใจ และอยู่ระหว่างได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานในอัตรา 50% ของเงินเดือนเป็นเวลา 8 เดือน 2. กลุ่มข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญ 2.3 แสนราย 3. บุคลากรภาครัฐ 1.4 ล้านราย

ทั้งนี้ ผู้ได้เช็คในขณะนั้น สามารถเลือกใช้เช็คได้ใน 2 แนวทาง คือ 1. นำเช็คไปใช้จ่ายในร้านค้าที่ให้บริการ หรือ 2. นำเช็คมาขึ้นเป็นเงินสดได้ที่ธนาคารกรุงเทพ


จากความเห็นของนักวิชาการบางส่วน ถึงมาตรการเช็คช่วยชาติในเวลานั้น มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าเป็นที่สมควรแล้วที่จะเอาเงินไปมอบให้กับประชาชนที่อยู่ในฐานะยากจนมากๆ ถึงมือ เพราะตัวเงินจะถูกนำออกมาใช้จ่ายจริงๆ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับมองว่า นี่ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือคนยากจนจริงๆ เพราะคนที่สามารถประกันตนได้ แสดงว่าต้องมีรายได้ ขณะที่คนที่จนที่สุดนั้นเป็นคนที่อยู่นอกระบบประกันตน


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในยุคปัจจุบัน ทาง “ไทยรัฐออนไลน์” ก็ได้รวบรวมความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย โดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เผยว่า รัฐบาลบริหารประเทศโดยมองทุกมิติอย่างรอบด้าน จึงออกมาตรการนี้ควบคู่ไปกับมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นที่จะช่วยปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบในระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลา และแม้รัฐบาลจะดูแลเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจได้ แต่ก็ยังคงมีความเปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลจึงต้องการเพิ่มรายได้ให้ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อยู่นอกภาคการเกษตรหลังจากที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว

ขณะที่ ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้ย้ำชัดเจนว่า มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวให้ครั้งเดียวแล้วจบ ไม่ใช่การให้เงินช่วยเหลือแบบรายเดือนซึ่งมีผลดีคือจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและประชาชนไม่เป็นหนี้เพิ่ม อีกทั้งรัฐบาลต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยไปขึ้นทะเบียน เพื่อต่อยอดไปสู่มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ให้ตรงจุดอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่ทำเช่นนี้ วงจรปัญหาแบบเดิมก็จะเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซาก ดังนั้นจึงไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่ดำเนินการมาก่อนหน้า ส่วนประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั้งในและนอกภาคการเกษตรก็จำเป็นต้องปรับตัว ไม่รอคอยแต่เพียงการช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ขณะที่ทาง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลับมองว่าการให้เงินแบบนี้แม้ว่าจะเป็นความพยายามของรัฐบาลที่พยายามจะช่วยเหลือประชาชนในภาวะลำบาก แต่จะไม่ได้เกิดประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ซึ่งเศรษฐกิจที่แท้จริงจะต้องแก้ในภาพรวมของทั้งประเทศมากกว่าการแจกเงินให้กับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ที่ทำไปแล้วสูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์เลย


นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค.

ด้าน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าการช่วยเหลือกลุ่มฐานรากเป็นความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ เพราะวงเงิน 1.27 หมื่นล้านบาท มีผลต่อจีดีพีไม่ถึง 0.1% แต่ควรมองว่า เป็นกลุ่มที่ยังขาด มีรายได้ต่อเดือนแค่ 2,500 บาท รัฐบาลจึงควรยื่นมือช่วย และสิ่งที่รัฐเน้นขณะนี้ ก็คือการเติบโตจากเศรษฐกิจภายใน แทนการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิ้นปีนี้ รัฐบาลได้ออกหลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ทั้งการให้คืนภาษีการท่องเที่ยวสำหรับคนที่เที่ยวภายในประเทศในช่วงสิ้นปี รวมถึงการออกภาษีช็อปปิ้งในช่วงสิ้นปี หรือช็อปช่วยชาติ ที่รัฐบาลเคยทำมาแล้วเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ จะได้มีเงินหมุนเวียนภายในประเทศมากขึ้นในช่วงสิ้นปีอีกด้วย


