ขนส่งทางบก ย้ำ!!! ป้ายแดงไม่มีขาย อย่าหลงเชื่อซื้อในโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ค. 2560 18:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/999652

กรมการขนส่งทางบก ย้ำ!!! ป้ายแดงไม่มีขาย อย่าหลงเชื่อซื้อในโซเชียล เตือนใช้ป้ายแดงปลอมผิดกฎหมายอาญา มีโทษถึงขั้นจำคุก ระบุของจริงต้องมีตัวย่อนูน ขส ที่มุมด้านล่างขวา มีลายน้ำตราเครื่องหมายราชการ…

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ป้ายแดงเป็นเครื่องหมายพิเศษที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่บริษัทตัวแทนจำหน่ายรถสำหรับใช้ติดรถเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าหรือนำรถไปซ่อมแซม หรือเพื่อไปใช้ติดตัวรถที่จำหน่ายและอยู่ระหว่างจดทะเบียนเท่านั้น โดยแต่ละบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถจะมีหมวดและหมายเลขป้ายแดงหมุนเวียน โดยต้องใช้คู่กับสมุดคู่มือประจำรถและใบอนุญาตให้ใช้รถด้วย ไม่ใช่ป้ายทะเบียนส่วนบุคคลที่ผู้ใดจะนำไปจำหน่ายต่อได้

ทั้งนี้ล่าสุดได้ตรวจสอบพบการประกาศขายป้ายแดงในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งพบว่าเป็น “ป้ายแดงปลอม” เนื่องจากได้ประสานบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถที่ครอบครองแผ่นป้ายหมายเลขและหมวดดังกล่าวแล้วพบว่า ยังใช้หมุนเวียนกับผู้ซื้อรถรอการจดทะเบียนอยู่ กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพทั้งขบวนการ ฐานทำให้ภาครัฐเสียหาย ฉ้อโกงประชาชน ปลอมแปลงเอกสารราชการ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อซื้อป้ายแดงที่มีการประกาศขายดังกล่าว เนื่องจากการใช้ป้ายแดงปลอมมีความผิดตามกฎหมายอาญา เข้าข่ายความผิดฐานใช้เอกสารทางราชการปลอม ซึ่งมีโทษถึงขั้นจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 5 ปี ปรับตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับวิธีการสังเกตป้ายแดงที่ออกให้โดยกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถสังเกตได้โดยดูที่ตัวแผ่นป้ายแดงต้องมีตัวย่อนูน ขส ที่มุมด้านล่างขวา มีลายน้ำตราเครื่องหมายราชการกรมการขนส่งทางบก (รูปมาตุลีเทพบุตรขับรถเทียมม้า) ปรากฏในแผ่นป้ายทะเบียนรถ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ยังพบมีการนำรถใหม่ป้ายแดงมาใช้งานบนถนนเป็นระยะเวลานาน โดยไม่นำรถจดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีให้ถูกต้อง โดยอาจมีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีรถประจำปี ซึ่งหากนำรถไปก่อเหตุอาชญากรรมเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี หรือการโจรกรรมรถยนต์จะยากต่อการติดตามตรวจสอบ และยังมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ฐานใช้รถโดยไม่จดทะเบียน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท โดยกรมการขนส่งทางบกได้เข้มงวดกวดขันจับกุมผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม และขอความร่วมมือผู้ที่ซื้อรถใหม่รีบนำรถมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง

สำหรับการจดทะเบียนรถใหม่ สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาเพียง 1 วัน เท่านั้น และจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) เพื่อนำไปติดที่รถทันที ในวันที่นำรถมาจดทะเบียน เพียงนำหลักฐานการได้มาของรถ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานการทำ พ.ร.บ. และนำรถเข้ารับการตรวจสภาพ ณ กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดที่ประสงค์จดทะเบียนรถ.

