TMA เจาะประเด็นพื้นฐาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997762

นางสาววรรณวีรา รัชฎาวงศ์

ทีเอ็มเอ จัดงานสัมมนาระดับชาติอย่างต่อเนื่อง พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภายใต้หัวข้อ Reinforcing the Foundation for Competitiveness เจาะประเด็นความเข้มแข็ง พื้นฐาน 3 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มความสามารถด้านนวัตกรรม อนาคตดิจิทัลในประเทศไทย และการ ลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมเชิญผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมอภิปราย หัวข้อหลักสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนด้านการพัฒนาขีดความสามารถฯ  ที่งาน Thailand Competitiveness Conference 2017 ในวันที่ 20-21 ก.ค.ศกนี้  

นางสาววรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่ประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเทศไทยมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งล่าสุด สถาบัน IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยผลการสำรวจการจัดอันดับ ขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 63 ประเทศทั่วโลก และประเทศไทยมีผลที่ดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ คะแนนรวม ในปีนี้เท่ากับ 80.095 เปรียบเทียบกับ 74.681 ในปี 2559 และมีอันดับที่ดีขึ้น 1 อันดับ โดยเลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 28 ในปี 2559 เป็นอันดับที่ 27 ในปี 2560  โดยที่ผ่านมาทีเอ็มเอได้ให้ความสำคัญ กับเรื่องของการเพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งระดับองค์กร และระดับบุคคล รวมถึงการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการจัดงานสัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ที่จะเป็น แรงผลักดันให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

ในปีนี้การจัดสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2017 ภายใต้หัวข้อ Reinforcing the Foundation for Competitiveness  ยังคงเน้นย้ำเรื่องของความสอดคล้องด้านการทำงานจากทุกภาคส่วน และร่วมมองหาแนวทาง ในการ สร้างรากฐานความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐาน และได้เจาะประเด็นใหญ่ๆ 3 เรื่อง คือ การเพิ่มระดับความสามารถ ด้าน นวัตกรรม อนาคตดิจิทัลในประเทศไทย รวมถึงเรื่องของการลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในอนาคต โดย ได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลักๆ ด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน ที่มีส่วน เกี่ยวข้องเข้าร่วม อภิปราย และแสดงปาฐกถาในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญที่จะส่งผลให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง โดย ได้รับการตอบรับจากผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ อาร์ตูโร บริส ผู้อำนวยการศูนย์ ไอเอ็มดี เวิลด์ คอมเพทติทีฟ สถาบัน การศึกษาทางธุรกิจชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์  จะมาชี้ภาพรวมให้เห็นถึงอนาคตของประเทศไทย และภาพรวมของ ทั้งโลกในด้านดิจิตัล และยังมีวิทยากรทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 10 ท่าน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ด้านการ พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในแง่มุมต่างๆ

“งานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program จะเป็นเสมือนเวทีที่ผู้บริหารที่มีบทบาทเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อน จากภาคส่วนต่างๆ ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น และนำเสนอแนวทางการปฏิบัติ ที่เคยได้รับการ ปฏิบัติ และประสบความสำเร็จแล้ว เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป เพราะเมื่อสภาพ แวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้สถานภาพในการแข่งขันต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน การระดมความคิด เห็นจากผู้นำในแต่ละภาคส่วน จะมีส่วนช่วยทำให้เราสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิสัย ทัศน์และยุทธศาสตร์หลักของประเทศ อันจะทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริง” วรรณวีรา กล่าว

ทีเอ็มเอคาดว่าจะมีผู้สนใจทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ นักบริหาร จากทุกภาคส่วนเข้าร่วมรับฟัง Thailand Competitiveness Conference 2017 : Reinforcing the Foundation for Competitiveness  ระหว่างวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพฯ

 

สสว.เร่งปั้นสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดหวังดันเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 15:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997750

สสว. ยืนยันโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดสำเร็จเกินเป้า ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น 4,642.43 ล้านบาท ย้ำแผนปี 60 เร่งดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใส่นวัตกรรมและเทคโนโลยี ยกระดับให้เป็น SME 4.0

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ยืนยันว่าโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) นั้นประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในระดับสูง ทำให้ในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น 4,642.43 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 สสว. ได้ดำเนินงานโครงการ อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นส่งเสริมและผลักดันให้ SME เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในที่สุด

ทั้งนี้โครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระยะเร่งด่วน ปี 2558 ของ สสว. ที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา SMEs ตามวงจรธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) สร้างต้นแบบธุรกิจที่มีศักยภาพให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับจังหวัด

2) สนับสนุนธุรกิจต้นแบบให้สามารถถ่ายทอดการจัดการองค์ความรู้ธุรกิจสู่ SMEs ในภูมิภาค

3) สร้างระบบการบูรณาการการส่งเสริม SMEs ทุกระดับ ทุกภาคส่วน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในการดำเนินโครงการที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการได้รับคัดเลือก ให้เข้ากระบวนการพัฒนาศักยภาพ จากทุกจังหวัดจำนวน 222 ราย ประกอบด้วย กลุ่มที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจ (Start Up) จำนวน 72 ราย กลุ่มที่มีศักยภาพทางการตลาด (Rising Star) จำนวน 74 ราย และกลุ่มที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว (Turn Around) จำนวน 76 ราย

ทั้งนี้ สสว. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการตรวจประเมินและวินิจฉัย สถานประกอบการเชิงลึก พบว่ากลุ่ม Start Up ให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขาย มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพ ดังนั้นแนวทางในการพัฒนาส่วนใหญ่ จึงเป็นการพัฒนา Product ให้ได้มาตรฐาน การพัฒนา Packaging รวมทั้งกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะจะช่วยเพิ่มยอดขายเป็นหลัก

ในส่วนของกลุ่ม Rising Star ที่มีความชำนาญในการขายนั้นมีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หรือลดต้นทุนผลิต ซึ่งในกลุ่มนี้มีอัตราการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ร้อยละ 12.88 ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของมูลค่าผลิตภาพ เพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 12.15

ในกลุ่ม Turn Around เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาด้านยอดขายและด้านการเงิน ดังนั้นการพัฒนาจึงต้องดำเนินการ ทั้งเรื่องการเพิ่มยอดขาย การเพิ่มผลิตภาพการผลิต และการหาแหล่งเงินทุน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งทางที่ปรึกษาได้ประสานงานกับธนาคารในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่จากการประเมินและสรุปผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พบว่าการดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายในระดับสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 3.55 และหลังจากที่ SME ได้เข้าร่วมโครงการแล้ว ผลการประเมินด้านรายได้และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นต่อปี ปรากฏว่ากลุ่ม Start Up มีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.57 รองลงมาเป็นกลุ่ม Rising Star มีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.04 และกลุ่ม Turn Around สามารถมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15.61

ทั้งนี้ในภาพรวมของโครงการฯ สามารถเพิ่มรายได้และผลิตภาพ ร้อยละ 21.06 ต่อปี สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาทางด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ มีรายได้รวม 22,047.17 ล้านบาท และเมื่อผ่านกระบวนการพัฒนา ภายใต้โครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น 4,642.43 ล้านบาท

จากการดำเนินโครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดในครั้งนี้ ได้ผลสัมฤทธิ์ที่สูงกว่าเป้า สสว. จึงได้จัดให้มีการดำเนินงานโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด ในปีงบประมาณ 2560 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีนวัตกรรม และได้รับการรับรองมาตรฐานสูงขึ้น พัฒนาการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสด้านการตลาดในทุกมิติโดยมีเป้าหมายผู้ประกอบการ 6 รายต่อจังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มอาหาร (Food) และกลุ่มที่มิใช่อาหาร (Non-Food) เน้น Service & Trade โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและกลุ่มบริการเพื่อสุขภาพ (Medical Hub) ตลอดจนกลุ่ม Local Trader กลุ่ม Logistics และ E-Commerce

การดำเนินโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดในปี 2560 นี้ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันอาหารเป็นหน่วยร่วมดำเนินการ จะทำการคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั่วประเทศ รวม 462 ราย แบ่งเป็นกลุ่มอาหาร 231 ราย และกลุ่มที่มิใช่อาหาร 231 ราย โดยได้มีการทำ workshop ร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเบื้องต้น จำนวน 6 ราย เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ที่ผู้ประกอบการต้องปรับปรุง ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการในกลุ่ม Food ได้แก่ บริษัท เชฟอุทัย จำกัด ประกอบธุรกิจมัสมั่นบรรจุกระป๋อง ต้องปรับปรุงในเรื่องมาตรฐานการผลิต อาทิ Halal HACCP ฯลฯ เพื่อรองรับการส่งออกในอนาคต ส่วนกลุ่ม Non Food ได้แก่ บริษัท บ้านนาทอง เฮลท์ตี้ แอนด์สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่เน้นวัตถุดิบที่ทำจากธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี 100% ซึ่งพบว่าต้องปรับปรุงด้านการบริหารจัดการให้เป็นระบบยิ่งขึ้น รวมทั้งการขยายช่องทางการตลาด ในลักษณะแฟรนไชส์เป็นของตัวเอง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา สสว. ได้ทำการสำรวจข้อมูลในด้านความคาดหวังและการรับรู้ของผู้บริโภคไทยที่มีต่อสินค้าอาหารที่ผลิตโดยเอสเอ็มอี พบว่า สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวัง (Expectation) จากสินค้าอาหารของเอสเอ็มอี อันดับแรก คือ อาหารจะต้องมีรสชาติอร่อย มีสินค้าที่หลากหลายตามความต้องการของผู้บริโภค รองลงมาคือความสะอาด ปลอดภัย ได้คุณภาพมาตรฐาน และต้องสามารถหาซื้อได้ง่ายทั่วไป โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเห็นว่า (Perception) สินค้าอาหารของ SME ไทย จะมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ อาหารมีรสชาติอร่อย และบรรจุภัณฑ์มีการแสดงข้อมูลส่วนประกอบ (Ingredients) สินค้าชัดเจน แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดด้อย คือ ตราสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก ขาดการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ดึงดูดใจ และสินค้ายังไม่ได้มาตรฐาน มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขณะที่ปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจซื้อ จะอยู่ที่คุณภาพของสินค้า (Quality) และความคุ้มค่าเงิน (Value For Money) ซึ่งสิ่งนี้จะสะท้อนผ่านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจ สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจในคุณภาพสินค้า และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในที่สุด

จึงเห็นได้ว่ากุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับสินค้าอาหารของเอสเอ็มอี คือ

1. การมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีฉลากข้อมูลครบถ้วน จะช่วยสื่อถึงคุณภาพของสินค้า ช่วยสร้างแบรนด์ และยังเป็นด่านแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อสินค้า

2. การมีมาตรฐานของสินค้า ที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่จะแข่งขันด้วยราคา

3. รสชาติอาหารต้องอร่อยถูกปากผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าให้มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี อาหารรสชาติอร่อย มีคุณภาพ มาตรฐานในราคาที่เหมาะสม ก็จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก

เชื่อว่าภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้มีศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ต่อยอดการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นสากล พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ยกระดับให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเป็น SME 4.0 เป็นต้นแบบให้กับเอสเอ็มอีในจังหวัดและนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัดต่อไป

 

สนพ. เปิดตัวหนังแอนิเมชันแนวทางใหม่ Energy 4.0 ให้ความรู้ความเข้าใจพลังงานฐานนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.ค. 2560 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996990

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เดินหน้านโยบายพลังงานฐานนวัตกรรม “Energy 4.0” ยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ผสานกับการใช้พลังงานสะอาด เปิดตัวคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์เรื่อง “Energy 4.0” ดึงมาสคอต ‘ฮีโร่พลังคิด’ มาเป็นตัวเอกเดินเรื่องด้วยข้อมูลที่ย่อยง่ายเพื่อสร้างการเข้าใจถึงทิศทางพลังงานยุคใหม่ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีแผนขับเคลื่อนด้านพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย “Energy 4.0” เพื่อให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล โดยการพัฒนาพลังงานฐานนวัตกรรมจะยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดสอดรับกับกระแสเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในการนี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อทุกภาคส่วนเกี่ยวกับ Energy 4.0 สนพ.ได้จัดทำคลิปวิดีโอเรื่อง “Energy 4.0” เพื่อเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบแอนิเมชันให้เกิดความน่าสนใจชวนติดตามชม พร้อมสรุปเนื้อหาให้เกิดความเข้าใจในข้อมูลแบบง่ายๆ

Energy 4.0 เป็นการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาการใช้พลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ผสมผสานการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน

ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังดำเนินการภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดพลังงานฐานนวัตกรรมใหม่ๆ ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายภายในปี 2579 ประเทศไทยจะมีรถ EV 1.2 ล้านคัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) 690 สถานี โดยตั้งเป้าหมายในปี 2560 จะสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 150 สถานี รวมถึงโครงการสนับสนุนเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ซึ่ง สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนงบประมาณปรับเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 20,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใน 5 ปี โดย 2 ปีแรกนำร่องจำนวน 100 คัน

ในด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) ในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ โดยกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้ทุนวิจัยด้านนี้เป็นงบประมาณ 765 ล้านบาท มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรอบแรก 32 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำกรอบวิจัยเพื่อเปิดรับข้อเสนอระยะที่ 2 ต่อไป

นอกจากนี้ยังมี โครงการ SPP Hybrid Firm เปิดให้มีการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ประเภททั้งพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม กับพลังงานชีวภาพ เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เพื่อลดความผันผวนของพลังงานทดแทน สร้างความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้า และยังลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่โดยไม่จำเป็น มีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าทั่วประเทศ 300 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 10-50 เมกะวัตต์