แต่สุดท้ายแล้ว มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมานั้น จะสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ยังต้องติดตามกันต่อไป

 

กกร.ลุ้นมาตรการรัฐฟื้นเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803871

 

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยปี 2559 โดยยังมีความกังวลว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ อาจไม่สามารถขยายตัว ตามกรอบเป้าหมายที่ตั้งเป้าว่าจะขยายตัว 3.3-3.5% เมื่อเทียบกับปี 2558 หลังจากที่การส่งออกเดือน ต.ค.ที่ผ่านมากลับมาสู่ภาวะหดตัว 4.2% และทำให้ 10 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกติดลบ 1% คาดว่าตลอดทั้งปี 2559 การส่งออกจะขยายตัว 0% แต่หากสถานการณ์แย่สุดจะติดลบ 1%

“ไตรมาส 4 ปีนี้ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับแรงฉุดทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ยังคาดหวังว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ ซึ่งต้องติดตามภาวการณ์การส่งออก 2 เดือนสุดท้ายว่าจะเป็นอย่างไร รวมทั้งต้องดูว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณรวม 422,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5% และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ช็อปช่วยชาติ จะเป็นแรงส่งที่ดีได้มากน้อยแค่ไหน”

นายอิสระกล่าวว่า ปี 2560 กกร.คาดว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศจะมาจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายๆโครงการของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่น และทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนตามภาครัฐ รวมทั้งการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ การทยอยปรับขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะช่วยหนุนมูลค่าการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และผลักดันการส่งออกในภาพรวม จึงมองว่าการส่งออกอาจขยายตัว 0.0-2.0% ทำให้ กกร.จึงยังคงกรอบประมาณอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0%

 

เปิดโครงสร้าง ธปท.สู่ยุคใหม่ “วิรไท” ปรับใหญ่รับมือความท้าทายเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803862

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงเรื่องการปรับโครงสร้างของ ธปท.ครั้งใหญ่ เพื่อที่จะปรับการทำงานของ ธปท.ให้ทันสมัยตอบรับกับความท้าทายใหม่ๆของเศรษฐกิจ เพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งเป็นเสาหลักดูแลจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

“เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.มีการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ ในบทบาทของธนาคารกลางที่สอดคล้องกับตลาดเงิน และตลาดทุน และเน้นให้เกิดการทำงานได้ตามเป้าประสงค์ โดย ธปท.ได้มีการตั้ง 2 สายงานใหม่ คือ 1.ระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน เพื่อรองรับเรื่องระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และนวัตกรรมทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี (ฟินเทค) รับบทบาทการกำกับดูแลระบบการชำระเงินของประเทศ รวมทั้ง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากเดิมที่กฎเกณฑ์การกำกับดูแลระบบการชำระเงินของเราเป็นเบี้ยหัวแตก กระจัดกระจายและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล”

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน จะเข้ามากำกับดูแลระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้งที่เป็นบริการของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) ขณะที่ฝ่ายการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามาดูแลฟินเทค

ขณะที่สายงานที่ 2.คือ สายงานยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์องค์กร ซึ่งดูกลุ่มงานด้านยุทธศาสตร์องค์กร และฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมทั้งฝ่ายการบริหารการสื่อสาร เพราะต่อจากนี้ความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างประเทศ (financial connectivity) จะเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้ที่เรามีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอย่างดี ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการเงินยังมีศักยภาพให้ทำเพิ่มได้อีกมาก โดยการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในภูมิภาค เป็นโจทย์ที่เราให้ความสำคัญ

สำหรับฝ่ายการบริการการสื่อสาร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เป็นส่วนที่ดูแลเรื่องการสื่อสารและทำให้คนเข้าใจว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดี เพราะหลายสิ่ง ธปท.ทำอะไรคนเดียวไม่ได้ จะต้องทำกับพันธมิตรต่างๆ และหลายอย่างต้องใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กร