 

เตือนนายจ้างใช้บริษัทนายหน้าเถื่อน นำเข้าแรงงานต่างด้าวเสี่ยงค้ามนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ค. 2560 13:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/999259

อธิบดีกรมการจัดหางาน เตือนนายจ้างอย่าหลงเชื่อบริษัทนายหน้าเถื่อน นำเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เสี่ยงค้ามนุษย์ถูกปรับเงินมหาศาล

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงแรงงานทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศเพื่อไปดำเนินการตรวจสัญชาติและกลับเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในช่วง 180 วันที่ ชะลอบทลงโทษนายจ้างและคนต่างด้าวใน 4 มาตราคือ 101 102 119 และ 122

ทั้งนี้ จึงส่งผลให้นายจ้าง สถานประกอบการต่างๆ เช่น กลุ่มโรงสี กลุ่มแรงงานเกษตร ขาดแคลนแรงงาน จำเป็นต้องนำเข้าแรงงานเข้ามาใหม่โดยใช้บริการของนายหน้าและโบรกเกอร์ เป็นช่องทางให้กระบวนการนายหน้าอ้างเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะนำเข้าแรงงานได้มี 2 กลุ่มคือ 1. นายจ้างนำเข้าด้วยตนเอง 2. บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า ซึ่งจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน หากหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ หรือสามารถหาลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้กับนายจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 600,000-1,000,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ ปัจจุบันมีผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ 81 แห่งทั่วประเทศ อยู่ในกรุงเทพฯ 38 แห่ง ต่างจังหวัด 43 แห่ง

 

ว่างงาน ตกงาน ส่องด่วน เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจในไทยที่ต้องการแรงงานสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ค. 2560 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/999095

คนว่างงาน ตกงาน อย่าท้อ เปิดโผ 5 อันดับธุรกิจในไทยที่ต้องการแรงงานสูงสุด ส่งเรซูเม่ หรือใบสมัครให้ไว ‘จ๊อบไทย’ คาดครึ่งปีสายการผลิตยังต้องการแรงงานอีกเพียบ

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของไทย จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของเว็บไซต์ พบว่า ความต้องการแรงงานแบบภาพรวมในช่วงครึ่งปี 2560 ตั้งแต่เดือน ก.ค.-มิ.ย.นั้น มี 5 กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด ดังนี้

1. กลุ่มธุรกิจบริการ จำนวนงานทั้งหมด 9,691 อัตรา โดยประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 3 อันดับแรกในกลุ่มธุรกิจนี้ ได้แก่ งานบริการลูกค้าสัมพันธ์ 1,698 อัตรา งานขาย 1,388 อัตรา และงานเทคนิค/ซ่อมบำรุง 914 อัตรา

2. กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนงานทั้งหมด 9,018 อัตรา โดยประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 3 อันดับแรกในกลุ่มธุรกิจนี้ ได้แก่ พนักงานบริการ/ต้อนรับ 2,762 อัตรา งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 1,197 อัตรา และงานขาย 1,059 อัตรา

3. กลุ่มธุรกิจค้าปลีก จำนวนงานทั้งหมด 8,138 อัตรา โดยประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 3 อันดับแรกในกลุ่มธุรกิจนี้ ได้แก่ งานขาย 2,899 อัตรา งานบัญชี/การเงิน 639 อัตรา และงานจัดซื้อ/ธุรการ 470 อัตรา

4. กลุ่มธุรกิจยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ จำนวนงานทั้งหมด 6,775 อัตรา โดยประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 3 อันดับแรกในกลุ่มธุรกิจนี้ ได้แก่ งานเทคนิค/ซ่อมบำรุง 1,249 อัตรา งานขาย 1,161 อัตรา และงานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 925 อัตรา

5. กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง จำนวนงานทั้งหมด 6,316 อัตรา โดยประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 3 อันดับแรกในกลุ่มธุรกิจนี้ ได้แก่ งานโยธา/สำรวจ/สถาปัตย์ 1,386 อัตรา งานบัญชี/การเงิน 1,150 อัตรา และงานวิศวกรรม 1,025 อัตรา

นางสาวแสงเดือน กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่ได้นี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ซึ่งปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นการบริโภคของภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐในโครงการสำคัญต่างๆ การเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันในกลุ่มตลาดรถยนต์ในประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น จึงส่งผลต่อความต้องการแรงงานในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง งานในสายผลิตจะยังคงมีอัตราความต้องการแรงงานเติบโตต่อเนื่อง โดยภาคการผลิตได้รับปัจจัยสนับสนุนมาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการและท่องเที่ยวที่จะขยายตัวดีตามไปด้วย

