“ธนะศักดิ์” มือปราบโรงแรมเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802932

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าโรงแรมและที่พักที่เปิดแบบผิดกฎหมายไม่อยู่ในการควบคุมของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)โรงแรม พ.ศ.2547 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ในปัจจุบันทั่วประเทศมีโรงแรมและที่พักผิดกฎหมายเฉลี่ย 60% ของห้องพักทั้งหมด แต่จากที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดการโรงแรมหรือห้องพักผิดกฎหมายทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ให้กวาดล้าง หรือเร่งแก้ปัญหาโรงแรมหรือห้องพักผิดกฎหมาย จึงเชื่อว่าโรงแรมหรือห้องพักผิดกฎหมายจะลดลงหรือเข้าสู่ระบบตามกฎหมายมากขึ้นแน่นอน

ด้านนายภูริต มาศวงศ์ศา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากการสำรวจโรงแรมและห้องพักทั้งหมดใน จ.ภูเก็ต มี 2,700 แห่ง รวม 200,000 ห้อง แบ่งเป็น 1.โรงแรมถูกกฎหมายจำนวน 900 แห่ง หรือ 18,000 ห้อง 2.โรงแรมขออนุญาตถูกต้องแต่ก่อสร้างไม่ได้รับอนุมัติ เพราะมีปัญหาบางประการ เช่น มีที่จอดรถไม่ตรงคุณสมบัติการเป็นโรงแรม ไม่มีบันไดหนีไฟ ฯลฯ มี 1,000 แห่ง หรือ 25,000 ห้อง 3.โรงแรมหรือห้องพักที่ขออนุญาตไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นบ้านพัก เปิดให้เช่ารายวัน รายเดือนไม่อยู่ในการควบคุมของ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 หรือประมาณ 78% ของห้องพักทั้งหมดในเกาะภูเก็ต ซึ่งเป็นผลทำให้โครงสร้างและระบบการจัดการโรงแรมของภูเก็ตผิดปกติอย่างมาก หากเทียบช่วงเวลาเดียวกันปี 2554 ราคาโรงแรมในสิงคโปร์ ราคา 2,000 เหรียญสหรัฐฯต่อวัน แต่ปีนี้ราคาปรับเพิ่มขึ้น 30% หรือราคา 300 เหรียญฯต่อวัน ขณะที่โรงแรมในภูเก็ตเมื่อ 6 ปีก่อน ราคา 4,000-5,000 บาทต่อวัน แต่ปีนี้ราคาลดลงเหลือ 2,000 บาทต่อวัน ราคาถอยหลังลงเรื่อยๆ

“ขณะนี้คนในภูเก็ตนำบ้านพักมาเช่ารายวันจำนวนมากจนกลายเป็นการทำลายอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต จึงอยากให้รัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหา โรงแรมเถื่อน โรงแรมผิดกฎหมาย ที่มีจำนวน 75% ของห้องพักที่ถูกต้องตามกฎหมาย จนฉุดราคาห้องพักลดลง 50-60% เหลือแค่ 2,000 บาทต่อคืน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ได้แรงหนุนกลุ่มธนาคาร-ข้อมูล ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802971

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยดาวโจนส์ทำนิวไฮใหม่อีกครั้ง ตามหลังรายงานที่แสดงให้เห็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคบริการ และการเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 5 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 45.82 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 19216.24 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 12.76 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 2204.71 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 53.24 จุด หรือ 1.01% ปิดที่ 5308.89 จุด

ในวันจันทร์ สถาบันการบริหารอุปทาน (ISM) เปิดเผยข้อมูลการเติบโตในภาคที่ไม่ใช่การผลิตของสหรัฐฯ ประจำเดือน พ.ย. ซึ่งแสดงให้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 1 ปี

ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทกลุ่มธนาคารยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในการประชุมเดือน ธ.ค. ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งลดลงอย่างหนักหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ช่วยหนุนแนสแด็ก.