ทั้งนี้รวมถึง โครงการกลุ่ม Smart  ประกอบด้วย โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าเพื่อบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ อยู่ระหว่างการทำโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เป้าหมาย คือ ส่งเสริมให้มีการออกแบบเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันได้คัดเลือกแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 7 แห่งเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1. นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะรู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2. มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด 3. เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ 4. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5. วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน 6. ขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง 7. เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง โดยขั้นตอนต่อไปผู้ได้รับคัดเลือกจะต้องจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้

• ดึง “ฮีโร่พลังคิด” พระเอกหนังแอนิเมชัน

สำหรับคลิปวิดีโอ “Energy 4.0” ได้นำ “ฮีโร่พลังคิด” ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ของ สนพ. มาเป็นตัวเอกเดินเรื่องโดยจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันความยาวประมาณ 3 นาที เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทิศทางด้านพลังงานของไทยในอนาคตว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรบ้างในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้การถ่ายทำแบบ Stop Motion คือการสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูง ซึ่งคลิป Energy 4.0 ใช้เทคนิคปั้นดินน้ำมัน โดยขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบต่างๆ ทีละนิดๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมๆ พร้อมนำภาพที่ได้ทั้งหมดมาตัดต่อลงในโปรแกรมตัดต่อภาพ และวิดีโอ ซึ่งจุดเด่นของเทคนิคนี้ทำให้ภาพยนตร์แอนิเมชันมีความน่าสนใจ และน่าติดตามชม ซึ่งปัจจุบันช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่มีความสำคัญ ไลฟ์สไตล์ของประชาชนผูกติดกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก การประชาสัมพันธ์ผ่านคลิปวิดีโอจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อการสื่อสารที่เข้าถึง

“Create The Future Energy” สร้างสรรค์ ก้าวที่มั่นคง เพื่อพลังงานไทยยั่งยืน

**ติดตามคลิป Energy 4.0 ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ EPPO Thailand https://goo.gl/1fMk89

อยากรู้มั้ย Energy 4.0 จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง? คลิกเลย!

ทางหลวง วอนปชช. เพิ่มความระมัดระวังการเดินทาง ช่วงวันหยุดยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 13:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997530

กรมทางหลวง ขอความร่วมมือปชช. เพิ่มความระมัดระวังการขับขี่ พร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ช่วงวันหยุดยาว 8–10 ก.ค. เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ..

วันที่ 7 ก.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่าเนื่องจากวันที่ 8–10 ก.ค. 60 เป็นช่วงวันหยุดยาววันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ติดต่อกัน 3 วัน คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางไปทำบุญถวายเทียนพรรษาและท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจทำให้การจราจรติดขัดและหนาแน่นในเส้นทางสายหลักได้

ทั้งนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวง ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ให้กับประชาชนในการเดินทางช่วงดังกล่าว เพื่อให้ทางหลวงอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาว

นอกจากนี้ การขับรถช้าชิดซ้าย คาดเข็มขัดนิรภัย เปิดไฟหน้ารถ ยังเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางอีกทางหนึ่ง ซึ่งกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้ อยู่ในระหว่างช่วงฤดูฝน กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โปรดสังเกตป้ายแนะนำ ป้ายเสริม ตามที่ได้ติดตั้งไว้ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง).

 

Mitsubishi Electric เปิดตัว “เคียงฟ้า” หอทดสอบลิฟต์แห่งใหม่ในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.ค. 2560 11:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997594

ยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดลิฟต์ ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี

บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ เอเซีย จำกัด เปิดตัวหอทดสอบลิฟต์ “เคียงฟ้า” แห่งใหม่ในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เพื่อเดินหน้าขยายตลาดลิฟต์ ทั้งจากกลุ่มลูกค้าที่สร้างอาคารใหม่และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนลิฟต์เก่าเป็นลิฟต์ใหม่ มั่นใจหลังเปิดหอทดสอบลิฟต์ “เคียงฟ้า” จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต การทดสอบและประเมินคุณภาพลิฟต์ความเร็วปานกลางถึงความเร็วสูง ตลอดจนการทดสอบคุณภาพชิ้นส่วนและระบบต่างๆ ของลิฟต์ เพื่อให้มั่นใจว่าลิฟต์ทุกตัวมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งอันสำคัญของผลิตภัณฑ์ลิฟต์ Mitsubishi Electric