 

คนไทยหันหน้าเข้าวัดทำบุญ หยุดยาวเข้าพรรษา แห่เดินทาง 2.14 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/998225

ททท.เผยช่วงหยุดยาว วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษามีคนไทยเดินทางท่องเที่ยว 2.14 ล้านคน การใช้จ่ายสะพัดสร้างรายได้หมุนเวียน 6,680 ล้านบาท ด้าน บขส. เตรียม พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางทั้งขาไปขากลับจัดรถโดยสารกว่าวันละ 9,200 เที่ยว

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงหยุดยาววันวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาปี 2560 ระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.นี้ คาดว่าคนไทยจะเดินทางประมาณ 2.14 ล้านคนและมีการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 6,680 ล้านบาทมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 62% ของจำนวนที่พักรวม

“คาดว่าบรรยากาศการเดินทางของคนไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่คึกคักมากนักเพราะในเดือน ก.ค.-ส.ค.มีวันหยุดยาวต่อเนื่องใกล้กันหลายช่วงทำให้ประชาชนมีโอกาสวางแผนเลือกช่วงเวลาการเดินทางได้แต่เนื่องจากวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ จึงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนาและพาครอบครัวเดินทางไปไหว้พระทำบุญตักบาตร ถวายเทียนพรรษาตามวัดต่างๆ ประกอบกับงานประเพณีในช่วงวันเข้าพรรษามีเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งมีความสวยงามและยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่เช่น ประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี งานแห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ลาดชะโด จ.พระนครศรีอยุธยา งานมหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้าง จ.สุรินทร์ ประเพณีตักบาตรดอกไม้และถวายเทียนพรรษา จ.สระบุรี งานเสริมบุญสร้างบารมีแห่เทียนโคราช จ.นครราชสีมา เป็นต้น”

สำหรับจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพฯ สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และลพบุรี รองลงมาคือแหล่งท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่หลายจังหวัด ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ได้รับความนิยมค่อนข้างน้อยเพราะเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว พื้นที่อุทยานแห่งชาติทางฝั่งทะเลอันดามันได้ปิดการเข้าชมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งเป็นช่วงฤดูฝนจึงไม่เหมาะกับการทำกิจกรรมทางทะเล

“เมื่อจัด 10 อันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาของปีนี้ปรากฏว่าอันดับ 1 ได้แก่ชลบุรี จะมีผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย 133,630 คน มีรายได้ 658 ล้านบาท รองลงมาคือ นครราชสีมา 126,441 คน รายได้ 282 ล้านบาท กาญจนบุรี 116,870 คน รายได้ 267 ล้านบาท พระนครศรีอยุธยา 114,719 คน รายได้ 147 ล้านบาท กรุงเทพฯ 104,825 คน รายได้ 1,031 ล้านบาท สระบุรี 68,069 คน รายได้ 65 ล้านบาท สงขลา 66,683 คน รายได้ 455 ล้านบาท ประจวบ– คีรีขันธ์ 66,203 คน รายได้ 263 ล้านบาท ระยอง 62,137 คน รายได้ 243 ล้านบาท และลพบุรี 60,524 คน รายได้ 77 ล้านบาท”

ขณะที่นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางในช่วงเทศกาลวันหยุดยาววันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ช่วงระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.นี้ บขส. ได้จัดรถโดยสารทั้งรถ บขส., รถร่วม และรถตู้ รองรับผู้โดยสารที่เดินทางมาใช้บริการ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพที่จตุจักร, เอกมัย, ถนนบรมราชชนนี ประมาณวันละ 9,200 เที่ยว ขณะที่ประมาณการว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางในช่วงดังกล่าวประมาณวันละ 185,000-190,000 คน

ทั้งนี้ บขส.ได้ตรวจเช็คความพร้อมก่อนการเดินทางของรถโดยสารและพนักงานขับรถ โดยได้เน้นย้ำไปยังพนักงานขับรถให้ระมัดระวังการขับขี่ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้เพื่อป้องกันการหลอกลวงขาย ตั๋วปลอมจากมิจฉาชีพ ขอให้ประชาชนซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น และหากพบการขายตั๋วโดยสารเกินราคา ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที โดยผู้ที่ขายตั๋วเกินราคาถือเป็นการกระทำผิด มีโทษโดยการปรับเป็นเงิน 10,000 บาท