 

หวังฐานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802926

 

(แฟ้มภาพ)

นายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนและพัฒนาแร่ควอตซ์ ในประเทศไทย โดย กพร.อยู่ระหว่างจัดทำนโยบายการพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ เพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ซึ่งหากสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์จากแร่ควอตซ์ในประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดรายได้แก่ประเทศจำนวนมหาศาล ก่อให้เกิดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ เทคโนโลยีขั้นสูงและมีมูลค่าสูงในประเทศ อีกทั้งทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง สามารถแข่งขันกับพลังงานทางเลือกอื่นๆได้ และประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตซิลิกอนเกรดโลหกรรมซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นโลหะผสมอะลูมิเนียม และโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในภูมิภาคอาเซียนได้

สำหรับศักยภาพแร่ควอตซ์สามารถนำไปพัฒนาเป็นซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ โดยประเทศไทยมีปริมาณสำรองแร่ควอตซ์คุณภาพ 25 ล้านตัน ผลิตซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ได้ 6 ล้านตัน ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 1 ล้านเมกะวัตต์ สร้างรายได้ให้ประเทศไม่น้อยกว่า 3.6-4.5 ล้านล้านบาท โดยพื้นที่ที่พบว่าเป็นแหล่งแร่ควอตซ์ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณ 997,000 ตัน เพชรบุรี มีปริมาณ 97,000 ตัน สระแก้ว มี 400,000 ตัน ระยอง มีปริมาณ 7.56 ล้านตัน จันทบุรี มีปริมาณ 20,000 ตัน และราชบุรีมีปริมาณ 16 ล้านตัน สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแปลงแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หากมีการใช้งานที่ถูกวิธี และการดูแลรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ใช้งานได้นานถึง 20-30 ปี โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม.

 

เกษตรยกระดับสหกรณ์ ตั้งศูนย์กลางบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802922

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ ภายใน 2-5 ปีข้างหน้า เพื่อจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลพัฒนาความพร้อมระบบฐานข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีสากล และแก้ไข พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยในเดือน ม.ค.2560 จะนำเรื่องการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นกับผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และเสนอคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.)พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์แห่งนี้ จะนำเงินสภาพคล่องส่วนเกินของสหกรณ์ทั่วประเทศ ไปบริหารจัดการให้สหกรณ์เกิดความเข้มแข็งในอนาคต

ด้านนายวิณโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับรูปแบบศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ จะมีลักษณะใกล้เคียงกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด คือ เป็นการรวมกลุ่มและรวมเงินทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์ตามความสมัครใจ เพื่อทำหน้าที่บริการทางการเงินให้แก่สมาชิก แต่ในส่วนของศูนย์ฯจะบริหารงานที่เป็นมืออาชีพ มีคณะทำงานที่มาจากภาคทางการเงิน ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ

“รูปแบบของจัดตั้งคณะกรรมการ กฎระเบียบและกลไกการบริหาร รวมถึงจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากต้องศึกษารูปแบบที่เหมาะสมก่อน โดยภายในเดือน ธ.ค.นี้ จะเร่งยกระดับสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมาก”.

 

ตำตา “บิ๊กตู่” ก๊อปเพจของปลอมฟ้องพาณิชย์ แจ้นหารือ “เฟซบุ๊ก” ปราบด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802917

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยปราบขายของปลอมผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ หลังบิ๊กตู่ ก๊อบปี้หน้าเพจฟ้อง รมว.พาณิชย์ จ่อถกเฟซบุ๊กสิงคโปร์ช่วยดูแล พร้อมหารือเจ้าของสิทธิ์ช่วยรีพอร์ตเฟซบุ๊กให้มากขึ้น หวังกดดันให้ปิดบัญชีขายของปลอม ระบุจับได้แล้ว 3 ราย รอกฎหมายคอมฯออกใช้จัดการคนผิดได้เร็วขึ้น

นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา รักษาการอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ประสานสำนักงานสาขาของเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่สิงคโปร์ เพื่อให้ช่วยดูแลกรณีมีการขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบัญชีของเฟซบุ๊ก และขายผ่านวีดิโอถ่ายทอดสด (Facebook Live) โดยขอให้ช่วยปิดบัญชีที่ขายสินค้าละเมิด หากมีการกดรายงาน (Report) เข้าไปยังเฟซบุ๊ก เพราะเป็นการขายของที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าจริง