นายวิรไทกล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการปรับใหม่แล้ว ในส่วนของสายงานเดิมก็มีการปรับเปลี่ยน ตั้งฝ่ายใหม่เพิ่มขึ้นมา เช่น ในสายกำกับสถาบันการเงิน ได้เพิ่มฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Market Conduct) เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้รับการบริการที่เป็นธรรม ตรงไปตรงมา และตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตรงกับความต้องการของผู้ขายบริการทางการเงิน โดยได้รวมเอาศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) หรือ 1213 ที่เป็นศูนย์รับร้องเรียนของประชาชนเดิม มารวมไว้ในฝ่ายนี้ด้วย

“การสร้างความชัดเจนในเกณฑ์การขายของ ขายบริการ สัญญาทางการเงิน เหล่านี้ ธปท.จะให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะถ้าเทียบกับการดูแลของธนาคารกลางอื่นในภูมิภาค งานด้านนี้เรายังมีช่องว่างที่จะยกระดับให้ดีขึ้น”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ธปท.ยังได้แยก 2 ฝ่ายที่เดิมเคยอยู่ด้วยกันออกจากกัน คือ ฝ่ายดูแลด้านการตรวจไอทีของสถาบันการเงิน และฝ่ายประเมินความเสี่ยงและแบบจำลองสถาบันการเงิน (Stress Test) เพราะในอนาคตการตรวจ สอบด้านไอที และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นเรื่องที่สำคัญมากและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นการทดสอบ และใช้แบบจำลองเพื่อดูแลผลกระทบต่างๆที่จะเข้ามา กระทบต่อสถาบันการเงินในสถานการณ์เศรษฐกิจต่างๆที่มีความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

“ขณะที่ยังมีฝ่ายที่จะให้ความรู้การเงินกับประชาชน ชื่อ ฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ที่ตั้งขึ้นใหม่อีกฝ่าย เพราะเราตระหนักว่าความรู้ความเข้าใจทางการเงินถือเป็นทักษะที่สำคัญในชีวิตของคนไทยรุ่นใหม่ที่จะต้องรู้ทันการเงิน รวมทั้งมีหน้าที่การดูแลศูนย์การเรียนรู้ทางการเงินระดับประเทศ และพิพิธภัณฑ์ใหม่ของ ธปท.ที่จะเปิดในปีหน้า”

ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้ฉายภาพการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยด้วยว่า การปรับโครงสร้างที่ผ่านมา ธปท.ยังได้ตั้งกลุ่มงานเสถียรภาพทางการเงิน (คศร.) โดยจากเดิมที่เราดูแยกเป็นเสถียรภาพราคา เสถียรภาพสถาบันการเงินแต่ละแห่ง แต่ตอนนี้เราตระหนักว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างนโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคกับจุดเปราะบางของเสถียรภาพทางการเงินนั้นเป็นภาพใหญ่ ซึ่งเกินกว่าแค่ธนาคารพาณิชย์ แต่เชื่อมโยงไปถึงตลาดทุน ตลาดตราสาร สถาบันเฉพาะกิจของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ รวมไปถึงเม็ดเงินที่ไหลเข้าและออกระหว่างประเทศ

กลุ่มงานเสถียรภาพทางการเงิน คือ ดูเสถียรภาพทางการเงินของภาพใหญ่ที่ทำให้เราแน่ใจว่าจะไม่มีจุดเปราะบาง และมีมาตรการรับมือที่เป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Macro Prudential) ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์การดูแลสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการตอบโจทย์ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินทั้งระบบ ซึ่งมาตรการรับมือเหล่านี้จะมีความจำเป็นและความสำคัญมากขึ้นในบทบาทของธนาคารกลางในอนาคต