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้หารือกับคณะทำงานจากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซีเอ็นทีเอ) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือการท่องเที่ยวไทย-จีน โดยซีเอ็นทีเอ ได้นำตัวแทนด้านการท่องเที่ยวระดับสูงจาก 3 มณฑล ได้แก่ ซานซี, ชิงไห่ และเขตปกครองตนเองทิเบต เดินทางมาแนะนำสินค้าด้านท่องเที่ยวต่อไทยและอาเซียน เนื่องจากต้องการให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปในจีนมากขึ้น เนื่องจากเมืองทั้งหมดเป็นเมืองใหญ่ลำดับ 2 หรือ 3 ซึ่งอาจจะยังไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทยมากนัก เมื่อเทียบกับปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้.

 

“โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย” ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 8 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997854

ด้วยกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารต่างหันมาให้ความสนใจ และกำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด และ “โยเกิร์ต” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

จากสถิติพบว่า คนไทยบริโภคโยเกิร์ตเฉลี่ยประมาณ 4-5 กิโลกรัม/คน/ปี ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคมากกว่าถึง 1.5 เท่า สืบเนื่องมาจากคนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่าโยเกิร์ตเป็นสินค้าสำหรับรับประทานเล่น จึงเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสขยายการเติบโตได้อีกมาก ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าตลาดโยเกิร์ตแบบถ้วย 4,500 ล้านบาท และมูลค่าตลาดโยเกิร์ตพร้อมดื่ม 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดโยเกิร์ตทั่วไป 3,500 ล้านบาท และตลาดโยเกิร์ตระดับพรีเมียม 1,000 ล้านบาท

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตและผู้นำตลาดด้านนมสดพาสเจอร์ไรซ์ “เมจิ” และโยเกิร์ต “เมจิ บัลแกเรีย” เล็งเห็นช่องทางการเติบโตในตลาดดังกล่าว โดยเฉพาะปัจจัยบวกเรื่องเทรนด์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือการเลือกรับประทานอาหาร ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเกี่ยวกับข้อมูลทางโภชนาการมากขึ้นและมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ แม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่าสินค้าที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาดก็ตาม


“สลิลรัตน์ พงษ์พานิช”
รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ตลาดโยเกิร์ตในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับพรีเมียม เป็นผลมาจากเทรนด์ของคนรักสุขภาพกำลังมาแรง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ที่โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย เข้ามาทำตลาดโยเกิร์ตระดับพรีเมียมในประเทศไทย ตลาดโยเกิร์ตเซกเมนต์นี้ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มโยเกิร์ตแบบถ้วยและกลุ่มโยเกิร์ตพร้อมดื่ม ทำให้เกิดการแข่งขันมีผู้ประกอบการแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้นทุกปี ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากมูลค่าที่มีถึง 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 22% จากมูลค่าตลาดรวมของโยเกิร์ตแบบถ้วย

“เรามองว่า ในอนาคตพฤติกรรมการบริโภคโยเกิร์ตของคนไทยจะมีความต้องการที่เฉพาะและหลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของการบริโภคเพิ่มขึ้นมาเป็น 30% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า”

โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย ได้เลือกวางตัวเองในตำแหน่งเซกเมนต์ระดับพรีเมียม โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคตั้งแต่วัยทำงานขึ้นไป เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ด้วยจุดยืนที่แตกต่างของโยเกิร์ตแท้จากธรรมชาติ ปราศจากสารปรุงแต่ง และมีเนื้อโยเกิร์ตคงตัว ในขณะที่โยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบพาสเจอร์ไรซ์นั้นเพิ่งเข้ามาในตลาดนี้ได้เพียงปีครึ่ง แต่ก็มีการเติบโตไปในทิศทางที่ดี ทำให้ที่ผ่านมาโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย สามารถชิงมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มตลาดระดับพรีเมียมได้ถึง 50% ซึ่งสวนกับภาพรวมการเติบโตของตลาดในปีที่ผ่านมาที่มีอัตราลดลง 4%