มร. ฮิเดะอาคิ โคะเดระ ประธานกรรมการ บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ เอเซีย จำกัด หรือ AMEC เปิดเผยว่า “AMEC เป็นโรงงานผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อนของ Mitsubishi Electric ส่งออกสู่ตลาดภายนอกประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าให้มีนวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดย AMEC ได้ก่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา(R&D) เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 , มีการเปิดโรงงานแห่งใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 โดยได้ตั้งเป้าการผลิตเพิ่มขึ้น 50% หรือเป็นจำนวน 20,000 ตัว เพื่อส่งออกไปทั่วโลก โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือประเทศแถบตะวันออกกลาง รวมถึงครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ก่อสร้างหอทดสอบลิฟต์ “เคียงฟ้า” แห่งนี้ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในทดสอบและตรวจประเมินลิฟต์ความเร็วปานกลางถึงความเร็วสูงตามที่กลุ่มตลาดระบบอาคารสูงต้องการได้ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกและเป็นบริการในการทดสอบและตรวจประเมินลิฟต์

อีกทั้งยังเป็นศูนย์พัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ลิฟต์รุ่นใหม่ เพื่อยกระดับลิฟต์รุ่นเก่าที่ใช้งานมานาน ให้มีระบบการทำงานที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น นอกจากหอทดสอบลิฟต์แห่งนี้จะใช้สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ ตัวลิฟต์แล้ว หอแห่งใหม่นี้ยังใช้สำหรับทดสอบรายละเอียดต่างๆ ได้แก่ ทดสอบชิ้นส่วนต่างๆ ที่จะนำมาจัดซื้อภายในประเทศ เช่น ชิ้นส่วนไฟฟ้าและเครื่องกลของลิฟต์ความเร็วสูง,ทดสอบระบบการควบคุมการสั่นสะเทือนและเสียงดังเมื่อลิฟต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง,ทดสอบสมรรถภาพและความทนทานของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ของลิฟต์ความเร็วสูงที่จัดซื้อภายในประเทศ, ทดสอบสมรรถภาพและความทนทานของระบบความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถช่วยลดความผิดพลาดของการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้อีกด้วย”

สำหรับยอดขายลิฟต์ในปีนี้ ความต้องการซื้อจากประเทศที่เปิดตลาดไปแล้ว คือ ประมาณ 920,000 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีความต้องการซื้ออยู่ที่ 900,000 ตัว สำหรับประเทศไทยนั้น ตลาดมีความต้องการซื้อประมาณ 5,000 ตัวต่อปี อย่างไรก็ตามทิศทางการเติบโตของตลาดลิฟต์และบันไดเลื่อนยังมีอยู่ต่อเนื่อง คือ ประมาณ 1 ล้านตัวต่อปี โดยตลาดใหม่ เช่น ประเทศจีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุด 60% ของทั้งโลก ตามด้วยอินเดียเป็นตลาดใหญ่อันดับสอง ตลอดจนตลาดใหม่ในประเทศที่กำลังขยายประเทศ เช่น ในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง และ ละตินอเมริกา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความต้องการซื้อจากประเทศที่ Mitsubishi Electric ยังไม่ได้เปิดตลาด เช่น รัสเซีย ยุโรปตะวันออก แอฟริกา อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตัว

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งตลาดลิฟต์ที่น่าสนใจ คือ ตลาดลิฟต์สำหรับปรับปรุงอาคารเก่า โดยเปลี่ยนลิฟต์เก่าเป็นลิฟต์ใหม่ บริษัทฯ จึงได้เตรียมแผนการขยายธุรกิจในส่วนนี้โดยการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อขยายธุรกิจอย่างมีคุณภาพ ทั้งการสร้างยอดขาย “ลิฟต์ใหม่” ในตลาด และการให้บริการ “ซ่อมบำรุง” ที่มีคุณภาพสูง และจำหน่าย Renewal Lift” มร.ฮิเดะอากิ กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 90 ปี ในการให้บริการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเชื่อถือได้ภายใต้ Mitsubishi Electric Corporation ส่งผลให้บริษัทฯเป็นผู้นำตลาดระดับโลกด้านการผลิต การตลาด และการขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในการประมวลข้อมูลและการสื่อสาร รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศสื่อสารด้วยดาวเทียม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม พลังงาน การขนส่งและอุปกรณ์สำหรับระบบอาคาร ซึ่ง Mitsubishi Electric ได้รวบรวมเจตนารมณ์ขององค์กรเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย ปณิธานของกลุ่มบริษัท คือ “การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า” (Changes for the Better) และถ้อยแถลงด้านสิ่งแวดล้อม (Eco Changes) Mitsubishi Electric มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทระดับโลก เป็นผู้นำด้านองค์กรสีเขียว และเสริมสร้างสังคมด้วยเทคโนโลยี

