หุ้นไทยปิดตลาดบวก 14.82 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,516.48 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 17:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803557

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายวันที่ 6 ธ.ค.59  เพิ่มขึ้น 14.82 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,516.48 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,692.24 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 6 ธ.ค.59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 14.82 จุด เปลี่ยนแปลง 0.99% ดัชนีอยู่ที่ 1,516.48 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 39,692.24 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้ตี 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 16:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803527

 

ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 60 สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (7 ธ.ค.59) เวลา 05.00 น.

วันที่ 6 ธ.ค.59 มีรายงานว่า ปตท.-บางจาก ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 60 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (7 ธ.ค.59) เวลา 05.00 น. สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95 : 33.46 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 : 26.35 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 : 26.08 บาท/ลิตร E20 : 23.84 บาท/ลิตร E85 : 19.29 บาท/ลิตร ดีเซล 25.09 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด

 

รฟท. เร่งรัดสร้างรถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-แก่งคอย มั่นใจแล้วเสร็จตามกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803502

 

รฟท. เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย เพื่อให้ทยอยเปิดให้บริการช่วงแรกได้ก่อน ภายในปี 60 พร้อมเผยความก้าวหน้า สัญญาที่ 1 สร้างได้เร็วกว่าแผน 7% ส่วนสัญญา 2 ได้เร่งรัดการขุดเจาะอุโมงค์ทั้ง 2 ด้าน มั่นใจไม่มีปัญหาล่าช้า เสร็จทันตามกำหนดปี 2561-2562 แน่ …

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 59 สืบเนื่องจากที่ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีนโยบายให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าและเร่งรัดโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย เพื่อให้ทยอยเปิดให้บริการช่วงแรกได้ก่อนภายในปี 2560 และดำเนินโครงการเสร็จทั้งหมดภายในปี 2561-2562 ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม


นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด แผนการก่อสร้างโครงการซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สัญญาได้มีความก้าวหน้าไปตามลำดับ สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง ระยะทาง 97 กิโลเมตร ก้าวหน้าไปแล้ว 15.85% เร็วกว่าแผน 7.16% และมีกำหนดก่อสร้างเสร็จทั้งหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

สัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ ระยะทางรวม 9 กิโลเมตร รวมอุโมงค์ 1.2 กิโลเมตร ขณะนี้ก่อสร้างก้าวหน้าไปแล้ว 23.32% ช้ากว่าแผน 8.89% เนื่องจากได้รับอนุมัติการใช้วัตถุระเบิดเพื่อระเบิดทำอุโมงค์รถไฟล่าช้ากว่ากำหนด แต่อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการขุดเจาะอุโมงค์ทั้ง 2 ด้านให้เร็วขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็วของเนื้องานก่อสร้างให้ทันตามแผนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ดังนั้น จึงไม่กระทบต่อแผนการก่อสร้างในภาพรวม และมีกำหนดแล้วเสร็จทันตามแผนเดิมในเดือนเมษายน 2561


นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ยังได้ดำเนินการตามนโยบายของ นายออมสิน ที่มอบหมายให้การรถไฟฯ ดำเนินการเจรจาหารือกับบริษัทผู้รับจ้าง เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างทางช่วงแรก ระหว่างฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย ให้สามารถทยอยเปิดใช้งานได้ก่อนภายในเดือนตุลาคม 2560 เพื่อต้องการเปิดให้ประชาชนมีโอกาสใช้รถไฟทางคู่ได้เร็วกว่าแผนเดิม ที่กำหนดเปิดให้บริการได้ภายในปี 2561 และปี 2562

“โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ถือเป็นโครงการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตามแผนปฏิบัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะเร่งด่วน ปี 2559 ของกระทรวงคมนาคม และขณะนี้การรถไฟฯ อยู่ระหว่างเร่งผลักดันโครงการลงทุนรถไฟทางคู่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งระบบรางให้เป็นระบบการคมนาคมขนส่งหลักของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล”


สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทางก่อสร้างรวม 106 กิโลเมตร ได้แบ่งการก่อสร้างเป็น 2 สัญญา สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง ระยะทาง 97 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดก่อสร้าง 36 เดือน หรือเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ส่วนสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ ระยะทางรวม 9 กิโลเมตร รวมอุโมงค์ 1.2 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด เริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดก่อสร้าง 25 เดือน หรือเสร็จภายในเดือนเมษายน 2561

 

เบสท์ริน เตรียมยื่นร้องตรวจสอบปมรถเมล์ NGV ถูกกรมศุลฯ กักไว้ที่ท่าเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803472

 

เบสท์ริน เตรียมยื่นหนังสือร้อง “สมคิด-รมว.คลัง” ร่วมตรวจสอบ ปมรถเมล์เอ็นจีวีลอตแรก 100 คัน ถูกกรมศุลกากรกักไว้ที่แหลมฉบัง ไม่ยอมให้นำออกจากท่าเรือ อ้างกระบวนการไม่เรียบร้อย หวั่น ส่งมอบรถเมล์ใหม่ให้ ขสมก. ไม่ทัน

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 59 นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลจัดหารถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) จำนวน 489 คัน ขององค์กรขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า หากภายในวันที่ 6 ธ.ค. บริษัทไม่สามารถนำรถเมล์ลอตแรกจำนวน 100 คัน ที่ขนส่งเข้ามาถึงไทย ออกจากท่าเรือแหลมฉบังได้ ทางบริษัทจะทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขอให้เข้ามาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงของปัญหา กรณีที่กรมศุลกากร ไม่ยอมให้มีการนำรถเมล์ออกจากท่าเรือ โดยจะทำหนังสือร้องเรียนไปยัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมศุลกากร และสภาวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-อาเซียน ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชน

สำหรับประเด็นที่จะร้องเรียน และต้องการให้ทุกหน่วยเข้ามาร่วมตรวจสอบ คือ ความโปร่งใส และมารยาททางการค้าระหว่างประเทศ ของกรมศุลกากร รวมทั้งขอให้เข้ามารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากกรณีที่รถถูกกัก อาจจะกระทบไปยังเป้าหมายการนำรถเมล์ไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประชาชนได้ทดลองใช้บริการ ในวันที่ 21 ธ.ค.

“ผมอยากขอความเป็นธรรมให้กับ เบสท์ริน ซึ่งวันนี้ตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถูกแจ้งข้อหา ที่สำคัญวันนี้ เรานำรถลอตแรก 100 คันออกมาไม่ได้ ขณะนี้ จอดทิ้งไว้ 3 วันแล้ว ต้องเสียค่าจอดรถวันละ 3 แสนบาท 3 วัน ก็ 9 แสนบาทแล้ว ที่สำคัญรถเมล์ลอต 2 อีก 145 คัน กำลังจะขนส่งมาถึงท่าเรือแหลมฉบังในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้ ท่าเรือบอกว่าไม่สามารถปล่อยตำแหน่งที่จอดให้รถลอตใหม่ เพราะที่จอดรถเต็ม เนื่องจากยังไม่ได้ขนรถลอตเก่าออกจากท่า ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่วันนี้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว จะต้องมีคนมารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย”

นายคณิสสร์ กล่าวด้วยว่า ตนได้สอบถามกรมศุลฯ เกี่ยวกับข้อสงสัย ซึ่งกรมศุลฯ ระบุว่า สงสัยเรื่องหนังสือฟอร์มดี เมื่อถามว่าสงสัยประเด็นอะไร กรมศุลฯ ตอบว่า บอกไม่ได้ ตนจึงไม่เข้าใจว่า ทำไมบอกไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่า มีสื่อมวลชนบางคน รู้ว่ารถเมล์ของเบสท์ริน จะถูกกรมศุลฯ กัก ก่อนที่ตนจะทราบเสียอีก ซึ่งก็ไม่รู้ว่านักข่าวรู้ได้อย่างไร ทำให้เริ่มสงสัยว่าอาจจะมีอะไรที่ผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องนี้ และสงสัยว่าอาจจะมีคนอกหักรับไม่ได้