“ดังนั้น ก้าวต่อไปจึงเดินหน้าผลักดันสินค้าทั้งสองกลุ่มไปพร้อมๆกัน เพื่อทำให้แบรนด์เมจิ บัลแกเรีย แข็งแกร่งและอยู่ในใจผู้บริโภคมากขึ้น โดยเรามีการออกสินค้าใหม่เพื่อขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ซึ่งต้นปีที่ผ่านมาได้ออกโยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบพาสเจอร์ไรซ์ 2 รสชาติใหม่ คือรสรอยัลฟูจิแอปเปิ้ล, รสโกลเด้น ฮันนี่ และเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ออกแบบถ้วยสูตรใหม่ไขมัน 0% ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี”

สำหรับโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย มีทั้งในรูปแบบของ “โย-เกิร์ตถ้วย” ขนาด 110 กรัม มีรสชาติให้เลือก ได้แก่ รสธรรมชาติ, รสกลมกล่อม, รสโกลเด้น ฮันนี่ และสูตรไขมัน 0% ส่วน “โยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบพาสเจอร์ไรซ์” ขนาด 140 มิลลิลิตร พร้อมให้เลือกดื่ม ได้แก่ รสกลมกล่อม, รสไวลด์ เบอร์รี่, รสรอยัลฟูจิแอปเปิ้ล และรสโกลเด้น ฮันนี่

“สลิลรัตน์” กล่าวว่า “ครึ่งปีหลังนี้เรามีแผนสร้างเมจิ บัลแกเรีย ให้เป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพทางเดินอาหาร เพราะปัจจุบันยังไม่มีโยเกิร์ตแบรนด์ไหนมาพูดถึงเรื่องสุขภาพของระบบทางเดินอาหารอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ “ยิ่งรู้จัก…แล้วคุณจะรักจุลินทรีย์กับโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย” เพื่อตอกย้ำถึงจุดเด่นและประโยชน์ของ “โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย” ว่าเป็นโยเกิร์ตแท้ต้นตำรับ ปราศจากการปรุงแต่งและมีจุลินทรีย์สายพันธุ์แท้ LB81 จากประเทศบัลแกเรีย ที่จะมาช่วยดูแลและรักษาสมดุลระบบลำไส้”

การจัดแคมเปญดังกล่าวไม่ใช่จะมุ่งเน้นเรื่องทำการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ซีพี-เมจิ มองถึงการคืนสิ่งดีๆ สู่สังคม เพราะแคมเปญนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้รับความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพลำไส้ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ที่สำคัญทุกการซื้อโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย 1 ถ้วย หรือ 1 ขวด ในช่วงระยะเวลานี้จนถึง 15 ก.ค.2560 จะกลายเป็นยอดบริจาค 1 บาทให้กับ “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ รวมถึงผลักดันยอดขายของโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสคนรักสุขภาพที่เติบโตมากขึ้นในกระแสโลกดิจิตอล!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 08/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/998185

 

“พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล” ศิลปินอิสระ ผู้นำเสนอศิลปะผ่านงานปั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997517

คนเราหากค้นพบความชอบที่แฝงอยู่ในตนเองเจอเร็วนั้น ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีส่วนช่วยกำหนดเส้นทางเดินให้ชีวิตของตนเองได้ เพราะจะทำให้รู้วิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายได้ไม่ยากนัก

สัปดาห์นี้ Business On My Way ขอพาไปรู้จักกับบุคคลที่เจอความชอบของตนเองได้เร็ว จนนำมาสู่อาชีพสร้างงานสร้างรายได้กับ “คุณหนุ่ม” (พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล) ศิลปินนักปั้นอิสระที่ค้นพบในสิ่งที่ชอบและหลงรักมาตั้งแต่วัยเด็ก นั้นก็คืองานด้านศิลปะ

คุณหนุ่มเล่าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า ตนเองสนใจและชอบวาดภาพเขียนภาพ ร่วมถึงงานปั้นดินน้ำมันมาตั้งแต่จำความได้ โดยเมื่อศึกษาจนมัธยมศึกษา 3 (ม.ศ.3) ก็ตัดสินใจสอบเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยช่างศิลป์จนจบได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และโดยความรักในงานด้านศิลปะ ผมก็ไม่ละทิ้งความรักในด้านนี้ ตัดสินใจศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งก็เลือกเรียนคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์