“จับสัญญาณควันของความเปราะบางให้ไว และประเมินความเสี่ยงของความเปราะบางว่าอยู่ที่ไหน เชื่อมโยงกันอย่างไร หลังจากนั้นดับไฟให้ทัน หากมีมาตรการที่ต้องใช้ให้เร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดผลเป็นลูกโซ่ และสร้างระบบโครงข่ายความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามในเชิงระบบ”

ธปท.ในสายตาผู้ว่าการ “วิรไท” จะเข้าสู่ธนาคารกลางที่ก้าวตามเทคโนโลยีการเงิน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในภูมิภาค รู้เท่าทันสถานการณ์โลก จับจุดเปราะบางของเศรษฐกิจก่อน จะเกิดปัญหา ตามสโสแกน “จับควันให้ไว ดับไฟให้ทัน และป้องกันไม่ให้ลาม”.

 

แค่ข้อสงสัย กรมศุลฯ นายกฯไม่มีของขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803052

 

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้ ขสมก.ลงนามในสัญญาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน กับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้สำเร็จ หลังจากค้างคามาตั้งแต่ปี 2545 เพราะมีข้อครหาในเรื่องความโปร่งใส

ล่าสุด…รถเมล์ลอตแรกถูกจัดส่งมายังท่าเรือแหลมฉบังแล้วจำนวน 100 คัน ส่วนที่เหลือจะทยอยส่งมอบจนครบภายใน 29 ธันวาคม 2559

โฆษกสำนักนายกฯบอกอีกว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้สึกยินดีที่การดำเนินการเห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะ ขสมก.ไม่ได้จัดหารถใหม่มาให้บริการประชาชนนานมากแล้ว

เนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่าง รัฐบาลนี้เข้ามาสร้างความชัดเจนโปร่งใส เพื่อให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ เป็นของขวัญปีใหม่ที่จะมาถึงและคาดหวังว่าหลายคนจะหันมาขึ้นรถเมล์สาธารณะมากขึ้นตามมาด้วย

ตามกำหนดเงื่อนเวลาในวันที่ 21 ธันวาคม 2559 ขสมก.จะนำรถรุ่นใหม่ที่ว่านี้ไปเปิดตัวให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นผู้โดยสารกลุ่มแรกได้ทดลองนั่งเป็นปฐมฤกษ์

นั่งจาก “ทำเนียบรัฐบาล” ไป “สถานีรถไฟหัวลำโพง”

“ท่านนายกฯมีความปรารถนาที่จะให้รถรุ่นใหม่นี้ไปบริการประชาชนวิ่งวนรอบท้องสนามหลวง เริ่มจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อให้บริการรับส่งประชาชนที่ไปร่วมงานพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคมนี้…”

คณิสสร์ ศรีวชิรประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด บอกว่า รถบัสลอตนี้เข้ามาเทียบท่าเรือแหลมฉบังตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 1 ธันวาคม…จนวันที่ 4 ธันวาคม มีรถทั้งหมดที่มา 100 คัน เราได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ป่านนี้กระบวนการทางศุลกากรยังไม่เรียบร้อย

ยังมีเงื่อนปัญหาสำคัญ…กรมศุลฯยังไม่ยอมปล่อยรถให้?

“ผมกำลังสังหรณ์ใจว่าแผนงานและกำหนดเวลาต่างๆที่ทาง ขสมก. และรัฐบาลคงจะไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว พี่น้องชาวกรุงเทพฯก็คงยังไม่ได้รับของขวัญจากท่านนายกฯประยุทธ์แน่ๆ ด้วยกรมศุลกากรยังไม่ยอมปล่อยรถ เหตุผลคือยังมีข้อสงสัย เลยยังต้องกักรถไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังไว้ก่อน”

มาโนช กำเนิดงาม ที่ปรึกษากฎหมาย เสริมว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด บริษัทผู้นำเข้ารถบัสให้แก่บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ปฯ ว่า…นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง อ้างเหตุมีข้อสงสัยในเรื่องเอกสาร From D ที่ออกโดยกระทรวงอุตสาหกรรมของประเทศมาเลเซีย