ล่าสุด นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับรถดังกล่าวว่า ได้ตั้งข้อสงสัยการสำแดงการขนส่งโดยตู้คอนเทนเนอร์ต้นทางมาจากประเทศจีนไปมาเลเซียก่อนมาถึงประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตสินค้าดังกล่าวอาจจะไม่ได้ผลิตในประเทศมาเลเซียตามที่แจ้ง และกรมศุลกากรเตรียมตรวจสอบเพิ่มเติมพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าผลิตในประเทศจีนทั้งคันหรือไม่ เพราะอาจเป็นการดำเนินการเลี่ยงภาษี โดยมีมูลค่าความเสียหาย 1.2 ล้านบาทต่อคัน ทางศุลกากรจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป.

 

น้ำท่วมใต้ รฟท.ยังงดเดินรถทุกขบวน ตั้งแต่ทุ่งสงลงไปดูสถานการณ์ 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 14:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803401

 

รถไฟสายใต้ยังถูกน้ำท่วม เส้นทางจากทุ่งสงลงไป งดเดินรถทุกขบวน ด้าน รฟท. ส่งช่างโยธาลงพื้นที่ เฝ้าดูสถานการณ์ 24 ชม. หากน้ำลด สภาพมีความพร้อม จะเปิดเดินรถทันที …

วันที่ 6 ธ.ค. 59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางรถไฟสายใต้ยังถูกน้ำท่วม ซึ่งยังคงสามารถเปิดเดินรถได้จากกรุงเทพฯ-ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และทุ่งสงฯ-กรุงเทพฯ ส่วนเส้นทางจากทุ่งสง ลงไป งดเดินรถทุกขบวน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งทีมช่างโยธาลงไปประจำอยู่ในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจากการตรวจสภาพทาง ปรากฏว่า สามารถปล่อยเดินรถได้ จึงได้มีการปล่อยให้มีการเดินรถกรุงเทพฯ-ตรัง 1 ขบวน แต่หลังจากนั้นกลับมีปริมาณน้ำสะสมที่ลงมาจากเขาอีก จึงทำให้มีปริมาณน้ำมาก และน้ำท่วมสันรางเกินกว่ามาตรฐานการเดินรถที่ปลอดภัย จึงได้หยุดเดินรถในเส้นทางดังกล่าวไปอีก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คงต้องรอดูสถานการณ์น้ำท่วมเป็นรายชั่วโมง ว่าจะสามารถเปิดเดินรถได้หรือไม่ แต่ในเรื่องของความพร้อมในการซ่อมบำรุงทางนั้น รฟท. มีช่างโยธาประจำอยู่ในพื้นที่แล้ว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รถไฟสายใต้ยังอัมพาต น้ำท่วมราง 2 จุด ไปไกลสุดแค่ ทุ่งสง

รฟท. งดเดินรถขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ สายใต้ถึงแค่ทุ่งสง

 

ไทยพาณิชย์จัดกิจกรรมสืบสานปณิธานความดี ถวายแด่ ในหลวง รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 ธ.ค. 2559 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803397

 

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 4,000 คน จัดกิจกรรม “ปณิธานความดี ตามรอยพระบาทที่ยาตรา” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวาระวันสวรรคต ครบ 50 วัน ด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ จุดเทียนแสดงความอาลัย แปรอักษรข้อความ “ด้วยจงรักและภักดี” และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมเชิญชวนพนักงาน ลูกค้า ประชาชน จารึกปณิธานความดีที่ตั้งใจจะทำเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลลงบนแผ่นทองรูปใบโพธิ์ ณ ลานด้านหน้า ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน






คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเร่งหาข้อสรุปแผนงานส่งเสริมการผลิตวัคซีนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 ธ.ค. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803157