ตอนที่เรียนที่ศิลปากร ก็มีโอกาสได้เรียนด้านศิลปะในหลายๆแขนง ทั้งงานเขียนภาพ งานพิมพ์ งานปั้น และในที่สุดก็ค้นพบความชอบอีกครั้งว่า ตนเองชอบงานปั้นเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่รอช้าที่จะเลือกวิชาเอกประติมากรรม (งานปั้น)

หลังจากเรียนจบมาชีวิตศิลปินผมก็เริ่มต้นทันที โดยมีโอกาสได้ไปช่วยงานคุณอา (สมชัย หัตถกิจโกศล) ซึ่งท่านก็เป็นศิลปินที่ชอบงานด้านศิลปะ และยังเป็นคนแรกในประเทศไทยที่นำเทคนิคการใช้ขี้ผึ้งมาใช้ในงานปั้นด้วย ซึ่งตอนนั้นคุณอาก็ทำธุรกิจโรงหล่อจึงชวนผมไปเป็นช่างปั้นประจำโรงหล่อ ซึ่งชิ้นงานส่วนใหญ่จะส่งออกต่างประเทศ

คุณหนุ่มเล่าว่า ทำงานอยู่กับคุณอาประมาณ 7 ปี ก็รู้สึกอิ่มตัว เพราะปั้นชิ้นงานในรูปแบบเดิม ซึ่งก็ขออนุญาตอาว่าจะออกมารับงานเอง เนื่องโดยความเป็นศิลปินไฟแรงในตอนนั้น ก็อยากที่จะหาอะไรที่แปลกใหม่ในงานปั้นเพื่อเสริมทักษะให้ตนเอง

“ในช่วงแรกๆที่มารับงานเอง ก็ยังไม่มีใครจ้างเท่าที่ควร เนื่องด้วยประสบการณ์ยังน้อยอยู่ ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงการ ซึ่งผมก็ไม่ย่อท้อ เป็นเพราะเราตัดสินใจที่จะเลือกเดินบนเส้นทางนี้แล้ว ก็ตั้งใจฝึกฝนฝีมือการปั้นอย่างต่อเนื่อง โดยรับงานทุกประเภทที่เกี่ยวกับด้านศิลปะ รับงานจากเพื่อนที่แบ่งงานให้ทำด้วย”

หลังจากรับงานด้านศิลปะทำอยู่ระยะหนึ่ง ก็มาค้นพบความชอบอีกว่า ตนเองชอบที่จะปั้นและมีความถนัดที่จะปั้นรูปเหมือน จึงตัดสินใจทุ่มเทฝึกฝนด้านนี้อย่างเดียว ตั้งแต่นั้นมาเวลามีงานด้านปั้นรูปเหมือน เพื่อนๆก็จะนึกถึงผมและก็จะแนะนำลูกค้าหรือส่งงานมาให้ทำ ซึ่งก็ใช้เวลาเก็บ เกี่ยวประสบการณ์ตรงนี้อยู่ 5 ปี

คุณหนุ่มเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสนำเสนอผลงานไปเข้าตาผู้เสพงานปั้นชิ้นหนึ่งคือ งานปั้นรูปคุณอาท่านที่ชวนผมไปทำงานที่โรงหล่อ โดยได้ปั้นรูปท่านไปวางไว้ที่งานศพ แล้วมีญาติผมท่านหนึ่งถามว่าใครปั้น จากนั้นจึงแนะนำให้ไปพบกับผู้บริหารระดับสูงกลุ่มสยามกลการซึ่งตอนนั้นตัวผู้บริหารท่านนั้นได้หาช่างปั้นรูปเหมือนคุณพ่อของเขา ซึ่งก็ได้ปั้นเป็นแบบงานพอร์ตเทรต ซึ่งก็ได้รับคำชมที่ดีว่าเหมือน อีกทั้งยังให้ปั้นรูปตัวเขาเองและภรรยาในเวลาต่อมาด้วย

หลังจากนั้นผมก็เริ่มมีผลงานปั้นออกสู่สายตาผู้คนมากขึ้น ก็มีลูกค้าที่สนใจอยากจะให้ปั้นรูปเหมือนติดต่อมาอยู่ตลอด รวมถึงการแนะนำบอกต่อจากลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีไม่น้อย ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะงานทุกชิ้นผมทุ่มเทและตั้งใจทำมาก ซึ่งผมมองว่างานทุกชิ้นเสมือนเป็นครูที่สอนและเสริมทักษะให้อยู่ตลอดเวลา

“ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ได้เอาค่าตอบแทนมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน เพราะจะใช้ชีวิตยาก เวลาทำอะไรก็จะเบื่อง่าย กลับกันหากเราทำสิ่งนั้นหรืองานชิ้นนั้นด้วยใจรักและชอบที่จะทำ ก็จะรู้สึกเพลิดเพลินและมองว่าเงินที่ได้เป็นค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการทำงาน”

คุณหนุ่มเล่าว่า ความยากของการปั้นจะอยู่ที่การจับความรู้สึกของหุ่นที่จะปั้น ซึ่งช่างปั้นต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าจะปั้นออกมาในรูปแบบไหน อาจต้องอ่านประวัติหรือถามจากคนใกล้ชิด เพื่อดึงความเป็นตัวตนของคนที่ถูกปั้นออกมาให้ได้มากที่สุด แน่นอนหากสามารถเก็บรายละเอียดในจุดนี้ได้ ก็จะทำให้รูปปั้นออกมาเสมือนมีชีวิตสื่ออารมณ์กับผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี

“สิ่งสำคัญที่ช่างปั้นขาดไม่ได้คือ ต้องทำทักษะให้พร้อมรับงานได้ในทุกแบบ โดยฝึกฝนการปั้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความชำนาญ ซึ่งอาจจะใช้เวลาฝึกที่ยาวนาน แต่เชื่อว่าเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าในวันที่ลูกค้ามาจ้างปั้นชิ้นงาน”

สำหรับผลงาน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับคุณหนุ่ม นอกจากการปั้นรูปบุคคลแล้ว ยังมีในส่วนของรูปปั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประดิษฐาน ณ วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) จ.กาญจนบุรี, รูปปั้นหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิตฺโต ที่วัดทุ่งเรไร จ.เพชรบูรณ์ และในช่วงเดือน ธ.ค.60 ก็จะมีผลงานองค์ใหญ่สูง 5 เมตร (รวมฐาน)ไปตั้ง ณ วัดสำนักขุนเณร จ.พิจิตร อีกด้วย รวมถึงยังมีผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจอีกชิ้นคือ การได้มีโอกาสปั้นรูปเหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 กับผลงาน “ย่างก้าวแห่ง ความร่มเย็น” ในงานจิตอาสาสมาคม ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อช่วงปลายปี 2559 นอกจากนี้ยังมีในส่วนของงานปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้หอเกียรติยศเพชรบุรี และพิพิธ-ภัณฑ์หล่มสัก จ.เพชร-บูรณ์ อีกด้วย

ท้ายสุดคุณหนุ่ม ให้ข้อคิดไว้ว่า การฝึก ฝนและเททุ่มใส่ใจกับการทำงาน คงไม่สำคัญแค่กับอาชีพช่างปั้น แต่สำคัญในทุกๆอาชีพ เพราะทุกอาชีพต่างต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เพิ่มทักษะความรู้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ หากใครสนใจก็สามารถเข้าชมผลงานของคุณหนุ่มผ่านเพจ เฟซบุ๊ก : พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล ได้อีกช่องทาง.

 

โออิชิ รุกตลาดอาหารพร้อมทาน เปิดตัว เกี๊ยวซ่า สูตรใหม่ แคลอรี่ต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 23:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/998165

โออิชิ กรุ๊ป เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น เดินหน้ารุกตลาดอาหารพร้อมรับประทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด โออิชิ เกี๊ยวซ่า สูตรผสมแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ 190 กิโลแคลฯ ตอบโจทย์ชีวิตสำเร็จรูปของคนรุ่นใหม่ …

คุณกชกร อรรถรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ประกอบกับวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมเมือง ข้อจำกัดทางด้านเวลาที่รีบเร่ง ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาให้ความนิยมและบริโภคอาหารพร้อมรับประทานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของตลาดรวมอาหารแช่เย็นและอาหารแช่แข็ง (Chilled & Frozen Food) มูลค่าตลาดมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจากรายงานบทความ เรื่อง “อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม” โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) ทำให้บริษัท ฯ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ที่หลากหลายและเฉพาะเจาะจงขึ้นนั่นเอง