ตามข้อตกลงสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีกลุ่มประเทศสมาชิก AEC ซึ่งข้อตกลงนี้ 10 ประเทศสมาชิกร่วมกันจะยกเว้นภาษีหากประเทศผู้ผลิตผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ อุปกรณ์ แรงงานภายในประเทศผู้ผลิตมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์…จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า จึงขอกักรถไว้ก่อนเพื่อรอความชัดเจน

และให้บริษัทซุปเปอร์ซาร่าออกเอกสารยืนยันรับรองว่ารถยนต์โดยสารที่นำเข้ามานั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ หากภายหลังปรากฏว่าเอกสารหรือรถยนต์โดยสารไม่ถูกต้องตรงกับที่บริษัทแจ้งไว้ทางบริษัทยินดีรับผิดชอบทุกประการ

และแนบใบอนุญาตนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาจำหน่าย และแนบเอกสารรับรองถิ่นกำเนิด (From D) ซึ่งออกโดยรัฐบาลมาเลเซีย และจะปล่อยรถออกจากด่านแหลมฉบัง

“เราก็จัดเอกสารเพิ่มเติมตามที่นายกิตติขอมาตั้งแต่บ่ายโมงของวันที่ 2 ธันวาคม…ทางเราก็ได้จัดเตรียมพนักงานขับรถนับสิบชีวิตไปรอเพื่อขับรถกลับ แต่ปรากฏว่านายกิตติไม่อยู่ เข้ากรมที่กรุงเทพฯ”

กระทั่งเวลา 16.00 น. วันเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่แจ้งเราว่านายกิตติโอเคแล้ว สั่งให้ปล่อยรถได้ แต่เราเห็นว่าเย็นแล้ว และคนขับรถก็กลับหมดแล้ว จึงคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยมารับแต่เช้าก็ได้

กระทั่งเวลา 22.00 น. พนักงานของซุปเปอร์ซาร่าแจ้งมาอีกว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน เข้ามาในบริเวณที่จอดรถบัสของเราภายในท่าเรือแหลมฉบัง ทราบภายหลังว่าเป็นเจ้าพนักงานของคณะกรรมการตรวจปล่อยรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปที่นำเข้า นำโดยนายธีระชาติ อินทริง ประธานคณะกรรมการฯ…

อ้างอำนาจหน้าที่ตามข้อ 3.2 ตรวจปล่อยรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปที่นำเข้าในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศุลกากร หรือด่านศุลกากรทุกแห่ง เพียงหน่วยงานเดียวโดยไม่ต้องมีการตรวจร่วมของเจ้าหน้าที่ส่วนควบคุมทางศุลกากรประจำสำนักงานศุลกากร หรือด่านศุลกากร

จากนั้นนายธีระชาติได้แจ้งแก่บริษัทว่า ถ้าจะเอารถออกต้องวางเงินประกัน เพราะ From D และตัวรถยนต์มีข้อสงสัย และให้ผู้นำเข้าไปนำพิมพ์เขียวการประกอบรถยนต์ที่รับรองโดยวิศวกรและให้ไปนำสัญญาสั่งซื้อวัตถุดิบ หรืออุปกรณ์และอะไหล่ประกอบรถยนต์มาแสดง

เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้ นายมาโนชถึงกับส่ายหน้า บอกไม่ไหวๆ รถรุ่นนี้แบบเดียวกันนี้ ก็เคยนำเข้ามาแล้ว มีที่มาที่ไปทุกอย่าง เอกสารตรงกันเหมือนกันทุกฉบับ ไม่เคยเห็นมีปัญหาอะไร แต่มาลอตนี้กลับมีปัญหาซึ่งก็ไม่เข้าใจ ประสบการณ์ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายมากว่า 10 ปีเข้าใจกระบวนการต่างๆอย่างดี โดยเฉพาะด้านเอกสารสำคัญๆต่างๆ ก็แสดงได้ถูกต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์