บริษัทฯ มียอดขายรวมทั้งกลุ่ม มูลค่า 4,394.3 พันล้านเยน (38.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ*) ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2559 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.MitsubishiElectric.com

*อัตราแลกเปลี่ยนที่ 113 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในโตเกียว วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

 

เปิดแล้ว “จีเอฟที 2017” และ “จีเอ็มเอส 2017”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.ค. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997525

คุณอิสระ บุรินทรามาตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด ร่วมกับคุณถาวร กนกวลีวงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดงาน “จีเอฟที 2017” และ “จีเอ็มเอส 2017” มหกรรมเครื่องจักร เครื่องมือ วัสดุและอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ต่อยอดงานดีไซน์ สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคมนี้ ณ ไบเทค

กิจกรรมไฮไลต์ในงาน

• รวมเทคโนโลยีดิจิตัล สมาร์ทโซลูชั่น 4.0 ควบคุมสั่งการเชื่อมต่อด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประหยัดแรงงาน เพิ่มความแม่นยำในการผลิต อาทิ จักรเย็บเพิ่มความเร็ว เครื่องเย็บผ้าแบบไร้ตะเข็บเหมาะกับเสื้อกีฬาและเพื่อสุขภาพ เครื่องพับเสื้ออัตโนมัติพร้อมจัดใส่ถุงบินตรงจากยุโรป

• สร้างเอกลักษณ์และความแตกต่าง ด้วยเทคโนโลยีพิมพ์สกรีนระบบดิจิตอลล่าสุด เช่น เครื่องพิมพ์สีจากยุโรป สร้างงานคมชัดทุก pigment เข้าถึงเนื้อผ้าสองด้าน /เครื่องปริ้นท์นูนระบบ 3 มิติ

• “Fabric Market” รวบรวมคอลเลกชั่นผ้าคุณภาพหลากหลายจากจีน เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานแปลกใหม่

• การประชุม “การพัฒนาสิ่งทอไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมในอนาคต” โดยสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI)

• สัมมนากลยุทธ์การตลาดและสร้างแบรนด์ในหัวข้อ “เสริมธุรกิจ พลิกการตลาด พิชิตความสำเร็จแบบก้าวกระโดด” โดยกูรูด้านดิจิตัลมาร์เกตติ้งและเจ้าของแบรนด์ในอุตฯ แฟชั่น

• เจาะลึกเทรนด์การใช้สีและวัสดุแฟชั่น 2018/2019 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจแฟชั่น

• ค้นพบปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวในอุตฯ สิ่งทอ นำโดยคุณสมชัย ส่งวัฒนา เจ้าของแบรนด์ Flynow

• แฟชั่นโชว์ในคอนเซปต์ “Siam Silhouette” (สยาม ซิลลูเอท) โดยดีไซเนอร์จากโครงการ Dee Project

 

ปิดจ๊อบโครงสร้างพื้นฐานอีอีซี นายกฯ เปิดหวูดดึงจีน-ยุโรป-มะกันลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997259

“บิ๊กตู่” ปิดจ๊อบโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี ประชุม 2 รอบอนุมัติรวม 700,000 ล้านบาท ได้ฤกษ์ชวนนักลงทุนต่างชาติ ทั้งจีน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ด้าน “คณิศ” ฝัน 5 ปี ได้ 30 บริษัทยักษ์ใหญ่มาลงทุน เม็ดเงินสะพัดกว่า 500,000 ล้านบาท

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกครั้งที่ 2/2560 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีเพิ่ม ในส่วนของการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหลัก 3 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3, ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ โดยมีรถไฟทางคู่เข้าเชื่อมโยงและมีระบบบริการการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติในการประชุมคณะกรรมการอีอีซีนัดแรก ถือว่าในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีทั้งหมด ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการครบเสร็จสิ้นแล้ว รวมมูลค่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งสิ้น 700,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการลงทุนของภาคเอกชนที่จะมาลงทุนในอีอีซีอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา

“การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี จากการหารือกับ รมว.คลัง จะพยายามไม่ใช้งบประมาณ เพราะไม่ต้องการให้เป็นหนี้ และไม่ต้องการรับความเสี่ยงมาก จึงให้ภาคเอกชนเข้ามารับความเสี่ยง ขณะเดียวกันต้องการให้การลงทุนใช้แหล่งเงินภายในประเทศ ซึ่งมีสภาพคล่องเพียงพอ และต้องการให้บริษัทของคนไทยมาร่วมลงทุนในลักษณะการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือพีพีพี เพื่อให้บริษัทคนไทยได้พัฒนาศักยภาพ จะได้ไปทำงานในต่างประเทศในลักษณะเดียวกันได้ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีวงเงินประมาณ 700,000 ล้านบาท จะสร้างผลประโยชน์เพิ่มขึ้นมากในประเทศ มีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะเกิดผลต่อเศรษฐกิจไทยเป็นตัวเลขเท่าไร”