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ประสานขอความร่วมมือไปยังตัวแทนเจ้าของสิทธิ และเจ้าของสิทธิสินค้ายี่ห้อต่างๆ ที่ถูกนำมาปลอมแปลง และนำไปจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊ก ไลฟ์ ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนม ผ้าพันคอ เสื้อผ้า นาฬิกา แว่นตา เป็นต้น ให้ช่วยกดรายงานไปยังเฟซบุ๊ก ในกรณีที่พบเจอบัญชีที่นำสินค้าปลอมของตนเองจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งจะช่วยกดดันให้เฟซบุ๊กจัดการกับบัญชีที่ขายสินค้าปลอมได้เร็วขึ้น

“เวลาคนส่งรายงานหรือรีพอร์ตไป เฟซบุ๊กจะรับทราบว่าบัญชีนั้นๆ ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่หากไม่มากพอ เฟซบุ๊กก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเป็นเจ้าของสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของสินค้าที่ถูกละเมิด แล้วรีพอร์ตเข้าไป เฟซบุ๊กจะให้ความสำคัญ และรีบดำเนินการให้ เพราะเฟซบุ๊กก็มีนโยบายไม่ให้จำหน่ายสินค้าละเมิดชัดเจนอยู่แล้ว”

นายทศพลกล่าวต่อว่า สำหรับการจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าทางเฟซบุ๊ก หรือเว็บไซต์ต่างๆ นั้น ขณะนี้กรมฯ สามารถดำเนินการได้โดยใช้ พ.ร.บ.เครื่องหมาย การค้า หากเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น หนัง เพลง ก็จะใช้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ โดยหากตรวจสอบพบจะแจ้งตำรวจจับกุมดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบเฟซบุ๊ก และเว็บขายสินค้าปลอม โดยใช้วิธีการตรวจสอบไอพี สืบค้นที่อยู่ และสืบค้นจากบัญชีธนาคารที่ให้โอนเงิน เมื่อรู้ตัวชัดเจนแล้วก็จะขอศาลออกหมายค้นและจับกุมทันที

“ตอนนี้ เรายังไปสั่งปิดเว็บที่ขายของปลอมไม่ได้ หรือปิดบัญชีเฟซบุ๊กไม่ได้ ต้องใช้วิธีตรวจ สอบและหาตัวคนทำ คนขายของปลอมให้เจอแล้วเข้าไปจับกุม ล่าสุดได้ตรวจสอบจนเจอแม่ค้าที่ขายของปลอมบนเฟซบุ๊ก จากนั้นตำรวจได้นำหมายค้นและนำกำลังจับกุมแล้ว 3 ราย โดย 2 รายอยู่ที่กรุงเทพฯ และอีก 1 ราย ที่ชลบุรี และยังได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ถ้าเจอจะจับกุมต่อไป”

อย่างไรก็ตาม หากต่อไป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อยู่ระหว่างการผลักดันมีผลบังคับใช้จะทำให้สามารถขอให้ศาลสั่งปิดเว็บไซต์ หรือบัญชีเฟซบุ๊กที่ขายสินค้าปลอมได้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบการขายสินค้าปลอมผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ และได้ก๊อบปี้หน้าเพจ ส่งให้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ จึงได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารีบแก้ไขปัญหา โดยการขายสินค้าปลอมผ่านเฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊ก ไลฟ์กำลังนิยม เนื่องจากทำให้คนซื้อสามารถเห็นสินค้า และสั่งซื้อได้ทันที.