มาโนช ย้ำว่า กรมศุลฯยังให้เราขอเอกสารพิมพ์เขียวการประกอบรถยนต์จากโรงงานที่มาเลย์ เอกสารแบบนี้เป็นลิขสิทธิ์…ไม่มีทางที่เขาจะให้ และเอกสารสัญญาสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ เอกสารแบบนี้ก็เป็นความลับทางธุรกิจ คิดดูไม่มีใครที่ไหนให้หรอกครับ ถ้าจะให้วางเงินหลักประกัน และให้ต้องเอาเอกสารที่ไม่มีทางเป็นไปได้แบบนี้…แถมยังไม่แจ้งข้อหาแค่ตั้งข้อสงสัยอย่างนี้

“จับไปเถอะ แจ้งข้อหามาเลยดีกว่า แต่ถ้าไม่จับก็ต้องปล่อยรถออกมา ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าที่ทำกันถึงขนาดนี้…น่าจะมีกลุ่มคนอกหักที่ยังไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองแพ้อยู่เบื้องหลังคอยกลั่นแกล้งเรามาแทบทุกขั้นตอนของการจำหน่ายรถลอตนี้ให้แก่ ขสมก.

ขนาดอธิบดีกรมศุลกากร ท่านยังบอกว่า…เอกสารถูกต้องครบถ้วนก็ปล่อยรถออกไปได้เลย แถมเจ้าหน้าที่ชุดนี้ขยันเกินครับ สี่ทุ่มยังออกมาทำงานกัน

ขอย้ำอีกที…จับไปเลยครับ แต่ถ้าไม่จับต้องปล่อยรถ เพราะความเสียหายเฉพาะต้องจ่ายที่จอดรถให้การท่าเรือแหลมฉบังวันละ 300,000 บาท ใครรับผิดชอบ”

ดาโต๊ะ เอมราน บิน กาดีร์ ประธานบริษัท อาร์ แอนด์ เอคอมเมอเชียล วีฮีเคลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี โรงงานประกอบรถบัสลอตดังกล่าว บอกว่า ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนตั้งแต่ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2518 และได้แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือแหลมฉบังให้รัฐบาลมาเลเซียรับทราบถึงปัญหาของกรมศุลกากรไทยแล้ว

“ในฐานะนักธุรกิจมาเลเซีย ผมเสียใจที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไทยไม่เชื่อใจ ไม่เชื่อถือในเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งเข้มงวดมากๆสำหรับเรื่องนี้ เราคงไม่ทำอะไรมั่วๆให้เสื่อมเสีย เพราะเรื่องการที่ตั้งข้อสงสัยแบบนี้ ผมถือว่าผิดมารยาทระหว่างประเทศอย่างมาก ประเทศในกลุ่มสมาชิกเออีซีเขาไม่ทำกัน”

การที่ “กรมศุลกากร” มีข้อสงสัยในรายละเอียดสินค้า ที่ระบุในเอกสาร From D ซึ่งออกโดยรัฐบาลมาเลเซียเป็นเหตุอ้างไม่ปล่อยรถ จึงเป็นปุจฉาสำคัญที่ต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน.

 

ผู้ผลิต ห่วงไทยขึ้นภาษีเครื่องดื่ม ชี้ ต้องเก็บเท่าเทียมกันทุกราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803591

 

เป๊ปซี่โค อิงค์ บุกพบ “พาณิชย์” ห่วงไทยขึ้นภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ชี้ ต้องเก็บเท่าเทียมกันทุกราย-ทุกเครื่องดื่ม ด้าน “อภิรดี” เตรียมนำข้อกังวลรายงาน “บิ๊กตู่” …

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังผู้บริหารบริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์ เข้าพบว่า เป๊ปซี่โค ได้หารือ ถึงกรณีที่รัฐบาลไทยมีนโยบายจะจัดเก็บภาษีเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ โดยระบุว่า หากไทยจะเก็บภาษีดังกล่าวจริง ขอให้เก็บเครื่องดื่มทุกชนิดอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เลือกจัดเก็บภาษีน้ำตาล เฉพาะเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ซอฟต์ดริงค์) และขอให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มีระยะเวลาปรับตัว ซึ่งตนจะนำข้อเสนอของเป๊ปซี่ โค อิงค์ รายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้