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอีอีซีเห็นว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจบแล้วในการประชุมเพียง 2 ครั้ง ดังนั้นจึงให้เร่งทำงาน ดึงนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะง่ายขึ้น เพราะรัฐได้แสดงให้เห็นชัดเจน หรือมีคอมมิตเมนต์ในโครงการนี้ว่า เอาจริงเอาจัง จนออกมาเป็นนโยบาย ตามแผนงานก็จะไปเชิญชวนนักลงทุนจากจีน และยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกา หลังไปญี่ปุ่นมาแล้ว โดยเป้าหมาย 5 ปี มีบริษัทยักษ์ใหญ่มาลงทุนในโครงการไม่น้อยกว่า 30 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากจีนและญี่ปุ่น

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายอีอีซีเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนตามที่ สคร.ได้ยกร่างขึ้น เพื่อยกระดับกฎหมายร่วมทุนในอีอีซี ให้เป็นมาตรฐานสากล โปร่งใสและรวดเร็วมากขึ้น สามารถลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการ เหลือ 8-10 เดือน จาก 40 เดือน ขณะที่โครงการฟาสต์แทร็กจะใช้เวลา 20 เดือน คาดว่าจะได้บริษัทเอกชนมาร่วมลงทุนภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ทั้งนี้ระเบียบดังกล่าว จะใช้เฉพาะกับโครงการพีพีพี ที่สำคัญและมีความพร้อมในอีอีซี ส่วนโครงการพีพีพีอื่นยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 เช่นเดิม

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีที่จะให้ เอกชนร่วมลงทุนมี 4 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกวงเงิน 310,383 ล้านบาท, โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 215,100 ล้านบาท, โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 วงเงิน 155,834 ล้านบาท และโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะ 3 วงเงิน 10,154 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 691,471 ล้านบาท

ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดในที่ประชุมให้การพัฒนาอีอีซีเชื่อมโยงไปสู่ประเทศไทย 4.0 ยึดโยงกับประชารัฐ ภาครัฐและเอกชนร่วมกันทำงานมีความร่วมมือในพื้นที่ ซึ่งโครงการอีอีซีมีความสำคัญที่จะนำประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง พร้อมให้รักษาสมดุลด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ประชาชนทุกกลุ่มได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่จากโครงการ นอกจากเพิ่มรายได้ให้ประเทศแล้ว ประชาชนจะต้องยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย และอีอีซีจะเป็นต้นแบบ เพื่อขยายผลไปทำโครงการลักษณะเดียวกันในภาคอื่นๆ เชื่อมโยงตะวันตก-ตะวันออก-เหนือ-ใต้ พร้อมมีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดดำเนินโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมโยงจากอีอีซีต่อไปยังทวาย-ย่างกุ้ง-ติลาวา ไปจนถึงอินเดีย และให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่อีอีซี ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของอีอีซี.

 

บุกพันธุ์ทิพย์ล้างบางของเถื่อน “พาณิชย์” หวังโชว์สหรัฐฯปลดไทยหลุดบัญชีดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997250

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติภาคเอกชนเจ้าของลิขสิทธิ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 39 หน่วยงาน ลงพื้นที่ที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ เพื่อตรวจดูการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พบว่า ขณะนี้แผงลอย หรือร้านค้าที่ลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดหมดไปแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการปราบปรามอย่างหนักของกอ.รมน. ตำรวจ และเจ้าของสิทธิ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องกำจัดสินค้าละเมิดใน 6 พื้นที่เป้าหมายหลักให้หมดสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ขณะนี้ถือว่าห้างพันธุ์ทิพย์ไม่มีร้านขายสินค้าละเมิดแล้ว

“ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันกำจัดสินค้าละเมิด และผู้ละเมิดใน 6 พื้นที่สีแดงเป้าหมายหลัก คือ ศูนย์การค้ามาบุญครอง, ตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ, คลองถม, บ้านหม้อ และตลาดนัดจตุจักร เพื่อไม่ให้จำหน่ายสินค้าละเมิดอีก ซึ่งจากการดำเนินการต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมามั่นใจว่าจะกำจัดการละเมิด ได้หมดภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ รวมถึงยังคงเฝ้าติดตาม และปราบปรามพื้นที่อื่นๆด้วย ทั้งย่านพัฒน์พงศ์, ถนนสุขุมวิท 3-12, ห้างไอที ซิตี้ พัทยา, หาดป่าตอง ภูเก็ต”