 

เที่ยวปีใหม่สุขใจซื้อเบี้ย 100 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802907

 

(นายสุทธิพล ทวีชัยการ)

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.ได้ร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย จัดทำโครงการกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเทศกาลสุขใจ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชน ที่นิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในเทศกาลปีใหม่ ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก โดยให้ประชาชนจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 100 บาท ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุด 100,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี เปิดจำหน่ายวันที่ 1 ธ.ค.2559-15 ม.ค.2560

ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเทศกาลสุขใจ ให้ความคุ้มครองผลประโยชน์การเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ มือ หรือเท้าหรือสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย หรือขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ 100,000 บาท แต่กรณีการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และหรือขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ให้ความคุ้มครอง 50,000 บาท ประชาชนที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ได้ภายในงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษมในเดือน ธ.ค.นี้ รวมถึงซื้อผ่านตัวแทน นายหน้าบริษัทประกัน ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุก เทสโก้โลตัส โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ผู้ซื้อประกันภัยต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปี-60 ปี

นายกรกฤต คำเรืองฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวประกันภัยอุบัติเหตุใหม่ ประกัน 30 บาทดูแลทุกอุบัติเหตุ เพื่อเจาะกลุ่มตลาดประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล สำหรับรายย่อยผู้มีรายได้น้อย ด้วยเบี้ยประกันภัยราคาถูกเพียง 30 บาท คุ้มครองนาน 30 วัน มอบความคุ้มครอง การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุดถึง 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งฯลฯ

 

ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย สศอ.ดันส่งออกพุ่ง 1 ล้านล้าน จ้างทีดีอาร์ไอศึกษาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802912

 

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อทำการศึกษาโครงการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยกับระบบการผลิต การตลาดและการลงทุนในอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย มีเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นอันดับ 1 ในอาเซียนภายในปี 2564 เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเป็น 1 ล้านล้านบาท จากปี 2558 มีมูลค่าการส่งออก 500,000 ล้านบาท

สำหรับผลการศึกษาพบว่าภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา จะต้องดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ สร้างภาพลักษณ์ของประเทศ โดยต่อยอดโครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น และยกระดับ “บางกอกแฟชั่นวีก” เป็นงานระดับภูมิภาค ส่งเสริมการจดทะเบียนสินค้า ป้องกันการลอกเลียนแบบ ส่งเสริมสวัสดิภาพแรงงาน ให้เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยส่งเสริมการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย การปรับบทบาทของสถาบันเฉพาะทางหรือสมาคมที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาสิ่งทอ เน้นการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และการตลาด และยกระดับบุคลากร มุ่งพัฒนาช่างเทคนิคและช่างฝีมือหัตถกรรม เปลี่ยนมุมมองสู่สากล และการอำนวยความสะดวกการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสอนให้กับคนไทย

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยจะต้องร่วมกับประเทศเป้าหมายในอาเซียน ที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมคือ อินโดนีเซีย ซึ่งกลุ่มผู้รับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (โออีเอ็ม) ของไทย ควรใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ สำหรับสินค้าคุณภาพปานกลางและสูง เพราะมีประชากรจำนวนมาก และแรงงานราคาถูก รวมถึงกลุ่มโออีเอ็มควรใช้เวียดนาม เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯและยุโรป

สำหรับประเทศเมียนมา ผู้ประกอบการควรใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก เพราะมีแรงงานราคาถูกและเพิ่งเปิดประเทศเหมาะที่ผู้ประกอบการจะรีบเข้าไปบุกเบิกธุรกิจ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำ ขณะที่สิงคโปร์ เหมาะเป็นฐานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นประเทศต้นแบบในการพัฒนาเอสเอ็มอี และใช้เป็นฐานการตลาด เพราะมีกำลังซื้อสูง และควรเน้นสินค้าตลาดเฉพาะการจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ.

 

คนไทยตามล่าหา “เน็ตหมู่บ้าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802902

 

(พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร)

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการโครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ต และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 3,920 แห่ง ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่การดำเนินการอีกครั้ง เพื่อความรอบคอบว่าไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโครงการโรงเรียนประชารัฐ ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้ปรับเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ที่จะมาดำเนินการโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน มิ.ย.-ก.ค.2560 หลังจากนั้นจะเปิดประมูลหาผู้มาดำเนินการ เพื่อเริ่มติดตั้งในปี 2560 และแล้วเสร็จในปี 2561

“การดำเนินการโครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ต 3,920 แห่ง วงเงิน 10,000 ล้านบาท อาจไม่แล้วเสร็จตามกำหนดที่ให้แล้วเสร็จในปี 2560 เนื่องจาก กสทช.มีกระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ไม่ให้ซ้ำซ้อนการกำหนดเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) การเปิดเวทีรับความคิดเห็นสาธารณะ ที่แต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาดำเนินการ”