 

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 โดยมี พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมได้รับหลักการข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมการผลิตวัคซีนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านงบประมาณเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาและการผลิตวัคซีนในระดับอุตสาหกรรม ครอบคลุมผู้ผลิตทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องมีกลไกในการประกันตลาดวัคซีนภายในประเทศ และส่งเสริมการค้าวัคซีนในระดับนานาชาติและภูมิภาคอาเซียน

“แผนการส่งเสริมการผลิตวัคซีนในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อจำหน่ายยังต่างประเทศได้พูดคุยกันมากว่า 30 ปี แต่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน เรามีหน่วยงานรัฐกว่า 50 แห่งที่ทำเรื่องนี้แต่ยังขาดเอกภาพและแผนบูรณาการร่วมกัน อย่างไรก็ดีกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งล้วนแล้วเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง เห็นตรงกันว่ารัฐบาลปัจจุบันมีศักยภาพที่จะกำหนดทิศทางและผลักดันแนวทางการส่งเสริมการผลิตวัคซีนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นได้” ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุ


ดร.นพ.จรุง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตวัคซีนได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสถานเสาวภา สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม และภาคเอกชน อาทิ วัคซีนป้องกันวัณโรค วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรนชนิดไร้เซลล์ นอกจากนี้ยังอยู่ในขั้นกำลังพัฒนาการผลิตอีกหลายชนิด อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี เป็นต้น เราจึงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความมั่นคงทางด้านวัคซีนและเป็นหลักประกันด้านสุขภาพให้กับคนไทย ตลอดจนเป็นผู้ผลิตวัคซีนเพื่อจำหน่ายให้ประเทศต่างๆ และองค์กรนานาชาติ


ดร.นพ.จรุง กล่าวต่อว่า หลังจากนี้สถาบันวัคซีนแห่งชาติจะประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อหารือแผนปฏิบัติงานในรายละเอียด เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติในครั้งหน้า อาทิ ข้อปฏิบัติหรือข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ในการลงทุนของภาคเอกชนที่มาร่วมทุนกับภาครัฐ แนวทางการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยให้ภาคเอกชน การกำหนดให้มีแผนการจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้า 5 ปีจากหน่วยงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ และข้อเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้ใช้วัคซีนเป็นสินค้าที่จะใช้ในการเจรจากับประเทศคู่ค้า เป็นต้น หากที่ประชุมเห็นชอบก็จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

 

ทองเปิดตลาดลดลง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 09:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803062

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 6 ธ.ค. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,750 ขายออกบาทละ 19,850 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,389.64 ขายออกบาทละ 20,350 บาท…

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,750.00 บาท ขายออกบาทละ 19,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,389.64 บาท ขายออกบาทละ 20,350.00 บาท.

 

จับตาอาลีบาบาเจาะ “คลาวด์” สุดห่วงฐานข้อมูลประเทศไทยไม่ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802946

 

“พาณิชย์” เตรียมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงกับ “อาลีบาบา” ช่วง “สมคิด” ยกทัพประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน สัปดาห์นี้ เน้นส่งเสริมและพัฒนา SME ค้าขายผ่านเว็บดัง ทั้ง Lazada, Tmall Global และ Alibaba จากเดิมจะลงนาม MOU ที่ร่วมมือแบบลงลึก และผูกมัดไทยเกินไป จับตาอาลีบาบารุกระบบ Cloud ของไทย ห่วงข้อมูลสำคัญไม่ปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนำคณะฝ่ายไทยเดินทางไปประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ที่ประเทศจีน นอกจากนี้ยังจะหารือกับนายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป และผู้บริหารบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการลงทุนในไทยด้วย โดยในการพบปะกับนายแจ็ค หม่า จะมีการร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent : LOI) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทย โดยนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และบริษัท Alibaba.com Singapore E-Commerce Private Limited เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) ของไทยให้เข้าสู่ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) หรือทำการค้าขายผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ของอาลีบาบา