ขณะเดียวกัน กอ.รมน. ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และเจ้าของพื้นที่จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการและรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IPEC (ไอเพค) โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กรมทรัพย์สิน ทางปัญญา และผู้แทนเจ้าของสิทธิ ประจำที่ศูนย์ไอเพค ในพื้นที่ศูนย์การค้ามาบุญครอง ตลาดนัดจตุจักร และตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว หากผู้ใดทราบข้อมูลเบาะแสการวางจำหน่ายสินค้าละเมิด สามารถแจ้งศูนย์ไอเพค เพื่อดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังไม่นิ่งนอนใจ จะยังคงตรวจสอบ และลงโทษผู้ที่ลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้น และจะนำผลการปราบปรามสินค้าละเมิดเสนอต่อสหรัฐฯด้วย เพื่อให้เห็นถึงความจริงจังในการปราบปรามและปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) ด้านทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรา 301 พิเศษ กฎหมายการค้าสหรัฐฯต่อไป.

 

ขนส่งปัดฮั้วประมูลเส้นทางรถ แจงชัด!โปร่งใส-เปิดกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997244

นายสนิท พรหมวงษ์

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สหภาพแรงงานการขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) เตรียมเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาวันที่ 7 ก.ค.นี้ เพื่อร้องเรียนรัฐบาลถึงความไม่เป็นธรรมในการประมูลเส้นทางเดินรถโดยสาร ซึ่งเป็นการดำเนินงานอย่างเร่งรีบ มีความไม่ชอบมาพากล จนเสี่ยงต่อการเปิดช่องให้มีการล็อกสเปกเส้นทางเดินรถให้กับเอกชนบางรายหวังตั้งตัวเป็นผู้ประกอบการผูกขาดตลาดเพียงรายเดียวนั้น ขบ.ขอชี้แจงว่า การปฏิรูปเส้นทางเดินรถ 269 เส้นทางนั้น จะเปิดแข่งขันอย่างโปร่งใส ไม่มีการสมรู้ร่วมคิดกับเอกชนบางรายให้ผูกขาดตลาดการขนส่งอย่างแน่นอน

“ความคืบหน้าของการปฏิรูปเส้นทางใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านประมาณ 2 ปี แต่ระหว่างนี้ ขบ.จะออกใบอนุญาต ประกอบกิจการชั่วคราวให้เจ้าของเส้นทางรายเดิมที่บริหารอยู่ เพื่อให้เวลาเตรียมตัวและลดผลกระทบทางธุรกิจ ควบคู่กับทยอยเปิดประมูลเส้นทางใหม่ที่ปฏิรูปแล้วทั้ง 269 เส้นทางให้แล้วเสร็จและได้ตัวผู้ประกอบการภายใน 2 ปี ส่วนเรื่องที่ ขสมก.จะขอขยายอายุให้มากกว่า 2 ปี ในเส้นทางที่บริหารอยู่นั้น สามารถทำได้ สำหรับแนวทางการคัดเลือกเอกชน บริหารเส้นทางจะเน้นที่ประสบการณ์ คุณภาพบริการ และสมรรถภาพยานพาหนะ ส่วนขั้นตอนการประมูลจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเปิดกว้างอย่างเท่าเทียม”.

 

เปิดจองเหรียญ “เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เปิดจองเหรียญ “เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์”

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/997237

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 4 ก.ค. 2560 โดยจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วย 1.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำขัดเงา ชนิดราคา 16,000 บาท จำหน่ายราคา เหรียญละ 30,000 บาท ผลิตไม่เกิน 5,000 เหรียญ 2.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงินขัดเงา ชนิดราคา 800 บาท จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,600 บาท ผลิตไม่เกิน 50,000 เหรียญ และ 3.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 50 บาท จ่ายแลกราคาเหรียญละ 50 บาท ผลิตไม่เกิน 1 ล้านเหรียญ

“ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้เปิดช่องทางการจำหน่ายเหรียญหลากหลายมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกลและอยู่ในเมือง ซึ่งสามารถจองซื้อผ่านเว็บไซต์ และสามารถมาซื้อที่กรมธนารักษ์ก็ได้”

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะขอแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สามารถสั่งจอง และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักการคลัง กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ กรุงเทพฯ โทร.0-2278-5446 หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ โทร. 0-2282-4109 หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานี โทร. 0-2565-7900 และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วย อีกทั้งยังสามารถสั่งจองผ่านเว็บไซต์ https://www.thailandpostmart.com บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โทร.1545 โดยคีย์เลขที่บัตรประชาชนเพื่อดำเนินการสั่งจอง.