ที่ผ่านมา บริษัท ฯ มุ่งดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา “นวัตกรรม” มาโดยตลอด พร้อมนำเสนอความหลากหลายของสินค้า กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน ทั้งสินค้ากลุ่มอาหารแช่เย็น และ สินค้ากลุ่มอาหารแช่แข็ง ล่าสุด เปิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพ ใหม่ล่าสุด โออิชิ เกี๊ยวซ่า สูตรผสมแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ ให้พลังงานเพียงแค่ 190 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ชีวิตสำเร็จรูปของคนรุ่นใหม่ ทั้งเรื่องความสะดวกรวดเร็ว ความอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการได้เป็นอย่างดี

สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ โออิชิ เกี๊ยวซ่า สูตรผสมแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ คัดสรรและเลือกใช้แต่วัตถุดิบธรรมชาติ คุณภาพสูง ซึ่งได้แก่ แป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากนาข้าวเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มาต่อยอดเชิงสร้างสรรค์และแปรรูปเป็นแผ่นแป้งเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น โดยมาพร้อมไส้หมูสลัดงา อัดแน่น เต็มคำ และ น้ำจิ้มซอสสลัดงาญี่ปุ่น (สูตรน้ำใส) เข้มข้น รสชาติแบบญี่ปุ่นที่แท้จริง โดย 1 ซอง ให้พลังงาน เพียง 190 กิโลแคลอรี่.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 0.20 ดัชนีอยู่ที่ 1,569 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 17:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997997

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 0.20 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,569.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 32,881.28 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 7 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 0.20 จุด อยู่ที่ 1,569.44 เปลี่ยนแปลง -0.01% มูลค่าการซื้อขาย 32,881.28 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,570.60 จุด และต่ำสุดที่ 1,565.17 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

‘พาณิชย์’ เร่งตั้งสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ หวังขยายส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997847

กระทรวงพาณิชย์ คาดมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ปี 60 แตะ 3,000 ล้านบาท โต 10% เตรียมหารืออาเซียนตั้งสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ร่วมกัน หวังสร้างมาตรฐานและเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดโลก..

วันที่ 7 ก.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์คาดว่ามูลค่าตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 60 จะมีมูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปี 59 ที่มีมูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตในระดับ 10% ต่อปีนั้น ทำให้ยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดเกษตรอินทรีย์ได้อีกมาก

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันตลาดเกษตรอินทรีย์ให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์มีแผนจะหารือร่วมกับสมาชิกอาเซียนเป็นครั้งแรก เพื่อให้เกิดการจัดตั้งสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน พร้อมทั้งจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกันในอาเซียนเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาดเกษตรอินทรีย์ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน พร้อมทั้งขยายการส่งออกสินค้าเกษตรของภูมิภาคไปสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ไทยจะได้จัดงาน แสดงสินค้า Organic and Natural Expo 2017 ที่พิเศษกว่าทุกครั้ง เนื่องจากจะเปิดเวที ให้กับผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน เข้ามาร่วมแสดงสินค้ากับผู้ประกอบการไทยกว่า 200 ราย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการทำตลาด และวางมาตรฐานสินค้าร่วมกัน พร้อมทั้งเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจัดทำการเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการทั่วโลกด้วย

สำหรับงานปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด ‘ASEAN : Home of Organic’ ระหว่างวันที่ 27 – 30 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์และธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและภูมิภาคอาเซียน จะมีการแสดงสินค้าอินทรีย์ทั้งประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งข้าว ผัก และผลไม้ และสินค้าประเภทที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน ไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นคน และสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 32 ล้านบาท

ทางด้าน นายพีรโชติ จรัญวงศ์ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย เผยว่า ตลาดหลักของเกษตรอินทรีย์ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป ซึ่งมีมูลค่าการตลาดรวม 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนตลาดเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น มีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยมีมูลค่าการค้าเฉลี่ยปีละ 2,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นการส่งออกประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการบริโภคในประเทศ และไทยถือเป็นประเทศที่มีการบริโภคเป็นลำดับต้นๆ ในอาเซียน.