โดยสาระสำคัญของ LOI ได้แก่ การอำนวย ความสะดวกให้ SME ไทยเข้าสู่การค้าขายออนไลน์ ทั้งในประเทศและในระดับโลก, ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพ SME ให้ค้าขายออนไลน์ ทั้งในประเทศ เช่น Lazada.com และในระดับโลก เช่น Alibaba.com และ Tmall Global.com, ความร่วมมือในการปรับปรุงเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยทั้งระบบ, การสนับสนุนให้ไทยสร้างระบบ E-Commerce, ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร ของไทยในด้านดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือด้านการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบา จะลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เป็นกรอบความร่วมมือกันที่มีความลึกมากกว่านี้ แต่ภายหลังจากถูกทักท้วง กระทรวงพาณิชย์จึงได้ปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญใน MOU ให้เหลือเพียงหนังสือแสดงเจตจำนง ที่เป็นเพียงกรอบความร่วมมือแบบกว้างๆเท่านั้น

สำหรับสาระสำคัญของ MOU ที่แต่เดิมจะลงนามร่วมกัน มุ่งไปที่ความร่วมมือพัฒนาศักยภาพ SME ไทยให้ทำการค้าขายทางออนไลน์, สนับสนุนให้ SME และผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่การผลิต เปิดร้านค้าออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา ทั้ง Lazada, Tmall Global และ Alibaba.com, สนับสนุนให้ใช้ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment), อำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ รวมถึงขั้นตอนการเสียภาษี, จัดหาวัตถุดิบในการผลิต ทั้งในประเทศและในโลก, ส่งผู้เชี่ยวชาญของอาลีบาบามาฝึกอบรมบุคลากรไทยให้สามารถสร้างแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ และจะนำบุคลากรไทยไปฝึกงานที่อาลีบาบา 1 ปี

ขณะเดียวกัน อาลีบาบาจะสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของไทยด้านดิจิทัล และระบบ E-Commerce โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ ส่วน Alibaba Cloud จะสนับสนุนรัฐบาลไทยในการพัฒนาระบบรับฝากข้อมูล (Cloud) เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0, มีส่วนร่วมในการพัฒนาโปรแกรมที่เรียกว่า Create @ Alibaba Cloud สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ (Start Up) ของไทยและใช้ระบบ Cloud ของอาลีบาบาในการส่งเสริมการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยทั้งในตลาดจีน และตลาดโลก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการลงนามใน LOI แล้ว ต้องจับตาดูว่าทั้งรัฐบาลไทยและอาลีบาบาจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร และจะดำเนินการตาม MOU หรือไม่ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ Cloud ซึ่งถือเป็นระบบข้อมูลสำคัญของประเทศในทุกด้าน เช่น ข้อมูลของประชาชน ข้อมูลด้านการเกษตร การค้า การเงิน เป็นต้น และก่อนหน้านี้ อาลีบาบาได้พยายามหารือกับไทยในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรของไทยกับหุ้นส่วนในเครือเว็บไซต์ Alibaba.com เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกรายย่อยของไทย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องความปลอดภัยทางข้อมูล และความปลอดภัยผ่านระบบ Cloud

ทั้งนี้ หากอาลีบาบาแลกเปลี่ยนข้อมูลและมีความร่วมมือกับไทยผ่านระบบ Cloud จริง ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะอาลีบาบาจะได้ข้อมูลของประเทศไทยอย่างง่ายดาย เนื่องจากรัฐบาลไทยมีนโยบายจัดระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System: MIS) ของทุกส่วนราชการ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนราชการ เพื่อนำข้อมูลนี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านต่างๆของรัฐบาล รวมถึงนำข้อมูลไปไว้ในระบบ Cloud ด้วย จึงถือว่าข้อมูลเหล่านั้นสำคัญมาก และเกิดความกังวลว่า ข้อมูลที่อยู่ในระบบ Cloud จะไม่ปลอดภัย ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยิ่งทำให้ไม่มีความมั่นใจว่าข้อมูลที่จัดเก็บไว้จะปลอดภัยและมั่นคงต่อประเทศชาติ