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดีอี เซ็นคำสั่งเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อแต่งตั้งคณะทำงานกำกับและติดตามการดำเนินงานโครงการ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน) จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ที่มีตนเป็นประธาน ขณะนี้ยังไม่มีการนัดประชุมเพื่อติดตามงานเนื่องจากต้องรอคณะทำงานกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีปลัดดีอีเป็นประธาน กำหนดกรอบการทำงานก่อนจึงจะสามารถติดตามงานได้.

 

“ลักษ์ชัวร์รี่” สบช่องคนไทยสุขภาพฟีเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802897

 

นายคมศานต์ จิวากานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลักษ์ โฮเทล ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “ลักษ์ชัวร์รี่” เปิดเผยว่า ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพทุกรูปแบบยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการทำตลาด ด้วยการเข็นสินค้าเครื่องนอน ภายใต้แบรนด์ “ลักษ์ชัวร์รี่” เข้ามาทำตลาด โดยใช้หมอนเป็นตัวนำร่องบุกเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับกลาง (B+) ที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน ชูจุดขายหมอนโรงแรม 6 ดาว บุกทุกช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะงานแสดงสินค้า งานแฟร์ ออกบูธตามสำนักงานออฟฟิศ หน่วยงานราชการ และคอมมูนิตี้มอลล์ 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ตั้งเป้าสิ้นปี 59 ทำยอดขายได้ 230 ล้านบาท เติบโต 65% จากปี 58 ที่ทำได้ 150 ล้านบาท และแตะ 330 ล้านบาทในปี 60 “จากนี้ไปจะบุกเต็มสูบ และขยายตลาดครอบคลุมทุกช่องทางจำหน่าย เพื่อช่วงชิงตลาดจากแบรนด์ใหญ่ๆ รวมถึงอินเตอร์แบรนด์ หลังปล่อยให้สินค้าขายด้วยตัวเองมาตั้งแต่เริ่มทำตลาดปี 56 ที่เชื่อว่าจะแย่งฐานลูกค้าและตลาดจากแบรนด์ต่างๆได้ เพราะคุณภาพสินค้า บริการ ราคา และให้ลูกค้าทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งยังไม่มีใครทำในตลาดหมอน”.

 

“เอสเอ็มอี” รองเท้าไทยกระอัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802892

 

(นายธำรง ธิติประเสริฐ)

นายธำรง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยโดยคาดว่า อุตสาหกรรมรองเท้าปีนี้จะเติบโตระดับ 0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมรองเท้าต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงและส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนาม ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเอสเอ็มอี หากไม่ปรับตัวก็แข่งขันได้ลำบาก เพราะขณะนี้ผู้ผลิตรองเท้าเพื่อส่งออกอันดับ 1 ในเอเชียคือจีน รองลงมาคือเวียดนาม โดยทั้ง 2 ประเทศ ได้เปรียบค่าจ้างแรงงานเมื่อเทียบกับไทย ส่วนแนวโน้มในปี 2560 คาดว่าการส่งออกรองเท้าจะมีการเติบโตขึ้นจากเศรษฐกิจโลกที่อาจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่คาดว่าจะดีกว่าปีนี้

นายชนินทร์ จิตโกมุท นายกสมาคมผู้ผลิตรองเท้าไทย กล่าวว่า ยอดขายรองเท้าในประเทศปีนี้ลดลงไป 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเพราะกำลังซื้อในประเทศหดตัว และที่สำคัญ ยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะคนจีนนิยมซื้อรองเท้าจากประเทศไทย เพราะมีการออกแบบที่ทันสมัยถูกรสนิยมของคนจีนที่เห็นว่ารองเท้าคือส่วนประกอบหนึ่งของแฟชั่น ในการแต่งตัวที่ประเทศจีน ขณะที่กลุ่มรองเท้ากีฬายอดส่งออกหายไป 90% เพราะผู้รับจ้างผลิตของไทยปิดกิจการเพราะแข่งเวียดนามไม่ได้.