“ขณะนี้เรื่องการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ยังไม่มีรายละเอียดออกมา เพราะอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (สปท.) ที่จะเสนอเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา โดยเป๊ปซี่โค อิงค์ ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในไทย กังวลไปก่อน แต่จะนำข้อกังวลนี้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับใช้ต่อไป”

นอกจากนี้ ผู้บริหารเป๊ปซี่โค อิงค์ ต้องการรับทราบความคืบหน้า กรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์มันฝรั่งเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย เพราะเป๊ปซี่โค อิงค์ ยังได้ลงทุนทำขนมอบกรอบ (สแน็ค) ในไทยด้วย โดยแต่ละปี รับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรไทยประมาณ 20% ของผลผลิต ซึ่งกระทรวงฯ รับที่จะประสานข้อมูลให้ และยังให้เป๊ปซี่โค อิงค์ รับซื้อมันฝรั่งจากเกษตรกรไทยเพิ่มจากการรับซื้อปกติ

นางอภิรดี กล่าวต่อว่า เป๊ปซี่โค อิงค์ ยังได้ยืนยันที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งกระทรวงฯ แนะนำว่า ยังสามารถใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดจีน และอินเดียได้ เพราะไทยมีข้อตกลงหลายกรอบการเจรจาการค้ากับประเทศเหล่านี้

 

รฟม. ประเมินข้อเสนอเอกชน บีทีเอสคว้าชัย! สร้างรถไฟฟ้าสายชมพู-เหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803577

 

รฟม. เผยผลการพิจารณา-ประเมินข้อเสนอเอกชนร่วมลงทุนฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง ระบุ กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ คว้าชัย เป็นเอกชนผู้ผ่านประเมินสูงสุด เตรียมเจรจาต่อรองก่อนเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติราว มี.ค.-เม.ย.60 …

วันที่ 6 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังดำเนินการคัดเลือกผู้รับสัมปทานการลงทุนออกแบบและก่อสร้างงานโยธาการจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษา โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย–มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว–สำโรง นั้น

ขณะนี้ ทางคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. เอกชนร่วมลงทุนฯ พ.ศ.2556 ได้ประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 1 (ด้านคุณสมบัติและเทคนิค) และเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน) เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีผลสรุปว่า กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTS Group) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นเอกชนผู้ผ่านการประเมินสูงสุด

หลังจากนี้ คณะกรรมการฯ จะพิจารณากำหนดประเด็นเจรจาต่อรอง และเริ่มการเจรจาต่อรองกับกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ให้ได้ข้อสรุปก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ประมาณเดือนมีนาคม–เมษายน 2560

รฟม. เร่งรัดประเมินข้อเสนอเอกชนร่วมลงทุนฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ และสายสีเหลืองฯ เป็นไปตามนโยบายที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายไว้ ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ประมาณ 1 เดือน โดยคาดว่า จะสามารถลงนามสัญญาสัมปทานได้ภายในเดือนเมษายน 2560

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ และสายสีเหลืองฯ นั้น เป็นโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย รฟม. ลงทุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและเอกชนผู้รับสัมปทานลงทุน ด้านโครงสร้างงานโยธา งานระบบและขบวนรถไฟฟ้า (รถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบคร่อมราง) และให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา รวมถึงเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสาร (PPP Net Cost) มีระยะเวลาสัมปทานทั้งสิ้น 33 ปี 3 เดือน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 : งานออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งระบบและขบวนรถไฟฟ้า เป็นระยะเวลา 3 ปี 3 เดือน และระยะที่ 2 : งานให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา เป็นระยะเวลา 30 ปี ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ มีมูลค่าลงทุนรวม 53,519.50 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองฯ มีมูลค่าลงทุนรวม 51,931.15 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รฟม. เปิดซองประมูลรถไฟฟ้าสีชมพู-เหลือง คาดได้ผู้ชนะกลาง ธ.ค.