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับอาลีบาบา ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาคนของไทยให้สามารถค้าขายทางออนไลน์ โดยผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบาได้ เช่น SME เพราะตลาดกลางซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตของอาลีบาบาได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักของไทยและมีผู้บริโภคมหาศาล หากสินค้าไทยสามารถเข้าไปค้าขายในเว็บไซต์ของอาลีบาบาได้ จะทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากสามารถคลิกเข้าไปเลือกชมและเลือกซื้อได้ ส่งผลให้สินค้าไทยขายดีมากขึ้น และบุกเจาะตลาดได้อย่างกว้างขวาง

“ถ้าคนไทยมัวแต่กลัวว่าอาลีบาบาจะเข้ามารุกตลาดของไทยมากเกินไป ทั้งด้านการค้า การเงิน การลงทุนขอให้เลิกคิด เราอย่ากลัว เพราะถ้ากลัว คงไม่ต้องทำอะไร สิ่งที่รัฐบาลทำล้วนแต่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและประเทศไทยทั้งสิ้น”.

 

ลุ้นมาตรการปลุกกำลังซื้อคนไทย คลังชง ครม.กระตุ้นเศรษฐกิจ เข็น “ช็อปช่วยชาติ” รับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802937

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช็อปช่วยชาติให้ ครม.พิจารณา โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทั้งหมด 17 วัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15-31 ธ.ค.59 โดยผู้ที่มีเงินได้สามารถนำใบเสร็จมาหักค่าลดหย่อนได้ 15,000 บาท ในปีภาษี 2559 ที่ต้องยื่นภาษีระหว่างเดือน ม.ค.จนถึง มี.ค.2560 ทั้งนี้มาตรการช็อปช่วยชาติที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.พิจารณาเป็นมาตรการเดิมที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดยเมื่อปีที่แล้ว มาตรการช็อปช่วยชาติมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท แต่มีข้อดีคือ รัฐบาลสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคช่วงปลายปีได้ โดยพิจารณาจากยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น 6,000-7,000 ล้านบาท รัฐบาลก็ไม่ได้สูญเสียรายได้

“มาตรการช็อปช่วยชาติจะเป็นมาตรการสุดท้ายของปีนี้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 3.3% ได้อย่างแน่นอน ส่วนในปีนี้นั้นกระทรวงการคลังได้เตรียมงบกลางปี 100,000 ล้านบาท ให้แก่ 18 กลุ่มจังหวัด เอาไว้ใช้จ่ายตามยุทธศาสตร์ของประเทศเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าโครงการมีความพร้อมภายในเดือน ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังก็จะออกพันธบัตรได้ทันทีไม่เกินเดือน ก.พ.2560”

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้ สบน.อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะออกพันธบัตรในวงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปเป็นงบประมาณกลางปี 2560 ของรัฐบาล โดย สบน.มีความสามารถที่จะออกพันธบัตรได้ทันที หากสำนักงบประมาณตกลงโครงการลงทุนต่างๆร่วมกับ 18 กลุ่มจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยเสร็จเรียบร้อย โดยในหลักการ สบน.คงไม่ออกพันธบัตรครั้งเดียว 100,000 ล้านบาท แต่จะออกพันธบัตรตามความต้องการใช้เงินเป็นหลักเช่น ครั้งละ 5,000-10,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยและยังเป็นการประหยัดเงินงบประมาณอีกด้วย

“สภาพคล่องของธนาคารไม่มีปัญหาเพราะมีเงินอยู่ในระบบมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลก็ยังพอรับได้ แม้ว่ากลางเดือน ธ.ค.นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่นอน และส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของไทยบ้างแต่ก็ไม่รุนแรง”.